- หน้าแรก
- ระบบอัปเกรด 1 วัน 1 แต้ม เส้นทางสู่จุดสูงสุด
- บทที่ 32 - อานุภาพปรมาจารย์ การฉกตัวด้วยสัญญาระดับ SSS
บทที่ 32 - อานุภาพปรมาจารย์ การฉกตัวด้วยสัญญาระดับ SSS
บทที่ 32 - อานุภาพปรมาจารย์ การฉกตัวด้วยสัญญาระดับ SSS
บทที่ 32 - อานุภาพปรมาจารย์ การฉกตัวด้วยสัญญาระดับ SSS
สัตว์อสูรระดับสามได้ 100 คะแนน
ฉินมู่ฆ่าไปหลายสิบตัวก็จริง แต่ก็คำนวณแล้วว่าจำนวนน่าจะไม่ถึงร้อย
"อื้ม สัตว์อสูรระดับสี่เป็นระดับยอดยุทธ์ คะแนนก็เลยเยอะเป็นพิเศษ ตัวหนึ่งก็ได้ 3000 คะแนน" เสี่ยวอีเสริม
ซี้ด!
มิน่าล่ะ
ฆ่าสัตว์อสูรระดับสูงได้คะแนนเยอะกว่าจริงๆ แถมมูลค่าก็สูงด้วย
แน่นอนว่าต้องฆ่าให้ได้เสียก่อน ที่สำคัญกว่านั้นคือต้องบังเอิญเจอด้วย
ฝูงสัตว์อสูรระดับสาม มาปรากฏตัวบนเส้นทางสอบ เรื่องแบบนี้ไม่ได้เกิดขึ้นบ่อยๆ หรอกใช่ไหม?
ฉินมู่ยังคงครุ่นคิด
เสี่ยวอีก็พูดต่อว่า "เจ้านาย มีคนกำลังเข้าใกล้มาด้วยความเร็วสูง ความเร็วมาก สัญญาณระบุว่าเป็นหน่วยกู้ภัยของการสอบ"
ไม่นานนัก
หน่วยกู้ภัยสามคนก็พุ่งตรงมาถึงจุดหลบภัยด้วยความเร็วหลายร้อยกิโลเมตรต่อชั่วโมง
ร่างสามร่างพุ่งมาด้วยความเร็วสูงลิ่ว แต่พอบอกให้หยุดก็หยุดกึกราวกับถูกสตาฟไว้ ยืนนิ่งอยู่บนที่ราบโดยไม่แม้แต่จะหอบหายใจ
"ฉินมู่! พวกเราคือหน่วยกู้ภัยของการสอบต่อสู้ เธอลงมาก่อน"
เมื่อได้ยินเสียง
ฉินมู่ก็ขยับเข้าไปใกล้ตำแหน่งของหน่วยกู้ภัยเล็กน้อย "มีธุระอะไรหรือเปล่าครับ? ทางผมยังมีสัตว์อสูรต้องฆ่าอยู่นะ"
ห๊ะ?
เห็นได้ชัดว่าทั้งสามคนไม่คาดคิดว่า พวกเขาจะรีบร้อนมาที่นี่อย่างใจจดใจจ่อ แต่กลับได้รับคำตอบกลับมาว่า ฉันกำลังสนุกอยู่เลย
อู๋จื้อหมิงก้าวไปข้างหน้า มองดูฝูงหมาป่าที่ต่อสู้กันเป็นพัลวันอยู่ไกลๆ
จากการสื่อสาร พวกเขารู้แล้วว่าฉินมู่จัดการจ่าฝูงหมาป่าไปแล้ว
แต่พอมาถึงที่เกิดเหตุ ผู้เข้าสอบที่เป็นเพียงว่าที่นักสู้คนหนึ่ง เผชิญหน้ากับฝูงสัตว์อสูรระดับสาม และฝูงสัตว์อสูรบินได้ระดับสาม กลับยังสามารถสังหารอีกฝ่ายได้อย่างโหดเหี้ยมขนาดนี้ ในใจก็ยังคงอดสั่นสะท้านไม่ได้
"อย่าโลภมากนัก ตอนนี้แร้งปากทองยังไม่สังเกตเห็นนาย แต่ถ้าถูกพวกมันจ้องเล่นงาน ในทุ่งหญ้าแห่งนี้ พวกมันจะจ้องตามนายตลอดไป นายขยับ พวกมันก็จะตาม นายพัก พวกมันก็จะโฉบลงมาโจมตี!"
สัตว์อสูรบินได้ เป็นตัวตนที่นักสู้คนไหนก็ไม่อยากจะไปตอแยมากนัก
แม้แต่ผู้ใช้พลังจิต โดยทั่วไปก็จะไม่เป็นฝ่ายไปหาเรื่องก่อน
ไปไหนตามนั่น สัตว์อสูรบินได้เปรียบเสมือนประภาคารที่คอยนำทางสัตว์อสูรตัวอื่น และคอยบอกสัตว์อสูรบนพื้นดินว่าตรงนี้มีศัตรู
ฉินมู่คิดดูแล้ว คะแนนก็ฆ่าได้เยอะพอสมควรแล้ว จึงไม่มัวเสียเวลาคิดมากอีก
"แต่ว่า ของรางวัลของผมล่ะ?"
ฮ่าฮ่าฮ่า!
อู๋จื้อหมิงหัวเราะร่า เสียงก้องกังวานไปทั่วที่ราบ "รออยู่นี่แหละ ฉันจะเอามาคืนให้!"
พูดจบ
อู๋จื้อหมิงก็ระเบิดพลังเท้า เสียงดังปัง ร่างพุ่งออกไปราวกับกระสุนปืนใหญ่ทะลวงจากลำกล้อง
ทันใดนั้น
ภายใต้แสงจันทร์ ประกายดาบสีเลือดก็ปรากฏขึ้นกลางอากาศ
ฉัวะ!
ฟันขวางเพียงดาบเดียว หมาป่าสามตาเล็บน้ำเงินในรัศมีเจ็ดแปดเมตรก็ถูกฟันขาดครึ่งกลางอากาศทั้งหมด
ยังไม่จบ อู๋จื้อหมิงหมุนตัวและตวัดดาบสีเลือดฟาดฟันอากาศอีกครั้ง!
ดาบที่สอง สับสัตว์อสูรไปอีกหลายสิบตัว
ยังมีอีก
ดาบที่สาม ดาบที่สี่ ดาบที่ห้า!
ฉัวะ ฉัวะ ฉัวะ!
สุดท้ายประกายดาบสีเลือดสามสายก็ตวัดขึ้นสู่ท้องฟ้า!
แม้แต่แร้งปากทองที่กำลังโฉบลงมา ก็ยังถูกปราณดาบฟันขาดกลางอากาศ!
"ซี้ด โคตรดุเดือด!!"
ก่อนหน้านี้ฉินมู่เคยเห็นฉากการต่อสู้ของปรมาจารย์ผ่านวิดีโอในโทรศัพท์มือถือ น่าเสียดายที่ภาพพวกนั้นไม่ชัดเจนเลย
ปรมาจารย์ ไม่มีการแสดงฉากต่อสู้โชว์หรอก
ปรมาจารย์ ก็คือปรมาจารย์!
คือเสาหลักที่คอยปกป้องเมืองของมนุษยชาติ!
เมื่อได้มาเห็นกับตาตอนนี้
นักสู้หน่วยกู้ภัยคนนี้ จะต้องมีระดับพลังเป็นปรมาจารย์อย่างแน่นอน!!
เผชิญหน้ากับฝูงสัตว์อสูร ฟันต่อเนื่องแปดดาบ!
บนพื้นถูกกวาดล้างจนหมดสิ้น ความดุร้ายน่าเกรงขามทำให้แร้งปากทองไม่กล้าโฉบลงมา!
ถึงขั้นไม่บินวนเวียนอีกต่อไป แต่กระพือปีกบินสูง ล่าถอยออกไปไกลหลายพันเมตร
นี่แหละ คือปรมาจารย์!
"ผู้ดูแลอู๋สมกับที่เป็นปรมาจารย์ดาบโลหิตจริงๆ ถึงแม้ช่วงไม่กี่ปีมานี้จะคอยดูแลสำนักยุทธ์สะบั้นดาราจนแทบไม่ได้ลงมือเลย แต่พอได้เห็นกระบวนท่าดาบในครั้งนี้ ก็ยังคงทำให้รู้สึกสะท้านใจอยู่ดี"
ชายวัยกลางคนที่อยู่ข้างๆ เอ่ยขึ้น
"ฉันชื่อจางเหว่ย จากสำนักยุทธ์วารีคราม ยอดยุทธ์ระดับเก้า หนึ่งในหน่วยกู้ภัยของการสอบต่อสู้ครั้งนี้"
"ข้างๆ นี่คือเหยียนเจิ้นจากกองทัพ เป็นยอดยุทธ์ระดับเก้าเหมือนกัน"
"ส่วนผู้ดูแลอู๋ พอเห็นฝูงสัตว์อสูรปรากฏตัว ก็เลยขอเข้าร่วมปฏิบัติการช่วยเหลือในครั้งนี้ด้วยตัวเอง"
พอได้ยินว่าเป็นพวกเดียวกัน
ฉินมู่ก็ไม่เกรงใจที่จะลอยอยู่บนฟ้าอีกต่อไป เขาทิ้งตัวลงพื้น เก็บโล่แล้วเดินเข้าไปหา "สำนักยุทธ์วารีคราม ฉินมู่ครับ"
อืม
จางเหว่ยได้ยินแบบนั้น ก็พยักหน้าด้วยความพึงพอใจทันที
"เรื่องของเธอ กัวโหย่วเหวยก็บอกฉันแล้ว ด้วยพรสวรรค์ที่โดดเด่นของเธอ หลังจบการสอบต่อสู้ จะยื่นเรื่องอัปเกรดสัญญาของเธอเป็นระดับ SSS ทันที ส่วนเงื่อนไขรายละเอียด ไว้กลับไปเขาจะบอกเธอเอง เธอไม่ต้องรีบร้อนหรอก"
ฉินมู่ฟังแล้วก็งงเป็นไก่ตาแตก
ผมรีบเหรอ?
ผมไปรีบตอนไหน?
จางเหว่ยพูดจบ เหยียนเจิ้นก็เสริมต่อ "ฉินมู่ สนใจเข้าร่วมกองทัพไหม? มันไม่ขัดแย้งกับสัญญาของสำนักยุทธ์หรอกนะ เวลาที่มีภารกิจสำคัญ แล้วเธอมาเข้าร่วม ก็จะได้รางวัลไม่น้อยเลย ในเรื่องของทรัพยากรสัตว์อสูร กองทัพของเราก็มีเยอะที่สุด พูดง่ายๆ คือ ไม่อดตายแน่นอน"
ฉินมู่เห็นว่าจางเหว่ยไม่ได้ห้าม จึงถามตามน้ำไป
"ภารกิจสำคัญที่ว่าคือภารกิจอะไรครับ?"
เหยียนเจิ้นตอบ "ปกติแล้วจะเป็นภารกิจป้องกันเมือง ต้องรู้ก่อนนะว่าฝูงสัตว์อสูรจะเข้าโจมตีเมืองแบบเป็นกลุ่ม เมื่อหลายสิบปีก่อน ทุกเมืองใหญ่ต่างก็ได้รับบทเรียนราคาแพงจากการถูกสัตว์อสูรโจมตีเมือง นี่คือบทเรียนสีเลือด"
"ดังนั้นในช่วงหลายปีมานี้ พวกเราจึงเปลี่ยนกลยุทธ์ คอยจัดการทำความสะอาดฝูงสัตว์อสูรขนาดใหญ่เป็นประจำ ภารกิจป้องกันเมืองถึงได้ลดน้อยลง แต่ก็ยังคงมีอยู่"
ฉินมู่ส่ายหน้าเบาๆ "งั้นไม่ต้องหรอกครับ ภารกิจป้องกันเมือง ผมจะเข้าร่วมเอง"
ยังไงซะการป้องกันเมืองก็คงไม่เกิดขึ้นในช่วงไม่กี่วันนี้หรอก
ช่วงสามถึงห้าปีมานี้ ก็ไม่เคยได้ยินข่าวว่ามีสัตว์อสูรขนาดใหญ่บุกโจมตีเมืองเลย
ถึงตอนนั้น ผ่านไปสักปีสองปีค่อยปะทุงั้นเหรอ?
ขอโทษทีนะ
ป่านนั้นผมคงฆ่าสัตว์อสูรจนสูญพันธุ์ไปแล้วล่ะ
หืม?
เหยียนเจิ้นฟังแล้วแววตาก็สั่นสะท้าน ก่อนจะตะโกนลั่น "ดี! สมกับเป็นลูกผู้ชายแห่งเมืองเจียงเฉิง!! มีเลือดนักสู้!!"
"ในเมื่อจะเข้าร่วมอยู่แล้ว งั้นก็ลงชื่อไว้หน่อยแล้วกัน ถ้าสัตว์อสูรบุกเมือง กองทัพจะได้แจ้งนายเป็นคนแรก"
เรื่องนี้ไม่เห็นเป็นไรเลย
ฉินมู่ทิ้งช่องทางการติดต่อไว้ เหยียนเจิ้นก็ส่งใบรับรองและยศทหารให้ฉินมู่
"เชี่ย?"
"พันตรี?"
ฉินมู่รับใบรับรองมาดู ระดับชั้นมันก็น่าตกใจอยู่เหมือนกัน
กองทัพเมืองเจียงเฉิงมีแค่สี่เขตทหาร แม่ทัพใหญ่เป็นผู้บัญชาการป้องกันเมืองทั้งหมด ส่วนนายพลคนอื่นๆ อย่างน้อยก็น่าจะมีระดับพลังเป็นปรมาจารย์กันทั้งนั้นใช่ไหม?
แต่ตัวเองเป็นแค่ว่าที่นักสู้คนหนึ่ง การประเมินก็ยังไม่ผ่านด้วยซ้ำ
แต่กลับมอบยศพันตรีให้โดยตรงเลยเหรอ?
"ฮ่าฮ่า ยศลอยน่ะ แต่ก็มีประโยชน์อยู่นะ ได้เบี้ยเลี้ยงเดือนละตั้งหลายหมื่นเครดิต" เหยียนเจิ้นพูดอย่างสบายๆ ซึ่งกลับทำให้ฉินมู่รู้สึกเกรงใจขึ้นมา
จางเหว่ยหัวเราะร่า "ไม่เป็นไรหรอก นักสู้ส่วนใหญ่ที่มีระดับตั้งแต่ยอดยุทธ์ขึ้นไป ก็ล้วนมีตำแหน่งในกองทัพกันทั้งนั้น เธอเป็นอัจฉริยะผู้ใช้พลังจิต ขืนให้ตำแหน่งต่ำไป กว่าจะสับเปลี่ยนไปมาก็ยุ่งยากเปล่าๆ"
พูดแบบนี้
ก็พอเข้าใจได้
เบี้ยเลี้ยงเดือนละไม่กี่หมื่น สำหรับยอดยุทธ์ ปรมาจารย์แล้ว ถือว่าเป็นแค่เศษเงิน กินข้าวสักมื้อยังไม่พอเลย แต่ในเมื่อเขาให้มาแล้ว แถมไม่ต้องออกแรงอะไรด้วย
ส่วนเรื่องการป้องกันเมือง เดิมทีมันก็เป็นหน้าที่แต่กำเนิดของนักสู้อยู่แล้ว เป็นหน้าที่ที่ไม่อาจปฏิเสธได้
ถึงไม่ได้เงิน นายก็ยังต้องทำอยู่ดี!
ตอนนั้นเอง
ร่างร่างหนึ่งก็พุ่งเข้ามาใกล้ๆ
ปัง!
อู๋จื้อหมิงโยนกองซากแร้งปากทองจำนวนมากลงบนพื้น
"หมาป่าสามตาเล็บน้ำเงินธรรมดาก็ช่างมันเถอะ เดี๋ยวพวกอินทรีแร้งก็มาจัดการเองแหละ ถือว่าเป็นความตกลงร่วมกันเล็กๆ น้อยๆ ระหว่างนักสู้กับสัตว์อสูรน่ะ"
"ตอนที่พวกเราฆ่า พวกมันก็ไม่เข้ามายุ่ง แต่พอพวกเราไป อย่างน้อยก็เหลือไว้ให้พวกมันบ้าง ไม่งั้นพวกมันจะผูกใจเจ็บเอา"
ห๊ะ?
มีเรื่องแบบนี้ด้วยเหรอ?
ฉินมู่เพิ่งจะเคยได้ยินเป็นครั้งแรก
อู๋จื้อหมิงเห็นฉินมู่ยืนเหม่อ ก็อดหัวเราะไม่ได้ "นักสู้ที่อยู่ในพื้นที่รกร้างมีเรื่องให้ต้องเรียนรู้อีกเยอะ เส้นทางการฝึกฝนก็เหมือนกันนั่นแหละ!"
"ผู้ใช้พลังจิต ในฐานะที่เป็นสายย่อยพิเศษของนักสู้ ในสายตาคนนอกแล้ว ดูเหมือนว่าต้องพึ่งพาพรสวรรค์ล้วนๆ"
"ความจริงแล้วไม่ใช่เลย"
อู๋จื้อหมิงเอามือไพล่หลัง กลิ่นอายความเป็นปรมาจารย์แผ่กระจายออกมารอบตัวในทันที เขาเปล่งเสียงทรงพลัง "เคล็ดวิชาใดก็ตามที่เสริมสร้างความแข็งแกร่งให้กับตัวเอง ล้วนเป็นการฝึกฝนทั้งสิ้น! นักสู้ก็เช่นกัน ผู้ใช้พลังจิตก็เช่นกัน!"
"หากต้องการก้าวหน้า ต้องการเลื่อนระดับเป็นปรมาจารย์ หรือแม้แต่ทะลวงขึ้นเป็นปรมาจารย์ขั้นสูง พรสวรรค์ ความอดทน ความเข้าใจ การสั่งสอน การขัดเกลา และทรัพยากร ล้วนขาดสิ่งใดสิ่งหนึ่งไปไม่ได้!"
"ฉันรู้ว่านายเข้าร่วมสำนักยุทธ์วารีครามแล้ว แต่ก็ยังอยากชวนนายให้มาเข้าร่วมสำนักยุทธ์สะบั้นดารา!"
"เพราะที่สำนักยุทธ์สะบั้นดารา เรามีทรัพยากรที่ดีที่สุด การสั่งสอนที่ดีที่สุด ผู้ที่แข็งแกร่งที่สุดในดาวมังกรก็อยู่ที่สำนักยุทธ์สะบั้นดารา! เมื่ออยู่ใต้การดูแลของผู้ที่แข็งแกร่งที่สุดเท่านั้น นายถึงจะเห็นความแตกต่าง ถึงจะมีโอกาสเข้าใกล้จุดสูงสุดได้!"
"ผู้ใช้พลังจิตพึ่งพาพรสวรรค์ แต่พรสวรรค์ย่อมมีวันหมดลง ถึงตอนนั้นจะเลื่อนขั้นสักระดับก็ยากลำบากแสนเข็ญ สำนักยุทธ์วารีครามมีอยู่แค่ในเมืองเจียงเฉิง ไม่สามารถมอบทรัพยากรระดับดาวมังกรและข้อได้เปรียบด้านการสั่งสอน เพื่อช่วยให้นายทะลวงขึ้นเป็นปรมาจารย์ หรือแม้แต่ปรมาจารย์ขั้นสูงได้หรอก!"
เชี่ย?
นี่มันอะไรกันเนี่ย?
แย่งคนเหรอ?
แต่ถึงยังไงก็ช่วยเกรงใจกันหน่อยเถอะ จางเหว่ยจากสำนักยุทธ์วารีครามก็ยังอยู่ตรงนี้นะ?
คิดว่าเขาตายไปแล้วหรือไง?
หรือว่า
ปรมาจารย์ก็เจ๋งแบบนี้แหละ ไม่จำเป็นต้องไว้หน้าใครเลย?
ฉินมู่ไม่กล้าหันไปมองจางเหว่ย แต่การที่จางเหว่ยไม่ยอมพูดอะไรออกมา ก็เป็นเครื่องพิสูจน์แล้วว่าเขาจะไม่โต้แย้งกลิ่นอายปรมาจารย์ของอู๋จื้อหมิงต่อหน้า
ปรมาจารย์ มีความกล้าหาญแบบนี้แหละ ไม่จำเป็นต้องเล่นตุกติกกับใคร
มาแบบตรงๆ แล้วนายจะทำอะไรได้?
"แค่กๆ คือว่า ตอนนี้ผมอยู่ที่สำนักยุทธ์วารีครามก็ดีอยู่แล้วครับ" ฉินมู่ยิ้มที่มุมปาก เพิ่งเซ็นสัญญาไปหมาดๆ ก็จะให้ฉีกสัญญาทิ้งเลย แถมยังเป็นการฉีกสัญญาต่อหน้าอีกต่างหาก มันก็ดูกระอักกระอ่วนใจอยู่เหมือนกัน
ฮ่าฮ่า
อู๋จื้อหมิงหัวเราะเสียงดัง "ในเมื่อฉันพูดได้ ก็แสดงว่าไม่ผิดกฎหรอก เผชิญหน้ากับแรงกดดันจากสัตว์อสูร ทุกคนล้วนต้องแข่งขัน การอยู่เฉยๆ มีแต่จะนำไปสู่ความตาย"
"นักสู้แข่งขันกัน สำนักยุทธ์แข่งขันกัน เมืองแข่งขันกัน ล้วนแข่งขันกันทั้งนั้น!"
"เพราะสัตว์อสูรในพื้นที่รกร้างก็เป็นเช่นนี้ เข่นฆ่ากันทุกวันเพื่อเอาชีวิตรอด นั่นก็คือการแข่งขันของสัตว์อสูร!"
"ข้อได้เปรียบของสำนักยุทธ์สะบั้นดารา ฉันคงไม่ต้องพูดอะไรมาก จะมอบสัญญาระดับ SSS ให้นาย พร้อมเพิ่มสวัสดิการให้อีกสามส่วน นี่คือเงื่อนไขของฉัน!"