- หน้าแรก
- วิถีเซียนฉบับคุณนักเขียนออนไลน์
- บทที่ 40 การเตรียมการขั้นสุดท้าย
บทที่ 40 การเตรียมการขั้นสุดท้าย
บทที่ 40 การเตรียมการขั้นสุดท้าย
บรรยากาศภายในห้องเก็บศพปกคลุมไปด้วยความเงียบสงัดที่ชวนให้อึดอัดจนแทบหายใจไม่ออก
มีเพียงเสียงหอบหายใจที่หนักหน่วงและถูกกดดันของทุกคน และเสียงเศษหินที่ร่วงหล่นลงมาจากเพดานถ้ำเป็นครั้งคราว
ในอากาศอบอวลไปด้วยกลิ่นดินปืน กลิ่นคาวเลือด และกลิ่นอายเย็นยะเยือกที่ทวีความรุนแรงขึ้นเรื่อยๆ ผสมผสานกันจนกลายเป็นกลิ่นที่น่าสะอิดสะเอียน และเหนียวหนืดราวกับจะควบแน่นเป็นรูปร่างได้
สายตาสัมผัสของทุกคนจ้องเขม็งไปที่ประตูหินหนาหนักสูงห้าเมตรที่อยู่สุดปลายถ้ำหิน
ประตูหินยังคงปิดสนิท
แต่ลำแสงสีแดงคล้ำสองสายที่เล็ดลอดออกมาจากช่องประตูนั้น กลับสว่างจ้าจนบาดตา ราวกับดวงตาที่อาบไปด้วยเลือดที่กำลัง "จ้องมอง" พวกเขาอยู่อย่างไร้เสียงท่ามกลางความมืดมิด
ทุกครั้งที่แสงนั้นสว่างวาบและหม่นลงตามจังหวะ คล้ายกับจะดึงดูดจังหวะการเต้นของหัวใจของทุกคนให้ขยับตาม
ทุกครั้งที่มีการขยับเขยื้อน นั่นหมายความว่าตัวตนที่อยู่หลังประตูบานนั้น ใกล้จะ... ตื่นขึ้นมาอีกก้าวหนึ่งแล้ว
ไม่มีใครปริปากพูด
หลินรุ่ยค่อยๆ ยันตัวลุกขึ้นจากพื้น ท่วงท่าดูแข็งทื่อ ราวกับว่าทุกข้อต่อในร่างกายกำลังส่งเสียงประท้วง
เขาเหลือบมองรอยไหม้เกรียมบนพื้น... นั่นคือสถานที่สุดท้ายที่ทั่งเหล็กเคยมีตัวตนอยู่
แล้วก็มองไปยังผืนดินที่ไหม้เกรียมอีกแห่ง... ที่ซึ่งฝังร่างของตาเหยี่ยวเอาไว้
แววตาของเขาเปลี่ยนจากความแตกสลายและสิ้นหวังในตอนแรก ค่อยๆ กลายเป็นความเย็นชาและแข็งแกร่ง ราวกับเหล็กกล้าที่ผ่านการชุบตัวและทุบตีซ้ำแล้วซ้ำเล่า
เขาหันกลับมา กวาดสายตามองไปยังทุกคนที่ยังคงมีชีวิตอยู่
ซูชิงฉือประคองจ้าวลี่ที่ฝืนยืนอยู่ ทั้งสองคนหน้าซีดเผือดราวกับกระดาษ และมีคราบเลือดติดอยู่ตามร่างกาย
นักพรตชิงเฟิงใช้ดาบไม้ท้อยันตัวไว้ ชุดนักพรตขาดวิ่น ลมหายใจรวยริน แต่แววตายังคงเฉียบคม
เงาเก็บปืนซุ่มยิงที่ตกอยู่บนพื้นขึ้นมาเงียบๆ ตรวจเช็กปืนอย่างละเอียดถถี่ถ้วน ท่วงท่าดูพิถีพิถันราวกับว่ามีเพียงวิธีนี้เท่านั้นที่จะช่วยให้เขาไม่สติแตกได้
ม่านเหล็กพิงหลังกับผนังหิน กำลังตรวจเช็กเป้สะพายหลังที่ยังไม่เคยเปิดออกเลยของเขา รวมถึงอุปกรณ์และเครื่องมือที่ยังเหลืออยู่
ทุกคนล้วนมีบาดแผลเต็มตัว แววตาดูเหนื่อยล้า แต่ไม่มีใครคิดจะถอยหนี
"ผู้กองครับ..." เสียงแหบพร่าของเงาทำลายความเงียบขึ้นมา "ตัวเลขพลังงาน... ยังคงพุ่งสูงขึ้นเรื่อยๆ ครับ"
ในมือของเขาถือเครื่องตรวจจับพกพาที่หน้าจอแตกร้าวแต่ยังพอใช้งานได้อยู่
เส้นกราฟบนหน้าจอราวกับเถาวัลย์ที่เติบโตอย่างบ้าคลั่ง พุ่งทะยานขึ้นไปจนเกือบจะทะลุขีดจำกัดของแผนภูมิ
นั่นเป็นตัวแทนของความผันผวนของพลังงานที่แผ่ออกมาจากหลังประตูหิน ซึ่งกำลังเพิ่มความรุนแรงขึ้นด้วยความเร็วที่น่าตกใจ
หลินรุ่ยพยักหน้าแต่ไม่ได้พูดอะไร
เขาเดินเข้าไปหาจ้าวลี่และซูชิงฉือ "จ้าวลี่ บาดแผลเป็นยังไงบ้าง"
จ้าวลี่กัดฟัน บนหน้าผากมีแต่เหงื่อเย็นผุดพราย ถึงบาดแผลที่แผ่นหลังจะได้รับการพันแผลฉุกเฉินจากซูชิงฉือแล้ว แต่ก็ยังมีเลือดซึมออกมาไม่หยุดจนผ้าพันแผลกลายเป็นสีแดงฉาน
"ยังพอทนไหวครับ" เขาเค้นคำพูดออกมาจากซอกฟัน น้ำเสียงแผ่วเบาแต่หนักแน่น "เพียงแต่พลังปราณแท้ถูกผลาญไปมาก อวัยวะภายในก็ได้รับแรงกระแทก ต้องใช้เวลาปรับลมปราณสักพักครับ"
"พยายามฟื้นตัวให้ได้มากที่สุดนะ" หลินรุ่ยตบไหล่เขาเบาๆ ด้วยน้ำหนักที่เบามากเพราะกลัวจะไปกระทบกระเทือนบาดแผล "ศึกหนักที่แท้จริง... รออยู่ข้างหน้านี่เอง"
ซูชิงฉือประคองจ้าวลี่ไว้ แต่สายตาของเธอกลับจ้องมองไปที่ประตูหินตลอดเวลา คิ้วขมวดแน่น
เธอกำลังใช้ความคิดอย่างรวดเร็ว
สถานการณ์ในปัจจุบัน เข้าขั้นวิกฤตถึงขีดสุด
จ้าวลี่บาดเจ็บสาหัส พลังปราณแท้แทบจะเหือดหาย
นักพรตชิงเฟิงก็สูญเสียพลังไปมาก ยากที่จะฟื้นคืนสภาพที่สมบูรณ์ได้ในเวลาสั้นๆ
หลินรุ่ย เงา และคนอื่นๆ ถึงจะยังสู้ไหว แต่กระสุนก็ร่อยหรอ พละกำลังก็ใกล้จะถึงขีดจำกัดแล้ว
ส่วนไอ้ตัวที่อยู่หลังประตูหินนั่น... ตามที่ภาพจิตรกรรมฝาผนังและรอยจารึกบันทึกไว้ นั่นคือแม่ทัพใหญ่กั๋วแห่งราชวงศ์ซีโจว ที่ถูกปราณหยินพิฆาตกัดกร่อนจนกลายเป็นตัวอ่อนของโฮ่ว!
โฮ่วคืออะไรน่ะเหรอ
มันคือสัตว์ร้ายในตำนานที่สามารถสู้กับมังกร และทำให้แผ่นดินแห้งแล้งไปไกลนับพันลี้ได้เลยนะ!
ต่อให้จะเป็นแค่ "ตัวอ่อน" ก็ไม่ใช่สิ่งที่พวกเขาในสภาพนี้จะรับมือได้เลย
นี่ยังไม่รวมถึงเรื่องที่ว่า หลังประตูหินบานนี้ อาจจะมี "โลงศพทองแดงปราบสมุทรของต้าอวี่" ในตำนานอยู่อีกด้วย
ซูชิงฉือไม่กล้าคิดต่อไป
เธอนิ่งคิดครู่หนึ่ง ก่อนจะเงยหน้าขึ้นมองหลินรุ่ย "ผู้กองหลินคะ สถานการณ์ของพวกเราในตอนนี้ ไม่เพียงพอที่จะรับมือกับภัยคุกคามหลังประตูหินได้หรอกค่ะ"
หลินรุ่ยยิ้มเจื่อน "ผมรู้ครับ แต่ว่า... พวกเรายังมีทางถอยอีกเหรอ"
ทางถอยงั้นเหรอ
ภารกิจของพวกเขาคือการจัดการกับสิ่งเหล่านี้ ต่อให้ต้องแลกด้วยชีวิตก็ตาม
"ถอยไม่ได้ ก็มีแต่ต้องสู้ตาย" เงาพูดขึ้นด้วยน้ำเสียงเย็นชา นิ้วมือลูบผ่านตัวปืนซุ่มยิงเบาๆ
"อย่างมากที่สุด ก็แค่เหมือนตาเหยี่ยวกับทั่งเหล็ก ตายไปก็ต้องลากมันไปลงนรกด้วยกันให้ได้"
คำพูดของเขาแฝงไปด้วยความเด็ดเดี่ยวที่จะไปตาย
ซูชิงฉือส่ายหน้า "จะไปสู้ตายตรงๆ ไม่ได้หรอกค่ะ พวกเราต้องการกำลังเสริม ต้องการอำนาจการยิงที่รุนแรงกว่านี้ และต้องการ... เวลาให้จ้าวลี่กับท่านนักพรตได้พักฟื้นด้วยค่ะ"
"กำลังเสริมเหรอครับ" ม่านเหล็กเงยหน้าขึ้น ใบหน้าเปื้อนไปด้วยฝุ่นและคราบเลือด "การสื่อสารของพวกเรากับข้างบนมันขาดๆ หายๆ แถม... อาวุธหนักก็ขนลงมาไม่ได้ด้วย"
"ถ้าสามารถขนปืนกลนั่นลงมาได้ล่ะก็ เฮ้อ!" เขาพูดจบก็ทุบหมัดลงบนพื้นอย่างแรง
"มีกำลังเสริมก็ยังดีกว่าไม่มีค่ะ" ซูชิงฉือแววตาเฉียบคม
"ถ้าสามารถระเบิดประตูหินให้เปิดออก หรืออย่างน้อยก็ให้เปิดออกส่วนหนึ่ง พวกเราก็จะรู้สถานการณ์ข้างในที่แน่นอน และสามารถระดมการยิงเข้าใส่ได้ค่ะ"
"ระเบิดประตูหินเหรอครับ" พอพรตชิงเฟิงได้ยินดังนั้น ก็รีบเอ่ยปากทันที "ไม่ได้นะครับ! ขืนเกิดแรงระเบิดไปทำลายผนึกโลงศพทองแดง หรือไปทำให้สิ่งที่อยู่ข้างในตื่นขึ้นมาล่ะก็..."
"ท่านนักพรตคะ" ซูชิงฉือพูดขัดขึ้น น้ำเสียงเยือกเย็นจนเกือบจะเย็นชา "ท่านคิดว่าสภาพของพวกเราในตอนนี้ จะหยุดยั้งการตื่นขึ้นของมันได้จริงๆ เหรอคะ"
นักพรตชิงเฟิงถึงกับอึ้งไป
ท่านมองดูแสงสีแดงที่สว่างขึ้นเรื่อยๆ ตรงช่องประตูหิน สัมผัสได้ถึงปราณพิฆาตที่เข้มข้นขึ้นเรื่อยๆ ในอากาศ แล้วก็เงียบไป
นั่นสินะ หยุดมันไม่ได้แล้วจริงๆ
ไอ้ตัวนั้น กำลังเร่งเวลาตื่นขึ้นมาแล้ว
"แทนที่จะรอให้มันพังผนึกออกมาเอง สู้พวกเราเป็นฝ่ายเปิดมันออกก่อนจะดีกว่าค่ะ" ซูชิงฉือพูดต่อ "อย่างน้อย อำนาจการตัดสินใจก็ยังอยู่ที่พวกเรา"
"พวกเราสามารถเลือกจังหวะเวลาได้ สามารถจัดวางกำลังการยิงไว้ล่วงหน้าได้ สามารถ... ช่วงชิงโอกาสรอดเพียงน้อยนิดกลับมาได้ค่ะ"
หลินรุ่ยครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะหันไปมองซูชิงฉือ "คุณหมายความว่า จะให้คนข้างบนเอาแรงระเบิดลงมา แล้วระเบิดประตูหินให้เปิดออกงั้นเหรอครับ"
"ใช่ค่ะ" ซูชิงฉือพยักหน้า "แล้วก็ให้พวกเขาเอาอุปกรณ์หนักทุกอย่างที่ขนลงมาได้ลงมาให้หมดด้วยค่ะ"
"ร็อกเก็ตลันเชอร์ เครื่องยิงลูกระเบิด ปืนกลหนัก... อะไรก็ตามที่คนคนเดียวสามารถแบกมาได้ ให้เอามาให้หมดเลยค่ะ"
"พวกเราต้องจัดตั้งแนวป้องกันด้วยการยิงขึ้นมา ในวินาทีที่ประตูหินถูกระเบิดออก พวกเราต้องระดมโจมตีสิ่งที่อยู่ข้างในอย่างรุนแรงที่สุดค่ะ"
ความคิดของซูชิงฉือชัดเจนมาก และพูดได้รวดเร็วมาก
นี่คือแผนการเดียวที่พอจะเป็นไปได้ในตอนนี้
หลินรุ่ยสูดลมหายใจเข้าลึกๆ หันไปหาม่านเหล็ก "การสื่อสารยังใช้ได้ไหม"
ม่านเหล็กตรวจเช็กอุปกรณ์ "สัญญาณอ่อนมาก แต่... น่าจะยังพอเชื่อมต่อได้ครับ"
"ติดต่อข้างบนค่ะ" ซูชิงฉือสั่งการ "บอกสถานการณ์ที่นี่ให้หวังหยวนหยวนรู้ ให้พวกเขารีบจัดเตรียมกำลังคน พกระเบิดและอุปกรณ์หนักทุกอย่างที่ขนมาได้ ลงมาสนับสนุนพวกเราเดี๋ยวนี้เลย"
"จำไว้ว่า ต้องย้ำเรื่องระดับความอันตรายด้วย บอกพวกเขาว่านี่ไม่ใช่ภารกิจธรรมดา แต่มันคือศึกตัดสินความเป็นตายค่ะ"
ม่านเหล็กพยักหน้า แล้วรีบเริ่มปรับแต่งอุปกรณ์สื่อสารทันที
เสียงคลื่นรบกวนดังซ่าๆ ขึ้นภายในถ้ำหิน
ผ่านไปครู่หนึ่ง การสื่อสารก็เชื่อมต่อได้สำเร็จ
"ข้างล่าง... ข้างล่างสถานการณ์เป็นยังไงบ้างคะ เมื่อกี้ได้ยินเสียงระเบิดดังต่อเนื่องกัน..." เสียงร้อนรนของหวังหยวนหยวนดังมาจากหูฟัง แฝงไปด้วยความเป็นห่วงอย่างเห็นได้ชัด
"หยวนหยวน ฟังฉันนะ" ซูชิงฉือรับเครื่องมือสื่อสารมา น้ำเสียงสงบนิ่งแต่แฝงไปด้วยความเด็ดขาดที่ไม่อาจปฏิเสธได้ "ฟังให้ดี สถานการณ์ข้างล่างแย่มาก พวกเราเสียเพื่อนร่วมรบไปสองนายแล้ว"
ปลายสายเงียบกริบไปในพริบตา
ได้ยินเพียงเสียงหอบหายใจอย่างอึดอัด
"จิ่วอิงกับรูปปั้นหินแม่ทัพถูกจัดการไปแล้ว แต่ภัยคุกคามที่แท้จริงยังคงอยู่หลังประตูหิน"
ซูชิงฉือพูดต่อ "พวกเราต้องการกำลังเสริม เดี๋ยวนี้ ทันทีค่ะ"
"หัวหน้าคะ ต้องการอะไรบ้างคะ" น้ำเสียงของหวังหยวนหยวนก็กลับมาสงบนิ่งเช่นกัน
"ระเบิด ระเบิดจำนวนมาก เพื่อใช้ระเบิดประตูหินให้เปิดออกค่ะ"
"อุปกรณ์หนัก ทุกอย่างที่คนคนเดียวสามารถแบกได้ ทั้งร็อกเก็ตลันเชอร์ เครื่องยิงลูกระเบิด ปืนกลหนัก ระเบิดมือ ระเบิดเพลิง... ให้เอาลงมาให้หมดเลยค่ะ"
"ยกเว้นเจ้าหน้าที่ที่บังคับปืนกลล้อลากให้เฝ้าอยู่ที่เดิม นอกนั้นให้ลงมาให้หมดค่ะ"
"จำไว้นะคะ นี่ไม่ใช่ภารกิจสำรวจ แต่มันคือภารกิจสู้รบ มันคือศึกตัดสินค่ะ"
ซูชิงฉือพูดทีละคำอย่างชัดเจน
ปลายสายเงียบไปอีกสองสามวินาที ก่อนจะมีเสียงที่แน่วแน่ของหวังหยวนหยวนดังกลับมา "รับทราบค่ะ แต่อย่างมากต้องใช้เวลายี่สิบนาทีนะคะ ผู้กองเกาซานอยู่ข้างๆ ฉันพอดี พวกเราจะรีบจัดเตรียมกำลังพลเดี๋ยวนี้เลยค่ะ"
"ได้ค่ะ" ซูชิงฉือถอนหายใจอย่างโล่งอก "อีกอย่าง ตอนลงมาให้ระวังด้วยนะ ทางเดินบางส่วนถูกเศษหินปิดทับไว้ แล้วก็... อาจจะมีผีดิบหลงเหลืออยู่ จัดการให้สิ้นซากก่อนค่อยลงมานะคะ"
"รับทราบค่ะ"
การสื่อสารตัดไปชั่วคราว
ซูชิงฉือส่งเครื่องมือสื่อสารคืนให้ม่านเหล็ก แล้วหันไปมองทุกคน "ข้างบนต้องการเวลาเตรียมตัวและลงมายี่สิบนาที ยี่สิบนาทีนี้ คือเวลาสุดท้ายของพวกเราแล้วค่ะ"
"จ้าวลี่ คุณรีบฉวยเวลาปรับลมปราณพักฟื้นนะ ฟื้นฟูได้เท่าไหร่เอาเท่านั้น"
"ท่านนักพรตคะ รบกวนท่านไปช่วยรับพวกหวังหยวนหยวนหน่อยนะคะ"
"ผู้กองหลินคะ ช่วยเคลียร์พื้นที่เพื่อจัดตั้งแนวป้องกันด้วยการยิง และวางแผนจุดยิงต่างๆ ไว้ด้วยนะคะ พอคนข้างบนลงมาแล้ว ให้รีบจัดวางตาข่ายการยิงทันทีค่ะ"
คำสั่งของซูชิงฉือถูกพ่นออกมาทีละข้อ อย่างชัดเจนและเด็ดขาด
ในเวลานี้ เธอได้แสดงคุณสมบัติของผู้บัญชาการที่ยอดเยี่ยมออกมาให้เห็นแล้ว
ไม่มีใครตั้งข้อสงสัย
ทุกคนรีบแยกย้ายกันไปปฏิบัติหน้าที่ทันที
จ้าวลี่นั่งขัดสมาธิลง หลับตาลง แล้วเริ่มเดินพลังปราณแท้ที่ยังหลงเหลืออยู่ในร่างกาย พยายามซ่อมแซมเส้นลมปราณและอวัยวะภายในที่ได้รับบาดเจ็บ
บาดแผลของเขาสาหัสมาก บาดแผลที่หลังยังคงมีเลือดซึม อวัยวะภายในสั่นสะเทือน พลังปราณแท้แทบจะเหือดแห้งไปหมดแล้ว
แต่ในวินาทีนี้ เขาต้องแข่งกับเวลา
ต่อให้ฟื้นฟูพลังขึ้นมาได้เพียงน้อยนิด ในการต่อสู้ที่กำลังจะถึงนี้ ก็อาจจะมีบทบาทที่สำคัญได้
พลังปราณแท้สีทองอ่อนๆ ไหลเวียนอยู่จางๆ ตามผิวตัวของเขา ราวกับเปลวเทียนกลางสายลม ถึงจะแผ่วเบาแต่ก็ดื้อรั้น
หลินรุ่ย เงา ม่านเหล็ก เริ่มช่วยกันเคลียร์พื้นที่
พวกเขาช่วยกันผลักซากศพอันใหญ่โตของจิ่วอิงไปไว้ริมถ้ำหิน เพื่อเคลียร์พื้นที่ให้ค่อนข้างกว้างขวาง
แล้วก็เคลียร์เศษหินของแท่นบูชากับเศษซากรูปปั้นหินแม่ทัพออกไปด้านข้าง
จากนั้น หลินรุ่ยก็ใช้มีดทหารขีดเครื่องหมายไว้บนพื้นหลายจุด
"ตรงนี้ จัดตั้งจุดปืนกลหนัก ให้ครอบคลุมพื้นที่หน้าประตูหิน"
"ตรงนี้ จุดร็อกเก็ตลันเชอร์และเครื่องยิงลูกระเบิด ให้เป็นการยิงสลับ"
"ตรงนี้ จุดซุ่มยิง เงา นายรับผิดชอบตรงนี้"
"ตรงนี้ กองหนุนและจุดเติมเครื่องกระสุน"
เสียงของหลินรุ่ยแหบพร่าแต่ชัดเจน ทุกคำสั่งล้วนสั้นกระชับและชัดเจน
เเงพยักหน้าเงียบๆ แล้วเริ่มเคลียร์เศษหินในจุดซุ่มยิงที่ตัวเองเลือกไว้ เพื่อสร้างที่กำบังแบบง่ายๆ
เวลาผ่านไปทีละนาทีทีละวินาที
ภายในถ้ำหินเหลือเพียงเสียงหอบหายใจหนักๆ ของทุกคน เสียงพลังปราณแท้ที่ไหลเวียนแผ่วเบาตอนจ้าวลี่ปรับลมปราณ และเสียงพู่กันชาดแดงที่ลากผ่านพื้นดินตอนนักพรตชิงเฟิงวาดลวดลายค่ายกล
บรรยากาศ อึดอัดจนทำเอาคนแทบจะหายใจไม่ออก
แสงสีแดงคล้ำหลังประตูหิน สว่างขึ้นเรื่อยๆ
ราวกับมีบางสิ่งบางอย่าง กำลังค่อยๆ ลุกขึ้นยืนหลังประตูบานนั้น
แรงกดดันอันน่าสะพรึงกลัวนั้น ราวกับน้ำทะเลที่จับต้องได้ มันหนักอึ้งขึ้นเรื่อยๆ จนแทบจะบดขยี้กระดูกของคนให้แหลกคามือ
สิบนาที
สิบห้านาที
ในตอนที่เวลายี่สิบนาทีใกล้จะมาถึงนั้นเอง...
ทางทิศของทางเดิน ก็มีเสียงเคลื่อนไหวเกิดขึ้น
เริ่มจากเสียงเศษหินที่ถูกเคลียร์ออก
ตามมาด้วยเสียงฝีเท้าที่เร่งรีบแต่เป็นระเบียบ
และก็ยังมี... เสียงโลหะกระทบกันที่หนักอึ้ง
"กำลังเสริมมาถึงแล้ว! ได้ยินแล้วตอบด้วย!" เสียงของเกาซานดังมาจากทางเดิน แฝงไปด้วยความระแวดระวัง
"ทางนี้ครับ!" หลินรุ่ยตะโกนตอบกลับไป
ไม่นาน ขบวนทหารพร้อมอาวุธครบมือ ก็ทยอยกันเดินออกมาจากทางเดิน
คนที่เป็นผู้นำคือนักพรตชิงเฟิง
ข้างหลังท่านคือเกาซาน หวังหยวนหยวน หลี่ปิน หลิวเฮ่า และเจ้าหน้าที่เทคนิคคนอื่นๆ ส่วนข้างหลังสุด คือทหารทั้งหนึ่งหมวด กว่าสามสิบคน
ทุกคนล้วนติดอาวุธจนถึงฟัน
ทั้งคนที่แบกร็อกเก็ตลันเชอร์ คนที่ถือเครื่องยิงลูกระเบิด คนที่แบกกล่องกระสุนหนักๆ คนที่แบกชิ้นส่วนปืนกลหนัก...
แถมยังมีทหารอีกหลายนาย ที่สะพายเป้ทหารใบใหญ่ยักษ์มาด้วย ซึ่งข้างในนั้นเห็นได้ชัดว่าเต็มไปด้วยระเบิด
เมื่อทหารหน่วยสนับสนุนกลุ่มนี้ก้าวเท้าเข้ามาในถ้ำหิน และได้เห็นภาพตรงหน้า ทุกคนถึงกับสูดลมหายใจเฮือกใหญ่พร้อมกัน!
สิ่งแรกที่ปรากฏแก่สายตา คือแท่นบูชาสามชั้นที่ตั้งตระหง่านอยู่กลางถ้ำหิน และรูปปั้นหินบนยอดแท่นบูชาที่... เหลือเพียงร่างกายท่อนล่างที่แตกหัก
เศษหินตกกระจายเกลื่อนพื้น
จากนั้น ก็เป็นซากศพจิ่วอิงอันใหญ่โตจนทำให้อึดอัดตรงมุมถ้ำหิน!
หัวที่ดุร้ายน่ากลัวทั้งเก้าหัว บางหัวถูกระเบิดเละ บางหัวถูกระเบิดจากภายใน เลือดสีเขียวคล้ำไหลนองไปทั่ว ส่งกลิ่นคาวเหม็นฉุนกึก
ถึงแม้จะตายไปแล้ว แต่ร่างกายอันใหญ่โตนั้นก็ยังคงแผ่ซ่านความดุร้ายที่ชวนให้ใจสั่นสะท้านออกมา
"นะ... นี่มันตัวประหลาดอะไรกันเนี่ย..." ทหารหนุ่มนายหนึ่งน้ำเสียงสั่นเครือ มือที่ถือปืนสั่นน้อยๆ
เกาซานเองก็รูม่านตาหดเกร็ง แต่เขาก็ตั้งสติได้อย่างรวดเร็ว สายตากวาดมองไปรอบๆ ถ้ำหิน
เขามองเห็นจ้าวลี่ที่นั่งขัดสมาธิพิงกำแพง ใบหน้าซีดเผือดราวกับกระดาษ
มองเห็นหลินรุ่ยและคนอื่นๆ ที่สะบักสะบอมและเหนื่อยล้าเต็มที
และยังมองเห็น... รอยไหม้เกรียมสองจุดบนพื้นนั่นด้วย
รวมถึงความโศกเศร้าและกลิ่นอายแห่งความตายที่ไม่อาจปกปิดได้ในอากาศ
"หัวหน้าซูคะ" เกาซานรีบเดินเข้าไปหาซูชิงฉือ แล้วทำวันทยหัตถ์ "หน่วยสนับสนุนมาถึงแล้วค่ะ รบกวนสั่งการด้วยค่ะ"
ซูชิงฉือทำวันทยหัตถ์ตอบ น้ำเสียงแหบพร่า "ลำบากหน่อยนะ สถานการณ์... พวกคุณก็เห็นกันแล้ว"
เกาซานพยักหน้า สายตาไปหยุดอยู่ที่รอยไหม้ทั้งสองจุดนั้น "ตาเหยี่ยวกับทั่งเหล็กพวกเขา..."
"เสียสละแล้วค่ะ" เสียงของซูชิงฉือราบเรียบมาก แต่ใครก็ฟังออกว่าภายใต้ความราบเรียบนั้นแฝงไปด้วยความเจ็บปวดรวดร้าว "เพื่อจัดการกับจิ่วอิงตัวนั้นกับไอ้สัตว์ประหลาดหินนั่น"
เกาซานเงียบไป
ข้างหลังเขา หวังหยวนหยวน หลี่ปิน หลิวเฮ่า และคนอื่นๆ ต่างก็ก้มหน้าลง
ถึงจะเตรียมใจไว้บ้างแล้ว แต่พอได้รับรู้ข่าวที่แน่นอน ก็ยังคงรู้สึกโศกเศร้าจนแทบหายใจไม่ออก
"ไอ้พวกเวรเอ๊ย..." เกาซานเค้นคำพูดออกมาจากซอกฟัน กำหมัดแน่นจนกระดูกลั่นกรอบแกรบ
"ตอนนี้สถานการณ์เป็นยังไงบ้างครับ" เกาซานถาม สายตามองไปยังทิศทางของประตูหิน
พอเขาได้เห็นลำแสงสีแดงคล้ำสองสายที่เล็ดลอดออกมาจากช่องประตูหิน ในใจก็ใจหายวาบขึ้นมาเหมือนกัน
แสงนั่น... มันดูชั่วร้ายเกินไปแล้ว
"หลังประตูหิน คือตัวจริงค่ะ" ซูชิงฉืออธิบายเนื้อหาในภาพจิตรกรรมฝาผนังและรอยจารึกให้ฟังคร่าวๆ
"แม่ทัพใหญ่สมัยซีโจว ถูกปราณหยินพิฆาตกัดกร่อน จนกลายเป็นตัวอ่อนของโฮ่ว ถูกผนึกไว้ในโลงศพทองแดงปราบสมุทรของต้าอวี่ ตอนนี้ มันกำลังจะตื่นแล้วค่ะ"
เกาซานฟังจนคิ้วขมวดแน่น
ซีโจว? แม่ทัพใหญ่? โฮ่ว?
คำศัพท์แต่ละคำล้วนอยู่เหนือขอบเขตความรู้ความเข้าใจของเขาไปไกล
แต่พอเห็นซากศพจิ่วอิงและเศษซากรูปปั้นหินบนพื้น เขาก็เข้าใจแล้วว่า ทุกอย่างคือเรื่องจริง
โลกใบนี้ มีสิ่งที่วิทยาศาสตร์อธิบายไม่ได้อยู่จริงๆ
"ต้องการให้พวกเราทำอะไรครับ" เกาซานถามตรงๆ
"ระเบิดประตูหินค่ะ" ซูชิงฉือชี้ไปที่ประตูหินอันหนาหนักบานนั้น "ใช้ระเบิดที่พวกคุณเอามา ระเบิดมันให้เปิดออก"
"จากนั้น ก็ระดมกำลังการยิงทั้งหมด ในวินาทีที่มันออกมา ให้สร้างความเสียหายแก่พละกำลังของมันให้ได้มากที่สุดค่ะ"
เกาซานเหลือบมองประตูหินแวบหนึ่ง
"ระเบิดไม่มีปัญหาครับ พวกเราพก C4 มาเยอะพอสมควร แต่ว่า..." เขาลังเลนิดหน่อย "แรงระเบิดจะทำให้ที่นี่ถล่มลงมาไหมครับ หรือว่า... จะไปปลุกไอ้ตัวที่อยู่ข้างในให้ตื่นขึ้นมาแทน"
"มันใกล้จะตื่นแล้วค่ะ"
ซูชิงฉือบอก "แทนที่จะรอให้มันออกมาเอง สู้พวกเราเป็นฝ่ายเปิดมันออกก่อน ยังพอจะกุมอำนาจการตัดสินใจไว้ได้บ้างค่ะ"
เกาซานพยักหน้ารับ "เข้าใจแล้วครับ"
"ไม่ต้องระเบิดจนแหลกละเอียดนะคะ แค่ระเบิดให้เป็นช่องโหว่ใหญ่พอที่มันจะออกมาได้ก็พอค่ะ" ซูชิงฉือบอก "แต่ต้องคุมปริมาณระเบิดให้ดี อย่าให้ถ้ำหินถล่มลงมานะคะ"
"หัวหน้าคะ เรื่องนี้ฉันถนัดค่ะ" หลี่ปินที่อยู่ข้างหลังเกาซานเอ่ยปากขึ้นมา
"ดีค่ะ" ซูชิงฉือพยักหน้า "อีกอย่าง รีบจัดทหารจัดตั้งแนวป้องกันด้วยการยิงเดี๋ยวนี้เลยนะคะ"
หลินรุ่ยรีบหันหลังกลับไปเริ่มสั่งการทันที
"หมู่หนึ่ง! ประสานงานกับหลี่ปิน จัดวางระเบิด คำนวณปริมาณระเบิดให้ดี ให้แน่ใจว่าระเบิดประตูหินได้แต่ถ้ำหินห้ามถล่ม!"
"หมู่สอง! หมู่สาม! จัดตั้งแนวป้องกันปืนกลหนัก ร็อกเก็ตลันเชอร์ และเครื่องยิงลูกระเบิดตามตำแหน่งที่กำหนดไว้! สร้างที่กำบังแบบง่ายๆ ขึ้นมาด้วย!"
"หวังหยวนหยวน หลิวเฮ่า! พวกเธอพาทีมเทคนิค จัดตั้งจุดสื่อสารและจุดสังเกตการณ์ชั่วคราว เฝ้าดูการเปลี่ยนแปลงของพลังงานหลังประตูหินไว้!"
"คนที่เหลือ เป็นกองหนุน เตรียมพร้อมเข้าแทนที่ได้ตลอดเวลา!"
คำสั่งถูกถ่ายทอดออกไปทีละข้อ
เหล่าทหารรีบแยกย้ายกันไปปฏิบัติหน้าที่ทันที
ความเป็นมืออาชีพทางทหารได้แสดงออกมาให้เห็นอย่างเต็มที่ในวินาทีนี้
ถึงแม้ในใจทุกคนจะรู้สึกตกตะลึงและหวาดกลัวต่อภาพเหนือธรรมชาติที่อยู่ตรงหน้า แต่ระเบียบวินัยและสำนึกในหน้าที่ของทหาร ก็ทำให้พวกเขาเข้าสู่สภาวะพร้อมรบได้อย่างรวดเร็ว
ปืนกลหนักถูกติดตั้งขึ้น ขาสามแฉกถูกยึดติดกับพื้นอย่างมั่นคง
พลร็อกเก็ตลันเชอร์และพลเครื่องยิงลูกระเบิดเริ่มบรรจุกระสุน และตรวจเช็กอุปกรณ์การยิง
กล่องกระสุนถูกเปิดออก กระสุนสีเหลืองสุกปลั่ง ลูกจรวด และลูกระเบิดถูกนำออกมาวางเรียงรายไว้อย่างเป็นระเบียบข้างแนวป้องกัน
ส่วนนักพรตชิงเฟิงภายใต้ความร่วมมือของจ้าวลี่ ก็เริ่มจัดวางมหาค่ายกลผสมสามชั้น... "แปดทิศล็อกวิญญาณ" "เจ็ดดาราปราบพิฆาต" "สี่จตุรเทพสยบมาร"
หลี่ปินพาทหารอีกหลายนาย ค่อยๆ เดินเข้าไปใกล้ประตูหินอย่างระมัดระวัง
พวกเขาใช้เครื่องมือวัดความหนาและโครงสร้างของประตูหินก่อน จากนั้นก็คำนวณปริมาณระเบิด แล้วเริ่มติดตั้งระเบิด C4 ตามตำแหน่งสำคัญบนประตูหิน
ส่วนจ้าวลี่ที่เพิ่งจะกางค่ายกลเสร็จ และกำลังตั้งใจจะพักผ่อนสักหน่อย ก็สัมผัสได้ถึงความหนาวเย็นที่แผ่ซ่านมาจากกระดูกก้นกบ ลุกลามไปทั่วทั้งร่างกาย
เขาหันกลับไปมองที่ประตูหิน ก็พบว่าแสงสีแดงนั้นจู่ๆ ก็หดตัวกลับเข้าไป
ปกติแล้วแสงไม่น่าจะหดตัวได้ แต่แสงสีแดงนี้กลับให้ความรู้สึกเหมือนการกดทับเพื่อหดตัวลง เหมือนกับการรวบรวมพลังงานก่อนจะระเบิดออกมา เขารู้สึกถึงลางสังหรณ์ที่ไม่ดีทันที
เขารีบตะโกนใส่พวกหลี่ปินเสียงดังลั่น
"รีบถอยออกมาเร็ว อันตราย!"