- หน้าแรก
- ศิษย์น้องเล็ก เธอไร้เทียมทานแล้ว เตรียมตัวโบยบินสู่แดนเซียนเถอะ
- บทที่ 30 - เมื่อมดคิดจะสู้
บทที่ 30 - เมื่อมดคิดจะสู้
บทที่ 30 - เมื่อมดคิดจะสู้
บทที่ 30 - เมื่อมดคิดจะสู้
เสี่ยวเยว่ผ่านความเจ็บปวดและการกรีดร้องมานับครั้งไม่ถ้วนแต่ก็ไม่มีอะไรดีขึ้นเลย ดังนั้นเมื่อแม่ของนางจากไป นางกลับดูสงบลงอย่างประหลาด
หลีอางมองลอดผ่านหน้าต่างออกไป เห็นสายตาที่เรียบเฉยของเสี่ยวเยว่
ถ้าเป็นคนธรรมดามาเห็นสายตาแบบนี้เข้าคงจะรู้สึกหวาดกลัวอยู่บ้าง
ทว่าเหล่านักบวชระดับจินตันพวกนั้นกลับไม่เคยเห็นหัวผู้อ่อนแอเลยสักนิด พวกเขายังคงรักษาท่าทีที่สูงส่งและมองข้ามความแค้นในดวงตาของเด็กสาวไปเสียสิ้น
พวกเขาไม่ได้ใส่ใจเลยว่าตอนกลางวันเสี่ยวเยว่จะทำอะไรบ้าง ยอมปล่อยให้นางมีอิสระอย่างเต็มที่
"ยัยบื้อ เจ้าสัมผัสได้ไหม? พวกมันมาแล้ว..." เสี่ยวเยว่พูดด้วยน้ำเสียงที่เจ็บปวด "ชาวบ้านจะเป็นยังไงกันบ้างนะ... ข้าอยากจะช่วยทุกคน... แต่ข้า..."
"ข้าทำผิดอะไร แม่ข้าทำผิดอะไร! แล้วเจ้าอีกล่ะ..." เสี่ยวเยว่กุมมือหลีอางไว้แน่น
"ถ้าเจ้าฟังที่พี่พูดรู้เรื่อง เจ้าจะเลือกทางไหน..."
"จะยอมเป็นแค่มดปลวกที่ให้พวกเขาเหยียบย่ำต่อไป หรือจะ... ใช้พลังทั้งหมดที่มี กัดกินพวกมันให้ตายตกตามกันไป ให้พวกมันรู้ว่ามดปลวก... ก็ไม่ใช่พวกที่จะมารังแกกันได้ง่ายๆ!" น้ำเสียงของเสี่ยวเยว่เต็มไปด้วยความเกลียดชังที่หยั่งรากลึก
หลีอางใจเต้นรัว
ให้นางเลือกเหรอ?
ถ้าเลือกผิดนางจะ "ไปสวรรค์" ทันทีไหมเนี่ย!
"รังแกเสี่ยวเยว่ พวกเขาเป็นคนเลว พวกเขาต้องตาย! ยัยบื้อจะฆ่าพวกมันให้หมดเลย!" หลีอางเค้นความคิดอย่างรวดเร็วแล้วตอบออกไปตามความรู้สึกจริงๆ พลางแสดงสีหน้าที่ดูมุ่งมั่นเกินร้อยบนใบหน้าที่ดูโง่เขลานั่น
เสี่ยวเยว่ชะงักไป จ้องมองนางเขม็ง
หลีอางรู้สึกเสียวสันหลังวาบ กลัวว่าปฏิกิริยาของตัวเองจะดูไม่เหมือนยัยบื้อจนถูกจับได้ว่าเป็นตัวปลอม
โชคดีที่เสี่ยวเยว่จ้องอยู่พักหนึ่งก็ยื่นมือมาลูบผมของนางเหมือนเดิม "เจ้าพูดถูก... พวกเราไม่ควรถูกเลี้ยงไว้เหมือนสัตว์เดรัจฉานแบบนี้"
"ยัยบื้อ เรื่องที่พี่เคยบอกเจ้าไว้ เจ้ายังจำได้ใช่ไหม?" นางถาม
หลีอางทำหน้างงๆ "เสี่ยวเยว่บอกว่า โคม... ต้องรักษาโคมไว้"
"ใช่" เสี่ยวเยว่พยักหน้า "ถือมันไว้ให้มั่น อย่าปล่อยมือเด็ดขาด เพื่อที่ยัยบื้อจะได้ไม่บาดเจ็บ... ส่วนคนพวกนั้น ความโลภของพวกเขาจะยิ่งเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ พี่คิดว่าอีกไม่นาน... พวกเขาคงต้องใช้งานเจ้าแน่ๆ"
ในใจของหลีอางกำลังสับสนอย่างหนัก
พอคิดว่าเด็กสาวตรงหน้าอาจจะเป็นแค่หุ่นไม้ตัวหนึ่ง นางก็อดไม่ได้ที่จะถอนหายใจออกมาด้วยความอาลัย
ในช่วงหลายวันที่ผ่านมานี้ ไม่ว่าเสี่ยวเยว่จะเจ็บปวดเพียงใด นางก็ไม่เคยลืมที่จะมาปลอบโยนยัยบื้อเลยสักครั้ง
นางพยายามใช้ตัวเองแลกกับอาหาร ข้าวของเครื่องใช้ หรือแม้แต่ยารักษาบาดแผลให้ยัยบื้ออย่างสุดความสามารถ แม้ว่ายาที่นางได้รับมาจะเป็นเพียงยาระดับต่ำก็ตาม
หลีอางรู้สึกโชคดีจริงๆ ที่ตอนแรกนางเลือกที่จะสวมบทเป็นยัยบื้อต่อไป
ความเจ็บปวดของเสี่ยวเยว่ยังคงดำเนินต่อไป
ทว่าฝันร้ายของหมู่บ้านแห่งนี้กำลังเริ่มต้นขึ้น
ช่วงแรกๆ ยังไม่ค่อยมีใครสังเกตเห็น นานๆ ทีจะมีเด็กๆ ร้องตะโกนว่าเห็นสัตว์ประหลาด แต่ผ่านไปไม่กี่วันเหล่านักบวชระดับจินตันก็เริ่มอยู่ไม่สุขกันแล้ว
"บ้าชิบ! ไอ้พวกสิ่งที่อยู่ในเขตแดนอัปมงคลมันเริ่มบุกเข้ามาแล้ว! แถมจำนวนยังเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ด้วย! ตอนนี้ยังพอรับมือไหวแต่ถ้าขืนเป็นแบบนี้ต่อไป สักวันต้องต้านไม่ไม่อยู่แน่!"
"พวกชาวบ้านเคยบอกไม่ใช่เหรอว่าต้องให้ยัยเด็กปัญญาอ่อนนั่นออกไปเฝ้าหมู่บ้าน เป็นเพราะช่วงนี้พวกเราขังนางไว้หรือเปล่า?"
"น่าจะเป็นอย่างนั้นนะ ถ้างั้นคืนนี้ก็ให้นางถือโคมไฟไปเดินแถวหลักหินเขตแดนดูหน่อยเป็นไง..."
คนกลุ่มนั้นปรึกษากันด้วยสีหน้าเคร่งเครียด
"พวกเจ้าไม่ได้สังเกตเรื่องหนึ่งกันเลยเหรอ?" ท่านเซียนเหยียนครุ่นคิดครู่หนึ่งก่อนจะพูดอย่างจริงจัง "เดิมทีพวกเราหลงเข้าไปในแดนอัปมงคล นึกว่าจะต้องสิ้นชีพที่นั่นแล้วเสียอีก ใครจะไปคิดว่าจะหลุดมาเจอมู่บ้านเล็กๆ ที่แสนสงบสุขนี่ได้ เห็นชัดเลยว่าสมบัติล้ำค่าในหมู่บ้านนี้สามารถป้องกันไออัปมงคลได้จริงๆ"
"การฝึกวิชาสำคัญก็จริงแต่การออกจากที่นี่ก็สำคัญไม่แพ้กัน ข้าว่ามีเพียงทางเดียวคือต้องชิงสมบัตินั่นมาให้ได้พวกเราถึงจะหนีออกไปได้ ตอนพวกเราไป ก็แค่หิ้วเสี่ยวเยว่กับยัยบื้อนี่ไปด้วยก็สิ้นเรื่อง"
"ท่านหมายความว่า..." คนอื่นๆ ตั้งใจฟัง
"พวกชาวบ้านบอกว่าคนเฝ้าหมู่บ้านสามารถควบคุมโคมรวมวิญญาณได้ และมีเพียงคนเฝ้าหมู่บ้านเท่านั้นที่จะหาสมบัตินั่นเจอ ข้าเลยสงสัยว่าหลักหินเขตแดนของหมู่บ้านนี้นอกจากจะเป็นผนึกป้องกันสัตว์ร้ายแล้ว มันยังเป็นเบาะแสที่จะนำพวกเราไปสู่ของวิเศษชิ้นนั้นด้วย..."
"ข้าเคยอ่านเจอเรื่องผนึกประเภทนี้ในตำราโบราณมาบ้าง ยัยบื้อที่โคมรวมวิญญาณยอมรับน่ะ ภาพที่นางเห็นย่อมต้องต่างจากที่พวกเราเห็นแน่นอน"
"ใช้วิชาค้นวิญญาณ (โซวหุน) เลยดีไหม?" ใครคนหนึ่งเสนอขึ้นมาทันที
"ไม่ดีหรอก เมื่อก่อนเคยมีคนใช้ค้นวิญญาณกับพวกคนปัญญาอ่อนมาแล้ว ภาพที่เห็นมันสะเปะสะปะไปหมด เพราะความทรงจำของคนพวกนี้ไม่เหมือนคนปกติ สิ่งที่พวกเราสนใจนางอาจจะไม่ได้มองเลยก็ได้ และถ้าค้นแล้วไม่เจออะไรขึ้นมา ยัยนี่อาจจะกลายเป็นใบ้จนคุยไม่รู้เรื่องไปเลยก็ได้"
"..."
หลังจากปรึกษากันอยู่นาน ในที่สุดพวกเขาก็ตัดสินใจจะพายัยบื้อออกไปทดลองดู
ยัยบื้อคนนี้ปกติก็พูดจาเพ้อเจ้อแต่บางครั้งก็พอจะสื่อสารได้บ้าง
รุ่งเช้าของวันถัดมา หลีอางที่กอดโคมไฟไว้แน่นก็ถูกคุมตัวออกมาจากห้อง
หลังจากคุยกับเสี่ยวเยว่เมื่อคราวก่อน หลีอางก็ไม่ได้ซ่อนโคมไฟไว้อีกเลย
ในตอนนี้เสี่ยวเยว่กับเจียงถิงก็ถูกสั่งให้เดินตามมาด้วย
"เสี่ยวเยว่ เจ้าลองสั่งน้องสาวเจ้าดูสิ นางฟังเจ้าที่สุดไม่ใช่เหรอ?" ท่านเซียนเหยียนพูดด้วยน้ำเสียงที่ดูจะอ่อนโยนเป็นพิเศษ
"ได้ค่ะ" เสี่ยวเยว่ไม่ขัดขืน
เมื่อหลีอางก้าวเท้าพ้นเขตบ้านผู้ใหญ่บ้าน นางก็พบว่าโลกภายนอกเปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิง... ในหมู่บ้านไม่มีคนมีชีวิตหลงเหลืออยู่เลย รอบข้างเต็มไปด้วยไออัปมงคลที่ชวนให้รู้สึกอึดอัดไปทั้งกายและใจ
บ้านเรือนที่เคยมีควันไฟลอยกรุ่นกลับกลายเป็นซากปรักหักพังที่รกร้างในเวลาเพียงไม่นาน นักบวชพวกนี้ช่างเลือดเย็นจริงๆ ที่ไม่สนใจชีวิตมนุษย์ธรรมดาเลยสักนิด
หลีอางจำได้แม่นว่าทวีปเสวียนเทียนมีกฎเหล็กที่ห้ามละเมิดเด็ดขาดคือ: นักบวชห้ามฆ่าแกงมนุษย์ธรรมดาตามใจชอบ
บางพื้นที่ของมนุษย์ถึงกับมีการตั้งเขตแดนกั้นไว้ห้ามนักบวชเข้าออกตามอำเภอใจด้วยซ้ำ!
แถมถ้านักบวชไปเจอพวกลัทธิมารหรือสิ่งอัปมงคลมารังแกมนุษย์ ยิ่งต้องทำหน้าที่ผู้ทรงศีลปกป้องหมื่นชีวิต เหตุผลที่มีกฎนี้ก็เพื่อรักษาความสมดุลของฟ้าดิน และป้องกันไม่ให้พลังฝ่ายมารมีอำนาจเหนือกว่าฝ่ายปราณวิเศษจนกระทบต่อโชคชะตาของโลกฝึกเซียน
ถ้าเหล่านักบวชพากันถือตนเป็นใหญ่และไม่สนใจชีวิตมนุษย์ ป่านนี้โลกมนุษย์คงกลายเป็นเถ้าถ่านไปนานแล้ว
แต่เซียนกลุ่มนี้ กลับไม่เห็นกฎพวกนั้นอยู่ในสายตาเลยสักนิด!
ในตอนนี้หลีอางได้เห็นรูปร่างหน้าตาของ "สิ่งอัปมงคล" (ม๋ออู้) ชัดๆ แล้ว
บ้างก็เป็นกลุ่มควันที่มีดวงตาสีเขียวจ้องเขม็ง บ้างก็เป็นแค่กรงเล็บครึ่งท่อนหรือปีกที่โบกสะบัดไปมา รูปร่างของพวกมันหลากหลายมาก แต่มีสิ่งหนึ่งที่เหมือนกันคือ เมื่อพวกมันเห็นมนุษย์ พวกมันจะพุ่งเข้าใส่เหมือนต้องการจะระเบิดตัวเองไปพร้อมๆ กัน
เหล่านักบวชระดับจินตันนั้นเก่งกาจมาก สิ่งอัปมงคลที่ดาหน้าเข้ามาถูกจัดการจนสะอาดเรียบในพริบตา
ส่วนหลีอางในร่างยัยบื้อ แม้จะเดินดุ่มๆ เข้าไปแต่โคมไฟในมือทำให้นางรอดพ้นจากภัยทั้งปวง พวกสัตว์ประหลาดพากันหลีกทางให้จนนางไม่ได้รับบาดเจ็บแม้แต่ปลายก้อย
"ยัยบื้อ เจ้าเห็นภาพอะไรที่มันพิเศษบ้างไหม?" เมื่อเดินมาถึงหลักหินเขตแดน เสี่ยวเยว่ก็ถามขึ้นตามคำสั่งของท่านเซียนเหยียน
"ยัยบื้อเห็น! แสงเยอะแยะเลย มีเส้นสายเต็มไปหมด! สบายจังเลย!" หลีอางตอบออกไป
เมื่อยื่นโคมไฟเข้าใกล้หลักหิน จำนวนสิ่งอัปมงคลก็ลดน้อยลงอย่างเห็นได้ชัดจนค่อยๆ สลายตัวไป เมื่อเห็นความสามารถของโคมดวงนี้กับตา เหล่านักบวชจินตันก็พากันตาลุกวาว รีบแย่งโคมไฟไปตรวจดูทันที
"มันไม่สว่างแล้ว! ไม่สว่างแล้ว!" หลีอางรีบโวยวาย ทำหน้าเหมือนจะร้องไห้ด้วยความน้อยใจ
"มันยังกันสิ่งอัปมงคลได้อยู่ แต่ประสิทธิภาพลดลงไปอย่างน้อยเก้าส่วน หมายความว่าของชิ้นนี้ถ้าอยู่ในมือยัยบื้อและหมั่นออกเฝ้าหมู่บ้าน มันจะกระตุ้นพลังของสมบัติล้ำค่าให้ทำงานเพื่อปกป้องคนทั้งหมู่บ้านได้ แต่ถ้าไปอยู่ในมือคนอื่น มันจะปกป้องได้แค่คนเดียวเท่านั้น" นักบวชคนหนึ่งวิเคราะห์ออกมา
เขาส่งโคมไฟคืนให้หลีอางที่กำลังยืนแผดเสียงร้องประท้วงอยู่
"ยัยบื้อ เจ้ามองออกไหมว่าเส้นสายพวกนั้นมันเชื่อมต่อไปทางไหน?" เสี่ยวเยว่ถามต่อ
"หลักหิน หลักหิน หลักหินเต็มไปหมดเลย! ฮิฮิฮิ... เหม็นจัง!" หลีอางหัวเราะร่า
คนกลุ่มนั้นขมวดคิ้ว "เสี่ยวเยว่ คำพูดนางหมายความว่ายังไง?"
[จบแล้ว]