- หน้าแรก
- ข้ามโลกมาอยู่สำนักหญิงล้วน แต่ดันอ่านตำราเทพออกแค่คนเดียวซะงั้น
- บทที่ 1,103 ไร้สมอง
บทที่ 1,103 ไร้สมอง
บทที่ 1,103 ไร้สมอง
บทที่ 1,103 ไร้สมอง
ชายชุดขาวรับกรงเล็บอันดุดันไร้เทียมทานของเยี่ยซิวหลัวเข้าไปเต็มๆ แต่สีหน้ากลับไม่เปลี่ยนไปเลยแม้แต่น้อย ร่างยังคงยืนตระหง่านราวกับไม่รู้สึกรู้สาอะไร
ในทางกลับกัน เยี่ยซิวหลัวผู้เป็นคนลงมือ กลับหน้าซีดเผือด มุมปากมีเลือดซึม เขาใช้มือซ้ายกุมข้อมือขวา ลงไปนอนกลิ้งทุรนทุรายกับพื้น ใบหน้าบิดเบี้ยวด้วยความเจ็บปวดแสนสาหัส
"ท่านอ๋องอู่!"
เมื่อเห็นใบหน้าของชายชุดขาวชัดเจน ฉางซุนเจี้ยนและเหล่าขุนนางต่างก็เบิกตากว้างด้วยความดีใจสุดขีด ราวกับได้พบพระผู้ช่วยให้รอด
อ๋องอู่ หลี่ชิง!
ชื่อที่ทุกคนรู้จักกันดี
ตำนานที่เล่าขานกันไปทั่วทุกหัวระแหง
อันที่จริง ขุนนางส่วนใหญ่ในที่นี้ รู้เพียงว่าอ๋องอู่เป็นอัจฉริยะหาตัวจับยาก แต่ไม่ค่อยมีใครรู้หรอกว่าแท้จริงแล้วเขามีระดับพลังขั้นไหน
บางคนยังคิดด้วยซ้ำว่าเขาแค่เก่งที่สุดในทำเนียบวีรบุรุษต้าเฉียนเท่านั้น
ทว่า ความไม่รู้เหล่านั้นกลับไม่เป็นอุปสรรคต่อการที่พวกเขาจะมองหลี่ชิงเป็นฟางเส้นสุดท้ายในยามที่หวาดกลัวและสิ้นหวัง
ภาพลักษณ์ของอ๋องอู่นั้นช่างเหมือนกับนิสัยของเขา อบอุ่น หนักแน่น องอาจ เพียงแค่มองก็ทำให้รู้สึกอุ่นใจอย่างบอกไม่ถูก
ราวกับว่าขอเพียงมีเขาอยู่ ก็ไม่มีปัญหาใดในโลกที่แก้ไม่ได้
"ท... ท่านพี่"
เมื่อเห็นแผ่นหลังอันกว้างใหญ่ของพี่ชาย หลี่เสียนก็รู้สึกโล่งใจอย่างประหลาด ขอบตาเริ่มแดงระเรื่อ ความรู้สึกดีใจ หวาดกลัว ละอายใจ และโล่งอก ถาโถมเข้ามาพร้อมๆ กัน จนเขาควบคุมอารมณ์ตัวเองไม่ได้
"เสียนเอ๋อร์ เจ้ารู้ตัวไหมว่าทำผิด?"
หลี่ชิงไม่ได้หันกลับมา เพียงแต่ถามด้วยน้ำเสียงราบเรียบ
น้ำเสียงของเขาอ่อนโยน ทุ้มต่ำ แต่ก็แฝงไปด้วยความเข้มงวด วิธีการพูดไม่เหมือนพี่ชายที่พูดกับน้องชาย แต่เหมือนพ่อที่พูดกับลูกเสียมากกว่า
"ข... ข้ารู้ตัวแล้วพ่ะย่ะค่ะ"
สีหน้าของหลี่เสียนหม่นหมองลง สองมือแนบลำตัว ก้มหน้างุด ตอบเสียงอ่อย
"ทำผิดเรื่องอะไร?"
หลี่ชิงถามต่อ
"ข... ข้าไม่ควรเห็นแก่ตัว หลงเชื่อคำยุยงของคนชั่ว" ทีแรกหลี่เสียนยังพูดตะกุกตะกัก แต่พอพูดไปเรื่อยๆ ก็เริ่มฉะฉานขึ้น "ไม่เพียงแต่ละทิ้งความปลอดภัยของเสด็จพี่ แต่ยังทำให้ใต้เท้าทุกท่านต้องตกอยู่ในอันตราย เกือบจะทำลายบ้านเมืองของต้าเฉียนเสียแล้วพ่ะย่ะค่ะ"
"แม้จะไม่ถูกทั้งหมด แต่ก็ใกล้เคียงล่ะนะ"
หลี่ชิงค่อยๆ หันกลับมา บนใบหน้าประดับด้วยรอยยิ้มอบอุ่นราวกับสายลมฤดูใบไม้ผลิ ในดวงตามีแววความปลาบปลื้มใจ เขาตบไหล่น้องชายเบาๆ "ถึงจะยังไง ตอนท้ายเจ้าก็ยังแสดงให้เห็นถึงความสง่างามของชายชาตรีตระกูลหลี่อยู่บ้าง"
"ท่านพี่ ข... ข้า..."
หลี่เสียนรู้สึกจุกที่คอหอย ไม่อาจอดกลั้นได้อีกต่อไป เขาทรุดตัวลงคุกเข่ากอดขาหลี่ชิง ร้องไห้โฮออกมา "ข... ขอโทษพ่ะย่ะค่ะ"
"รู้ตัวว่าผิดก็ดีแล้ว เดี๋ยวค่อยไปรับโทษทีหลัง"
หลี่ชิงลูบหัวเขาอย่างอ่อนโยน ก่อนจะหันไปจ้องมองเยี่ยหมิงซิง แววตาเปลี่ยนเป็นเย็นเยียบในพริบตา "เพียงแต่คนบางคน ข้าคงจะให้อภัยไม่ได้"
"นึกไม่ถึงเลยว่าท่านอ๋องทางโลก จะมีระดับพลังถึงขั้นนักบุญ"
ทั้งสองสบตากัน ในดวงตาของเยี่ยหมิงซิงฉายแววประหลาดใจ "มิน่าล่ะ ราชวงศ์หลี่ที่ดูธรรมดาๆ ถึงได้กุมอำนาจบัลลังก์ต้าเฉียนไว้ได้อย่างเหนียวแน่น ที่แท้ก็มีท่านเทพอย่างเจ้าคอยหนุนหลังอยู่นี่เอง"
หลี่ชิงไม่ได้ตอบคำถาม เขาเพียงแต่ค่อยๆ ชักกระบี่ที่เอวออกมา ดวงตาคู่สวยสาดประกายความดุดัน
ร่างในชุดขาวและชุดม่วงประจันหน้ากัน พลังออร่าที่มองไม่เห็นปะทะกันอย่างดุเดือดกลางอากาศ ฝ่ายหนึ่งแหลมคม อีกฝ่ายหนึ่งหนักแน่น กินกันไม่ลง
พลังของระดับนักบุญนั้นน่าสะพรึงกลัวยิ่งนัก เพียงแค่การปะทะกันของออร่า ก็ทำให้ทุกคนรอบข้างรู้สึกตัวหนักอึ้ง หายใจไม่ออก ไม่ว่าจะเป็นฉางซุนเจี้ยนและเหล่าขุนนาง หรือแม้แต่ยอดฝีมือทั้งเจ็ดสิบสองคนจากนิกายกระบี่จื่อหยาง ต่างก็มีสีหน้าเจ็บปวด ราวกับแค่จะหายใจก็ยังลำบาก
"ถ้าพวกเราสู้กันตรงนี้ คนพวกนี้คงไม่รอดสักคน"
เยี่ยหมิงซิงยกกระบี่ขึ้นมาไว้ระดับอก ยิ้มบางๆ "เปลี่ยนที่เถอะ!"
"ตกลง!"
หลี่ชิงชี้กระบี่ไปที่อีกฝ่าย พยักหน้ารับคำ
ร่างของทั้งสองสั่นไหวเล็กน้อย ก่อนจะหายวับไปจากที่เดิมในพริบตา เมื่อปรากฏตัวอีกครั้ง ก็พากันลอยอยู่เหนือหมู่เมฆ สูงเกินกว่าที่ตาเปล่าจะมองเห็น
"อ๋องอู่ชื่อเสียงโด่งดัง แต่ก็มีดีแค่นี้แหละ"
จู่ๆ เยี่ยหมิงซิงก็แค่นเสียงหัวเราะเย็นชา ใบหน้าเต็มไปด้วยความเย้ยหยัน "มีดีแค่พลังระดับนักบุญ แต่กลับไร้สมอง!"
"งั้นรึ?"
ถูกอีกฝ่ายดูถูก หลี่ชิงกลับไม่ได้โกรธเคืองเลยแม้แต่น้อย เขาเพียงแต่ตอบกลับสั้นๆ คำเดียว
"ถ้าอยู่ข้างล่าง ข้าอาจจะยังเกรงใจอยู่บ้าง"
เยี่ยหมิงซิงพูดอย่างเนิบนาบ "แต่ตอนนี้ทั้งเจ้าและข้าก็ขึ้นมาบนนี้แล้ว ในเมืองหลวงแห่งนี้ ยังจะมีใครต้านทานยอดฝีมือระดับวิญญาณศักดิ์สิทธิ์ทั้งเจ็ดสิบสองคนของสำนักข้าได้อีกล่ะ?"
หลี่ชิงชำเลืองมองลงไปเบื้องล่างอย่างไม่ใส่ใจ สีหน้าเรียบเฉย ดูเหมือนจะไม่ได้เป็นห่วงความปลอดภัยของหลี่เสียนและคนอื่นๆ เลยสักนิด
"รู้ตัวตอนนี้ มันก็สายไปแล้วล่ะ"
เยี่ยหมิงซิงกระโดดทะยานขึ้นไป ชูกระบี่ในมือขึ้นสูง แล้วฟันฉับลงมาที่กลางกระหม่อมของหลี่ชิงอย่างแรง "เจ้าไม่มีโอกาสได้กลับไปหรอก!"
ดวงตาของหลี่ชิงสาดประกายพลังวิญญาณ เขายกแขนขวาขึ้นอย่างเด็ดเดี่ยว ใช้กระบี่รับการโจมตีนั้น
"เก๊ง!"
พร้อมกับเสียงโลหะกระทบกันดังกึกก้องกัมปนาท กระบี่ของสองนักบุญผู้ยิ่งใหญ่ปะทะกันอย่างรุนแรง คลื่นพลังลมปราณพุ่งกระจายออกไปทุกทิศทาง พลังอันน่าสะพรึงกลัวครอบคลุมไปทั่วฟ้าดินในพริบตา
...
ทันทีที่สองนักบุญผู้ยิ่งใหญ่จากไป อาณาเขตนักบุญที่ครอบคลุมลานกว้างก็สลายหายไปด้วย ทุกคนรู้สึกโล่งตัวและเริ่มกลับมาขยับตัวได้อีกครั้ง
ส่วนเยี่ยซิวหลัวที่บาดเจ็บสาหัส ก็หยุดกลิ้งไปมา และค่อยๆ บรรเทาจากความเจ็บปวด
"จับตัวอ๋องลู่ไว้!"
แขนขวาของเขายังคงห้อยต่องแต่งไร้เรี่ยวแรง แต่เขาใช้มือซ้ายชี้ไปที่หลี่เสียน พร้อมกับตะโกนสั่งเสียงดัง
ยอดฝีมือกระบี่ชุดม่วงทั้งเจ็ดสิบสองคนเคลื่อนไหวพร้อมกัน รวดเร็วปานสายฟ้าแลบ กลายเป็นเงาลางๆ พุ่งทะยานเข้าหาหลี่เสียน
"พวกกบฏบังอาจ!"
ท่านผู้เฒ่าซี เจิงรุ่ย เซวียผิงซี และซ่างกวนหมิงเยว่ สีหน้าเปลี่ยนไปทันที พวกเขาตะโกนก้อง พากันใช้วิชาตัวเบาพุ่งไปขวางหน้าท่านอ๋องลู่ สาดวิชาต่างๆ ใส่กลุ่มคนชุดม่วงอย่างไม่คิดชีวิต
เหล่ายอดฝีมือกระบี่ชุดม่วงก็ไม่ยอมน้อยหน้า แกว่งกระบี่สวนกลับอย่างดุเดือด ทั้งสองฝ่ายแลกกระบวนท่ากันอย่างเอาเป็นเอาตาย พลังลมปราณหลากสีสันแผ่ซ่านไปทั่วอากาศ ละลานตาจนมองไม่ทัน
สู้กันไปได้พักหนึ่ง สีหน้าของกลุ่มซ่างกวนหมิงเยว่ก็เริ่มแย่ลง พวกเขาสัมผัสได้ว่ายอดฝีมือกระบี่ชุดม่วงเหล่านี้แข็งแกร่งเกินคาด
ไม่รู้ว่าศิษย์นิกายกระบี่จื่อหยางฝึกฝนวิชาและเพลงกระบี่ระดับไหนกันแน่ นอกจากจำนวนจะเหนือกว่าอย่างเห็นได้ชัดแล้ว หากสุ่มเลือกใครสักคนในเจ็ดสิบสองคนนี้มาประลอง ฝีมือก็เหนือกว่ายอดฝีมือระดับวิญญาณศักดิ์สิทธิ์อย่างท่านผู้เฒ่าซีและเซวียผิงซีอย่างแน่นอน ทางฝั่งราชสำนัก นอกจากซ่างกวนหมิงเยว่ สือซานเหนียง วั่งชวน และเสวียนหมิงเพียงไม่กี่คนแล้ว ก็แทบจะไม่มีใครต่อกรกับพวกมันได้เลย
ยิ่งสู้กันไป หากไม่ได้อาศัย "อาวุธทำลายล้างสูง" อย่างวั่งชวน แนวป้องกันของพวกซ่างกวนหมิงเยว่คงแตกกระเจิง พ่ายแพ้ยับเยินไปนานแล้ว
"เถ้าแก่ ขืนเป็นแบบนี้ต่อไปไม่ดีแน่"
หลังจากกัดฟันทนมาได้สักพัก วั่งชวนก็รู้ตัวว่าคงไม่รอด แววตาของเขาฉายความเด็ดเดี่ยว หันไปพูดกับสือซานเหนียง "เดี๋ยวข้าจะเปิดทางให้ ท่านรีบหนีไปขอความช่วยเหลือจากวังบุปผาล่องลอยเร็วเข้า!"
"วั่งชวน เจ้า..." สือซานเหนียงกัดริมฝีปากแน่น ดวงตาคู่สวยฉายแววซับซ้อน
"ไป!"
วั่งชวนหันขวับกลับไป ตะโกนลั่น ควันสีเหลืองอ่อนอันบ้าคลั่งทะลักออกมาจากร่างของเขา กลายเป็นพายุหมุนสีเหลืองที่หมุนวนอย่างรวดเร็ว พุ่งเข้าชนกลุ่มยอดฝีมือกระบี่ชุดม่วงอย่างจัง "สายลมเยือนฝั่งฝัน!"
อานุภาพของพายุหมุนสีเหลืองนี้ น่าสะพรึงกลัวราวกับพายุทอร์นาโดในวันสิ้นโลก มันพัดเอาเศษหิน กิ่งไม้ และใบไม้ปลิวว่อน แต่เพียงชั่วพริบตาเดียว สิ่งเหล่านั้นก็ละลายกลายเป็นของเหลวสีเหลืองไปจนหมดสิ้น
จากนั้น ของเหลวเหล่านั้นก็ถูกพัดให้กระจายเป็นหยดน้ำสีเหลืองอ่อนนับไม่ถ้วน พุ่งกระจายเข้าใส่ศัตรูราวกับห่ากระสุน
"อ๊าก!!!"
ยอดฝีมือกระบี่ชุดม่วงคนใดที่ผิวหนังสัมผัสโดนหยดน้ำสีเหลือง ต่างก็ร้องโหยหวนอย่างเจ็บปวด ร่างกายเปื่อยยุ่ย ละลาย และกลายเป็นกองน้ำเหลืองไหลเจิ่งนองไปทั่วพื้น ไม่เหลือเค้าโครงความเป็นมนุษย์อีกเลย
อานุภาพของ "สายลมเยือนฝั่งฝัน" นี้ช่างน่ากลัวจริงๆ เพียงไม่กี่อึดใจ ก็ส่งยอดฝีมือกระบี่ระดับวิญญาณศักดิ์สิทธิ์ถึงสิบสองคนไปเฝ้ายมบาลได้สำเร็จ
ทว่า ยิ่งวิชารุนแรง พลังที่สูญเสียก็ย่อมมากตามไปด้วย
เมื่อพายุหมุนสีเหลืองสลายตัวไป วั่งชวนก็หอบแฮกๆ ราวกับวัวเหนื่อย หน้าซีดเผือด ร่างกายโอนเอน ราวกับจะล้มพับลงไปได้ทุกเมื่อ
"ห้ามตายนะ!"
สือซานเหนียงแววตาสลดลง แต่ก็ไม่ได้ทำตัวอ่อนแอเหมือนผู้หญิงทั่วไป นางรีบฉวยโอกาสที่วั่งชวนสร้างขึ้นมา เอ่ยกำชับเบาๆ แล้วใช้ปลายเท้าแตะพื้น กระโดดทะยานขึ้นฟ้า "รอข้ากลับมานะ!"
"จะหนีไปไหน!"
จู่ๆ ยอดฝีมือกระบี่ชุดม่วงคนหนึ่งก็แค่นเสียงหัวเราะเยาะ "อาณาเขตกระบี่จื่อหยาง!"
สิ้นเสียงสั่งการ ยอดฝีมือกระบี่ชุดม่วงอีกหลายสิบคนก็ชูกระบี่ชี้ขึ้นฟ้าพร้อมกัน ท่าทางเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกัน ราวกับนัดแนะกันมาอย่างดี
แสงกระบี่สีม่วงพุ่งทะยานออกจากตัวกระบี่ วาดเป็นเส้นโค้งอันงดงามบนท้องฟ้า และไปรวมตัวกันที่จุดเดียวเหนือศีรษะของสือซานเหนียง
วินาทีต่อมา จุดตัดนั้นก็เปล่งแสงสีม่วงอันเจิดจ้าบาดตาออกมา ก่อตัวเป็นโดมกระบี่ขนาดยักษ์ สาดส่องแสงสว่างอันไร้ที่สิ้นสุดลงมา อาบไล้ร่างของสือซานเหนียงอย่างไม่ปรานี
สือซานเหนียงที่กำลังหนีสุดชีวิต ร่างกระตุกเฮือกราวกับถูกโจมตีอย่างจัง ก่อนจะร่วงหล่นลงมาจากท้องฟ้าราวกับนกที่ถูกยิง "ตึง" กระแทกพื้นอย่างแรง
ซ่างกวนหมิงเยว่ วั่งชวน และคนอื่นๆ ทำท่าจะเข้าไปช่วย แต่ก็ถูกแสงสีม่วงกดทับไว้เช่นกัน รู้สึกตัวหนักอึ้ง ก้าวขาแทบไม่ออก
"คิดจะต่อต้านนายท่านงั้นรึ"
หัวหน้ากลุ่มยอดฝีมือกระบี่ชุดม่วงผู้นั้น นัยน์ตาสาดประกายอำมหิต พูดด้วยน้ำเสียงเย็นชา "ผู้หญิงคนนี้คือตัวอย่าง ฆ่ามันซะ!"
ยอดฝีมือกระบี่ชุดม่วงทั้งหกสิบคนกวัดแกว่งกระบี่พร้อมกัน ปราณกระบี่สีม่วงพุ่งทะยานออกจากใจกลางโดม ฟาดฟันลงมาที่สือซานเหนียงที่นอนอยู่บนพื้นอย่างดุดัน รุนแรง และน่าสะพรึงกลัวยิ่งนัก
"พี่สาวจู!"
"เถ้าแก่!"
"สือซานเหนียง!"
ทุกคนตกใจสุดขีด เตรียมจะเข้าไปช่วย แต่ก็สายเกินไปเสียแล้ว ทำได้เพียงเบิกตากว้างมองปราณกระบี่อันน่าสะพรึงกลัวพุ่งเข้าใกล้สือซานเหนียงมากขึ้นเรื่อยๆ
ไม่คิดเลยว่าข้าจะต้องมาตายที่นี่!
ยัยหนูซานหูจะเสียใจขนาดไหนกันนะ
แล้วก็เขาคนนั้นอีก...
สือซานเหนียงรู้สึกตาลายไปกับแสงสว่างจ้าสีม่วง ในวาระสุดท้ายของชีวิต จิตใจของนางกลับสงบเยือกเย็น ในหัวพลันนึกถึงใบหน้าน่ารักของซานหู และใบหน้าของชายหนุ่มอีกคนหนึ่งขึ้นมา
"ฉึก!"
ในขณะที่ทุกคนคิดว่าสือซานเหนียงคงไม่รอดแน่ และกำลังจะจบชีวิตลง จู่ๆ ก็มีลำแสงสีขาวอันเจิดจ้าบาดตาพุ่งลงมาจากท้องฟ้า ราวกับสายฟ้าฟาด พุ่งเข้าชนโดมกระบี่สีม่วงอย่างจังด้วยอานุภาพที่ไม่มีใครต้านทานได้
ต่อมา ท่ามกลางสายตาที่ตกตะลึงของทุกคน อาณาเขตกระบี่จื่อหยางที่สร้างขึ้นจากพลังร่วมกันของยอดฝีมือระดับวิญญาณศักดิ์สิทธิ์ถึงหกสิบคน กลับถูกแสงสีขาวนี้ทำลายจนแตกกระจายเป็นเสี่ยงๆ กลายเป็นละอองแสงระยิบระยับ และมลายหายไปในอากาศอย่างรวดเร็ว
[จบตอน]