- หน้าแรก
- ท่านพ่อ เปิดประตู องค์หญิงผู้นี้ไปก่อเรื่องกลับมาแล้ว
- บทที่ 259 ยั่วยุชายชุดเขียว
บทที่ 259 ยั่วยุชายชุดเขียว
บทที่ 259 ยั่วยุชายชุดเขียว
บทที่ 259 ยั่วยุชายชุดเขียว
ทำเอาต้าลี่ที่ซ่อนตัวอยู่ในเงามืดถึงกับตะลึงตาค้าง
จาวหยางจวิ้นจู่ผู้นี้ไม่กลัวโดนทุบตีจนตายหรืออย่างไร?
เมื่อชายชุดเขียวได้ยินดังนั้น โทสะในอกก็พลุ่งพล่านขึ้นมาทันทีราวกับเปลวเพลิงที่เผาไหม้จนดวงตาทั้งสองข้างแดงก่ำ เส้นเลือดปูดโปนขึ้นมา
เมื่อสุดจะทน เขาก็ดีดปลายเท้าทะยานร่างออกไปดุจลูกศรหลุดจากแหล่ง ใช้พลังภายในทั้งหมดเร่งความเร็วจนถึงขีดสุด
ในใจคิดเพียงอย่างเดียวคือต้องจับเด็กสาวปากดีคนนั้นมาสั่งสอนบทเรียนให้หลาบจำ ให้นางรู้สำนึกว่าใครที่นางไม่ควรหาเรื่อง
ทว่าไม่ว่าวิชาตัวเบาของเขาจะรวดเร็วเพียงใด พลังภายในจะล้ำลึกปานใด กลับมิอาจแตะต้องได้แม้แต่ชายเสื้อของนาง
เด็กสาวผู้นั้นเห็นได้ชัดว่าไม่มีพลังภายในแม้แต่น้อย แต่กลับใช้วิชาตัวเบาได้อย่างน่าอัศจรรย์ ทั้งยังวิ่งขึ้นเขาด้วยความเร็วที่น่าตกใจ
ไม่เพียงเท่านั้น นางยังรักษาระยะห่างจากเขาไว้ไม่ใกล้ไม่ไกลเสมอ ไม่รีบร้อน ไม่ชักช้า เห็นอยู่ตรงหน้าแท้ๆ แต่กลับไล่ตามไม่ทัน ราวกับกำลังจงใจหยอกล้อเย้ยหยันเขา
เขาทั้งตกใจทั้งโกรธแค้น ความเดือดดาลในใจไม่เพียงไม่ลดลง กลับยิ่งลุกโชนรุนแรงจนแทบจะทะลุออกจากกระหม่อม
เย่ฉยงมองชายหนุ่มที่กำลังไล่ตามนางจนหอบแฮก ขณะฮัมเพลงก็มิวายหันกลับไปเยาะเย้ยสองสามคำ
ทั้งสองไล่ล่ากันเช่นนี้ วิ่งขึ้นเขาด้วยความเร็วประดุจสายลม จนกระทั่งมาถึงหน้าประตูของลัทธิซุ่นเทียนจึงได้หยุดลง
ชายชุดเขียวผมเผ้ายุ่งเหยิง สองมือค้ำเข่าหอบหายใจอย่างหนักหน่วง เขาชี้หน้าเย่ฉยง แม้ลมหายใจจะขาดห้วงแต่ยังคงตวาดด้วยน้ำเสียงเกรี้ยวกราด
“ที่นี่คืออาณาเขตของลัทธิซุ่นเทียนแล้ว ข้าจะคอยดูว่าเจ้าจะหนีไปไหนได้อีก วันนี้ต่อให้เจ้ามีปีกก็หนีไม่พ้น!”
เย่ฉยงยืนนิ่งอย่างว่าง่ายพลางยิ้มอย่างสุภาพ
“ข้าไม่ได้คิดจะหนีเสียหน่อย ท่านต่างหากที่ตอแยข้าไม่เลิกรา ไล่ตามข้าไม่ปล่อย”
“หากมิใช่เพราะข้าวิ่งเร็วกว่า เจ้าคนลามกนี่ก็คงจะทำมิดีมิร้ายกับข้าไปแล้ว”
“ข้าที่งดงามปานบุปผา ใครเห็นเป็นต้องรักเช่นนี้ จะยอมให้คนอัปลักษณ์เช่นเจ้ามาหมายปองได้อย่างไร”
“หึ! ข้ามาที่ลัทธิซุ่นเทียนของพวกเจ้าเพื่อทวงความยุติธรรมต่างหาก!”
ชายชุดเขียวกำหมัดแน่นด้วยความโกรธ
“อย่ามาพูดจาไร้สาระ! เด็กอมมือเช่นเจ้า ใครจะไปตอแย”
“บัดนี้เจ้ามาถึงถิ่นของลัทธิซุ่นเทียนแล้ว ยังกล้าปากดีเช่นนี้อีก อยากตายมากใช่หรือไม่”
เย่ฉยงเหลือบมองอายุขัยของนาง ก่อนจะกอดอกอย่างมั่นใจ ไม่ได้หวั่นเกรงเลยแม้แต่น้อย
“เช่นนั้นท่านก็ตีข้าสิ?”
“หากท่านตีข้าให้ตายได้ ท่านย่าอย่างข้าจะยอมเปลี่ยนไปใช้แซ่เดียวกับเจ้า”
“อย่าคิดว่าข้าไม่รู้ พวกท่านพยายามจับข้า ก็แค่อยากให้พ่อข้ามาเจรจาความร่วมมือกับพวกท่านมิใช่หรือ”
“หึ! ข้าคือแก้วตาดวงใจของพ่อข้าเชียวนะ”
“หากท่านทำร้ายข้า อย่าว่าแต่จะร่วมมือเลย พ่อข้าจะนำทัพมาถล่มลัทธิซุ่นเทียนของพวกท่านให้ราบเป็นหน้ากลองทันที!”
ชายชุดเขียวได้ยินดังนั้นก็ใจหายวาบ เพิ่มความระวังตัวขึ้นมาทันที
“เจ้ารู้จุดประสงค์ที่พวกเราต้องการจับตัวเจ้างั้นรึ”
“แสดงว่าเจ้าจงใจยั่วยุข้า จงใจให้ถูกจับ?”
“มิน่าเล่าเจ้าถึงเป็นเพียงสตรีแต่กลับมาปรากฏตัวที่ตีนเขาเพียงลำพัง”
เย่ฉยงส่ายหน้า “ก็ไม่เชิง”
“วาจาเหล่านั้นของข้ามิใช่การยั่วยุ ข้าเพียงพูดความจริง ท่านวิ่งไม่ทันข้าจริงๆ ฝีมือด้อยกว่าข้า”
“และข้าก็ไม่ได้จงใจให้ถูกจับด้วย”
ชายชุดเขียวขมวดคิ้ว
“ในเมื่อไม่ได้จงใจให้ถูกจับ แล้วเจ้าขึ้นเขามาทำอะไร”
เย่ฉยงเชิดคางไปทางประตูใหญ่ของลัทธิซุ่นเทียน กล่าวด้วยท่าทีเป็นเรื่องเป็นราว
“แน่นอนว่ามาเจรจาต่อรองที่นี่อย่างไรเล่า”
“ไปตามหัวหน้าของพวกท่านออกมาคุยกับข้า ตำแหน่งของท่านยังไม่คู่ควรพอที่จะรู้ว่าข้ามาที่นี่ทำไม”
“ท่านมันอ่อนหัดเกินไป!”
เดิมทีเย่ฉยงเตรียมตัวจะถูกจับอย่างเงียบๆ แต่ครั้นมาคิดดูอีกที ตอนนี้แก๊งขวานของนางและลู่เจิงผู้เป็นลูกพี่ลูกน้อง คงกำลังทุ่มเทสมาธิกวาดล้างฐานที่มั่นต่างๆ ของลัทธิซุ่นเทียนอยู่ หากถูกคนของลัทธิซุ่นเทียนพบเข้า ย่อมไม่ราบรื่นเป็นแน่
ในเมื่อเป็นเช่นนี้ ก็ให้นางผู้เป็นที่รักปานบุปผา ใครเห็นเป็นต้องเบิกบานผู้นี้ ไปเล่นสนุกกับพวกซุ่นเทียนสักหน่อยเถอะ
แทนที่จะถูกจับอย่างเงียบๆ สู้ยั่วยุอย่างอึกทึกครึกโครม ดึงความสนใจทั้งหมดของลัทธิซุ่นเทียนมาไว้ที่ตัวเอง เพื่อที่พวกเขาจะได้ไม่มีเวลายุ่งเรื่องอื่นจะดีกว่า
อย่างไรเสียนางก็มีอายุขัยเหลือเฟือ ไม่ตายง่ายๆ อยู่แล้ว นางจะต้องกวนประสาทลัทธิซุ่นเทียนทั้งสำนักจนหัวปั่นให้จงได้
ชายชุดเขียวแทบจะโกรธจนอกแตกตาย
“เจ้าอยากตายนักใช่ไหม!”
สิ้นคำ เขาก็ชักดาบยาวออกมาทันที ประกายเย็นเยียบวาบขึ้นพร้อมกับเพลงดาบทรงพลังอำมหิตที่ฟาดลงมายังศีรษะของเย่ฉยงโดยตรง เห็นได้ชัดว่าเขาโกรธจริงแล้ว
ร่างของเย่ฉยงเอียงหลบทันที คมดาบเฉียดใบหูไปเพียงเส้นยาแดง
ก่อนที่ชายชุดเขียวจะทันตวัดดาบกลับ นางก็ทะยานร่างหายวับไปจากจุดเดิมแล้วปรากฏกายขึ้นด้านหลังเขา ก่อนจะส่งแรงถีบเข้ากลางหลังเต็มเปา
ชายชุดเขียวไม่ทันตั้งตัว เซถลาไปข้างหน้าจนเกือบล้มคะมำ ด้วยความตกใจและโกรธจัด เขาจึงหันขวับกลับมา
ทั้งสองจึงเปิดฉากปะทะกันอย่างดุเดือดในบัดดล
ร่างกายนี้ของเย่ฉยงฝึกยุทธ์มาตั้งแต่เด็ก แม้ว่าฝีมือจะไม่เข้าขั้นนัก แต่บัดนี้นางมีพลังพิเศษด้านความเร็ว ดังคำกล่าวที่ว่า "วรยุทธ์ทั่วหล้า มีเพียงความเร็วที่ไม่ถูกทำลาย"
อีกทั้งช่วงนี้ที่นางยึดครองพื้นที่ในชิงโจวเพื่อรวบรวมกำลังพล ได้ผ่านการต่อสู้มานับครั้งไม่ถ้วน ประสบการณ์การต่อสู้จริงของนางในตอนนี้แตกต่างจากเมื่อก่อนราวฟ้ากับเหว เพลงยุทธ์จึงพลิ้วไหวและเฉียบคมขึ้นเป็นกอง
ผู้อื่นเมื่อใช้วิชาตัวเบา ยังต้องโคจรลมปราณเพื่อทะยานร่าง แต่สำหรับนางแล้วกลับไม่จำเป็น
เคล็ดวิชาตัวเบาของนางไม่ได้อาศัยพลังภายใน แต่ถูกขับเคลื่อนด้วยพลังความเร็วโดยตรง ทุกการเคลื่อนไหวรวดเร็วจนตาเปล่ามองตามไม่ทัน ประหนึ่งหายตัวไปในอากาศธาตุ
นางไม่ปะทะกับชายหนุ่มตรงๆ แต่อาศัยความเร็วที่เหนือกว่าหลบหลีกดาบของอีกฝ่ายได้เสมอ ก่อนที่คมดาบจะฟาดมาถึงตัว
เดี๋ยวอ้อมไปทางซ้ายต่อยหมัดหนึ่ง เดี๋ยวอ้อมไปข้างหลังเตะทีหนึ่ง ผลุบๆ โผล่ๆ เดี๋ยวตะวันออกเดี๋ยวตะวันตก ลื่นไหลราวกับปลาไหล ยากที่จะป้องกัน
ชายชุดเขียวโกรธจนปอดแทบระเบิด วรยุทธ์ที่ตนร่ำเรียนมาอย่างยากลำบากตั้งแต่เด็ก กลับมิอาจแตะต้องแม้แต่ชายเสื้อของนางได้
เขายิ่งสู้ยิ่งอึดอัด ยิ่งสู้ยิ่งร้อนรน
เด็กสาวตรงหน้าเห็นได้ชัดว่าฝีมือธรรมดา ทั้งยังไร้ซึ่งพลังภายใน แต่กลับมีความเร็วที่น่าเหลือเชื่อ ทั้งยังลื่นเป็นปลาไหล จับไม่ได้ ไล่ไม่ทัน
กลับกัน เขาต่างหากที่ถูกนางลอบโจมตีอย่างไม่คาดคิดจนสะบักสะบอม ดูน่าสมเพชยิ่งนัก ความโกรธแค้นในใจอัดอั้นจนไร้ที่ระบาย
ไม่เพียงเท่านั้น วาจาของเด็กสาวผู้นั้นก็ไม่มีคำใดน่าฟัง แต่ละคำล้วนเสียดแทงใจดำจนหูชา นับเป็นการต่อสู้ที่น่าอึดอัดที่สุดในชีวิตของเขา
ไม่ช้า เสียงการต่อสู้ที่หน้าประตูก็ปลุกเร้าความสนใจของคนในลัทธิซุ่นเทียน
ครู่ต่อมา บานประตูที่หนาหนักนั้นก็พลันเปิดอ้าออกช้าๆ ผู้คนกลุ่มหนึ่งหลั่งไหลออกมาเพื่อดูว่าผู้ใดบังอาจมาอาละวาดที่หน้าประตูของลัทธิซุ่นเทียน
แต่เมื่อพวกเขาเห็นฉากตรงหน้าชัดเจน ก็พากันแข็งทื่ออยู่กับที่
เบื้องหน้าคือหัวหน้าแก๊งขวานที่เพิ่งแย่งซีนเรื่องแจกข้าวต้มของพวกเขาไปเมื่อตอนกลางวัน บัดนี้นางกำลังเหยียบอยู่บนหลังของหมิงฮ่าวแห่งลานตะวันออก สองมือเท้าสะเอวพลางเงยหน้าหัวเราะก้องอย่างสะใจ ในปากยังคงตะโกนก้องว่า
“ยอมหรือไม่ยอม?”
“มีฝีมือแค่นี้ ยังกล้ามาอาละวาดต่อหน้าคุณหนูอย่างข้า ช่างไม่ประมาณตนเสียจริง!”