- หน้าแรก
- ท่านพ่อ เปิดประตู องค์หญิงผู้นี้ไปก่อเรื่องกลับมาแล้ว
- บทที่ 254 จัดการทุกอย่างอย่างเรียบร้อย
บทที่ 254 จัดการทุกอย่างอย่างเรียบร้อย
บทที่ 254 จัดการทุกอย่างอย่างเรียบร้อย
บทที่ 254 จัดการทุกอย่างอย่างเรียบร้อย
มู่ชิงฮวาน: “...”
นางนึกดูแคลนอยู่ในใจ พ่อลูกคู่นี้สมควรจูงมือกันไปให้หมอตรวจสมองเสียจริง
ตวนอ๋องเห็นมู่ชิงฮวานนิ่งเงียบไป ก็แสดงท่าทีดูแคลนออกมาเล็กน้อย
“ตระกูลมู่ของพวกเจ้านี่ช่างไร้น้ำยาเสียจริง แม้แต่ยาบำรุงสมองยังไม่มีปัญญาหามาได้ ยังกล้าอวดอ้างว่าเป็นหนึ่งในแปดสำนักใหญ่อีกรึ?”
“เฮ้อ~”
“แน่นอนอยู่แล้ว หากปราศจากข้าผู้เป็นจอมยุทธ์ไร้พ่ายแห่งเจียงหูออกท่องยุทธภพแล้วไซร้ ยุทธภพนี้ก็คงจืดชืดสิ้นดี มีแต่สำนักงอกง่อยอะไรก็ไม่รู้ผุดขึ้นมาเต็มไปหมด”
ตวนอ๋องพูดจบ ก็ทำหน้าเศร้าโศกจมอยู่ในภวังค์ความคิดของตน
ช่างน่าเศร้าเสียจริง
มิน่าเล่า...ก่อนเสด็จพ่อจะสวรรคตถึงได้กำชับข้านักหนา ว่าต้าโจวนี้เต็มไปด้วยสุนัขป่าและเสือร้าย ยุทธภพก็ล้วนแต่ภยันตรายรอบด้าน ให้ข้าคอยอยู่ใกล้ๆ เสด็จพี่อย่าได้ห่างกาย
ดูท่าว่าเสด็จพ่อจะทรงทราบดีว่าเสด็จพี่นั้นสมองไม่ดี แถมยังขี้ขลาดตาขาว อ่อนแอจนดูแลตนเองไม่ได้
ต้องให้ข้าผู้เป็นน้องชายที่กล้าหาญและฉลาดหลักแหลมคอยปกป้องอยู่ข้างกายตลอดเวลา
เฮ้อ~
เดิมทีคิดว่ามีลูกสาวแล้ว จะช่วยแบ่งเบาภาระได้บ้าง แต่ไหนเลยจะคิดว่าลูกสาวหัวดื้อคนนั้นก็สมองไม่ดีเหมือนกัน
ภาระบนบ่าของข้าผู้เป็นเสาหลักแห่งต้าโจวผู้นี้ ช่างหนักอึ้งขึ้นทุกวันเสียจริง
เย่ฉยงหารู้ไม่ว่าในความคิดของบิดาบังเกิดเกล้า นางได้ ‘เลื่อนขั้น’ จากเสาหลักแห่งต้าโจวไปเป็นคนสมองไม่ดีเรียบร้อยแล้ว
บัดนี้ในหัวของนางเต็มไปด้วยความคิดที่ว่า ตนผู้เป็นเสาหลักแห่งต้าโจวกำลังจะหายตัวไปสองสามวัน บรรดาขุนนางสมองกลวงไร้ประโยชน์พวกนั้น หากขาดนางผู้เป็นเสาหลักคอยควบคุมดูแล พวกมันจะไม่วุ่นวายวิ่งพล่านเหมือนแมลงวันหัวขาดกันหมดหรือ?
ยิ่งคิดก็ยิ่งไม่วางใจ เย่ฉยงจึงเริ่มสั่งการจัดแจงเรื่องต่างๆ ในช่วงที่ตนเองจะไม่อยู่ทันที
นางหันไปหาผู้ตรวจการเหยียนเป็นคนแรกแล้วเอ่ยด้วยน้ำเสียงจริงจัง
“ท่านผู้เฒ่าเหยียน เวลานี้ต้าโจวกำลังเผชิญภัยพิบัติ ท่านในฐานะผู้ตรวจการ แม้จะดูดีกว่าพวกขุนนางไร้ประโยชน์ในราชสำนักอยู่บ้าง แต่สมองยังเชื่องช้าไปหน่อย การทำงานก็ไม่เด็ดขาดพอ”
“แต่ไม่เป็นไร ข้าผู้เป็นเสาหลักแห่งต้าโจวได้จัดการให้ท่านแล้ว”
“นับตั้งแต่วันพรุ่งนี้เป็นต้นไป ท่านจงร่วมมือกับจี๋เสียงและหรูอี้ รวบรวมคำให้การทั้งหมด แล้วถวายฎีกาต่อฝ่าบาท”
“แน่นอนว่าในฎีกาต้องบรรยายความดีความชอบของข้าผู้เป็นหัวหน้าแก๊งให้ชัดเจน ข้าคือผู้มีคุณูปการอันใหญ่หลวงที่สุด ท่านต้องเขียนเรื่องนี้ลงไปด้วย หากความยาวไม่ถึงสองสามพันคำล่ะก็...ข้าจะอาละวาดให้ดู!”
ผู้ตรวจการเหยียน: “...”
จากนั้น เย่ฉยงก็มองไปยังบ่าวรับใช้และองครักษ์ของตนเอง
“หรูอี้อยู่จวนเถียนเพื่อสอบสวนนักโทษ จี๋เสียง พรุ่งนี้เป็นต้นไป เจ้าจงนำคนของแก๊งขวานไปปลอบขวัญผู้ประสบภัยและจัดระเบียบในแคว้นชิงโจว ต้องฟื้นฟูแคว้นชิงโจวให้กลับมาเป็นเหมือนเดิมก่อนเกิดภัยพิบัติโดยเร็วที่สุด”
“ไม่สิ ต้องทำให้ดีกว่าช่วงก่อนเกิดภัยพิบัติเสียอีก! กฎระเบียบทั้งหมดให้ยึดตามกฎของแก๊งขวานเราเป็นหลัก”
“หากมีผู้ใดไม่เชื่อฟังหรือกล้าก่อกวน ก็ซ้อมมันสักที หากทีเดียวยังไม่พอ ก็ซ้อมสองที หากสองทียังดื้อด้าน ก็ซ้อมมันวันละแปดหน ซ้อมไปจนกว่ามันจะเชื่อง!”
“ส่วนเฉิงชีและต้าจี๋ พวกเจ้าสองคนจงนำคนของแก๊งขวานไปตรวจสอบให้ทั่ว เพื่อค้นหาฐานที่มั่นและพรรคพวกทั้งหมดของลัทธิซุ่นเทียนในเมือง”
“เมื่อรู้ตำแหน่งที่แน่ชัดแล้ว ก็รีบไปแจ้งแม่ทัพลู่ให้นำทหารไปล้อมปราบทำลายล้าง”
พูดจบ เย่ฉยงก็ตบไหล่ของลู่เจิงอย่างผิดหวัง
“ท่านอา แม้ว่าท่านจะเป็นพวกคลั่งรัก ใครพูดอะไรก็เชื่อไปเสียหมด มีแต่กำลังแต่ไม่รู้จักใช้สมอง”
“แต่ไม่เป็นไร ในเมื่อมีญาติที่เฉลียวฉลาดหลักแหลมอย่างข้าอยู่ทั้งคน จะไม่มีทางยอมให้ท่านถูกใครหลอกได้อีกเป็นแน่”
“นับตั้งแต่วันพรุ่งนี้เป็นต้นไป อำนาจทางการทหารของตระกูลเถียน ท่านก็รับช่วงต่อทั้งหมด ถึงตอนนั้น ทันทีที่เฉิงชีและต้าจี๋ตรวจสอบและค้นหาฐานที่มั่นของลัทธิซุ่นเทียนเจอ”
“ท่านก็จงรีบนำทหารไปล้อมปราบทำลายล้างพวกมัน กวาดล้างลัทธิซุ่นเทียนให้สิ้นซาก ต้องรีบจัดการความวุ่นวายในเมืองให้สงบลงโดยเร็วที่สุด”
“ข้าเชื่อมั่นในตัวท่านอา เรื่องการฝึกทหารสำหรับท่านอาแล้ว คงง่ายดายดุจพลิกฝ่ามือ”
“แค่ท่านอาตั้งใจทำ ก็จะสามารถไถ่โทษได้อย่างแน่นอน”
“หากท่านอายังคงหูเบาเชื่อคนง่ายเช่นนี้อีก...ก็ไม่เป็นไร เดี๋ยวท่านปู่ก็คงขับไล่ท่านอาออกจากตระกูลลู่เอง”
สุดท้าย สายตาของเย่ฉยงก็ไปหยุดอยู่ที่มู่ชิงฮวาน นางพลันนึกถึงบุปผาและสมุนไพรในมิติของตน ซึ่งมีคุณสมบัติในการขยายพันธุ์อย่างรวดเร็ว ทั้งยังมีสรรพคุณยืดอายุขัยได้อย่างน่าอัศจรรย์
ก่อนหน้านี้ที่นางเคยนำออกมาถวายฮ่องเต้และไทเฮาโดยตรง ก็ได้สร้างความฮือฮาไปทั่วเมืองหลวงอยู่พักใหญ่ ผู้คนมากมายต่างพากันมาที่จวนตวนอ๋องเพื่อสืบข่าวคราว ช่วงนั้นบ่าวไพร่และองครักษ์ของจวนตวนอ๋องจึงทำเงินกันได้อย่างเป็นกอบเป็นกำ
เพื่อทำให้บุปผาและสมุนไพรที่นางนำออกมามีที่มาที่ไปอย่างสมเหตุสมผล
นางจึงได้เก็บเมล็ดพันธุ์สองสามเมล็ดจากพื้นดินในมิติ ให้หรูอี้นำไปปลูกไว้ในสวนของจวนอ๋อง
แม้ว่าบุปผาและสมุนไพรที่ปลูกขึ้นมานั้นจะมีสรรพคุณยืดอายุขัยไม่โดดเด่นเท่ากับของเดิมในมิติ ทั้งยังมีอายุขัยสั้นกว่ากันมาก
แต่สำหรับอาการที่คล้ายกับอายุขัยใกล้จะหมดสิ้นเช่นนี้แล้ว มันกลับกลายเป็นยารักษาที่ดีที่สุด
โชคดีที่การเดินทางครั้งนี้ บ่าวรับใช้ทั้งสองคนของนาง...เพื่อป้องกันไม่ให้ผู้อื่นมาขโมยดอกไม้ที่จวนตวนอ๋องของพวกตน...ก่อนจะลอบหนีออกจากเมืองหลวง จึงได้ให้พ่อบ้านหวังย้ายบุปผาที่ปลูกเลี้ยงไว้ทั้งหมดไปไว้ที่ตำหนักบรรทมของฮ่องเต้ ให้ฮ่องเต้ชราผู้นั้นช่วยดูแลเป็นอย่างดี
แน่นอนว่า ตอนที่บ่าวรับใช้ทั้งสองออกมาด้วยนั้น ก็ยังถือติดมือมาคนละสองสามกระถางเพื่อดูแลระหว่างเดินทาง
เมื่อนับเวลาดูแล้ว เมล็ดพันธุ์เหล่านั้นก็น่าจะงอกงามขึ้นมาบ้างแล้ว ดูท่าว่าจะสามารถนำมาใช้ประโยชน์ได้พอดี
เมื่อคิดได้ดังนั้น นางจึงเอ่ยชักชวนอย่างมีเลศนัย
“มู่ชิงฮวาน ข้ามีบุปผาวิเศษชนิดหนึ่ง สามารถบรรเทาอาการพิษของท่านแม่ทัพเฒ่าเถียนและท่านฮูหยินเถียนได้”
“เจ้าอยากจะเปิดหูเปิดตาหรือไม่?”
มู่ชิงฮวานหัวเราะเยาะทันที ใบหน้าเต็มไปด้วยความไม่เชื่อ
“เจ้าจะหลอกผีรึอย่างไร? ท่านปู่ของข้าทุ่มเทศึกษามาทั้งชีวิตยังหาวิธีแก้พิษผงดับวิญญาณไม่ได้เลย แค่บุปผาดอกเดียวของเจ้าจะช่วยบรรเทาได้งั้นรึ? คิดว่าข้าโง่หลอกง่ายขนาดนั้นเชียว?”
เย่ฉยงเชิดคางอย่างภาคภูมิใจ ใบหน้าเต็มไปด้วยความลำพอง
“ก็ท่านปู่ของเจ้ามันไร้ความสามารถเอง จะไปโทษใครได้เล่า?”
“เจ้าคิดว่าใครๆ ก็เหมือนข้ารึอย่างไร? ที่เกิดมาพร้อมพรสวรรค์ไม่ธรรมดา มีสหายอยู่ทั่วหล้า ไม่ว่าเจอโรคประหลาดพิสดารแค่ไหนก็ล้วนเป็นเรื่องเล็กน้อยสำหรับข้าทั้งสิ้น”
“ข้าบอกว่าบรรเทาได้ก็ย่อมบรรเทาได้ เจ้าจะเชื่อหรือไม่เชื่อก็แล้วแต่”
มู่ชิงฮวานเห็นท่าทีเปี่ยมด้วยความมั่นใจของเย่ฉยง ก็ถูกกระตุ้นความอยากรู้อยากเห็นขึ้นมาทันที
“ตกลงว่ามันคือดอกไม้อะไรกันแน่? รีบเอามาให้ข้าดูสิ ข้าเองก็อยากจะเห็นกับตาสักหน่อย ว่าบุปผาพิสดารอันใดจะสามารถบรรเทาพิษผงดับวิญญาณได้”
เย่ฉยงรีบเรียกหรูอี้มา แล้วกระซิบสั่งสองสามคำ
ไม่นานนัก หรูอี้ก็อุ้มกระถางบุปผาเล็กๆ ที่มีรูปร่างแปลกประหลาดมาอย่างอาลัยอาวรณ์
เย่ฉยงเห็นดอกไม้เล็กๆ ที่ผลิบานออกมา ก็ยังรู้สึกประหลาดใจ
“ดอกไม้นี้บานเร็วถึงเพียงนี้เชียวหรือ?”
หรูอี้พยักหน้าอย่างภาคภูมิใจ
“หามิได้เจ้าค่ะ นี่เป็นกิ่งที่ข้าน้อยชำมาจากสวนของ...ท่านอ๋อง”
“ครั้งก่อนคุณหนูเคยให้บ่าวดูแลบุปผาเหล่านั้น บ่าวจึงไปสอบถามพวกนางกำนัลในวังที่ดูแลพรรณไม้ พวกนางบอกว่าบุปผาและสมุนไพรเหล่านี้สามารถขยายพันธุ์ด้วยการปักชำได้เจ้าค่ะ”
“บ่าวเห็นว่าในห้องหนังสือของท่านอ๋องมีบุปผาเช่นนี้อยู่หลายกระถาง ทั้งยังเบ่งบานงดงามยิ่งนัก แต่ท่านอ๋องก็ไม่ค่อยได้เสด็จไปที่ห้องหนังสือ บ่าวจึงคิดว่าไม่ควรปล่อยให้เสียของ ก็เลยแอบตัดมาสองสามกิ่ง คิดจะลองดูว่าจะปักชำรอดหรือไม่ จะสามารถขยายจากกระถางเดียวให้เป็นหลายกระถางได้หรือเปล่า”
“ไม่คาดคิดเลยว่ากิ่งที่นำมาปักชำจะรอดชีวิตจริงๆ เจ้าค่ะ”
เมื่อพูดถึงเรื่องนี้ หรูอี้ก็อดภาคภูมิใจอย่างยิ่งไม่ได้
“คุณหนู บ่าวเก่งมากเลยใช่หรือไม่เจ้าคะ”
เย่ฉยงพยักหน้าเห็นด้วย
“นั่นมันแน่นอนอยู่แล้ว ดูเสียก่อนว่าเป็นมือขวาของใคร ในเมื่อข้าเก่งกาจถึงเพียงนี้ บ่าวรับใช้ข้างกายย่อมต้องมีพรสวรรค์ไม่ธรรมดาเป็นเรื่องปกติ!”