- หน้าแรก
- ท่านพ่อ เปิดประตู องค์หญิงผู้นี้ไปก่อเรื่องกลับมาแล้ว
- บทที่ 103 อิงกั๋วกงไปสืบคดีตระกูลเฉิง
บทที่ 103 อิงกั๋วกงไปสืบคดีตระกูลเฉิง
บทที่ 103 อิงกั๋วกงไปสืบคดีตระกูลเฉิง
บทที่ 103 อิงกั๋วกงไปสืบคดีตระกูลเฉิง
เผยเหยี่ยนรีบเอ่ยถาม “เช่นนั้นเมื่อสี่ปีก่อน พวกท่านเคยไปเรือนหลังนั้นกับจวิ้นจู่หรือไม่?”
จี๋เสียงและหรูอี้พยักหน้า
“เคยไปเจ้าค่ะ แต่ไปเพียงครั้งเดียว ตอนนั้นเรือนหลังนั้นร้างไร้ผู้คนแล้ว”
อิงกั๋วกงขมวดคิ้ว “ดูท่าพวกมันจะย้ายออกไปนานแล้ว ก่อนไปยังวางแผนโอนเรือนหลังนั้นให้เป็นชื่อของท่านอ๋องอีก ตอนนี้เรือนก็ว่างเปล่า เจ้าของเดิมอย่างจ้าวฝูชางก็ตายด้วยโรคไปแล้ว เท่ากับว่าไม่มีพยานหลักฐานใดๆ เหลืออยู่”
“พูดแบบนี้ก็หมายความว่า เบาะแสที่พวกเราเพิ่งหาเจอ... กลับกลายเป็นเส้นด้ายที่ขาดไปแล้วตั้งแต่แรกน่ะสิ”
“ผู้บงการเบื้องหลังผู้นี้รอบคอบทุกฝีก้าว วางกับดักไว้ทุกหนแห่ง การจะสาวไส้จับหางจิ้งจอกของพวกมันได้... ช่างยากเย็นแสนเข็ญนัก!”
เย่ฉยงไม่เข้าใจ “ก็แค่คนในราชสำนักกลุ่มนั้นมิใช่รึ? จะไปยากอะไรกันนักหนา จับมาเค้นสอบทีละคน ยังกลัวว่าพวกมันจะไม่คายความจริงออกมาอีกรึ?”
ตวนอ๋องเห็นด้วยอย่างยิ่ง “เมื่อวานเราก็เพิ่งสืบเจอว่าตระกูลเฉิงมีปัญหามิใช่รึ? เช่นนั้นก็ไปสอบสวนพวกมันก่อนเลย โดยเฉพาะรองเสนาบดีเฉิง คลุกคลีอยู่กับหลินซื่อ...นางสายลับนั่นตั้งนาน ข้าไม่เชื่อเด็ดขาดว่าเขาจะไม่รู้อะไรเลย!”
เย่ฉยงพยักหน้าราวกับไก่จิกข้าว “ใช่แล้วๆ! ยังมีองค์ชายรองกับองค์ชายสามอีก หากพวกเขามิอาจหาหลักฐานมายืนยันได้ว่าตนเองไม่ใช่พวกกบฏราชวงศ์เก่า พวกเราก็ทูลขอให้เสด็จลุงจับพวกนี้โยนเข้าคุกหลวงให้หมดสิ้น!”
เย่ฉยงเชื่อมั่นในแนวทางการสืบสวนของตนเองมาตลอด นั่นคือเมื่อปมปัญหายุ่งเหยิงจนแก้ไม่ตก ก็แค่ลากคนเข้ามาเพิ่ม ทำให้เรื่องมันใหญ่ขึ้น แล้วเดี๋ยวย่อมมีคนทนไม่ไหว ยื่นมือเข้ามาสะสางเอง
โดยเฉพาะเมื่อสถานการณ์ไม่เป็นใจต่อตนเอง ก็ต้องใช้วิธีสารพัดเพื่อปั่นให้วุ่นวาย โยนเผือกร้อนให้คนอื่น ปล่อยให้พวกเขาสับสนตีกันเอง
ตวนอ๋องยังพอมีสติอยู่บ้าง กล่าวอย่างลังเล “องค์ชายรองกับองค์ชายสามคงไม่ต้องกระมัง สองคนนั้นเป็นถึงพระโอรสของเสด็จลุงเจ้า จะเป็นพวกกบฏราชวงศ์เก่าได้อย่างไร”
'หรือว่าพี่ชายของข้าจะถูกสนมในวังหลังสวมเขา? กลายเป็นเลี้ยงลูกคนอื่นไปแล้วรึ?'
เย่ฉยงทำหน้าขุ่นเคือง “ไม่ได้! ผู้ต้องสงสัยทุกคน จะปล่อยไปแม้แต่คนเดียวก็ไม่ได้! อีกอย่าง พวกเขาจะพิสูจน์ได้อย่างไรว่าเป็นลูกของเสด็จลุง? แล้วจะพิสูจน์ได้อย่างไรว่าตนเองไม่ใช่พวกกบฏราชวงศ์เก่า? ขนาดใส่ร้ายป้ายสีพวกเราสองพ่อลูกยังกล้าทำ มีอะไรอีกที่พวกมันทำไม่ได้!”
พอตวนอ๋องนึกขึ้นได้ว่าตนเองถูกใส่ร้ายจนเกือบจะบาดหมางกับพี่ชาย... และที่สำคัญคือต่อไปอาจจะเบิกเงินไม่ได้อีกแล้ว... ร่างกายพลันสั่นสะท้านขึ้นมาทันที
“ลูกพ่อ! เจ้าพูดมีเหตุผล! ยอมฆ่าผิดหนึ่งหมื่น ดีกว่าปล่อยผู้ต้องสงสัยไปแม้แต่คนเดียว!”
สองพ่อลูกลุกขึ้นยืนพรวดพราด เตรียมจะเดินออกไปข้างนอก
เผยเหยี่ยนมองตามอย่างไม่เข้าใจ... คนที่เมื่อครู่ยังคิดจะเผ่นหนีอยู่เลยแท้ๆ ไฉนตอนนี้กลับมีไฟลุกโชนขึ้นมาได้?
“ท่านอ๋องและจวิ้นจู่จะไปที่ใด?”
ตวนอ๋องตะโกน “วังหลวง!”
เย่ฉยงสวนกลับ “กลับบ้าน!”
สองพ่อลูกมองหน้ากันเลิ่กลั่ก เย่ฉยงเอ่ยขึ้นก่อน “เมื่อกี้เราจะกลับบ้านไปนอนกลางวันมิใช่รึ?”
ตวนอ๋องแย้ง “แล้วที่ว่าจะไปฟ้องร้องพี่ชายที่วังหลวงเล่า?”
ขณะที่สองพ่อลูกกำลังชั่งใจว่าระหว่างกลับบ้านไปนอนกลางวันกับไปร้องทุกข์ที่วังหลวง สิ่งใดจะสำคัญกว่ากัน... อิงกั๋วกงที่ยืนอยู่ด้านข้างก็สุดจะทนไหวเสียแล้ว
เขาเค้นเสียงลอดไรฟัน “พวกเราควรจะไปสืบคดีที่ตระกูลเฉิงก่อนมิใช่รึ!”
เย่ฉยงและตวนอ๋องหันขวับมามองเขาด้วยสายตาประหลาดใจ
“ท่านกับตระกูลเฉิงมีเรื่องบาดหมางส่วนตัวกันรึ?”
อิงกั๋วกงหลับตาลง พยายามข่มอารมณ์ “สรุปแล้ว... ทั้งสองท่านจะสืบคดีต่อหรือไม่?”
เย่ฉยงตอบกลับอย่างไม่ใส่ใจ “นี่ก็กำลังสืบอยู่มิใช่รึ? กรมตรวจการเมืองหลวงของพวกเรามีหน้าที่แค่ชี้ตัวผู้ต้องสงสัย ส่วนเรื่องหลักฐานและเบาะแส... ก็ต้องเป็นหน้าที่ของจินอีเว่ยไปหามา”
เผยเหยี่ยน: “…”
'จินอีเว่ยของพวกข้ากลายเป็นหน่วยงานย่อยของกรมตรวจการเมืองหลวงไปตั้งแต่เมื่อใดกัน?'
เย่ฉยงมองอิงกั๋วกงที่ดูจะกระตือรือร้นเป็นพิเศษแล้วพลันเกิดความคิด “ในเมื่อท่านกั๋วกงชื่นชอบการสืบคดีถึงเพียงนี้ เช่นนั้นคดีของตระกูลเฉิงก็มอบให้ท่านไปจัดการก็แล้วกัน ข้าให้เวลาท่านสองวัน หากยังสืบไม่ได้เรื่อง... ข้าจะเอาผิดกับท่าน!”
อิงกั๋วกงเบิกตากว้าง “เฒ่าผู้นี้มีเหตุผลอะไรต้องช่วยท่านสืบคดี?”
“เพราะท่านเป็นผู้ต้องสงสัย!”
ตวนอ๋องที่ยืนอยู่ด้านข้างค่อยๆ หยิบลูกวอลนัทคู่ใจออกมาลูบคลำ พลางกล่าวเสริม “หากมิใช่เพราะข้ามีใจเมตตา ป่านนี้ท่านกั๋วกงคงได้เข้าไปนอนในคุกหลวงแล้ว ที่ข้ายังไม่จับท่าน ก็เพราะเห็นแก่ความกระตือรือร้นในการสืบคดีของท่านหรอกนะ”
“หากท่านกั๋วกงอยากจะล้างมลทินให้ตนเอง ก็ต้องหาผู้ต้องสงสัยรายใหม่มาให้ได้ มิเช่นนั้น... ข้าจะเข้าวังไปทูลขอราชโองการจากพี่ชาย จับท่านเข้าคุกหลวงเพื่อสอบสวนอย่างละเอียดทันที!”
อิงกั๋วกงโกรธจนอกกระเพื่อมขึ้นลงอย่างรุนแรง “ข้อกล่าวหาของเฒ่าผู้นี้ยังไม่คลี่คลายจนกระจ่างอีกรึ?”
“อาเซิงบ่าวรับใช้คนนั้นเพียงแค่บังเอิญไปเห็นเงาของคนร้าย จึงถูกคนฆ่าปิดปาก นี่เป็นเพียงเรื่องเข้าใจผิด!”
ตวนอ๋องสวนทันควัน “ท่านบอกว่าเข้าใจผิดก็คือเข้าใจผิด ข้ามีเหตุผลอะไรต้องเชื่อท่าน!”
เย่ฉยงเสริม “ใช่แล้ว! ท่านกั๋วกงหาฆาตกรที่ฆ่าบ่าวรับใช้ของท่านเจอแล้วรึ? หากยังไม่เจอก็ไม่สามารถล้างมลทินได้!”
อิงกั๋วกงกุมหน้าอก ถูกสองพ่อลูกประสานเสียงตบตีจนพูดไม่ออก รู้สึกเพียงว่าเลือดลมในกายปั่นป่วน หน้าอกอึดอัดจนแทบหายใจไม่ออก
เขาข่มความโกรธในใจไว้สุดกำลัง เค้นเสียงกล่าว “ดี! ขอเพียงเฒ่าผู้นี้หาตัวฆาตกรที่ฆ่าอาเซิงพบ ทั้งสองท่านจะรับปากได้หรือไม่ว่า... ต่อไปจะไม่นำคดีนี้มาหาเรื่องเฒ่าผู้นี้อีก และห้ามย่างกรายเข้ามาในจวนอิงกั๋วกงของข้าเพื่อรบกวนความสงบสุขของเฒ่าผู้นี้อีกเป็นอันขาด!”
ตวนอ๋องทำหน้ารังเกียจ “ท่านคิดว่าข้าอยากจะมาที่จวนของท่านนักรึ? หากมิใช่เพราะท่านดื้อด้านไม่ยอมรับสารภาพ ข้าไม่ลดเกียรติตัวเองลงมาเหยียบสถานที่เหม็นขี้ไก่นี่หรอก!”
เย่ฉยงพยักหน้าราวกับไก่จิกข้าว “ใช่แล้วๆ! ข้ากับเสด็จพ่อก็มีงานยุ่ง หากท่านกั๋วกงยอมรับสารภาพแต่แรก ท่านคิดว่าพวกเราอยากจะมาเห็นใบหน้าที่แทบจะหมักดองด้วยกลิ่นขี้ไก่จนเข้าเนื้อของท่านนักรึ”
เห็นได้ชัดว่าสองพ่อลูกยังคงเจ็บแค้นเรื่องที่อิงกั๋วกงเคยชนะพนันจนกวาดทรัพย์สมบัติของจวนตวนอ๋องไป โดยเฉพาะเย่ฉยงที่ตอนนี้ปากคอเราะร้ายเป็นพิเศษ หากมิใช่อิงกั๋วกงผู้นี้ชนะเงินของจวนตวนอ๋องไป แผนการสร้างตำหนักเต๋าของนางก็คงไม่ล่มปากอ่าวไปเสียก่อน
อิงกั๋วกงได้ยินดังนั้น หัวใจที่แขวนอยู่บนเส้นด้ายก็พลันวางลงได้ ขอเพียงสองพ่อลูกตัวป่วนนี้ไม่มารบกวนเขาอีก ไม่ว่าคดีนี้จะยากลำบากเพียงใด สืบสวนซับซ้อนแค่ไหน เขาก็ต้องรีบสะสางให้กระจ่าง เพื่อจะได้หลุดพ้นจากเงื้อมมือของสองพ่อลูกแห่งจวนตวนอ๋องนี้เสียที!
แต่พอหันไปก็เห็นเผยเหยี่ยนขมวดคิ้วพลางยกมือปิดจมูก
อิงกั๋วกงเห็นดังนั้นก็แทบจะสบถออกมา “ไก่ที่เฒ่าผู้นี้เลี้ยงไว้ ล้วนมีเล้าไก่เฉพาะและมีบ่าวรับใช้คอยทำความสะอาดทุกวัน อย่าว่าแต่ยืนอยู่ไกลเช่นนี้เลย ต่อให้ไปยืนอยู่กลางเล้า ก็จะไม่ได้กลิ่นเหม็นแม้แต่น้อย!”
ตวนอ๋องกลอกตา “ข้าไม่เชื่อ ท่านพาข้าไปดูเล้าไก่ของท่านหน่อย”
'เฒ่าเจ้าเล่ห์ผู้นี้ซ่อนไก่ไว้ที่ใดกันแน่ ข้ามาจวนของมันหลายครั้งแล้ว ยังไม่เคยเห็นแม้แต่เงาไก่สักตัว'
อิงกั๋วกงระวังตัวขึ้นมาทันที ด้วยกลัวว่าตวนอ๋องจะใช้อำนาจบาตรใหญ่ ฉกชิงไก่ที่เขาอุตส่าห์เลี้ยงดูมาอย่างยากลำบากไปจนหมด จึงรีบเปลี่ยนเรื่องทันควัน
“เฒ่าผู้นี้ยังต้องช่วยท่านอ๋องสืบคดีตระกูลเฉิง ฝ่าบาทประทานเวลาให้ท่านอ๋องเพียงหนึ่งเดือน ตอนนี้นับไปนับมาก็เหลือเพียงยี่สิบวัน เบาะแสก็ขาดสะบั้น ร่องรอยของผู้บงการเบื้องหลังก็ไร้วี่แวว ท่านอ๋องยังใจเย็นอยู่ได้อีกหรือ?”
“แน่นอนสิ! ข้าเป็นถึงท่านอ๋อง ต่อให้สืบคดีไม่สำเร็จ พี่ชายก็ไม่ทำอะไรข้าหรอก แต่ท่านกั๋วกงไม่เหมือนกันนะ หากยังไม่รีบหาตัวผู้บงการเบื้องหลังมาให้ได้ ข้าจะสั่งจับคนในจวนของท่านมาสอบสวนให้สิ้นซาก!”
ตวนอ๋องข่มขู่อิงกั๋วกงเสร็จก็มุ่งหน้าตรงไปยังวังหลวงทันที
'ต้องรีบไปร้องทุกข์ต่อหน้าพี่ชาย! มีคนใส่ร้ายป้ายสีข้า แล้วยังจะยุยงความสัมพันธ์ระหว่างข้ากับพี่ชายอีก... ข้าช่างน่าสงสารอะไรเช่นนี้~'