- หน้าแรก
- ท่านพ่อ เปิดประตู องค์หญิงผู้นี้ไปก่อเรื่องกลับมาแล้ว
- บทที่ 101 เจ้าของเรือน
บทที่ 101 เจ้าของเรือน
บทที่ 101 เจ้าของเรือน
บทที่ 101 เจ้าของเรือน
เย่ฉยงเรียนรู้ได้ไว รีบหาเก้าอี้ไท่ซือริมหน้าต่างทิ้งตัวลง ข้อศอกวางบนที่พักแขน น้ำเสียงไร้ซึ่งความเกรงใจ
“เอาโจ๊กรังนกเม็ดบัวมาให้ข้าชามหนึ่ง ต้องเคี่ยวให้ข้นๆ นะ แล้วก็เอาขนมจีบกุ้งแก้วมาเข่งหนึ่ง นมอุ่นมาหนึ่งกา อย่าลืมใส่น้ำผึ้งสองช้อน ขอแค่สองช้อน หวานกว่านี้ข้าไม่ดื่ม”
อิงกั๋วกง: “…”
เห็นทีคงถึงคราวต้องย้ายจวนเสียแล้ว ย้ายจวนอิงกั๋วกงของตนไปอยู่ในที่ที่สองพ่อลูกนั่นหาไม่เจอ เช่นนี้เจ้าคนโฉดสองคนก็จะไม่มาที่จวนของเขาได้ทุกวันราวกับไม่มีบ้านช่องเป็นของตนเอง
อิงกั๋วกงสูดหายใจลึกๆ มองไปที่เผยเหยี่ยนที่อยู่ด้านข้าง “วันนี้ท่านเผยมาที่จวนของเฒ่าผู้นี้ด้วยเรื่องอันใด?”
คงไม่ใช่ว่าสองคนโฉดนั่นไม่พอใจแค่การพูดจาปากร้ายแล้ว นี่ถึงกับเรียกเผยเหยี่ยนที่เป็นมือปราบมาด้วยรึ?
เผยเหยี่ยนเห็นท่านอ๋องและจวิ้นจู่กำลังสนอกสนใจแต่เรื่องอาหารเช้า ไม่ได้พูดถึงเรือนหลังนั้นที่ชานเมืองเลยแม้แต่น้อย
เขาถอนหายใจ ชี้ไปที่โฉนดที่ดินในมือของตวนอ๋อง กล่าวช้าๆ
“ท่านกั๋วกงเคยแพ้พนันเรือนหลังหนึ่งให้ท่านอ๋องหรือไม่?”
อิงกั๋วกงไม่ทันคิดก็โพล่งออกมา
“เฒ่าผู้นี้ชนไก่กับเขาไม่เคยแพ้!”
เผยเหยี่ยน: “…”
ในที่สุดเขาก็รู้แล้วว่าทำไมท่านอ๋องและจวิ้นจู่ถึงอยากจะฆ่าอิงกั๋วกงผู้นี้ทุกวัน
เย่ฉยงและตวนอ๋องมองไปที่อิงกั๋วกงพร้อมกัน เปลวไฟในดวงตาพุ่งสูงขึ้น “พ่อ ข้าอยากกินไก่ย่าง!”
“ข้าก็อยากกิน!”
อิงกั๋วกง: “!!!”
เขารู้สึกเสียใจกับคำพูดของตนยิ่งนัก รีบแก้ตัว “เป็นท่านอ๋องที่มาหาเฒ่าผู้นี้เพื่อชนไก่เอง เฒ่าผู้นี้ปฏิเสธไปแล้วอย่างดีๆ แต่เขาก็ยังบังคับให้เฒ่าผู้นี้ชนไก่กับเขา หากไม่ชนก็จะไปฟ้องฝ่าบาท เฒ่าผู้นี้ไม่มีทางเลือกจึงต้องชนไก่กับเขา”
เย่ฉยงหันไปจ้องตวนอ๋อง
“พ่อ ตอนนี้ข้าสงสัยว่าท่านเป็นพวกกบฏราชวงศ์เก่า”
ตวนอ๋อง: “…”
เขานึกถึงภาพที่ตนเองเคยหน้าด้านหน้าทนไปหาอิงกั๋วกงเพื่อชนไก่แล้วแพ้ซ้ำแล้วซ้ำเล่าในอดีต ก็รู้สึกอับอายขึ้นมาทันที
คนเราไม่อาจทนมองดูตัวเองในอดีตได้จริงๆ
เพื่อกู้หน้าจากเรื่องน่าอับอายในอดีตของตน เขากล่าวด้วยท่าทีอันชอบธรรม “ข้าไปหาเขาเพื่อชนไก่ที่ไหนกัน? เห็นได้ชัดว่าเจ้าคนนี้ซ่อนความทะเยอทะยานเยี่ยงหมาป่าไว้ดี แต่ก็หนีไม่พ้นสายตาของข้า”
“ข้าสังเกตเห็นว่าเฒ่าสารเลวผู้นี้ผิดปกติมานานแล้ว จึงใช้เรื่องชนไก่เป็นข้ออ้างเพื่อเข้าใกล้เขา ก็เพื่อที่จะจับหางจิ้งจอกของเขาให้ได้”
อิงกั๋วกง: “…”
หากไม่ได้สัมผัสกับท่าทางหน้าด้านหน้าทนของเจ้าคนโฉดผู้นี้ที่ตามตื๊อเขาให้ชนไก่ด้วยตนเอง เขาก็คงจะเชื่อคำพูดไร้สาระของเขาไปแล้ว
เหลือบมองโฉนดที่ดินในมือของตวนอ๋อง ความรังเกียจในดวงตาแทบจะล้นออกมา
“โฉนดที่ดินในมือของท่านอ๋องเป็นเพียงเรือนร้างในป่ารกร้าง เฒ่าผู้นี้ต่อให้แพ้พนันจนหมดตัว ก็ไม่จำเป็นต้องเอามาใช้หนี้”
ดูถูกใครกัน จวนอิงกั๋วกงของพวกเขาแม้จะไม่งดงามรุ่งโรจน์เหมือนสมัยท่านปู่ยังมีชีวิตอยู่ แต่ก็ยังไม่สิ้นไร้ไม้ตอกถึงขั้นต้องเอาเรือนร้างไร้ค่าเช่นนี้มาใช้หนี้
ตวนอ๋องยังอยากจะหาเรื่องอิงกั๋วกงอยู่ แต่ก็กลัวว่าเฒ่าสารเลวผู้นี้จะแฉเรื่องน่าอายของเขา
จึงแถไปข้างๆ คูๆ พลางทำเสียงดัง “เช่นนั้นท่านอิงกั๋วกงก็อธิบายมาสิว่าทำไมโฉนดที่ดินนี้ถึงเขียนชื่อของข้า? มองไปทั่วทั้งเมืองหลวง ข้าก็มีความสัมพันธ์ไม่ดีกับท่านเพียงคนเดียวเท่านั้น ที่จะอุตส่าห์ใช้ความคิดเพื่อใส่ร้ายข้า นอกจากท่านแล้ว ข้าก็นึกถึงคนที่สองไม่ออก”
อิงกั๋วกงรู้สึกราวกับว่าตนเองหูฝาดไป
หากเขาจำไม่ผิด ตวนอ๋องผู้นี้...ทั่วทั้งเมืองหลวงก็ไม่เห็นจะมีใครที่ความสัมพันธ์ดีด้วยสักคน
หากไม่มีฝ่าบาทและไทเฮาอยู่ ด้วยพฤติกรรมปากร้ายในชีวิตประจำวันของเขา ก็คงจะตายไปแล้วแปดร้อยรอบ
อิงกั๋วกงไม่อยากจะต่อความยาวสาวความยืดกับตวนอ๋องในเรื่องไร้สาระเช่นนี้ เพื่อที่จะได้ส่งเจ้าพวกนี้กลับไปเสียที เขาจึงรับโฉนดที่ดินมาตรวจสอบอย่างละเอียด
“โฉนดที่ดินนี้มีตราประทับสีชาดของกรมคลัง เป็นโฉนดทางการที่ถูกต้อง ไม่ใช่ของปลอม”
พูดถึงตรงนี้ สายตาของเขาก็มองไปที่เผยเหยี่ยนอย่างประหลาดใจ “การโอนโฉนดที่ดินย่อมมีร่องรอยให้ตามได้ ตามกฎหมายแห่งต้าโจว การซื้อขายและโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินและบ้านเรือน ผู้ซื้อและผู้ขายต้องไปยื่นเรื่องที่สำนักงานทะเบียนที่ดินของกรมคลัง ในเมื่อเรือนหลังนี้เป็นโฉนดทางการ ตามหลักแล้วย่อมสามารถตรวจสอบเจ้าของคนก่อนได้ และสามารถตรวจสอบเอกสารการโอนกรรมสิทธิ์ได้”
เผยเหยี่ยนกระแอมเบาๆ รู้สึกเขินอายเล็กน้อย “เรือนหลังนี้เป็นโฉนดทางการจริง ขุนนางผู้น้อยได้ส่งคนไปตรวจสอบที่กรมคลังแล้ว โฉนดที่ดินนี้โอนกรรมสิทธิ์ในนามของท่านอ๋องเมื่อสี่ปีก่อน สาเหตุในบันทึกเขียนว่าเป็นการชดใช้หนี้พนัน ในบันทึกยังเขียนไว้ว่า เจ้าของเดิมคือเศรษฐีจากเจียงหนานชื่อจ้าวฝูชาง เพราะแพ้พนันชนไก่ให้ท่านอ๋องหลายครั้ง จึงจำใจต้องเอาเรือนที่ชานเมืองแห่งนี้มาใช้หนี้พนัน”
อิงกั๋วกงถึงกับจุกอกพูดไม่ออก เผยเหยี่ยนผู้นี้จงใจรึ?
ตรวจสอบมาแล้วว่าเจ้าของเดิมของเรือนที่ชานเมืองแห่งนี้คือใคร แต่กลับอมพะนำไว้ไม่ยอมพูด แล้วยังย้อนกลับมาถามเขาว่าเป็นเจ้าของเรือนหรือไม่ แถมยังปล่อยให้สองพ่อลูกตัวแสบจากจวนตวนอ๋องมาอาละวาดที่จวนของเขาอีก
อิงกั๋วกงกัดฟันจ้องเผยเหยี่ยนอย่างดุเดือด จากนั้นจึงเริ่มนึกถึงชื่อที่คุ้นหูนี้ เมื่อคิดถึงอะไรบางอย่าง เขาก็ตบเข่าดังฉาด
“ที่แท้ก็คือเขา! เฒ่าผู้นี้นึกออกแล้ว การแข่งขันชนไก่ในเมืองหลวงเมื่อสี่ปีก่อน เฒ่าผู้นี้ก็ไปดูอยู่ข้างๆ ด้วย จ้าวฝูชางผู้นี้ตอนนั้นมาทำการค้าที่เมืองหลวง แต่ดันมาติดพนันชนไก่”
เขามองไปที่ตวนอ๋อง “เมื่อเห็นว่าท่านอ๋องดวงพนันไม่ขึ้น คนผู้นี้จึงเลือกท่านมาพนันด้วย คิดจะชนะเงินสักก้อนกลับไปเจียงหนาน”
“พูดไปก็แปลก ท่านอ๋องปกติแล้วดวงพนันก็งั้นๆ สิบครั้งแพ้เก้าครั้ง แต่วันนั้นกลับเหมือนมีเทพเจ้าช่วย ชนะทุกครั้ง”
“สุดท้ายจ้าวฝูชางผู้นั้นก็ใช้ตั๋วเงินที่พกมาจนหมด จึงเอาโฉนดที่ดินมาใช้หนี้พนันก้อนโต”
ตวนอ๋องขุดคุ้ยความทรงจำอยู่พักใหญ่ จึงพอจะจำได้รางๆ
“คนผู้นี้ดึงข้าให้ชนไก่ให้ได้ ข้าใจดีไม่อยากขัดใจเขา จึงชนไก่เป็นเพื่อนเขา ใครจะคิดว่าเขาจะแย่ขนาดนี้ สิบครั้งแพ้เก้าครั้ง”
ตวนอ๋องพูดถึงตรงนี้ก็ยังรู้สึกระอาใจเล็กน้อย “ข้าเห็นเขาน่าสงสาร ยังให้บ่าวรับใช้ให้เงินเขาไปหลายร้อยตำลึงเป็นค่าเดินทางกลับบ้านด้วยซ้ำ”
เย่ฉยงเลิกคิ้ว “เช่นนั้นคนผู้นี้ก็แค้นที่พ่อข้าชนะเรือนของเขาไป จึงวางแผนใส่ร้ายลับหลังรึ?”
“หรือว่าเรือนหลังนี้มีปัญหาอยู่แล้ว เขาจึงจงใจแพ้พนันให้พ่อข้า?”
เผยเหยี่ยนขมวดคิ้วครุ่นคิดอยู่พักใหญ่ ก็รู้สึกว่าเรื่องนี้มีเงื่อนงำน่าสงสัยอย่างยิ่ง
“คนผู้นี้เป็นเบาะแสสำคัญ ขุนนางผู้น้อยได้ส่งคนไปสืบหาคนที่ชื่อจ้าวฝูชางที่เจียงหนานแล้ว เพียงแต่เวลาผ่านไปนานหลายปี ไม่แน่ว่าจะหาคนผู้นี้เจอ”
อิงกั๋วกงนึกถึงอะไรบางอย่าง มือที่ลูบเคราสั้นใต้คางก็สั่นเทาเล็กน้อย
“เฒ่าผู้นี้เหมือนจะเคยได้ยินคนพูดกันว่า คนผู้นี้เสียชีวิตด้วยโรคระบาดไปแล้ว”
“อะไรนะ? เสียชีวิตด้วยโรคระบาดแล้วรึ?” ทั้งสามคนในห้องตกใจพร้อมกัน
“เนื่องจากชื่อเสียงที่ว่าท่านอ๋องสิบครั้งแพ้เก้าครั้ง จ้าวฝูชางผู้นี้ชนไก่แพ้ให้ท่านอ๋องซ้ำแล้วซ้ำเล่า คนในเมืองหลวงจึงอดไม่ได้ที่จะสงสัยในตัวคนโชคร้ายผู้นี้อยู่บ้าง”
“เฒ่าผู้นี้ก็เพิ่งจะได้ยินจากชาวบ้านในโรงน้ำชาพูดถึงในภายหลังว่า เขาออกจากเมืองหลวงกลับไปเจียงหนานได้ไม่กี่เดือน ก็ติดโรคระบาด เสียชีวิตไปนานแล้ว”
นัยน์ตาของเผยเหยี่ยนหดวูบ เหงื่อเย็นไหลซึมที่แผ่นหลัง
“เรื่องนี้ไม่ใช่เรื่องบังเอิญแน่! หากจ้าวฝูชางผู้นั้นติดโรคระบาดเสียชีวิตไปนานแล้วจริงๆ เช่นนั้นเรือนหลังนี้ที่ถูกนำมาใช้เป็นสินพนัน ก็คือกับดักที่วางไว้ล่วงหน้าแล้ว”
“อีกฝ่ายโอนกรรมสิทธิ์เรือนมาไว้ในนามของท่านอ๋อง ไม่ใช่เรื่องบังเอิญ แต่เป็นการวางแผนอย่างรอบคอบ”
เผยเหยี่ยนเงยหน้ามองตวนอ๋อง แววตาเคร่งขรึม
“เป้าหมายของพวกมันคงเป็นการใส่ร้ายว่าท่านอ๋องเป็นกบฏ ถึงแม้จะใส่ร้ายไม่สำเร็จ แค่เพียงเรือนหลังนี้พัวพันกับพวกกบฏราชวงศ์เก่า ก็เพียงพอที่จะทำให้ฝ่าบาททรงเกิดความระแวงสงสัย และทำให้เกิดรอยร้าวในความสัมพันธ์ระหว่างพระองค์กับท่านอ๋อง”