- หน้าแรก
- เจ้าขยันหมั่นเพียรมาสิบปี? ส่วนตระกูลข้าสั่งสมมาสองพันปี!
- บทที่ 70: กลยุทธ์ของเฉินกง ข้าวไฮบริด (ข้าวลูกผสม)
บทที่ 70: กลยุทธ์ของเฉินกง ข้าวไฮบริด (ข้าวลูกผสม)
บทที่ 70: กลยุทธ์ของเฉินกง ข้าวไฮบริด (ข้าวลูกผสม)
จ้าวเต๋อเจาประจักษ์ในอานุภาพของอาวุธร้อนมากับตาแล้ว
และหากสิ่งนี้แพร่หลายไปสู่สามัญชน ทุกคนคงต้องใช้ชีวิตอยู่บนความหวาดระแวง เพราะเพียงแค่การทะเลาะเบาะแว้งเล็กน้อยของคนสองคน ก็อาจลุกลามกลายเป็นคดีฆาตกรรมได้ง่ายๆ
ยิ่งไปกว่านั้น สิ่งนี้ "ไม่เป็นมิตร" ต่อชนชั้นปกครองในปัจจุบันอย่างยิ่ง
แต่เดิมการตีเมืองต้องใช้รี้พลนับหมื่นเข้าห้ำหั่น ทั้งสองฝ่ายยังได้ประลองสติปัญญาและความกล้าหาญ แต่ยามนี้กลับมิใช่ เพียงแค่อีกฝ่ายส่งคนลอบเข้าใกล้ตำแหน่งผู้นำแล้วปลิดชีพจากระยะไกล เมื่อศัตรูไร้หัวย่อมเกิดความโกลาหล
อาจกล่าวได้ว่า นี่คือสิ่งที่เปลี่ยนโฉมหน้าของยุคสมัยไปโดยสิ้นเชิง
ทว่าหากไม่ใช้ความเด็ดขาดของอาวุธร้อน จะชิงดินแดนที่ข้าวทำนาได้ปีละสามครั้งมาจากพวกนอกด่านได้อย่างไร?
ขณะที่จ้าวเต๋อจากำลังกลัดกลุ้มอยู่นั้น เฉินชิงอวิ๋น ที่นั่งอยู่ข้างๆ ก็เอ่ยขึ้นเบาๆ:
"หากฝ่าบาททรงมีข้อสงสัย ไยมิไปสอบถามท่านกงเฉินด้วยพระองค์เองเล่า?" เขาหยุดเว้นจังหวะเล็กน้อยก่อนกล่าวต่อ "เด็กคนนี้อยู่ห่างจากกระเจ้านานวัน แต่กระเจ้ากลับรู้สึกว่ากระบวนการคิดของเขามีส่วนคล้ายคลึงกับท่านพ่อของกระเจ้ายิ่งนัก ไม่แน่ว่าเขาอาจจะมีหนทางที่ดีกว่า"
จ้าวเต๋อเจาตบหน้าผากตัวเองพลางอุทาน "ข้าเกือบลืมเรื่องนี้ไปเสียสนิท!"
พระองค์หันไปสั่งมหาดเล็กคนสนิททันที: "เตรียมรถ ไปจวนตระกูลเฉิน!"
จวนตระกูลเฉิน
การมาเยือนอย่างกะทันหันของจ้าวเต๋อเจามิได้ทำให้เฉินอู๋จี้รู้สึกตื่นตระหนกแม้แต่น้อย
เมื่อจ้าวเต๋อเจาเห็นเฉินอู๋จี้ พระองค์ก็ต้องชะงักไปครู่หนึ่ง: "เฉินกง อาการที่ขาของท่านหายดีแล้วมิใช่หรือ เหตุใดจึงยังนั่งบนรถเข็นอยู่อีก?"
มือของเฉินอู๋จี้ที่กำลังรินน้ำชาชะงักไปครู่หนึ่ง แต่เขามิได้ตอบคำถามนั้น
รถเข็นคันนี้ถูกสร้างขึ้นด้วยความพิถีพิถันจากช่างฝีมือชั้นเลิศ ความสะดวกสบายของมันเรียกได้ว่าหนึ่งไม่มีสองในแผ่นดิน และหลังจากเหตุการณ์ "กบฏจิ้นอ๋อง" เฉินอู๋จี้ก็ได้ให้ช่างดัดแปลงมันเล็กน้อย จนยามนี้มันสามารถเคลื่อนที่ได้เองเหมือนรถโดยสารขนาดเล็ก เมื่อสะดวกสบายเช่นนี้ เขาจึงไม่มีความจำเปลี่ยนไปเดินให้เหนื่อย
เฉินอู๋จี้กระแอมไอเบาๆ แล้วถามว่า: "ฝ่าบาทเสด็จมาถึงที่นี่ มีธุระอันใดหรือ?"
จ้าวเต๋อเจาลลังเลเล็กน้อยก่อนจะเปิดฉาก: "ที่มาครั้งนี้ ก็เพื่อรากฐานการดำรงอยู่ของราษฎรใต้หล้า อู่ข้าวอู่น้ำของหัวเซี่ยเรา........"
พระองค์ถ่ายทอดสิ่งที่คิดอยู่ในใจออกมาทั้งหมด รวมถึงความกังวลในสองทาง: ทางหนึ่งคืออาวุธร้อนที่ยากจะควบคุม อีกทางคือปัญหาผลผลิตข้าวที่ไม่เพียงพอต่อความต้องการของประชากรในอาณาจักรที่กว้างขวางขึ้นเรื่อยๆ
นี่คือปัญหาที่สำคัญยิ่งยวด เพราะต่อเมื่อมีอาหารพึ่งพิงเพียงพอ ปัจจัยพื้นฐานได้รับการประกัน ผู้คนจึงจะมีจิตใจไปศึกษาวิจัยและค้นคว้าสิ่งใหม่ๆ แต่หากแม้แต่การอิ่มท้องยังเป็นปัญหา สิ่งเดียวที่มนุษย์จะคิดถึงก็คือ "การเอาชีวิตรอด" เท่านั้น
เฉินอู๋จี้ฟังจนจบแล้วนิ่งคิดอยู่ครู่หนึ่ง
จากนั้นเขาเริ่มรื้อค้นกองกระดาษบนโต๊ะข้างตัว ไม่นานนักเขาก็หยิบกระดาษแผ่นหนึ่งออกมา
กระดาษแผ่นนี้คือร่างการปฏิรูประบบสถานศึกษา (เสวียกง)
ปัจจุบันสถานศึกษาถูกเปิดขึ้นทั่วทุกแห่งหนเพื่อประสิทธิ์ประสาทวิชาให้ราษฎร แต่เนื้อหากลับยังกว้างเกินไป อีกทั้งนักเรียนส่วนใหญ่ไม่สามารถเรียนรู้ความรู้ทั้งหมดได้ภายในเวลา 6 ปี ส่งผลให้เด็กที่เข้าเรียนตอนอายุ 5-6 ขวบ หลายคนต้องเรียนซ้ำชั้นจนถึงอายุยี่สิบสามสิบปีถึงจะจบออกมาได้
ดังนั้น เมื่อวันก่อน เฉินชิงเสวี่ย จึงส่งจดหมายมาเพื่อขอจัดระเบียบโครงสร้างสถานศึกษาใหม่
ในจดหมายนั้น นางแบ่งการศึกษาออกเป็นสามระดับ:
ระดับล่าง (ประถมศึกษา): เน้นการปูพื้นฐาน ปลูกฝังความรู้ทั่วไป จริยธรรม และความรักชาติ รวมถึงความเข้าใจเบื้องต้นในแต่ละสาขาวิชา ใช้เวลา 4 ปี
ระดับกลาง (มัธยมศึกษา): นักเรียนสามารถเลือกวิชาเอกที่สนใจเพื่อศึกษาเชิงลึก ใช้เวลา 5 ปี เพื่อความเชี่ยวชาญเฉพาะทาง (ตัวอย่างเช่น หากเป็นวิชาคำนวณ ระดับล่างเรียนบวกลบคูณหาร แต่ระดับกลางต้องเริ่มเรียนแคลคูลัสแล้ว)
ระดับสูง (อุดมศึกษา): คือสถาบันสูงสุด เป็นพื้นที่สำหรับแสดงศักยภาพจากการเรียนระดับกลาง เพื่อวิจัยเชิงลึก พัฒนาองค์ความรู้ใหม่ หรือคิดค้นเครื่องจักรและโครงสร้างใหม่ๆ
"นี่คือ........" จ้าวเต๋อเจารับกระดาษไปอ่านอยู่นาน
พระองค์ขมวดคิ้วพลางกล่าว "เฉินกง ขออภัยที่ข้าเบาปัญญา ข้ามาที่นี่เพื่อถามเรื่องปากท้องของราษฎร......."
เฉินอู๋จี้ขัดจังหวะ "จะรีบร้อนไปใย ฟังข้าก่อน"
จ้าวเต๋อเจาปิดปากเงียบอย่างว่าง่าย
เฉินอู๋จี้กล่าวต่อ: "นี่คือระบบที่มีประสิทธิภาพที่สุดในการส่งต่อสายเลือดใหม่ให้แก่ประเทศชาติ ซึ่งครอบคลุมทุกด้าน ทั้งชีวิตความเป็นอยู่ เศรษฐกิจ อุตสาหกรรม และแน่นอน... รวมถึงเกษตรกรรมด้วย แม้แนวคิดนี้จะเพิ่งเริ่มต้น แต่ในสถานศึกษาก็มีการสอนที่เจาะจงเรื่องนี้มานานแล้ว"
พูดจบ เฉินอู๋จี้ก็ค้นหาในกองกระดาษอีกครั้ง แล้วหยิบแผ่นใหม่ออกมา
"นี่คือสิ่งที่นักเรียนคนหนึ่งส่งมาเมื่อไม่กี่วันก่อน"
จ้าวเต๋อเจาทำท่าจะยื่นมือไปรับ แต่เฉินอู๋จี้กลับดักคอ: "ไม่ต้องดูหรอก ฝ่าบาทดูไม่รู้เรื่อง"
พระองค์จึงต้องหดมือกลับอย่างเก้อเขิน รอฟังคำอธิบายจากเฉินอู๋จี้แทน
เฉินอู๋จี้กล่าว: "นักเรียนผู้นี้วันหนึ่งเกิดสงสัยขึ้นมาว่า เหตุใดบางคนจึงมีหน้าตาเหมือนบิดา แต่บางคนกลับเหมือนมารดา ทีแรกเขาคิดว่าเป็นเรื่องของเพศ แต่เขาก็เคยเห็นบุรุษที่มีใบหน้าหวานเหมือนสตรี หรือสตรีที่มีใบหน้าคมเข้มเหมือนบุรุษ"
"เขาจึงตั้งสมมติฐานว่า หรือจะเป็นเพราะ 'สายใยบางอย่างในโลหิต' ที่เชื่อมโยงพวกเขาไว้? และโลหิตของพ่อแม่ทั้งสองฝ่ายมีความเข้มแข็งต่างกัน ฝ่ายที่แข็งแกร่งกว่าจะส่งผลให้ลูกมีหน้าตาเหมือนตนเอง?"
"แต่ต่อมาเขาพบว่ามิใช่เช่นนั้น เพราะบางคนหน้าตาเหมือนท่านน้า หรือเหมือนบรรพบุรุษเมื่อหลายชั่วอายุคนก่อน สิ่งนี้ทำให้เขาอยากจะพิสูจน์ความจริง แต่เนื่องด้วยมีกฎหมายบ้านเมืองคุ้มครองชีวิตมนุษย์อยู่ เขาจึงทำได้เพียงเลือกใช้ 'พืชผล' มาทดลองแทน"
ถึงตรงนี้ เฉินอู๋จี้อดไม่ได้ที่จะทอดถอนใจ
เหตุผลช่างเรียบง่ายและซื่อตรง... "เพราะกฎหมายบ้านเมือง"
เขาเริ่มเข้าใจแล้วว่าเหตุใดจึงมักมี "นักวิทยาศาสตร์คลั่ง" ปรากฏขึ้น เพราะคนเหล่านี้เมื่อได้เริ่มวิจัยแล้ว พวกเขาจะไม่สนใจเรื่องศีลธรรมหรือจรรยาบรรณใดๆ ทั้งสิ้น
เฉินอู๋จี้กล่าวต่อ: "เขาจึงขอที่ดินเสื่อมโทรมหนึ่งหมู่ในกวนตู้ เพื่อพิสูจน์ความคิดของตน ทีแรกเขาใช้วิธี 'ทาบกิ่ง' ระหว่างพืชป่ากับพืชเพาะปลูก แต่วิธีนั้นไม่ได้ทำให้ผลผลิตในปีนั้นเปลี่ยนแปลงไปเลย"
"เขาจึงตระหนักได้ว่า การทาบกิ่งไม่สามารถเปลี่ยนแก่นแท้ของพืชนั้นได้ มันเป็นเพียงการเปลี่ยนชิ้นส่วนร่างกายส่วนหนึ่งเท่านั้น เปรียบเหมือนการเอาแขนของคนหนึ่งไปต่อให้อีกคน แต่คนคนนั้นก็ยังเป็นคนเดิม"
"จนเมื่อสามปีก่อน จากการสังเกตอย่างต่อเนื่อง เขาพบความลับว่า ดอกไม้และต้นไม้แทบทุกชนิดมี 'เพศผู้' และ 'เพศเมีย' แยกจากกัน เขาจึงริเริ่มการทดลองโดยอิงจากประสบการณ์การปลูกป่านในตำรา ฉีหมินเย่าซู่ "
ถึงจุดนี้ จ้าวเต๋อเจาฟังจนเริ่มมึนงงไปหมดแล้ว
สิ่งที่เฉินอู๋จี้พูดตอนแรกเรื่องใบหน้าคน พระองค์ยังพอคิดตามได้บ้าง แต่พอมาบอกว่า "พืชก็มีเพศ" สิ่งนี้ทำให้พระองค์เริ่มคลำทางไม่ถูก
แม้ความรู้เหล่านี้จะมิใช่เรื่องของการทำไร่ไถนาโดยตรง แต่คำกล่าวที่แปลกใหม่เช่นนี้ พระองค์เพิ่งเคยได้ยินเป็นครั้งแรกในชีวิต