- หน้าแรก
- ทรานเซนดิ้ง วิชั่น อัจฉริยะเนตรทิพย์เหนือมนุษย์
- TXV - 0902 ความย้อนแย้ง
TXV - 0902 ความย้อนแย้ง
TXV - 0902 ความย้อนแย้ง
TXV - 0902 ความย้อนแย้ง
งานประชุมประจำปีภายใต้หัวข้อ “สันติภาพและความมั่นคงของเอเชีย” เริ่มต้นขึ้นด้วยการกล่าวเปิดงานของนักการเมืองระดับสูง จากนั้นแขกรับเชิญคนสำคัญจากทั่วโลกต่างขึ้นมากล่าวสุนทรพจน์ แขกผู้ทรงอิทธิพลเหล่านี้มีทั้งตัวแทนกลุ่มทุนจากญี่ปุ่น นักการเมืองจากเกาหลีใต้ รวมถึงบุคคลสำคัญในแวดวงธุรกิจและการเมืองจากฟิลิปปินส์ ยุโรป และอเมริกา
ในขณะที่คนอื่นกำลังสนทนาวิชาการกันอย่างเผ็ดร้อนบนเวที เซี่ยเหล่ยกลับดูเบื่อหน่าย เขาไม่ชอบงานสังคมแบบนี้เลยแม้แต่น้อย สายตาของเขากวาดมองไปที่ด้านล่างเวทีและไปหยุดอยู่ที่เซินถูเทียนอิน เธอเองก็กำลังมองเขาอยู่พร้อมกับส่งรอยยิ้มมาให้ เขาจึงยิ้มตอบไปตามมารยาท แต่ในใจกลับเริ่มปวดหัว ถึงเขาจะมีไอคิวสูงเสียดฟ้า แต่เรื่องความสัมพันธ์ที่ยุ่งเหยิงนี้เขากลับจัดระเบียบไม่ถูกเลยจริงๆ
ไอคิวกับอีคิว มักจะอยู่ในโลกที่แตกต่างกันเสมอ
เซินถูเทียนอินเขียนข้อความลงในสมุดบันทึกของเธอแล้วชูขึ้นมา ให้ด้านที่มีตัวหนังสือหันไปทางเซี่ยเหล่ยพอดี
เซี่ยเหล่ยอ่านข้อความนั้นได้ว่า: "ตอนเที่ยงไปกินข้าวกับฉันนะ"
เซี่ยเหล่ยเกือบจะพยักหน้าตอบรับอยู่แล้ว แต่จู่ๆ ก็นึกถึงคำกำชับของฟ่านฟานที่ห้ามแอบพบกับเซินถูเทียนอินลับหลัง มิเช่นนั้นเธอกับเหลียงซือเหยาจะไล่เขาไปนอนโซฟา ทันใดนั้นลำคอของเขาก็แข็งทื่อ พยักหน้าไม่ลงเสียอย่างนั้น คำเตือนของสองคุณแม่ลูกอ่อนเป็นเรื่องที่เขาต้องให้ความสำคัญสูงสุด เขาไม่อยากทำให้พวกเธอโกรธจนต้องระเห็จออกจากเตียงไปนอนโซฟาจริงๆ
ยังมีอีกเหตุผลหนึ่งที่ทำให้เขาตอบตกลงไม่ได้ นั่นคือทั้งฟ่านฟานและเหลียงซือเหยาต่างก็ตั้งท้องลูกของเขา การที่พวกเธอยอมรับในตัวกันและกันได้ก็นับว่าประเสริฐมากแล้ว ในฐานะผู้ชายคนหนึ่ง เขาควรจะแบกรับหน้าที่สามีและพ่อที่ดี เมื่อมีลูกแล้ว เขาจะทำตัวเจ้าชู้เหมือนเมื่อก่อนไม่ได้
นี่คงเป็นสาเหตุที่เขาไม่ยอมแตะต้องอัศวินหญิงทั้งสี่คนนั้นเลย หากเป็นเมื่อก่อน ในตอนที่ฟ่านฟาน เหลียงซือเหยา และเจียงหรูอี้ยังไม่ตั้งท้อง แล้วถูกผู้หญิงจากตระกูลเกรย์และตระกูลรุสโซยั่วยวนแบบนั้น เขาอาจจะเผลอใจไปแล้วก็ได้
เซินถูเทียนอินจ้องมองเซี่ยเหล่ยเขม็ง
เซี่ยเหล่ยส่ายหน้าแล้วชี้ไปที่ดวงตา แสร้งทำเป็นบอกว่าตัวหนังสือในสมุดนั้นเล็กเกินไปจนมองไม่เห็น พอเซินถูเทียนอินวางสมุดลงเตรียมจะเขียนตัวใหญ่ขึ้น เขาก็รีบเบือนหน้าหนีไปอีกทางอย่างว่องไว
จังหวะนั้นเอง พิธีกรก็หันมามองเซี่ยเหล่ยพร้อมรอยยิ้ม "คุณเซี่ยครับ รบกวนช่วยพูดถึงความคาดหวังที่คุณมีต่ออนาคตของเอเชียสักนิดได้ไหมครับ?"
เซี่ยเหล่ยรวบรวมสมาธิแล้วเอ่ยผ่านไมโครโฟนตรงหน้า "ความคาดหวังของผมต่อเอเชียนั้นเรียบง่ายมากครับ นั่นคือสันติภาพและความมั่นคง มีเพียงคนที่เคยผ่านสงครามมาเท่านั้นที่จะเข้าใจคุณค่าของสันติภาพ เอเชียต้องการพื้นที่ในการพัฒนาที่สงบสุขและมั่นคงครับ"
"คุณเซี่ยครับ" ตัวแทนกลุ่มทุนจากญี่ปุ่นเอ่ยขึ้น "ผมทราบมาว่าคุณคือพ่อค้าอาวุธ และเรย์มาร์กรุ๊ปของคุณก็เติบโตอย่างก้าวกระโดดในช่วงสองปีที่ผ่านมา อาวุธของคุณสร้างชื่อไว้อย่างมากในสมรภูมิตะวันออกกลาง คนที่ผลิตอาวุธสงครามอย่างคุณกลับมาพูดว่ามีเพียงคนที่ผ่านสงครามเท่านั้นถึงจะเข้าใจคุณค่าของสันติภาพ นี่คุณกำลังล้อพวกเราเล่นอยู่หรือเปล่าครับ?"
พิธีกรไม่ได้ห้ามปรามแต่อย่างใด เพราะนี่คืองานประชุมแบบเปิด สายตาหลายคู่เริ่มจดจ้องมาที่เซี่ยเหล่ยเพื่อรอฟังคำตอบ
เซี่ยเหล่ยตอนแรกคิดว่าคนที่จ้องจะเล่นงานเขาจะเป็นคุณนายฟอร์เซนเสียอีก ไม่นึกเลยว่าจะเป็นคนญี่ปุ่น เขาหัวเราะเบาๆ "เอาละ ในเมื่อคุณมีข้อสงสัยแบบนี้ ผมก็จะคุยกับคุณหน่อย ตั้งแต่มนุษย์พัฒนามาจนถึงทุกวันนี้ เราไม่เคยหยุดวิจัยและผลิตอาวุธเลย ในสังคมยุคบรรพกาล เราใช้หินและไม้ตะบุมบอนรบกัน เผ่าที่แข็งแกร่งจะไปปล้นเผ่าที่อ่อนแอเพื่อแย่งชิงอาหารและผู้หญิง ในยุคใกล้ ประเทศมหาอำนาจก็ใช้สงครามปล้นสะดมประเทศที่อ่อนแอกว่าเพื่อแย่งชิงทรัพยากร เรื่องนี้ผมคงไม่ขอยกตัวอย่างนะครับ ผมเกรงว่าคุณจะรู้สึกไม่สบายใจเอา"
ใบหน้าของตัวแทนกลุ่มทุนญี่ปุ่นถอดสีทันที เขารู้ดีว่าเซี่ยเหล่ยกำลังเหน็บแนมประเทศญี่ปุ่นซึ่งเป็นบ้านเกิดของเขา ในช่วงสงครามโลกครั้งที่สอง ญี่ปุ่นได้สร้างหายนะครั้งใหญ่ให้กับคนทั้งเอเชีย โดยเฉพาะประเทศจีน อาชญากรรมที่ก่อไว้นั้นมากมายจนบรรยายไม่หมดและป่าเถื่อนยิ่งกว่าสัตว์ป่า
"ประวัติศาสตร์ก็คือประวัติศาสตร์ครับ ตอนนี้เป็นยุคสันติภาพ ทุกประเทศกำลังลดงบประมาณทางการทหารและลดคลังแสงนิวเคลียร์ลง แต่คุณกลับมุ่งมั่นวิจัยอาวุธสงครามที่ล้ำสมัยยิ่งขึ้น คำตอบของคุณมันคือการเบี่ยงเบนประเด็นชัดๆ ไม่ใช่หรือครับ?" ตัวแทนญี่ปุ่นโต้กลับ
เซี่ยเหล่ยตอบอย่างเรียบเฉย "ในทางตรงกันข้ามเลยครับ ผมวิจัยและผลิตอาวุธไม่ได้มีไว้เพื่อสงคราม แต่มีไว้เพื่อสันติภาพ ประเทศของเรามีช่วงเวลาที่มืดมนมากในประวัติศาสตร์ยุคใกล้ เราแทบจะสร้างชาติขึ้นมาจากซากปรักหักพัง เราเคยถูกรังแก ถูกขูดรีด เพื่อไม่ให้ประวัติศาสตร์ซ้ำรอย เราจึงต้องแข็งแกร่งขึ้น เมื่อเราแข็งแกร่งแล้ว คนอื่นก็ไม่กล้ามาตีเรา นั่นแหละครับคือสันติภาพ"
"เหตุผลของคุณมันก็แค่การเอาสีข้างเข้าถู"
"งั้นผมขอยกตัวอย่างประเทศญี่ปุ่นของคุณแล้วกัน พวกคุณเคยรุกรานเรา ปล้นชิงผืนแผ่นดินและทรัพยากรแร่ธาตุ ทำร้ายผู้หญิงของเรา ทำลายสมบัติทางประวัติศาสตร์ของเรา เมื่อเรามีเพื่อนบ้านอย่างญี่ปุ่น เราจะไม่ระแวดระวังได้ยังไงครับ? ปัจจุบันในดินแดนของคุณยังมีกองทัพอเมริกาที่ทรงพลังประจำการอยู่ ทั้งเรือบรรทุกเครื่องบิน เรือดำน้ำ รวมถึงเครื่องบินรบที่ทันสมัยที่สุดในโลกอย่าง B2 และ F35 ถ้าคุณยืนยันว่าอาวุธเป็นตัวแทนของสงครามไม่ใช่สันติภาพ ญี่ปุ่นก็ควรจะบอกให้กองทัพอเมริกาออกไปจากเอเชียสิครับ คุณกล้าไหม? แถมพวกคุณยังเพิ่งแก้ไขรัฐธรรมนูญใฝ่สันติภาพของตัวเอง เพื่อให้กองทัพมีอิสระในการทำสงครามมากขึ้นไม่ใช่หรือครับ?"
ตัวแทนกลุ่มทุนญี่ปุ่นหน้าเปลี่ยนสีไปมาจนพูดไม่ออกเมื่อเจอเซี่ยเหล่ยตอกกลับอย่างเจ็บแสบ
"ญี่ปุ่นไม่ใช่ญี่ปุ่นในยุคสงครามโลกครั้งที่สองอีกต่อไป และพวกคุณต่างก็รู้ดีว่าต้องพึ่งกองทัพอเมริกามาคุ้มครอง แล้วการที่เราสร้างระบบป้องกันประเทศของตัวเอง มันไปหนักหัวใครตรงไหนครับ?" เซี่ยเหล่ยสรุป
ตัวแทนญี่ปุ่นฮึดฮัดแสดงความไม่พอใจ แต่ก็ไม่กล้าโต้เถียงกับเซี่ยเหล่ยต่อ
หากเปรียบญี่ปุ่นกับจีนเป็นผู้ชายสองคนในหมู่บ้านเอเชีย ญี่ปุ่นเคยรุมซ้อมจีนอย่างหนักในช่วงที่จีนล้มป่วย ในตอนนั้นจีนอ่อนแอเกินกว่าจะเป็นคู่ต่อสู้และเกือบถูกซ้อมจนตาย แต่ตอนนี้จีนหายป่วยแล้ว และตัวใหญ่กว่าญี่ปุ่นมาก แถมยังแข็งแรงขึ้นเรื่อยๆ ญี่ปุ่นจึงเริ่มกังวลว่าจีนจะกลับมาล้างแค้น เลยเริ่มมาชูประเด็นเรื่องสันติภาพ เมื่อจีนพัฒนาอาวุธล้ำสมัยขึ้นมาญี่ปุ่นก็จะคอยตำหนิและชวนอเมริกามาสกัดกั้นการพัฒนาของจีน นี่คือจิตใจของญี่ปุ่นที่แสดงออกมาผ่านตัวแทนคนนี้
เมื่ออีกฝ่ายเงียบไป เซี่ยเหล่ยก็ไม่ได้ไล่บี้ต่อ เขาเปลี่ยนประเด็นมาพูดว่า "อาวุธไม่ใช่ตัวอุปสรรคของสันติภาพครับ ในทางกลับกันมันคือหลักประกันของสันติภาพ ผมขอยกตัวอย่าง ถ้ามีโจรใช้มีดทำครัวฟันคนบาดเจ็บ มันเป็นความผิดของคนทำมีดงั้นเหรอ? สงครามเกิดจากความขัดแย้งทางผลประโยชน์เสมอ เราต้องการสันติภาพ แต่สันติภาพที่เราต้องการไม่ใช่สิ่งที่คนอื่นหยิบยื่นให้ด้วยความสงสาร เราต้องการสันติภาพที่กุมไว้ได้ด้วยมือของเราเอง ดังนั้น เรย์มาร์กรุ๊ปจะมุ่งมั่นวิจัยอาวุธสงครามที่ล้ำสมัยยิ่งขึ้น เพื่อช่วยให้ประเทศของเรากุมสันติภาพไว้ในมือได้อย่างมั่นคงครับ"
คำพูดของเขาสามารถตีความได้อย่างตรงไปตรงมาว่า—ถ้าคุณไม่ล้ำเส้นผลประโยชน์ของผม เราก็อยู่อย่างสันติ แต่ถ้าคุณล้ำเส้น เราก็ไม่มีสันติภาพให้ และถ้าต้องรบ ผมจะซัดคุณให้หน้าคว่ำจมดินอย่างแน่นอน!
เบื้องบนให้เขามาปรากฏตัวในงานนี้ และฟ่านฟานก็พูดไว้ชัดเจนแล้วว่าต้องการใช้ปากของเขาส่งสัญญาณนี้ออกไปสู่โลกภายนอก และเขา... ไม่ทำให้ผิดหวัง!
"เอาละครับ ผมพูดจบแล้ว บางคนอาจจะเห็นด้วย บางคนอาจจะไม่ แต่ชื่อเสียงและความคิดเห็นเหล่านั้นไม่ได้ส่งผลอะไร ผมขอจบการพูดด้วยประโยคที่ว่า ประวัติศาสตร์คือบทเรียนเพื่อการพัฒนาก้าวเดินไปข้างหน้า ไม่ใช่ก้าวถอยหลัง ขอบคุณครับ" เซี่ยเหล่ยกล่าวจบพร้อมพยักหน้าให้เกียรติ
แปะ แปะ แปะ!
เซินถูเทียนอินเป็นคนแรกที่ปรบมือ เธอแค่มองเซี่ยเหล่ยด้วยสายตาที่เต็มไปด้วยความตื่นเต้นและเลื่อมใส เซี่ยเหล่ยในตอนนี้ดูเหมือนจะเป็นคนละคนกับในอดีต ระดับความสูงส่งของเขาในตอนนี้ แม้แต่เธอก็ทำได้เพียงแหงนหน้ามองเท่านั้น!
เสียงปรบมือดังสนั่นหวั่นไหวไปทั่วหอประชุมหลัก
"เป็นสุนทรพจน์ที่ยอดเยี่ยมมากครับ" พิธีกรยิ้มกว้าง "คุณเซี่ยครับ ในงานประชุมปีนี้มีเนื้อหาพิเศษอย่างหนึ่ง นั่นคือการโต้วาทีระหว่างคุณกับคุณนายฟอร์เซน CEO ของ ล็อกฮีด มาร์ติน ภายใต้หัวข้อ 'สันติภาพและความมั่นคงของเอเชีย' ผมตั้งตารอสิ่งนี้มากครับ เชิญครับ"
พิธีกรทำท่าเชิญ
เซี่ยเหล่ยเหลือบมองแท่นบรรยายเดี่ยวสองแท่นที่วางอยู่บนเวที แล้วหันไปมองคุณนายฟอร์เซน ในใจเขารู้สึกได้ว่า: "คนญี่ปุ่นเมื่อกี้คงเป็นแค่ทัพหน้าสินะ? ต้องโต้วาทีอีกแล้วเหรอ ปวดหัวจริงๆ ผมอยากไปเดินเล่นอาบแดดที่ชายหาดกับสองคุณแม่ท้องแก่ของผมมากกว่า..."
แม้จะบ่นในใจ แต่เซี่ยเหล่ยก็ลุกขึ้นเดินไปยังแท่นบรรยายที่มีป้ายชื่อของเขาตั้งอยู่
คุณนายฟอร์เซนเองก็ลุกจากที่นั่งแล้วเดินไปยังแท่นบรรยายของเธอเช่นกัน
ยักษ์ใหญ่ด้านอุตสาหกรรมทหารจากอเมริกาและยักษ์ใหญ่จากจีนเข้าประจำที่ เตรียมเปิดฉากโต้วาทีเรื่อง “สันติภาพและความมั่นคงของเอเชีย” เมื่อพิจารณาจากสถานะของทั้งเซี่ยเหล่ยและฟอร์เซนแล้ว ผู้ที่มีอาชีพค้าอาวุสงครามสองคน แต่กลับมาดีเบตกันเรื่องสันติภาพของโลก ภาพที่เห็นนี้มันช่างให้ความรู้สึกแบบ ‘ย้อนแย้ง’ จริงๆ ทำให้ทั้งหอประชุมตกอยู่ในความเงียบ
คุณนายฟอร์เซนเริ่มพูดก่อนเป็นภาษาอังกฤษที่ลื่นไหล "ก่อนอื่น ฉันต้องขอบคุณที่ได้รับเชิญให้มาร่วมงานที่ยิ่งใหญ่นี้ เอเชียมีตำแหน่งที่สำคัญมากในโลก อเมริกาในฐานะผู้พิทักษ์สันติภาพ เราหวังเป็นอย่างยิ่งว่าเอเชียจะมีสภาพแวดล้อมการพัฒนาที่สงบสุขและมั่นคง เพื่อสร้างคุณประโยชน์ให้แก่การพัฒนาของมวลมนุษยชาติอย่างที่ควรจะเป็นค่ะ"
เสียงปรบมือดังขึ้น
คุณนายฟอร์เซนผายมือเชิญให้เซี่ยเหล่ยพูด
เซี่ยเหล่ยใช้มือทั้งสองข้างค้ำแท่นบรรยายไว้ "ยินดีต้อนรับคุณนายฟอร์เซนสู่เอเชียครับ ผมเองก็รู้สึกเป็นเกียรติที่ได้ยืนอยู่ตรงนี้เพื่อแลกเปลี่ยนทัศนะกับคุณนายฟอร์เซน และหวังว่านี่จะเป็นการแลกเปลี่ยนที่น่ารื่นรมย์ครับ"
คุณนายฟอร์เซนกล่าวต่อ "ขอบคุณค่ะ เมื่อไม่กี่ปีที่แล้ว บนแผ่นดินเอเชียแห่งนี้ยังไม่มีบริษัทที่ชื่อเรย์มาร์กรุ๊ป แต่ตอนนี้กลับกลายเป็นวิสาหกิจด้านอุตสาหกรรมทหารที่ใหญ่ที่สุดของจีน ในฐานะเจ้าของเรย์มาร์กรุ๊ป ธุรกิจของคุณประสบความสำเร็จอย่างไม่ต้องสงสัย สื่อหลายสำนักถึงกับใช้คำว่า 'ปาฏิหาริย์' มาอธิบายตัวคุณและการก้าวขึ้นสู่อำนาจของคุณ ซึ่งตัวฉันเองก็ชื่นชมคุณอย่างมากค่ะ"
เซี่ยเหล่ยยิ้มตอบ "ขอบคุณครับ"
ทว่าจู่ๆ คุณนายฟอร์เซนก็เปลี่ยนน้ำเสียง "คุณเซี่ยคะ แม้คุณจะมีความสำเร็จที่น่าทึ่ง แต่การกระทำบางอย่างของคุณกลับทำให้ฉันรู้สึกเสียใจ อาวุธของเรย์มาร์กรุ๊ปจำนวนมหาศาลไหลเข้าสู่สมรภูมิตะวันออกกลางรวมถึงภูมิภาคอเมริกาใต้ ก่อนที่ฉันจะมาที่นี่ ฉันได้ทำการสำรวจและพบว่า ปืนซุ่มยิง XL2500, ปืนกล Gust และ ปืนใหญ่บุคคลเฮลล์ฮาวด์ ของเรย์มาร์กรุ๊ปกำลังสวมบทบาทที่ไม่น่าภาคภูมิใจนักในสมรภูมิตะวันออกกลาง อาวุธของเรย์มาร์กรุ๊ปจำนวนไม่น้อยตกอยู่ในมือของกลุ่มก่อการร้าย เพื่อการพัฒนาบริษัทให้รวดเร็วและเพื่อผลกำไรจากลูกค้า คุณกลับขายอาวุธให้แก่กลุ่มก่อการร้าย ทำให้ประชาชนที่นั่นต้องทุกข์ทรมาน ลองนึกถึงผู้หญิงและเด็กที่กำลังร้องไห้เหล่านั้นดูสิคะ ในใจของคุณรู้สึกอย่างไรบ้าง?"
เป็นไปตามคาด แขกที่มาครั้งนี้ไม่ได้หวังดีเลยแม้แต่น้อย
นี่จะไม่ใช่การโต้วาทีที่ฉันมิตรแน่นอน