- หน้าแรก
- หลังจากลงชื่อเข้าใช้มาสี่ปีในที่สุด ฉันก็ได้เป็นมหาเศรษฐี
- ตอนที่ 57 : ทำอาหาร
ตอนที่ 57 : ทำอาหาร
ตอนที่ 57 : ทำอาหาร
ตอนที่ 57 : ทำอาหาร
เมื่อมองดูฉวี่เสี่ยวปิงที่กำลังหลับสนิท ฉู่หลิงก็เอนกายลงนอนตามไปพลางโอบเอวบางของเธอเอาไว้แล้วหลับไปพร้อมกัน
ตอนที่ฉวี่เสี่ยวปิงตื่นขึ้นมา ฉู่หลิงก็ยังคงหลับอยู่ เธอมองดูเวลาที่ใกล้จะเที่ยงแล้ว เธอจึงค่อยๆ ลุกออกจากเตียงอย่างเงียบๆ เพราะเธอตั้งใจจะไปทำมื้อเที่ยงให้ฉู่หลิงทานสักมื้อ
วัตถุดิบในบ้านยังมีเหลืออยู่อีกไม่น้อย ฉวี่เสี่ยวปิงจึงเตรียมที่จะผัดอาหารสักสองอย่าง เมนูที่ซับซ้อนเกินไปเธอทำไม่ไหว งั้นก็ทำแค่ผัดผักง่ายๆ สองอย่างก่อนก็แล้วกัน!
เมื่อตัดสินใจได้แล้ว ฉวี่เสี่ยวปิงก็เริ่มล้างยอดผัก ยอดผักเมื่อวานนี้ฉู่หลิงเป็นคนช่วยเลือกให้ มันทั้งกรอบและดูสดใหม่ แค่เห็นก็น่าทานแล้ว
และเพื่อป้องกันไม่ให้น้ำมันกระเด็นเหมือนครั้งก่อน ฉวี่เสี่ยวปิงจึงปิ๊งไอเดียขึ้นมา เธอใส่ทั้งยอดผักและน้ำมันลงในกระทะพร้อมกัน จากนั้นถึงค่อยเปิดแก๊สและรีบปิดฝาหม้อทันที
เมื่อได้ยินเสียงน้ำมันเดือดเบาๆ อยู่ภายใต้ฝาหม้อ ฉวี่เสี่ยวปิงก็รู้สึกพอใจเป็นอย่างมาก เธอคิดว่าตัวเองช่างเป็นอัจฉริยะตัวน้อยจริงๆ แค่ทำแบบนี้น้ำมันก็จะไม่กระเด็นใส่ตัวเธอแล้ว
แต่ทว่าในตอนที่ผักใกล้จะสุกจนต้องตักใส่จานแล้วนั้น ฉวี่เสี่ยวปิงก็ลองค้นดูในตู้เก็บของและพบว่าเกลือมันหมดไปเสียแล้ว
“ให้ตายสิ มักจะมีเรื่องเล็ก ๆ น้อย ๆ มาขัดขวางไม่ให้ฉันได้เป็นเทพแห่งการทำอาหารอยู่เรื่อยเลย!” ฉวี่เสี่ยวปิงบ่นพึมพำพลางก้มมองชุดนอนบนตัว เธอขี้เกียจจะเปลี่ยนชุดเพื่อออกไปซื้อของข้างนอก จึงตัดสินใจจะไปขอยืมเกลือจากพี่สาวข้างบ้านแทน
เมื่อคิดได้ดังนั้น ฉวี่เสี่ยวปิงจึงหยิบเสื้อนอกมาคลุมทับไว้แล้วเดินไปเคาะประตูบ้านฝั่งตรงข้ามทันที
“ใครคะ?” เมื่อได้ยินเสียงเคาะประตู ภายในห้องก็มีเสียงผู้หญิงที่ดูทะมัดทะแมงดังออกมา
ฉวี่เสี่ยวปิงจำเสียงพี่สาวเพื่อนบ้านได้จึงรีบตอบกลับไปว่า “พี่คะ หนูเสี่ยวปิงเองค่ะ อยากจะมาขอยืมเกลือสักหน่อยค่ะ”
หลังจากสิ้นเสียงฝีเท้า ประตูก็ถูกผลักเปิดออกมาจากข้างใน เผยให้เห็นใบหน้าของผู้หญิงคนหนึ่ง
ผู้หญิงคนนั้นดูมีอายุประมาณ 30 กว่าปี เมื่อเห็นฉวี่เสี่ยวปิงเธอก็รู้สึกดีใจและรีบเชิญฉวี่เสี่ยวปิงเข้าบ้านพลางทักทายอย่างกระตือรือร้นว่า “มีอะไรเหรอจ๊ะเสี่ยวปิง เมื่อกี้บอกว่าจะมายืมอะไรนะ?”
“เกลือค่ะ” ฉวี่เสี่ยวปิงเอ่ยอย่างเขิน ๆ “พอดีหนูกำลังจะทำกับข้าวน่ะค่ะ แล้วเพิ่งจะเห็นว่าเกลือหมด ก็เลยต้องมาขอยืมแก้ขัดก่อนน่ะค่ะ”
เมื่อได้ยินเช่นนั้น ดวงตาของผู้หญิงคนนั้นก็ฉายแววแห่งความอยากรู้อยากเห็นออกมาทันที เธอมองฉวี่เสี่ยวปิงด้วยรอยยิ้มเจ้าเล่ห์ “โอ้? พี่เคยได้ยินแม่เธอเล่าว่า เวลาอยู่บ้านเธอทำอะไรไม่เป็นเลยไม่ใช่เหรอจ๊ะ! แล้วทำไมตอนนี้ถึงลุกมาทำกับข้าวได้ล่ะ หรือว่า... มีเรื่องน่ายินดีอะไรหรือเปล่า?”
ผู้หญิงคนนั้นพูดไปพลางขยิบตาให้ฉวี่เสี่ยวปิงไปพลาง
ฉวี่เสี่ยวปิงที่อยู่ในวัยสาวสะพรั่งแถมยังหน้าตาสวยขนาดนี้ ก็คงถึงเวลาที่ควรจะมีความรักได้ตั้งนานแล้ว! และในฐานะเพื่อนบ้าน เมื่อคืนนี้ถึงแม้จะมีกำแพงกั้นอยู่ แต่เธอก็ยังได้ยินเสียงบางอย่างเล็ดลอดออกมาบ้าง จุ๊ๆ ต้องบอกเลยว่าเสียงนั้นดังต่อเนื่องอยู่นานทีเดียว จนแม้แต่เธอยังรู้สึกอิจฉาเลยล่ะ
ฉวี่เสี่ยวปิงเริ่มทำตัวไม่ถูก เธออายจนไม่อยากจะเอ่ยปากพูดอะไร ผู้หญิงคนนั้นเห็นท่าทางของเธอก็หัวเราะร่าและรีบเดินเข้าห้องครัวไปหยิบเกลือถุงใหญ่ที่เหลืออยู่ค่อนถุงออกมาให้พลางเอ่ยเย้าว่า “เอาไปให้หมดเลยจ้ะ เดี๋ยวเธอจะเขินจนมุดแผ่นดินหนีไปซะก่อน!”
หลังจากพูดจบ ผู้หญิงคนนั้นก็หัวเราะออกมาอีกชุดใหญ่
ฉวี่เสี่ยวปิงหน้าแดงก่ำ เธอใช้กระดาษทิชชู่ห่อเกลือไว้จำนวนหนึ่ง แล้วทิ้งคำพูดไว้เพียงว่ายังมีกับข้าวอยู่ในกระทะก่อนจะรีบวิ่งหนีกลับบ้านทันที
เมื่อถอดเสื้อนอกเสร็จเธอก็รีบมุ่งหน้าไปที่ห้องครัว ฉวี่เสี่ยวปิงรีบแกะห่อกระดาษทิชชู่ออกและเทเกลือลงในกระทะทันที
ในตอนนั้นเองฉู่หลิงก็ตื่นขึ้นมา ถึงแม้จะได้นอนต่อเพียงครู่เดียว แต่เขาก็รู้สึกสดชื่นและเบาสบายตัวมาก
เมื่อได้ยินเสียงความเคลื่อนไหวเบาๆ ดังมาจากทางห้องครัว ฉู่หลิงก็ขมวดคิ้วมุ่น เขารู้สึกว่าสถานการณ์เริ่มดูไม่ดีแล้ว
ไม่รู้ว่าเป็นเพราะอะไร แต่จู่ๆ เขาก็นึกถึงความหวาดกลัวยามที่ถูกฉวี่เสี่ยวปิงครอบงำด้วยการทำอาหารขึ้นมา ผู้หญิงคนนี้คงไม่ได้กำลังวิจัยเมนูอาหารพิสดารอะไรอยู่อีกใช่ไหม?
เมื่อฉู่หลิงคิดได้ดังนั้น เขาก็ดีดตัวลุกขึ้นจากเตียงทันทีและรีบสวมรองเท้าเดินตรงไปยังห้องครัว
ยังไม่ทันจะก้าวพ้นประตูห้องครัว เขาก็เห็นฉวี่เสี่ยวปิงถือห่อกระดาษใบหนึ่งและกำลังโปรยผงบางอย่างลงไปในอาหาร
ผงสีขาวที่ปลิวว่อนอยู่นั้น มองยังไงก็เหมือนกับ...
ฉู่หลิง : “……” ??? นี่กะจะวางยาสังหารสามีเลยเหรอเนี่ย?
ฉวี่เสี่ยวปิงเทเกลือลงไปจนหมด ในขณะที่เธอกำลังจะโยนเศษกระดาษทิชชู่ทิ้ง เธอก็เหลือบไปเห็นฉู่หลิงที่กำลังยืนอึ้งอยู่พอดี
เมื่อเห็นสายตาของฉู่หลิงที่จ้องเขม็งไปที่กระทะ เธอก็เริ่มลนลานและรีบพูดละล่ำละลักว่า “นี่... นี่มันคือเกลือนะ ไม่ใช่ยาพิษสักหน่อย... ฉัน... หรือจะให้ฉันกินให้ดูไหม?”
หลังจากพูดจบ ฉวี่เสี่ยวปิงก็รู้สึกหงุดหงิดตัวเองขึ้นมา ทำไมคำพูดมันถึงได้ฟังดูเหมือนพวกวัวสันหลังหวะแบบนี้ล่ะเนี่ย?
ฉู่หลิงมองดูฉวี่เสี่ยวปิงที่กำลังสับสน เขาก็หลุดหัวเราะออกมาพลางพูดว่า “ฉันจะไม่รู้ได้ยังไงล่ะ?”
เขาแค่จงใจแกล้งเธอเล่นเท่านั้นเอง ยัยเด็กบื้อคนนี้ ปฏิกิริยาตอบสนองช่างน่ารักเกินไปแล้ว
“นายนี่มันน่ารำคาญจริงๆ เลย!” ฉวี่เสี่ยวปิงค้อนใส่เขาวงหนึ่ง ที่มาทำให้เธอต้องกังวลตั้งนานสองนาน
ฉู่หลิงลอบมองยอดผักในกระทะอย่างแนบเนียน ยอดผักที่เคยสดใหม่ในตอนนี้กลับถูกความร้อนแผดเผาจนอ่อนระทวย แถมสียังเปลี่ยนเป็นสีคล้ำและมีรอยไหม้สีดำปรากฏให้เห็นประปราย
เขาเดินเข้าไปโอบเอวบางของฉวี่เสี่ยวปิงไว้ มือหนึ่งเอื้อมไปปิดแก๊สพร้อมกับพาร่างของเธอเดินออกมาจากห้องครัวพลางพูดว่า “พอแล้วๆ ไม่ต้องทำแล้ว มื้อเที่ยงนี้พวกเราไปหาที่ฝากท้องข้างนอกกันดีกว่า”
“จะไปฝากท้องที่ไหนล่ะ?” ฉวี่เสี่ยวปิงหันไปมองฉู่หลิง เธออุตส่าห์ทำกับข้าวแล้วนะ ถ้าไม่กินมันก็น่าเสียดายแย่เลย
ฉู่หลิงกะพริบตาปริบๆ แล้วเปลี่ยนหัวข้อสนทนาด้วยรอยยิ้มว่า “เรื่องนั้นน่ะช่างมันเถอะ ว่าแต่ตอนนี้รู้สึกดีขึ้นบ้างหรือยัง?”
ในตอนนั้นเองฉวี่เสี่ยวปิงถึงเพิ่งจะนึกขึ้นได้ เธอลองขยับเขยื้อนร่างกายดูและเอ่ยออกมาด้วยความดีใจว่า “จริงด้วย ดีขึ้นมากเลย! ถ้านายไม่พูดขึ้นมา ฉันก็เกือบจะลืมเรื่องนี้ไปแล้วนะเนี่ย! ฉันรู้สึกเหมือนร่างกายกลับมาเป็นปกติเหมือนเดิมแล้วล่ะ! เทคนิคการนวดของนายนี่มันสุดยอดจริงๆ! แถมยังรู้สึกเบาสบายกว่าเมื่อก่อนซะอีก”
เมื่อฉู่หลิงได้ยินคำพูดของฉวี่เสี่ยวปิง เขาก็เลิกคิ้วขึ้นพร้อมกับใช้มือเชยคางของเธอให้สบตากับเขาพลางฮึดฮัดในลำคอ “เมื่อก่อน? เมื่อก่อนคือตอนไหนเหรอ? หืม?”
ใบหน้าของฉวี่เสี่ยวปิงแดงระเรื่อขึ้นมาทันที เธอพูดออกมาว่า “คิดอะไรอยู่น่ะ! ฉันหมายถึงดีกว่าเมื่อวานต่างหากล่ะ ส่วนถ้าพูดถึงความสบายล่ะก็...”
เมื่อพูดมาถึงตรงนี้ น้ำเสียงของฉวี่เสี่ยวปิงก็ค่อยๆ เบาลงเรื่อยๆ จนเกือบจะเป็นเสียงกระซิบว่า “ยังไงก็คงไม่สบายเท่าเมื่อคืนหรอก”