- หน้าแรก
- หลังจากลงชื่อเข้าใช้มาสี่ปีในที่สุด ฉันก็ได้เป็นมหาเศรษฐี
- ตอนที่ 39 : นั่นมัน...
ตอนที่ 39 : นั่นมัน...
ตอนที่ 39 : นั่นมัน...
ตอนที่ 39 : นั่นมัน...
จางเฉียงหรี่ตาลง พยายามข่มอารมณ์โกรธในใจ การถูกตบหน้าต่อหน้าคนมากมายแบบนี้ มันช่างดีจริงๆ!
“ฉู่เหมิงเหมิง ฉันจะให้โอกาสพวกเธออีกครั้ง จะไปกับฉันไหม?” จางเฉียงถามทิ้งท้ายด้วยน้ำเสียงที่เริ่มจะดูแย่ลง
ฉู่เหมิงเหมิงแสยะยิ้มออกมาอย่างเย็นชา “ฉันพูดไปชัดเจนแล้ว ว่าฉันจะไปหาพี่ชายของฉัน!”
เพื่อนร่วมชั้นคนอื่นๆ ต่างก็นิ่งเงียบไปและไม่กล้าแม้แต่จะหายใจแรงในขณะที่พวกเขาทะเลาะกัน จนกระทั่งฉู่เหมิงเหมิงทิ้งคำพูดนั้นไว้แล้วพารูมเมทเดินกลับไปยังตู้นอนของพวกเธอ
พวกลูกน้องเห็นสีหน้าของจางเฉียงดูแย่มาก พวกเขาจึงรีบเข้ามาปลอบโยนทันที
“พี่เฉียง อย่าไปถือสาพวกเธอเลยครับ! พวกเธอก็แค่พวกคนจนที่ไม่เคยเห็นโลกกว้าง ไม่รู้ซะแล้วว่าโรงแรมระดับสามดาวมันดีขนาดไหน!”
“ฉู่เหมิงเหมิงนี่ก็จริงๆ เลยนะ ก็แค่หน้าตาสวยนิดสวยหน่อยเองไม่ใช่เหรอ? จะแสร้งทำเป็นรวยเพื่ออะไร? นึกว่าตัวเองเป็นลูกคุณหนูตระกูลใหญ่หรือยังไงกัน?”
“นั่นสินะ! อาศัยว่าตัวเองสวยเข้าหน่อย ก็นึกว่าตัวเองเป็นเจ้าหญิงจริงๆ ซะอย่างนั้น! คนแบบนี้ อีกหน่อยต้องเสียเปรียบเข้าสักวันแน่ๆ!”
เขาจ้องมองปฏิกิริยาของเพื่อนร่วมชั้นเหล่านั้นด้วยความดูแคลน ก่อนจะยกยิ้มที่มุมปากพลางส่ายหน้าและถอนหายใจออกมา “เดิมทีฉันตั้งใจจะให้พวกเราไปพักด้วยกัน แต่ในเมื่อตอนนี้ดูเหมือนว่าฉันจะเป็นฝ่ายที่ไม่มีเหตุผลซะเอง ความจริงทุกคนก็มีอิสระที่จะเลือก การที่ฉันบังคับให้ทุกคนไปนอนที่เดียวกันมันก็อาจจะไม่เหมาะสมจริงๆ งั้นก็ช่างมันเถอะ ทุกคนแยกย้ายกันไปหาที่พักเอาเองก็แล้วกันนะ”
แยกย้ายกันหาที่พักเอาเอง?
ทันทีที่จางเฉียงพูดจบ เพื่อนร่วมชั้นทุกคนต่างก็อึ้งไปตามๆ กัน
นั่นหมายความว่า โรงแรมระดับสามดาวของพวกเขาก็หายวับไปกับตาแล้วน่ะสิ?
นั่นมันคือเงินทั้งนั้นเลยนะ!
เพื่อนร่วมชั้นเริ่มรู้สึกร้อนรนขึ้นมาทันที พวกเขาอุตส่าห์วางแผนไว้แล้วเชียวว่าเงินที่ประหยัดได้จะเอาไปทำอะไรบ้าง!
พวกเขาพากันรุมล้อมจางเฉียงไว้ตรงกลาง และรีบพูดขอร้อง
“พี่เฉียง อย่าทำแบบนี้เลยครับ พวกเธอไม่ไป แต่พวกเราไปกับพี่นะครับ!”
“ฉู่เหมิงเหมิงก็แค่พวกบ้านนอกที่ไม่เคยเห็นโลกกว้าง พวกเรายังอยากจะไปดูโรงแรมระดับสามดาวอยู่เลยนะ! อย่าเลิกล้มความตั้งใจเลยนะครับพี่เฉียง!”
“พี่เฉียง พี่เป็นคนมีคุณธรรมขนาดนี้ คงไม่ใจร้ายทิ้งให้พวกเราผู้หญิงตัวเล็กๆ ต้องอยู่อย่างไร้ที่พึ่งหรอกใช่ไหม? การที่พวกเราอยู่ด้วยกัน มันปลอดภัยกว่าเยอะเลยนะ!”
จางเฉียงมองดูท่าทางที่รีบร้อนของเพื่อนร่วมชั้นเหล่านั้นแล้วก็แสยะยิ้มออกมา เขาไม่พูดอะไรและเดินจากไปทันที
เมื่อมองตามแผ่นหลังของจางเฉียงที่เดินจากไป เพื่อนร่วมชั้นทุกคนต่างก็จ้องมองกลุ่มของฉู่เหมิงเหมิงด้วยสายตาที่เคียดแค้น
ถ้าไม่ใช่เพราะยัยพวกนี้ล่ะก็ ทุกคนก็คงไม่ต้องมาเสียแผนและต้องควักกระเป๋าจ่ายค่าที่พักกันเองแบบนี้หรอก
ทัศนคติของทุกคนที่มีต่อฉู่เหมิงเหมิงและเพื่อนๆ ของเธอก็ติดลบลงอย่างรวดเร็ว คำพูดถากถางก็พ่นออกมาไม่หยุดหย่อนราวกับไม่ต้องเสียเงินซื้อ
“หึหึ ได้เปิดหูเปิดตาจริงๆ เลยนะ! นึกว่าตัวเองสวยแล้วจะทำอะไรก็ได้งั้นเหรอ?”
“โธ่ อย่าพูดไปเลย เธอคงจะรังเกียจพวกเราล่ะมั้ง เลยไม่อยากมาพักร่วมกับพวกเรา! กลิ่นอายของความยากจนบนตัวพวกเรา คงจะไปติดเนื้อตัวที่สูงส่งของเธอล่ะมั้ง!”
“ยังจะมีหน้ามาบอกว่าจะไปพักบ้านพี่ชายอีก? คนที่จบจากวิทยาลัยอาชีวะ จะมีปัญญาซื้อบ้านหรือจะมีเงินเช่าบ้านหลังใหญ่ๆ ได้ยังไง? เพ้อเจ้อสิ้นดี”
“ช่างเห็นแก่ตัวจริงๆ เลยนะเนี่ย! คราวนี้โรงแรมสามดาวก็อด แถมยังต้องมาเสียเงินเองอีก! มีเพื่อนร่วมชั้นแบบนี้ ช่างซวยซ้ำซวยซ้อนจริงๆ ให้ตายเถอะ!”
ฉู่เหมิงเหมิงย่อมรู้สึกไม่พอใจ การที่พวกเธอจะไปพักที่ไหนมันก็เป็นสิทธิส่วนตัวของพวกเธอ แล้วมันไปเกี่ยวอะไรกับคนพวกนี้ด้วย?
นี่มันคือการบีบบังคับกันชัดๆ! ช่างไร้ยางอายจริงๆ!
ความเป็นอริของทุกคนก็แสดงออกมาอย่างชัดเจน ฉู่เหมิงเหมิงและเพื่อนสาวในหอพักก็ถูกเพื่อนร่วมชั้นคนอื่นๆ ตัดขาดและโดดเดี่ยว
พวกเขากระจายกันอยู่ตามจุดต่างๆ ในขบวนรถไฟ แต่ละคนต่างก็มีสีหน้าเยาะเย้ยและดูแคลนเหมือนๆ กัน คำพูดที่ฟังแล้วระคายหูก็เริ่มดังขึ้นเรื่อยๆ
ฉู่เหมิงเหมิงอยากจะเข้าไปโต้เถียงกับพวกเขา แต่ก็ถูกจางเล่ยรั้งแขนเอาไว้
จางเล่ยพาทุกคนเดินเลี่ยงไปนั่งอีกทางหนึ่ง แล้วเอ่ยเสียงเบาว่า “เหมิงเหมิง ไม่เป็นไรนะ พวกเราไม่จำเป็นต้องไปถือสากับคนประเภทนั้นหรอก คนพวกนั้นต่างหากที่เห็นแก่ตัวจริงๆ ในเมื่อพวกเราไม่ไป พวกเขาก็โยนความผิดทั้งหมดมาที่พวกเราเนี่ยนะ? น่าขำจริงๆ”
รูมเมทคนอื่นๆ ต่างก็มีสีหน้าที่เต็มไปด้วยความโกรธแค้น และรู้สึกว่าสิ่งที่จางเล่ยพูดนั้นมีเหตุผล
“คนพวกนั้นน่ะบ้ากันไปหมดแล้ว! จางเฉียงนั่นน่ะเห็นๆ อยู่ว่าหวังดีประสงค์ร้าย พวกเราไม่มีทางไปพักกับพวกเขาอยู่แล้ว!”
“ก็นั่นน่ะสิ! คนประเภทนี้นะถ้าเป็นสมัยก่อน ก็คงเป็นพวกขายชาติไปแล้วล่ะ! เพื่อผลประโยชน์เล็กๆ น้อยๆ ตรงหน้า ถึงกับยอมทิ้งศักดิ์ศรีได้ขนาดนี้!”
“เหมิงเหมิง เธออย่าโกรธไปเลยนะ! ยังไงนี่ก็เป็นทริปเที่ยวจบการศึกษาของพวกเรา ต่อไปก็คงไม่มีโอกาสแบบนี้อีกแล้ว คิดซะว่าฝันร้ายไปตื่นหนึ่งก็แล้วกันนะ”
ทั้งสี่คนมองไปยังอดีตเพื่อนร่วมชั้นที่อยู่ข้างๆ ในตอนนี้ความรู้สึกดีๆ ที่เคยมีให้กันมันมลายหายไปจนหมดสิ้นแล้ว
อายุยังน้อยแต่กลับเรียนรู้วิธีการประจบสอพลอและเห็นแก่เงินได้ขนาดนี้ ช่างน่ารังเกียจจริงๆ
หลังจากทนฟังคำพูดที่ทั้งถากถางและดูถูกอยู่พักใหญ่ ในที่สุดรถไฟก็ค่อยๆ แล่นเข้าสู่สถานีรถไฟจินหลิง
“ขบวนรถไฟมาถึงสถานีจินหลิงแล้ว ผู้โดยสารโปรดตรวจสอบสิ่งของสัมภาระของท่านให้ดีและลงจากรถให้ทันเวลาด้วยค่ะ ขอบคุณค่ะ”
เสียงประกาศแจ้งเตือนถึงสถานีปลายทางดังซ้ำไปซ้ำมา เพื่อนร่วมชั้นทุกคนต่างก็เตรียมตัวหยิบสัมภาระเพื่อเตรียมลงจากรถไฟ
สถานีรถไฟจินหลิงถือเป็นสถานีใหญ่ แต่ระยะเวลาที่รถไฟจอดให้คนลงก็ไม่เกิน 10 นาทีเท่านั้น พวกเขาจึงต้องเตรียมตัวให้พร้อม
ฉู่เหมิงเหมิงเองก็เข้าแถวรอรับกระเป๋าเดินทางของตัวเอง ในจังหวะที่เธอกำลังจะวางกระเป๋าลงบนพื้น เด็กสาวสองสามคนที่อยู่ข้างๆ ก็สบตากันแล้วแกล้งเดินเข้ามาชนเธออย่างจัง
ฉู่เหมิงเหมิงที่ในมือถือสัมภาระอยู่จึงไม่สามารถหลบได้พ้น เธอถูกชนจนร่างกายกระแทกกับมุมที่นั่งอย่างแรงจนรู้สึกเจ็บปวดอย่างมาก
“พวกเธอทำอะไรกันน่ะ!” ฉู่เหมิงเหมิงมองออกว่าพวกนั้นจงใจ จึงเอ่ยถามด้วยความโมโห
เด็กสาวเหล่านั้นสบตากันอีกครั้ง และแววตาแห่งความสะใจก็วูบผ่านไปอย่างรวดเร็ว
หนึ่งในนั้นเดินออกมาและพูดด้วยน้ำเสียงยียวนว่า
“ต้องขอโทษด้วยจริงๆ นะ พอดีพวกเราก็รีบหยิบสัมภาระเหมือนกันนี่นา! จะว่าไปพวกเธอนี่ก็จริงๆ เลยนะ ในเมื่อมีที่พักที่แน่นอนอยู่แล้ว จะมาแย่งเวลาอันมีค่ากับพวกเราทำไมกันล่ะ? พวกเธอก็ยอมให้พวกเราเดินไปก่อนสิ ที่พักโรงแรมระดับสามดาวของพวกเราก็อดไปแล้ว พวกเรายังต้องรีบไปจองโรงแรมกันอีกนะ”
เด็กสาวคนอื่นๆ ก็พากันรุมล้อมเข้ามา และเริ่มพูดเสริมทัพทันที
“ก็นั่นน่ะสิ ตอนนี้พวกเรามันไม่เหมือนกันแล้วนี่นา! พี่ชายของเธอน่ะอยู่ที่จินหลิง แถมยังมีบ้านหลังใหญ่โตอีก เธอก็กลายเป็นคุณหนูผู้ร่ำรวยไปแล้ว ยอมถอยให้พวกเราหน่อยคงไม่เกินไปหรอกใช่ไหม?”
“โอ้ ที่แท้ก็เป็นคุณหนูผู้ร่ำรวยนี่เอง? มิน่าล่ะถึงไม่ไปพักโรงแรมระดับสามดาว คงจะมองไม่เห็นอยู่ในสายตาแล้วล่ะสิ? ขนาดคนใช้ที่บ้านเวลาเดินทาง ไม่แน่ว่าก็อาจจะได้พักโรงแรมระดับ 5 ดาวเลยด้วยซ้ำ!”
“ฐานะทางการเงินระดับนี้ พวกเราคงเทียบไม่ติดหรอก! เมื่อก่อนฉันนึกว่าวิทยาลัยอาชีวศึกษาอะไรนั่นเป็นแค่โรงเรียนชุมชน ที่แท้ก็เป็นแหล่งรวมพวกลูกเศรษฐีนี่เอง ได้เปิดหูเปิดตาจริงๆ!”
น้ำเสียงที่ทั้งหยอกล้อและถากถางนั้น ทำให้ใบหน้าของพวกเธอช่างดูน่ารังเกียจ
ฉู่เหมิงเหมิงกำลังจะโต้กลับ แต่ก็ถูกจางเล่ยดึงแขนไว้
“เล่ยเล่ย พวกนั้นพูดจาน่าโมโหเกินไปแล้วนะ ทำไมเธอต้องห้ามฉันด้วย!” ฉู่เหมิงเหมิงถามด้วยความฉุนเฉียว
จางเล่ยยื่นมือไปบีบแก้มฉู่เหมิงเหมิงเบาๆ “พวกเราไม่จำเป็นต้องไปถือสากับพวกเขาหรอกนะ”
เด็กสาวเหล่านั้นฮึดฮัดออกมา ไม่จำเป็นต้องถือสาเหรอ?
หึหึ ฉันว่าพวกเธอไม่กล้าถือสามากกว่ามั้ง?
ลำพังแค่พวกเธอในห้องพักไม่กี่คน จะเอาอะไรมาเป็นคู่ต่อสู้ของพวกเราได้!
เด็กสาวเหล่านั้นลากกระเป๋าเดินทางเดินออกไปข้างนอก พร้อมกับพูดคุยกันไปตลอดทาง
“ดูมันสิ โรงแรมระดับสามดาวก็ไม่นอน ตอนนี้ฉันล่ะอยากจะเห็นจริงๆ ว่าบ้านหลังใหญ่ของพี่ชายของมันจะเป็นยังไง!”
“เหอะ แสร้งทำเป็นรวยน่ะสิ! ใครๆ ก็ทำได้ทั้งนั้นแหละจริงไหม? วรรณกรรมแวร์ซายส์น่ะไม่เคยได้ยินหรือไง? ราคาบ้านในจินหลิงแพงกว่าในเจียงเฉิงตั้งเยอะ พี่ชายของมันจะมีปัญญาซื้อได้ยังไงกัน? ไม่อย่างนั้นจะไปเรียนวิทยาลัยอาชีวะทำไมล่ะ?”
“จุ๊ๆ พวกเธอก็ว่านะ คนที่จบจากวิทยาลัยอาชีวะเนี่ย ต่อให้มีเงินจ่ายดาวน์ แต่หลังจากนั้นจะไปหาเงินที่ไหนมาส่งค่างวดในแต่ละเดือน?”
พวกเธอจงใจพูดเสียงดัง เพื่อให้ฉู่เหมิงเหมิงที่เดินตามหลังมาได้ยินอย่างชัดเจน
ฉู่เหมิงเหมิงโกรธจนตัวสั่น ถ้าว่าเธอ เธอก็ยังพอทนได้ แต่ถ้ามาว่าพี่ชายของเธอ เธอไม่มีวันยอมเด็ดขาด!
เธอตั้งใจจะด่ากลับไป แต่เด็กสาวเหล่านั้นก็ลากกระเป๋าเดินทางเดินหายลับสายตาไปไกลแล้ว
จางเล่ยและรูมเมทคนอื่นๆ เห็นฉู่เหมิงเหมิงโกรธจัด จึงเริ่มเข้ามาปลอบโยนเธอ เพื่อไม่ให้เธอไปใส่ใจกับคนประเภทนั้น ซึ่งจะทำให้ระดับของตัวเองลดต่ำลงไปด้วย
“เอาเวลามาใส่ใจเรื่องนั้น ไปแต่งหน้ายังจะดีกว่า! เดี๋ยวพวกเราก็จะได้เจอพี่ฉู่หลิงแล้วนะ ฉันไม่ได้เจอพี่ฉู่หลิงมาตั้งนานแล้วเนี่ย!” หลังจากจางเล่ยพูดจบ เธอก็หยิบตลับคุชชั่นออกมาส่องกระจกเล็กๆ เพื่อตรวจสอบความเรียบร้อยทันที
รูมเมทคนอื่นๆ ต่างก็มีความคาดหวังอยู่ในใจ
ใครๆ ก็บอกว่าฉู่หลิงหล่อ วันนี้ในที่สุดพวกเขาก็จะได้เห็นโฉมหน้าที่แท้จริงของเขาเสียที
ทุกคนทยอยลงจากรถไฟกันมาเรื่อยๆ พวกเขาต่างก็ยืนรวมกลุ่มกันเป็นหย่อมๆ โดยที่ยังไม่ได้แยกย้ายกันไปไหน
บริเวณหน้าสถานีรถไฟการจะเรียกแท็กซี่นั้นค่อนข้างลำบาก ทุกคนจึงตัดสินใจที่จะไปรอที่ป้ายรถเมล์ที่อยู่ข้างๆ แทน
ยังไงพวกเขาก็เป็นนักเรียนที่ไม่ได้มีเงินมากมายอะไร ดังนั้นอะไรที่ประหยัดได้ก็ต้องประหยัดไว้ก่อน อีกอย่างรถเมล์ก็ไม่เพียงแต่จะถูกเท่านั้น แต่ยังไม่ต้องกังวลเรื่องถูกคนขับโก่งราคาด้วย
ฉู่เหมิงเหมิงและเพื่อนๆ ก็เดินมาถึงบริเวณป้ายรถเมล์ แล้วทันใดนั้นพวกเธอก็ได้ยินเสียงเพื่อนร่วมชั้นคนหนึ่งอุทานออกมาด้วยความตกใจ
“พวกเธอรีบดูตรงนั้นเร็วเข้า สวรรค์!”
สายตาของทุกคนต่างก็มองตามปลายนิ้วที่เพื่อนร่วมชั้นคนนั้นชี้ไป แล้วแต่ละคนต่างก็อ้าปากค้างด้วยความตกใจจนพูดไม่ออก