- หน้าแรก
- ผู้อัญเชิญลำดับหนึ่ง
- ตอนที่ 539 มังกรมีเกล็ดต้อน
ตอนที่ 539 มังกรมีเกล็ดต้อน
ตอนที่ 539 มังกรมีเกล็ดต้อน
ผู้อาวุโสหกหัวเราะเบาๆ พลางกล่าวตอบ
"ตกลง"
ทว่าในจังหวะที่เวินอวี้ชูกำลังจะก้าวเดินไปหาผู้อาวุโสฉี ทันใดนั้นก็มีเสียงแห่งความไม่พอใจดังแทรกขึ้นมาจากกลุ่มคน
"แค่เรื่องแค่นี้ทำไมถึงจะดูไม่ได้? ทำไม 'ศิษย์สายตรง' ของผู้อาวุโสฉีถึงได้รับอภิสิทธิ์เหนือคนอื่นล่ะ? ในเมื่อพวกเรายังต้องทำตามเลย!"
"นั่นสิ! หากศิษย์พี่เวินคนนั้นเป็นองค์หญิงใหญ่เสิ่นเคอตัวจริงขึ้นมาจะทำอย่างไร?"
อีกเสียงหนึ่งดังเสริมขึ้นทันควัน
คำยุยงของคนทั้งสองทำให้ศิษย์สำนักเฉียนคุนบางส่วนเริ่มรู้สึกถึงความไม่เป็นธรรม พวกเขาพากันจ้องเขม็งไปที่เวินอวี้ชูและผู้อาวุโสฉีเป็นตาเดียว
อวี่ฉางอิงขบกรามแน่นก่อนจะโพล่งขึ้น
"ศิษย์พี่อวี้ชูของข้าหน้าตาอัปลักษณ์ เขาจึงรู้สึกปมด้อยอยู่ในใจ... พวกท่านยังจะบีบบังคับให้เขาต้องถอดหน้ากากประจานต่อหน้าผู้คนอีกหรือ? อยากจะเห็นเขาเป็นตัวตลกนักใช่ไหม! ข้ารู้... พวกเราล้วนมาจากดินแดน 'ภพเบื้องล่าง' พวกท่านคงคิดว่าพวกเราไม่คู่ควรกับการเป็นศิษย์สายตรง ข้าเองก็รู้ดี!"
"ต่อให้พวกท่านจะไม่เชื่อใจพวกเรา แต่ก็ควรจะเชื่อใจท่านอาจารย์... ผู้อาวุโสฉีสิ! หรือคิดว่าผู้อาวุโสฉีจะสมรู้ร่วมคิดทำร้ายพวกท่านอย่างนั้นหรือ?"
ขอบตาของอวี่ฉางอิงเริ่มแดงระเรื่อ ท่าทางดูน่าเวทนายิ่งนัก
คำพูดนี้แทงใจศิษย์สำนักเฉียนคุนเหล่านั้นเข้าอย่างจัง เพราะในอีกแง่หนึ่ง มันคือสิ่งที่ลึกๆ ในใจพวกเขาคิดอยู่จริงๆ
เวินอวี้ชูถอนหายใจแผ่วเบา
"ศิษย์น้องฉางอิง เจ้าไม่ต้องพูดแทนข้าหรอก... ข้าหน้าตาอัปลักษณ์ นั่นเป็นความผิดของข้าเอง ข้าเพียงแค่เกรงว่า... หากถอดออกมาแล้วจะทำให้สายตาของทุกท่านต้องแปดเปื้อนเสียเปล่าๆ"
สีหน้าของเหล่าศิษย์สำนักเฉียนคุนพลันเปลี่ยนเป็นกระอักกระอ่วนทันที
ศิษย์บางคนถึงกับทนดูไม่ได้ จึงเอ่ยขึ้นว่า
"ศิษย์พี่เวิน ท่านก็ถอดหน้ากากออกให้ผู้อาวุโสฉีตรวจดูเพียงผู้เดียวก็พอแล้ว"
"ใช่แล้ว มีแต่คนขี้อิจฉาเท่านั้นแหละที่คอยหาเรื่องท่าน"
เมื่อเวินอวี้ชูได้ยินเช่นนั้นก็ประสานมือคารวะเล็กน้อย
"ขอบคุณศิษย์ร่วมสำนักทุกท่านที่เห็นใจ"
ท่าทางถ่อมตนและมารยาทที่งดงามเช่นนี้ ยิ่งทำให้เหล่าศิษย์สำนักเฉียนคุนรู้สึกเอ็นดูและชื่นชมเขามากขึ้นไปอีก
มุมปากของผู้อาวุโสฉีกระตุกเล็กน้อย "..."
เจ้าเด็กสองคนนี้รับส่งมุกกันเป็นปี่เป็นขลุ่ย ไม่ต้องรอให้เขาเปิดปากพูดสักคำ ก็สามารถคลี่คลายสถานการณ์ไปได้หมดจดแล้ว!
จากนั้นผู้อาวุโสฉีจึงนำตัวเวินอวี้ชูแยกออกไปตรวจสอบยังที่ลับตาคนเพียงลำพัง
ส่วนศิษย์สองคนที่เริ่มก่อเรื่องในตอนแรกมีสีหน้าตื่นตระหนก พวกเขาลอบมองไปทางหลินจิ่วชางบ่อยครั้ง พลางกระซิบเสียงค่อย
"แผนพังหมดแล้ว"
หลินจิ่วชางสีหน้าไม่เปลี่ยน เขากล่าวสั้นๆ อย่างเย็นชา
"ไม่เป็นไร"
ความสุขุมของเขาช่วยให้ศิษย์สองคนนั้นสงบใจลงได้อย่างประหลาด
แววตาของหลินจิ่วชางเย็นเยียบ ในใจลอบคิดว่าคนกลุ่มนี้รับมือไม่ง่ายจริงๆ แต่เขายังมีเวลาอีกเหลือเฟือ
ยิ่งศัตรูอยู่ในที่สว่าง ส่วนเขาอยู่ในที่ลับ...
เขาจะต้องหาจุดอ่อนของพวกมันให้เจออย่างแน่นอน!
อีกด้านหนึ่ง หลังจากผู้อาวุโสฉีนำตัวเวินอวี้ชูออกมาจากกลุ่มแล้ว เขาก็เอ่ยขึ้น "อาจารย์ยังไม่เคยเห็นใบหน้าที่แท้จริงของเจ้าเลย... เจ้าอยากให้อาจารย์ดูหรือไม่?"
เวินอวี้ชูเข้าใจความหมายนั้นดี หากเขาไม่เต็มใจ อาจารย์ก็จะไม่บีบบังคับ
"ท่านอาจารย์ ข้าอยากให้ท่านดู"
สิ้นคำ เวินอวี้ชูยกมือขึ้นค่อยๆ ถอดหน้ากากออก เผยให้เห็นโฉมหน้าแท้จริงที่ซ่อนอยู่ภายใน
วินาทีนั้น บรรยากาศรอบด้านราวกับหยุดนิ่ง
ผู้อาวุโสฉีเบิกตากว้าง รูม่านตาหดเล็กลงด้วยความตกตะลึงสุดขีด แววตาของเขาเต็มไปด้วยความไม่อยากจะเชื่อ
ริมฝีปากของเขาสั่นระริก อยากจะเอ่ยอะไรบางอย่างแต่กลับหาเสียงไม่เจอ
"เจ้า... ที่แท้เจ้าก็คือ...!"
...
เมื่อผู้อาวุโสฉีพาเวินอวี้ชูกลับมา เวินอวี้ชูก็สวมหน้ากากกลับคืนเรียบร้อยแล้ว
ท่าทางของทั้งคู่ดูเป็นปกติจนไม่มีใครสังเกตเห็นความผิดปกติใดๆ
ผู้อาวุโสฉีประกาศต่อหน้าทุกคน
"ตาเฒ่าผู้นี้ได้ตรวจสอบแล้ว อวี้ชูไม่ได้แปลงโฉมมา และไม่ได้เป็นองค์หญิงใหญ่เสิ่นเคอ"
เมื่อได้ยินการยืนยันจากผู้อาวุโสฉี ก็ไม่มีใครในสำนักเฉียนคุนตั้งข้อสงสัยอีก
หลังจากการตรวจสอบสิ้นสุดลง กลุ่มของสำนักเฉียนคุนไม่พบผู้ต้องสงสัยแม้แต่คนเดียว
ทางด้านขุมกำลังใหญ่อื่นๆ ก็ค้นหาจนเสร็จสิ้นเช่นกัน มีเพียงฝั่ง 'สำนักจี๋เต้า' เท่านั้นที่พบศิษย์ต้องสงสัยว่าแปลงโฉมมาผู้หนึ่ง ซึ่งกลับกลายเป็น 'ชายแต่งหญิง'
เขาถูกลากตัวออกมาอย่างรวดเร็ว
บรรดาศิษย์หญิงที่เคยเรียกขานเขาเป็นพี่น้องต่างมีสีหน้าไม่อยากจะเชื่อ ทั้งตกใจและโกรธแค้น ทว่าก็ไม่กล้าปริปากเรื่องที่ถูกล่วงเกินออกมา เพราะเกรงจะเสื่อมเสียชื่อเสียงของตนเอง
ศิษย์จอมปลอมผู้นี้มีแววตาลุกลี้ลุกลนหวาดผวา เมื่อถูกประมุขสำนักจี๋เต้าและคนอื่นๆ เค้นถามด้วยแรงกดดันมหาศาล ในที่สุดเขาก็ทนไม่ไหวจนต้องยอมสารภาพ
ตัวตนของเขาเป็นเพียงคนธรรมดา แต่เพราะความมักมากในกามจึงถูกกิเลสบังตา กล้าแต่งกายเป็นหญิงลอบเข้าสำนักเพื่อตีสนิทและฉวยโอกาสลวนลามศิษย์หญิง
เมื่อได้ยินคำสารภาพ ทุกคนต่างก็แสดงสีหน้ารังเกียจเดียดฉันท์
ประมุขสำนักจี๋เต้าลงมือสังหารเขาทิ้งทันทีโดยไม่กะพริบตา
จากนั้นเขาก็ลุกขึ้นยืนแล้วประกาศเสียงก้อง
"ในเมื่อองค์หญิงใหญ่เสิ่นเคอไม่ได้แฝงตัวอยู่ในหมู่พวกเรา เช่นนั้นพรุ่งนี้พวกเราจงร่วมมือกันล่อนางออกมา! ตอนนี้มีความเป็นไปได้สูงว่าเสิ่นเคออาจถูกวิญญาณชั่วร้ายสิงสู่ มิเช่นนั้นนางคงไม่ไล่เข่นฆ่าพวกเราอย่างบ้าคลั่งเช่นนี้! ดังนั้นเสิ่นเคอที่ถูกวิญญาณร้ายสิงสู่จะต้องตาย! กระบี่เทวะเทียนโจวจะตกไปอยู่ในมือของนางไม่ได้เด็ดขาด!"
"หากพรุ่งนี้นางยังไม่ปรากฏตัว พวกเราก็จะไปบดขยี้ 'ศาลหลวงสกุลเสิ่น' ให้ราบเป็นหน้ากลอง!"
ทันทีที่คำขู่นี้หลุดออกมา รังสีอำมหิตก็แผ่ซ่านไปทั่วบริเวณ
ทุกคนต่างมองหน้ากันด้วยสีหน้าซับซ้อน
เสิ่นเคอถูกวิญญาณชั่วร้ายสิงสู่จริงๆ หรือ? ความจริงอาจไม่เป็นเช่นนั้นกระมัง
สายตาอันเฉียบคมของประมุขสำนักจี๋เต้ากวาดมองไปทั่ว จนศิษย์บางคนที่ทนรับแรงกดดันไม่ไหวต้องพากันก้มหน้าหลบตา
เสิ่นเยียนเองก็หลุบตาลง เพื่อซ่อนเร้นจิตสังหารที่พลุ่งพล่านอยู่ในแววตา
บดขยี้ศาลหลวงสกุลเสิ่นให้ราบเป็นหน้ากลองอย่างนั้นหรือ...
ตอนนี้ข่ายอาคมม่านพลังของศาลหลวงสกุลเสิ่นถูกทำลายลงแล้ว ย่อมไม่สามารถขวางกั้นพวกเขาได้อีกต่อไป
ทว่าหากพวกมันคิดจะทำเช่นนั้นจริงๆ ก็คงต้องรอดูกันว่าจะมีชีวิตรอดกลับมาหรือไม่ เพราะถึงอย่างไร—
มังกรย่อมมี 'เกล็ดย้อน' ใครที่กล้าแตะต้อง... มีแต่ความตายเท่านั้นที่รออยู่!
บรรดาสหายอสุราลอบมองเสิ่นเยียนอยู่หลายครั้งอย่างระมัดระวัง
หลังจากประมุขสำนักจี๋เต้ากล่าวจบ ทุกคนก็แยกย้ายกันพักผ่อน
ส่วนเสิ่นเยียน หลังจากทักทายกับเหล่าสหายอสุราแล้ว นางก็ปลีกตัวไปหาผู้อาวุโสฉี ตงจู๋เสวี่ย และผู้อาวุโสหกเพียงลำพัง
จิงจื่อเชียนและเฮ่อเหลียนอวี้เจี๋ยต่างมองตามแผ่นหลังของพวกนางที่เดินจากไป
แววตาของเฮ่อเหลียนอวี้เจี๋ยไหววูบ นางลอบคำนวณในใจก่อนจะหันไปถามจิงจื่อเชียนเสียงเบา
"จื่อเชียน ท่านคิดว่าศิษย์น้องเสิ่นไปหาผู้อาวุโสฉีเพื่อปรึกษาเรื่องอะไรกันแน่?"
จิงจื่อเชียนขมวดคิ้วเล็กน้อย สายตามองตรงไปเบื้องหน้าก่อนจะส่ายหน้าเป็นเชิงว่าไม่รู้
เฮ่อเหลียนอวี้เจี๋ยแสร้งทำสีหน้าเคลือบแคลงพลางรุกถามต่อ
"เหตุใดนางถึงไม่เรียกท่านไปด้วยเล่า? ในเมื่อท่านเป็นถึงนายน้อยของสำนักเฉียนคุน หากมีเรื่องสำคัญต้องหารือ ตามหลักแล้วก็ควรจะเชิญท่านเข้าร่วมด้วยถึงจะถูก"
เมื่อจิงจื่อเชียนได้ยินเช่นนี้ ใบหน้าก็ฉายแววไม่พอใจออกมาวูบหนึ่ง แต่ก็รีบปรับให้กลับมาสงบเยือกเย็นดังเดิม "บางทีอาจเป็นเพียงเรื่องเล็กน้อยที่ไม่สำคัญ จึงไม่มีความจำเป็นต้องแจ้งให้ข้าทราบ"
เฮ่อเหลียนอวี้เจี๋ยถอนหายใจแผ่วเบา เอ่ยด้วยน้ำเสียงทอดถอน
"การที่ผู้อาวุโสฉีจะโปรดปรานศิษย์น้องเสิ่นเป็นพิเศษในฐานะอาจารย์สายตรงนั้นเป็นเรื่องปกติ ทว่าที่น่าแปลกใจคือ นางกลับสามารถเอาชนะใจทั้งผู้อาวุโสสามและผู้อาวุโสหกได้พร้อมๆ กัน... ช่างเป็นแผนการที่ชวนให้ผู้คนเลื่อมใสในตัวนางจริงๆ"
ความรู้สึกขุ่นเคืองในใจของจิงจื่อเชียนยิ่งทวีความรุนแรงขึ้น เขาย่อมมองออกว่าทั้งผู้อาวุโสสามและผู้อาวุโสหกต่างก็ให้ความสำคัญกับนางมาก โดยเฉพาะผู้อาวุโสสามที่มักจะเย็นชาอยู่เป็นนิจ ทว่ายามมองเสิ่นเยียน สายตากลับเปี่ยมไปด้วยความอ่อนโยนถึงเพียงนั้น...
แม้ในใจจะรู้สึกไม่พอใจ แต่ในฐานะนายน้อยของสำนัก เขาย่อมไม่เอ่ยคำพูดที่ไร้มารยาทออกมา
เมื่อเฮ่อเหลียนอวี้เจี๋ยเห็นเขาขมวดคิ้วแน่น มุมปากของนางก็ยกขึ้นเล็กน้อยก่อนจะเงียบเสียงลง