- หน้าแรก
- ผู้อัญเชิญลำดับหนึ่ง
- ตอนที่ 524 เลือกเพียงหนึ่งเดียว
ตอนที่ 524 เลือกเพียงหนึ่งเดียว
ตอนที่ 524 เลือกเพียงหนึ่งเดียว
เสียงคำรามนี้กึกก้องกัมปนาทราวอสนีบาตฟาดฟัน แฝงไว้ด้วยความน่าเกรงขามและอำนาจบารมีอันไร้ที่สิ้นสุด สั่นสะเทือนจนหูของทุกคนอื้ออึงไปชั่วขณะ
สิ้นเสียงคำราม คลื่นพลังมหาศาลพลันระเบิดออกจากร่างของช้างหินสยบมาร ก่อตัวเป็นม่านพลังโปร่งแสงที่มองไม่เห็น ปกคลุมศาลหลวงสกุลเสิ่นเอาไว้ทุกทิศทาง
ช้างหินสยบมารทั้งสองเชือกยืนตระหง่านคุ้มครองอยู่ด้านซ้ายและขวาของม่านพลังศาลหลวงสกุลเสิ่นประดุจเทพพิทักษ์
พวกมันไม่ได้เปิดฉากโจมตีต่อ
ทว่าเพียงการกระทำนี้ ก็เป็นการประกาศจุดยืนอย่างชัดแจ้งแล้ว
ทุกคนในที่นั้นต่างตกอยู่ในความตื่นตระหนก มองหน้ากันเลิ่กลั่กด้วยความสับสน
จะบุก... หรือจะถอยดี?
ซุ่ยฉางอวิ้นพลันหัวเราะเบาๆ
"ดูเหมือนเรื่องนี้จะเริ่มสนุกขึ้นมาแล้วสิ บางทีทายาทสายตรงแห่งราชวงศ์เทียนโจวอาจจะยังไม่สิ้นสูญไปจริงๆ ก็ได้ มิเช่นนั้น ใครเล่าจะสามารถสั่งการช้างหินสยบมารสองเชือกนี้ได้?"
สิ้นคำกล่าว สีหน้าของผู้คนไม่น้อยพลันเปลี่ยนสี
แววตาของผู้อาวุโสใหญ่ตระกูลลู่ดุดันขึ้นทันควัน เขารีบเอ่ยแย้งเสียงแข็ง
"เป็นไปไม่ได้! เมื่อแปดร้อยกว่าปีก่อน นอกเหนือจากจักรพรรดิหลิง เสิ่นชูแล้ว ทายาทสายตรงคนอื่นๆ ล้วนหายสาบสูญไปจนหมดสิ้น จะยังมีสายเลือดหลงเหลืออยู่อีกได้อย่างไร!"
ซุ่ยฉางอวิ้นยังคงแย้มยิ้ม
"จะเป็นไปได้หรือไม่ว่า จักรพรรดิหลิง เสิ่นชูอาจจะทิ้งทายาทเอาไว้?"
"แต่พงศาวดารบันทึกไว้ชัดเจนว่า จักรพรรดิหลิง เสิ่นชูไม่เคยอภิเษกสมรสและไม่เคยมีโอรสธิดา! แม้แต่นางสนมสักคนก็ไม่มี! ยิ่งไปกว่านั้น สกุลเสิ่นให้ความสำคัญกับความบริสุทธิ์ของสายเลือดเป็นที่สุด ย่อมไม่มีทางไปมีบุตรส่งเดชกับผู้อื่นแน่!"
"ถูกต้อง! ทุกครั้งที่มีทายาทสายตรงสกุลเสิ่นถือกำเนิด มหาราชครูจะเป็นผู้คัดเลือกผู้ที่เหมาะสมมาเป็นพระสวามีหรือพระมเหสีจากตระกูลใหญ่ต่างๆ บุคคลที่ถูกเลือกล้วนต้องมีดวงชะตาที่ส่งเสริมเกื้อหนุนทายาทสายตรงเท่านั้น..."
"ได้ยินมาว่า บุคคลที่ถูกเลือกเหล่านี้จะถูกประทับ 'รอยประทับชาด' ไว้ที่กระดูกไหปลาร้า เมื่อใดที่รอยประทับเลือนหาย ย่อมหมายความว่าคนผู้นั้นสูญเสียความบริสุทธิ์ และหมดคุณสมบัติที่จะคู่ควรกับทายาทสายตรงสกุลเสิ่นทันที"
"แม้แต่บุรุษก็ต้องประทับรอยประทับชาดด้วยหรือ?"
ศิษย์หนุ่มคนหนึ่งเอ่ยถามด้วยความประหลาดใจ
"ย่อมต้องเป็นเช่นนั้น ซ้ำร้าย ข้อกำหนดที่ทายาทสายตรงสกุลเสิ่นมีต่อบุรุษ ยังเข้มงวดกว่าสตรีเสียด้วยซ้ำ"
นับแต่ก่อตั้งราชวงศ์เทียนโจวเป็นต้นมา มีทั้งจักรพรรดิและจักรพรรดินีผลัดเปลี่ยนกันขึ้นครองราชย์
ขอเพียงเป็นผู้มีความสามารถโดดเด่นในสายเลือดสกุลเสิ่น ก็สามารถขึ้นครองบัลลังก์ได้ทั้งสิ้น
"บุรุษที่ถูกประทับรอยประทับชาดเหล่านั้น ไม่รู้สึกอัปยศบ้างหรือไร?"
มีคนแค่นเสียงหยัน ถึงแม้ในแดนฉางหมิงจะไม่นิยมการมีสามีภรรยาหลายคน ทว่าด้วยอายุขัยที่ยืนยาวของผู้ฝึกตน จะมีสักกี่คนที่สามารถรักเดียวใจเดียวไปได้ตลอดรอดฝั่ง?
การถูกสลักรอยประทับชาด ก็ไม่ต่างอะไรกับการถูกตีตราประทับความเป็นเจ้าของ
ฟังแล้วชวนให้รู้สึกระคายหูระคายใจยิ่งนัก
เนี่ยสวินกางร่มกระดาษ หลุบตาลงเล็กน้อย ท่าทีเย็นชาเฉยเมยราวกับเรื่องราวทั้งหมดนี้ไม่เกี่ยวอันใดกับตนเลยสักนิด
ทว่าซุ่ยฉางอวิ้นกลับหรี่ตาลงพลางหัวเราะเบาๆ
"พวกเจ้าช่างดูแคลนสายเลือดสกุลเสิ่น และประเมินความยิ่งใหญ่ของราชวงศ์เทียนโจวต่ำเกินไปแล้ว"
ในยุคสมัยที่ราชวงศ์เทียนโจวรุ่งเรืองที่สุด สายเลือดสกุลเสิ่นคือจุดสูงสุดของเหล่าผู้ฝึกตน ทายาทสายตรงเพียงคนเดียวก็สามารถต่อกรกับยอดฝีมือได้ถึงสามพันคน ส่วนระดับจักรพรรดินั้นสามารถสยบผู้คนได้นับแสน
นอกจากนี้ รูปลักษณ์ของคนสกุลเสิ่นล้วนงดงามเหนือคำบรรยาย
ในตอนนั้น มีผู้คนมากมายเพียงใดที่ปรารถนาจะเป็นคู่บำเพ็ญของทายาทสายตรงสกุลเสิ่น?
หากไม่ถึงแสน ก็ต้องมีถึงแปดหมื่นคนแน่นอน
คนสกุลเสิ่นไม่ใช่พวกมากรัก พวกเขาล้วนมั่นคงในรักอย่างลึกซึ้ง หากไม่ไร้รัก ก็จะเลือกเพียงคนเดียวไปชั่วชีวิต
"พอได้แล้ว!"
ประมุขสำนักจี๋เต้าตวาดขัดจังหวะ เขาคร้านจะฟังเรื่องราวความรุ่งโรจน์ในอดีตของราชวงศ์เทียนโจวอีกต่อไป ในสายตาเขา ตอนนี้ไม่มีความจำเป็นที่ราชวงศ์เทียนโจวจะต้องมีตัวตนอยู่อีกแล้ว
เขาเรียกผู้อาวุโสจากขุมกำลังใหญ่ต่างๆ มารวมตัวกันเพื่อหารือวิธีเบี่ยงเบนความสนใจของช้างหินสยบมาร จากนั้นค่อยหาทางพังม่านพลังเพื่อเข้าไปชิงกระบี่เทวะเทียนโจว
ประมุขสำนักจี๋เต้าหมายมั่นปั้นมือว่าจะต้องคว้ากระบี่เล่มนี้มาครองให้ได้ เขาไม่มีวันยอมล้มเลิกเด็ดขาด
ส่วนผู้อาวุโสจากขุมกำลังเล็กๆ เริ่มมีสีหน้าหวาดหวั่น พวกเขารู้ตัวดีว่าคงไม่มีปัญญาไปแย่งชิงสมบัติกับใคร หากต้องตั้งตนเป็นศัตรูกับช้างหินสยบมารจริงๆ เกรงว่าจะต้องเอาชีวิตมาทิ้งเปล่าๆ
ขณะที่พวกเขากำลังจะเอ่ยปากปฏิเสธนั้น
"พวกเจ้า... ไม่เต็มใจช่วยเปิ่นจั้วงั้นหรือ?"
น้ำเสียงของประมุขสำนักจี๋เต้าหนักแน่นแฝงเจตนาข่มขู่อย่างชัดเจน นัยน์ตาขุ่นมัวฉายแววดุดันล้ำลึกขณะจ้องเขม็งไปยังเหล่าผู้อาวุโสขุมกำลังเล็กเหล่านั้น
เหล่าผู้อาวุโสถึงกับหน้าซีดเผือด ไม่กล้าขัดใจประมุขสำนักจี๋เต้าแม้แต่น้อย
"พวกเรา... พวกเรายินดีขอรับ!"
หากปฏิเสธตอนนี้ อาจถูกสังหารทิ้งทันที
หรือต่อให้รอดไปได้ ภายภาคหน้าขุมกำลังของตนอาจถูกประมุขสำนักจี๋เต้าตามกดขี่ข่มเหงจนอยู่ไม่เป็นสุข
ประมุขสำนักจี๋เต้ามีสีหน้าผ่อนคลายลง เขาพยักหน้ารับก่อนจะหันไปมองผู้อาวุโสใหญ่ตระกูลลู่และคนอื่นๆ
"พวกท่านมีความเห็นอย่างไร?"
เมื่อผู้อาวุโสใหญ่ตระกูลลู่นึกถึงผู้บุกรุกที่ลอบเข้าไปในศาลหลวงสกุลเสิ่น แววตาก็ลุ่มลึกขึ้น ในฐานะคนตระกูลลู่ เขาไม่ปรารถนาให้ทายาทสายตรงของราชวงศ์เทียนโจวยังมีชีวิตอยู่ เพราะเมื่อแปดร้อยกว่าปีก่อน 'ลู่ฉงยาง' บรรพชนของพวกเขา เป็นผู้ควบคุมจักรพรรดิหลิง เสิ่นชูเอาไว้ จนเป็นเหตุให้ราชวงศ์เทียนโจวล่มสลายลง...
หากทายาทสายตรงหวนกลับมา ย่อมต้องมาคิดบัญชีแค้นกับตระกูลลู่อย่างแน่นอน ดังนั้น คนที่หายสาบสูญไปนานแล้วเหล่านั้น ไม่สมควรกลับมีชีวิตอยู่อีกต่อไป!
ผู้อาวุโสใหญ่ตระกูลลู่เผยยิ้มบางพลางแสดงจุดยืน
"ข้าเห็นด้วยกับข้อเสนอของประมุขหนานหรง"
"ชายชราผู้นี้ก็เห็นด้วย"
ผู้อาวุโสจากเกาะทะเลพรหมพยักหน้าสนับสนุน
ทว่าผู้อาวุโสฉีกลับมีท่าทีลังเล เขาไม่อยากเข้าไปก้าวก่ายเรื่องนี้เลยจริงๆ
เขาเงยหน้ากวาดสายตามองไปรอบๆ และเมื่อเห็นร่างที่คุ้นเคยหลายคนในฝูงชน หัวใจก็กระตุกวูบ
เหตุใดเด็กพวกนี้ถึงมาถึงกันเร็วนัก?
เด็กหนุ่มผมแดงคนนั้นดูเหมือนจะสังเกตเห็นผู้อาวุโสฉีแล้ว จึงรีบยกมือทักทายอย่างตื่นเต้น เขาทำท่าจะพุ่งตัวเข้ามาหา แต่กลับถูกคนสองคนที่ขนาบข้างกดบ่าเอาไว้เสียก่อน
เซียวเจ๋อชวนเอ่ย
"ช่วยเก็บพละกำลังอันล้นเหลือของเจ้าลงหน่อยจะได้ไหม?"
จูเก๋อโย่วหลินมองดูสหายข้างกายพลางถอนหายใจเฮือกใหญ่
"บางครั้ง พวกเจ้าก็ควรจะลองพิจารณาหาข้อบกพร่องของตัวเองดูบ้างนะ"
สิ้นคำ ทุกคนต่างหันมามองเขาด้วยสายตาเอือมระอา
เวินอวี้ชูรู้สึกฉงนเล็กน้อย หันไปมองอวี๋ฉางอิง
"พวกเจ้ายังหาเยียนเยียนกับฉือเยว่ไม่พบอีกเหรอ?"
อวี๋ฉางอิงพยักหน้า หว่างคิ้วเรียวงามฉายแววกังวล
"ไม่รู้เหมือนกันว่าตอนนี้พวกเขาอยู่ที่ไหน?"
"ไม่ต้องห่วงเจ้านอนกินบ้านกินเมืองอย่างฉือเยว่หรอก ป่านนี้คงแอบไปงีบหลับอยู่ซอกไหนสักแห่งแน่ ส่วนเยียนเยียน..." ยิ่งพูด คิ้วของจูเก๋อโย่วหลินก็ยิ่งขมวดมุ่น
"หรือว่าเยียนเยียนจะเจอศัตรูตึงมือเข้า เลยปลีกตัวออกมาไม่ได้?"
เวินอวี้ชูเอ่ยถาม
"ส่งกระแสจิตหานางหรือยัง?"
เผยซู่ตอบ
"เพิ่งส่งไปเมื่อครู่ แต่นางยังไม่ตอบกลับมาเลย"
"ถ้าอย่างนั้นก็รออีกสักหน่อยเถอะ"
หากเสิ่นเยียนขาดการติดต่อไปนานขนาดนี้ แสดงว่านางต้องเจอปัญหาใหญ่เข้าแล้วจริงๆ
...
ในขณะเดียวกัน
บรรยากาศภายในศาลหลวงสกุลเสิ่นกลับเงียบสงบและศักดิ์สิทธิ์ยิ่งนัก
เมื่อก้าวเข้ามาด้านใน เด็กสาวก็หยุดชะงัก สายตาทอดมองตรงไปเบื้องหน้า
สิ่งที่ประดิษฐานอยู่เบื้องหน้านางคือป้ายวิญญาณบรรพชนสายเลือดสกุลเสิ่น ป้ายเหล่านั้นถูกจัดวางเรียงรายอย่างเป็นระเบียบ ดูน่าเกรงขามจนสัมผัสได้ถึงไอพลังอันศักดิ์สิทธิ์ แต่ละแผ่นล้วนเป็นตัวแทนของบรรพบุรุษแต่ละรุ่น
เด็กสาวยืนจ้องมองป้ายวิญญาณเหล่านั้นเงียบๆ ความรู้สึกอันซับซ้อนบางอย่างพลันเอ่อล้นขึ้นมาในใจ
วินาทีนี้ นางสัมผัสได้เลือนรางว่าหัวใจกำลังเต้นระรัวเพื่อพวกเขา... ความรู้สึกที่แสนคุ้นเคยและผูกพันอย่างน่าประหลาด