- หน้าแรก
- ผู้อัญเชิญลำดับหนึ่ง
- ตอนที่ 511 เอามาให้ข้าทั้งหมด
ตอนที่ 511 เอามาให้ข้าทั้งหมด
ตอนที่ 511 เอามาให้ข้าทั้งหมด
เหล่าผู้นำขุมกำลังใหญ่ ณ ที่แห่งนี้ ไม่มีใครกล้าแสดงท่าทีโอหัง เพราะต่างตระหนักถึงผลประโยชน์และความเสี่ยงในครั้งนี้เป็นอย่างดี
ผู้นำขุมกำลังจำนวนมากต่างพากันตอบรับ
ทว่าประมุขสำนักจี๋เต้ายังคงไม่วางใจ เขาต้องการให้บรรดาผู้อาวุโสจากแต่ละขุมกำลังตั้งสัตย์สาบาน เพื่อให้แน่ใจว่าจะไม่มีใครเล่นตุกติกเมื่ออยู่ข้างใน
ครั้นได้ยินว่าต้องสาบาน สีหน้าของทุกคนพลันเปลี่ยนไปมาทันที
แม้จะรู้ว่าข้อเสนอของประมุขสำนักจี๋เต้านั้นสมเหตุสมผล แต่สำหรับผู้บำเพ็ญเพียรแล้ว การลั่นสัตย์สาบานนับเป็นเรื่องคอขาดบาดตาย หากผิดคำสาบานเมื่อใด ย่อมต้องรับทัณฑ์สวรรค์ จนส่งผลกระทบต่อตบะและสภาวะจิตใจอย่างรุนแรง
ผู้อาวุโสใหญ่ตำหนักเฉิงอวิ๋นเอ่ยขึ้นเป็นคนแรกด้วยน้ำเสียงขุ่นเคือง
"ประมุขหนานหรง สำนักจี๋เต้าไม่ไว้ใจพวกเราหรือไร? แค่สัญญาปากเปล่ายังไม่พอ ยังต้องให้สาบานอีกหรือ?"
เมื่อเผชิญกับข้อกังขา ประมุขสำนักจี๋เต้ากลับไม่ได้โกรธเคือง เขาอธิบายด้วยน้ำเสียงสงบนิ่ง "เรื่องในครั้งนี้เกี่ยวพันกับชีวิตของทุกคน ที่เปิ่นจั้วเสนอเช่นนี้ก็เพื่อประโยชน์ของพวกท่านเอง หากไม่มีพันธะสัญญาแล้วเกิดมีคนลอบเล่นตุกติกจะทำอย่างไร? หรือพวกท่านอยากเห็นผลลัพธ์เช่นนั้น?"
คำพูดของเขาทำให้ทุกคนนิ่งเงียบไป
นั่นสินะ หากมีคนลอบเล่นตุกติกอยู่ข้างในจริงๆ ผลที่ตามมาย่อมยากจะคาดเดา
ผู้อาวุโสใหญ่ตำหนักเฉิงอวิ๋นขมวดคิ้วแน่น ก่อนจะเงียบไปโดยไม่โต้แย้งอีก
บรรดาผู้อาวุโสจากขุมกำลังต่างๆ เริ่มพากันตั้งสัตย์สาบาน
"หากละเมิดข้อตกลง ขอให้รับทัณฑ์สวรรค์!"
เมื่อเหล่าผู้อาวุโสเป็นผู้นำ ทุกคนในที่นั้นจึงถูกขอให้ตั้งสัตย์สาบานเช่นกัน
ทว่าด้วยจำนวนคนที่มากเกินไป ย่อมไม่อาจควบคุมได้ทั้งหมด จึงยังมีพวกที่คิดจะฉวยโอกาสในยามชุลมุนแฝงตัวอยู่
ขุมกำลังชั้นยอดในสิบอันดับแรกล้วนมากันครบครัน:
สำนักจี๋เต้า, ตำหนักเฉิงอวิ๋น, ตระกูลลู่แห่งเมืองเหิงโจว, ตระกูลฮู่แห่งนครไป๋เฟิ่ง, ภูเขาไท่ชู, ตระกูลเฮ่อเหลียน, สำนักสือฟาง, เกาะทะเลพรหม, สำนักเฉียนคุน และตระกูลตงฟางแห่งฮั่นตู
ท่ามกลางฝูงชน เสิ่นเยียนสังเกตเห็นใบหน้าที่คุ้นเคยอยู่หลายคน
ไม่ว่าจะเป็น อิ่งฉี, กงซุนยวิ่น, เซี่ยฉางเฟิง และโม่ยวี่เอ๋อร์ จากสำนักสือฟาง ถัดมาคือ ตันอวี้ และเหยียนเหยา จากตระกูลลู่แห่งเมืองเหิงโจว ทางด้านภูเขาไท่ชูมี เปียนหยวนซิง, จินไท่ และซือเหรา ส่วนตระกูลเฮ่อเหลียนคือ ซีเหมินเสวียน และไป๋อู๋หมิง จากเกาะทะเลพรหม
รวมไปถึง... เนี่ยสวิน จากสำนักจี๋เต้า
จูเก๋อโย่วหลินชะเง้อคอมองไปรอบๆ
"คนมากันเยอะจริงๆ"
เสิ่นเยียนหันไปปรายตามองเขา
"อย่าไปก่อเรื่องซี้ซั้วล่ะ"
"ข้าไปหาเรื่องใครตอนไหนกัน?"
จูเก๋อโย่วหลินประท้วงอย่างไม่พอใจ
เวินอวี้ชูเงยหน้ามองฟ้า
"ท้องฟ้าเริ่มมืดแล้ว แดนลับจักรพรรดิหลิงจะเปิดตอนเที่ยงคืน ตบะของพวกเราไม่ได้สูงนัก ทางที่ดีควรเกาะกลุ่มกันไว้ อย่าแยกจากกันเด็ดขาด"
ทุกคนต่างเห็นพ้องกับคำพูดของเขา
ขณะนั้นเอง หลังจากจัดการธุระเสร็จสิ้น ผู้อาวุโสฉีและผู้อาวุโสสามตงจู๋เสวี่ยก็เดินตรงมาหาพวกเขา
"ท่านอาจารย์"
พวกเสิ่นเยียนเอ่ยทักทาย
ผู้อาวุโสฉีพยักหน้ารับก่อนกำชับ
"อืม หลังจากเข้าไปในแดนลับจักรพรรดิหลิงแล้ว อาจารย์คงไม่อาจแบ่งสมาธิมาดูแลพวกเจ้าได้ตลอด ดังนั้นต้องรู้จักเอาตัวรอดและพลิกแพลงตามสถานการณ์ให้ดี"
แม้จะเป็นอาจารย์ของพวกนาง แต่ในขณะเดียวกันเขาก็มีฐานะเป็นผู้อาวุโสแห่งสำนักเฉียนคุน จึงต้องรับผิดชอบความปลอดภัยของศิษย์สำนักทุกคน
เสิ่นเยียน
"ท่านอาจารย์ พวกเราเข้าใจแล้ว"
จูเก๋อโย่วหลินฉีกยิ้มกว้าง
"ใช่แล้วครับ พวกเราไม่สร้างความลำบากให้ท่านแน่นอน"
ผู้อาวุโสฉีมองจูเก๋อโย่วหลินด้วยสีหน้าปั้นยากพลางถอนหายใจ
"ไม่รู้เจ้าไปเอาความมั่นใจมาจากไหน ถึงกล้าบอกว่าจะไม่สร้างเรื่องให้อาจารย์"
จูเก๋อโย่วหลิน:
"...พวกท่านอย่ามีอคติกับข้านักเลย"
ผู้อาวุโสฉีเลิกคิ้วเล็กน้อยพลางลูบเครา
"เอาเถอะ ข้าจะเชื่อเจ้าสักครั้ง"
ทันใดนั้นเขาก็หันไปหาพวกเสิ่นเยียน
"จับตาดูเขาให้ดี แล้วก็ฉือเยว่ด้วย"
ฉือเยว่ที่ถูกพาดพิงยังคงถูกเถาวัลย์พันธนาการไว้จนเหมือนดักแด้ ไม่ขยับเขยื้อนแม้แต่นิดเดียวราวกับถูกผนึกไว้
อวี๋ฉางอิงเลิกคิ้วยิ้ม
"ท่านอาจารย์วางใจเถอะ พวกเรารู้ความกันดี"
"เช่นนั้นอาจารย์จะวางใจล่วงหน้าก็แล้วกัน"
ผู้อาวุโสฉีเอ่ยหยอกล้อพลางหัวเราะ
เมื่อมองดูศิษย์ทั้งแปดคนตรงหน้า ผู้อาวุโสฉีรู้สึกภูมิใจในตัวพวกเขาไม่น้อย ทว่าก็แฝงไปด้วยความกังวลลึกๆ กลัวว่าพวกเขาจะเป็นอันตรายในแดนลับจักรพรรดิหลิง
ในฐานะผู้บำเพ็ญเพียร การแย่งชิงวาสนากับฟ้าดินและการต่อสู้กับผู้คนนั้นไม่ใช่เรื่องง่าย เส้นทางนี้ขรุขระและไม่ได้โรยด้วยกลีบกุหลาบเสมอไป
จู่ๆ เซียวเจ๋อชวนก็ถามขึ้น
"ท่านอาจารย์ ท่านพอจะรู้ไหมว่า 'กระบี่เทพราชวงศ์เทียนโจว' อยู่ที่ไหน?"
สิ้นคำถาม สีหน้าของผู้อาวุโสฉีพลันเคร่งเครียดขึ้นมาทันที เขามองเซียวเจ๋อชวน ก่อนจะหันไปทางเสิ่นเยียนและเผยซู่ แล้วลดเสียงต่ำลง
"พวกเจ้าอย่าได้คิดจะไปแย่งชิงกระบี่เล่มนั้นเชียว ต่อให้พวกเจ้าชิงมาได้ ก็ไม่มีปัญญาจะรักษามันไว้หรอก"
เขาไม่ได้พูดเกินจริงแม้แต่น้อย
เพราะมีผู้คนนับไม่ถ้วนที่จ้องจะฮุบกระบี่เทพเล่มนี้ แม้แต่ประมุขสำนักจี๋เต้าเองก็มีโอกาสสูงที่จะมาเพื่อสิ่งนี้ เพราะเขาเองก็เป็นผู้บำเพ็ญกระบี่เช่นกัน
"ตามบันทึกประวัติศาสตร์ กระบี่เทพราชวงศ์เทียนโจวมีตัวตนอยู่ก่อนการก่อตั้งราชวงศ์เสียอีก มันถูกยกย่องให้เป็นของศักดิ์สิทธิ์คู่บ้านคู่เมือง ในยามที่บ้านเมืองล่มสลาย จักรพรรดิหลิงเสิ่นชูเคยพยายามจะชักกระบี่เทพออกมาเพื่อกอบกู้สถานการณ์ ทว่ากลับไม่สำเร็จ แม้จะหยดเลือดลงไปก็ยังไม่ได้รับการตอบสนองจากจิตวิญญาณกระบี่แม้เพียงนิด"
"กระบี่เทพเล่มนี้เคยยอมรับนายเพียงสองคนเท่านั้น คือปฐมจักรพรรดิผู้ก่อตั้งราชวงศ์เสิ่นเวิ่นเทียน และจักรพรรดิลำดับที่สามเสิ่นเยว่ชิง"
เสิ่นเยียนถามอย่างครุ่นคิด
"สรุปคือ ต่อให้เป็นเชื้อพระวงศ์สายตรง ก็ใช่ว่าจะได้รับการยอมรับจากกระบี่เทพเสมอไปสินะคะ?"
"ถูกต้อง"
ผู้อาวุโสฉีพยักหน้า
เผยซู่ถามด้วยความสงสัย
"แล้วถ้าไม่ใช่คนในสายเลือดราชวงศ์ล่ะครับ จะมีโอกาสได้รับการยอมรับบ้างไหม?"
ผู้อาวุโสฉีถอนหายใจอย่างเสียดาย
"อาจารย์เองก็ไม่แน่ใจ ในประวัติศาสตร์ไม่ได้บันทึกเรื่องนี้ไว้ เพราะเหตุนี้ทุกคนจึงอยากจะลองเสี่ยงดูสักครั้ง หวังจะได้ครอบครองกระบี่เทพที่มีชื่อเสียงเลื่องลือที่สุดเล่มนี้"
ผู้อาวุโสฉีนึกบางอย่างขึ้นมาได้ เขาลังเลครู่หนึ่ง ก่อนจะตัดสินใจเก็บความลับอีกเรื่องเกี่ยวกับกระบี่เทพไว้เงียบๆ
รู้มากไป บางครั้งก็ไม่ใช่เรื่องดี
ในหน่วยอสุรา มีเพียงเสิ่นเยียนและเผยซู่เท่านั้นที่เป็นผู้บำเพ็ญกระบี่
ในมือเสิ่นเยียนมี 'กระบี่เทพวิหควิญญาณ' อยู่แล้วหนึ่งเล่ม
ส่วนเผยซู่มีกระบี่สองเล่ม เล่มหนึ่งคือ 'ชิงกุ่ย' (ภูตเขียว) ซึ่งเป็นกระบี่เทพ ส่วน 'ซื่อเซี่ยง' (สี่ลักษณ์) แม้จะไม่ใช่กระบี่เทพ แต่ก็ถือเป็นกระบี่ชั้นเลิศ
เมื่อผู้อาวุโสฉีเดินจากไปเพื่อไปกำชับศิษย์คนอื่นๆ—
"อยากได้ไหม?"
เจียงเสียนเยวี่ยถามตรงๆ
เวินอวี้ชูยิ้มบาง
"ความมั่งคั่งมักมาพร้อมความเสี่ยง"
อวี๋ฉางอิงยิ้มสดใส
"ถ้าพวกเจ้าอยากได้ทั้งคู่ ก็ต้องลุ้นกันหน่อยแล้วว่ากระบี่เทพจะเลือกใคร"
"งั้นยกให้ข้าดีไหมล่ะ?"
เซียวเจ๋อชวนเลิกคิ้ว
จูเก๋อโย่วหลินรีบขัดทันควัน
"เจ้าเป็นผู้บำเพ็ญดาบ ยังจะกล้ามาขอกระบี่อีกเหรอ?"
เซียวเจ๋อชวนเถียง
"ข้าว่าผู้บำเพ็ญดาบจะครอบครองกระบี่บ้างก็ไม่เห็นแปลก"
เสิ่นเยียนสบตากับเผยซู่แล้วอดไม่ได้ที่จะหลุดยิ้มออกมา
ท่านอาจารย์เพิ่งจะเดินพ้นไป พวกเขาก็ลืมคำตักเตือนเสียสนิท ช่างเป็นกลุ่มที่คาดเดาได้ง่ายจริงๆ
"แล้วแต่วาสนาก็แล้วกัน" เสิ่นเยียนยกยิ้มมุมปาก นางรู้สึกว่ากระบี่เทพวิหควิญญาณที่ท่านพ่อมอบให้นั้นก็ดีมากพอแล้ว
ดวงตาของเผยซู่ฉายแววเย้ายวนดั่งปีศาจ เขายกยิ้มพลางพยักหน้าเห็นด้วย
"ข้าก็คิดเช่นนั้น"
"พวกเจ้าจะรอดูวาสนาก็ตามใจ แต่ข้าไม่รอหรอกนะ" จูเก๋อโย่วหลินขมวดคิ้ว กล่าวด้วยสีหน้าจริงจัง "
ราชวงศ์เทียนโจวต้องมีทองคำมหาศาลแน่ๆ ถ้าใครเห็นล่ะก็ เก็บมาให้ข้าให้หมดเลยนะ!"