- หน้าแรก
- ผู้อัญเชิญลำดับหนึ่ง
- ตอนที่ 506 น้องชายของข้า
ตอนที่ 506 น้องชายของข้า
ตอนที่ 506 น้องชายของข้า
"ขึ้นเรือวิญญาณเถอะ"
ผู้อาวุโสฉีอัญเชิญเรือวิญญาณขนาดยักษ์สองลำออกมา แต่ละลำสามารถบรรจุคนได้มากกว่าหนึ่งร้อยคน เรือวิญญาณทั้งสองจอดขนานกันกลางนภากาศ แผ่ซ่านคลื่นพลังวิญญาณอันกล้าแกร่งออกมา
ผู้อาวุโสฉีขึ้นไปยังเรือวิญญาณลำที่หนึ่ง ส่วนผู้อาวุโสสาม ตงจู๋เสวี่ย ขึ้นไปยังเรือวิญญาณลำที่สอง
สำหรับสมาชิกหน่วยซิวหลัวทั้งหมด ย่อมต้องตามผู้อาวุโสฉีขึ้นเรือวิญญาณลำที่หนึ่ง บนเรือวิญญาณลำนี้นอกจากพวกเขาแล้ว ยังมีนายน้อยสำนัก จิงจื่อเชียน เฮ่อเหลียนอวี้เจี๋ย จ้าวหม่าน หลินจิ่วชาง และคนอื่นๆ
ศิษย์สายนอกเจ็ดสิบคนอยู่บนเรือวิญญาณลำที่สอง ซึ่งในจำนวนนั้นมีอินซือเยี่ยนรวมอยู่ด้วย
อินซือเยี่ยนเข้าสู่สำนักเฉียนคุนมาได้เพียงสามเดือนแต่ผลงานกลับโดดเด่นเป็นพิเศษ ทั้งยังถูกผู้อาวุโสสายนอกท่านหนึ่งรับเป็นศิษย์สืบทอดอีกด้วย
ส่วนมู่เหวิน ผลงานของเขาท่ามกลางเหล่าอัจฉริยะนั้นดูธรรมดาไปสักหน่อย ดังนั้นเขาจึงไม่ได้รับสิทธิ์ให้เข้าไปฝึกฝนในแดนลับหลิงหวง
ผู้อาวุโสฉีกล่าวเสียงขรึม "แม้ฮั่นตูจะอยู่ไม่ไกลจากดินแดนไท่ซุ่ยของเรานัก แต่ก็ต้องใช้เวลาเดินทางถึงหนึ่งวันเต็ม หากจะไปให้ถึงเขตรอยต่อระหว่างฮั่นตูและเหิงโจว ยังต้องใช้เวลาเพิ่มอีกค่อนวัน ดังนั้น หากพวกเจ้าไม่มีอันใดทำ ก็จงนั่งสมาธิฝึกฝน อย่าได้ก่อเรื่องวุ่นวายอย่างไร้เหตุผล"
กล่าวจบ ผู้อาวุโสฉีก็ปรายตามองจูเก๋อโย่วหลินแวบหนึ่งอย่างตักเตือน
จูเก๋อโย่วหลิน "..."
เขากดเสียงต่ำเอ่ยถามคนข้างกาย "เมื่อครู่ท่านอาจารย์มองข้าใช่หรือไม่?"
เจียงเสียนเยวี่ยแค่นเสียงหัวเราะเบาๆ "ท่านอาจารย์กำลังเตือนเจ้าอยู่น่ะสิว่าอย่าได้ก่อเรื่อง"
จูเก๋อโย่วหลินได้ยินดังนั้นก็ขมวดคิ้ว
เขาก่อเรื่องที่ไหนกัน?
ช่วงเวลานี้เขาเอาแต่ตั้งใจฝึกฝน ไปสร้างปัญหาที่ไหนได้?
ท่านอาจารย์มีอคติกับเขาชัดๆ!
เมื่อผู้อาวุโสฉีกล่าวจบ เรือวิญญาณทั้งสองลำก็มุ่งหน้าไปยังทิศทางของฮั่นตู
เรือวิญญาณราวกับแหวกว่ายเข้าไปในหมู่เมฆขาว รอบด้านมีเมฆหมอกลอยละล่อง สายลมโชยพัดผ่านพวงแก้มของทุกคน
บนดาดฟ้าเรือ มีศิษย์จำนวนไม่น้อยทรุดตัวนั่งลงกับพื้น หลับตาพักผ่อนและเริ่มทำสมาธิฝึกฝน
นอกจากนี้ยังมีศิษย์บางส่วนยืนพิงราวเรือ มองลงไปยังเบื้องล่างที่ค่อยๆ หดเล็กลงด้วยอารมณ์สุนทรีย์ ชื่นชมทิวทัศน์งดงามไร้สิ่งบดบัง
ขณะเดียวกันก็มีผู้คนจับกลุ่มสองสามคนบริเวณหัวเรือและท้ายเรือ แลกเปลี่ยนความรู้และถกเถียงเรื่องเคล็ดวิชาตลอดจนประสบการณ์การฝึกฝน
สำหรับพวกของเสิ่นเยียน พวกเขายืนชมทิวทัศน์อยู่ครู่หนึ่งก็เตรียมตัวจะเริ่มทำสมาธิฝึกฝน...
ทว่าตอนนั้นเอง เฮ่อเหลียนอวี้เจี๋ยกลับก้าวเดินเข้ามาหา พร้อมส่งยิ้มบางๆ แล้วเอ่ยขึ้น "ศิษย์น้องเสิ่น ข้ารู้สึกคุ้นหน้าเจ้ามาก คล้ายกับเคยรู้จักกันมาก่อน ขอเวลาสักประเดี๋ยวพูดคุยกันหน่อยได้หรือไม่?"
เสิ่นเยียนเงยหน้ามองนางด้วยแววตาเรียบเฉยและเย็นชา
สหายหน่วยซิวหลัวเห็นเช่นนั้นก็ขมวดคิ้ว พวกเขาทั้งหมดหันมองไปทางเสิ่นเยียนเป็นตาเดียว ก่อนที่เด็กสาวจะพยักหน้า
"ได้"
เมื่อเฮ่อเหลียนอวี้เจี๋ยเห็นนางตอบรับอย่างสงบนิ่ง ในใจก็บังเกิดความรู้สึกที่อธิบายไม่ถูก ราวกับว่าอีกฝ่ายไม่ได้ใส่ใจสิ่งใดในตระกูลเฮ่อเหลียนเลยแม้แต่น้อย รวมถึงน้องชายร่วมอุทรของตนเองด้วย
สายตาของนางกวาดมองกลุ่มคนที่อยู่ข้างกายเสิ่นเยียนแล้วแววตาก็ไหววูบ คนเหล่านี้ล้วนมีหน้าตาหล่อเหลางดงามเป็นเลิศอย่างแท้จริง ทั้งยังไร้ซึ่งกลิ่นอายของคนบ้านนอกโดยสิ้นเชิง มองอย่างไรก็ดูไม่ออกเลยจริงๆ ว่ามาจากดินแดนระดับล่าง
เมื่อคิดถึงตรงนี้ นางก็อดนึกเชื่อมโยงไปถึงบิดาของเสิ่นเยียนไม่ได้
เกรงว่าตอนนั้นบิดาของเสิ่นเยียนคงอาศัยรูปลักษณ์ภายนอกของตน จงใจปิดบังฐานะอันต่ำต้อยแล้วไปยั่วยวนท่านอาของนางเป็นแน่
มุมปากของเฮ่อเหลียนอวี้เจี๋ยยกยิ้มเย้ยหยัน
ทางด้านอวี๋ฉางอิง เมื่อเห็นฉากนี้แววตาของนางก็พลันเย็นเยียบลงทันที
เสิ่นเยียนเดินตามเฮ่อเหลียนอวี้เจี๋ยปลีกตัวไปยังมุมหนึ่ง
ความเคลื่อนไหวของพวกนางทั้งสองย่อมดึงดูดความสนใจจากศิษย์จำนวนไม่น้อย ทั้งคู่ต่างก็เป็นหญิงงาม ทว่าเมื่อมายืนเทียบเคียงกันเช่นนี้ ผู้ที่โดดเด่นสะดุดตายิ่งกว่ากลับเป็นเสิ่นเยียน
เฮ่อเหลียนอวี้เจี๋ยแย้มยิ้มหวาน เอ่ยด้วยน้ำเสียงแผ่วเบา "ศิษย์น้องเสิ่นหน้าตาเหมือนกับน้องบุญธรรมของข้าไม่มีผิดเพี้ยน ช่างน่าประหลาดใจจริงๆ"
"น้องบุญธรรมของท่าน?" หัวคิ้วของเสิ่นเยียนขมวดมุ่นลงเล็กน้อย แผ่ซ่านกลิ่นอายเย็นเยียบขึ้นมาอย่างน่าประหลาด
เฮ่อเหลียนอวี้เจี๋ยประดับรอยยิ้มที่มุมปาก เอ่ยหยั่งเชิง "ใช่แล้ว น้องบุญธรรมของข้ามีนามว่า เฮ่อเหลียนหวย เจ้าเคยได้ยินหรือไม่?"
ใบหน้าของเสิ่นเยียนไร้ซึ่งอารมณ์ใดๆ "ข้าก็มีน้องชายอยู่คนหนึ่ง แซ่เสิ่น นามว่าหวย"
"บังเอิญจัง หรือว่าเจ้าจะเป็นพี่สาวของน้องบุญธรรมข้า?" เฮ่อเหลียนอวี้เจี๋ยเผยสีหน้าประหลาดใจ น้ำเสียงของนางไม่ดังและไม่เบาจนเกินไป ทว่าดังกังวานพอให้ศิษย์ที่อยู่บริเวณนั้นได้ยินกันถ้วนหน้า
คราวนี้ทุกคนต่างพากันตกตะลึง
เฮ่อเหลียนอวี้เจี๋ยหลุบตาลง ถอนหายใจเบาๆ คล้ายกำลังกลัดกลุ้ม "หากเจ้าเป็นพี่สาวของน้องบุญธรรมข้าจริงๆ เจ้าก็อย่าได้ไปโทษเขาที่ไม่ยอมรับเจ้าเลยนะ เพราะตอนที่ท่านพ่อของข้าเก็บเขามา เขาก็สูญเสียความทรงจำไปเสียแล้ว ท่านพ่อเห็นเขาเป็นที่น่าสงสารจึงรับเขาเป็นบุตรบุญธรรม ศิษย์น้องเสิ่น หากเจ้าไม่รังเกียจ ข้าจะให้ท่านพ่อรับเจ้าเป็นบุตรบุญธรรมอีกคน ดีหรือไม่?"
เมื่อบรรดาศิษย์บนเรือวิญญาณได้ยินคำพูดเหล่านี้ก็ตกตะลึงเป็นอย่างมาก
ศิษย์กว่าครึ่งต่างพากันคิดว่าสองพี่น้องตระกูลเสิ่นช่างโชคดีอะไรเช่นนี้ ถึงได้พุ่งพรวดกลายเป็นคุณชายและคุณหนูของตระกูลเฮ่อเหลียนในชั่วข้ามคืน
นั่นมันตระกูลเฮ่อเหลียนเชียวนะ!
หลายคนรู้สึกว่านี่คือผลประโยชน์อันยิ่งใหญ่ เมื่อเห็นเสิ่นเยียนยังคงนิ่งเฉยไม่หวั่นไหว พวกเขาต่างก็ร้อนใจแทนจนรีบเอ่ยเร่งรัด "ศิษย์น้องเสิ่น เจ้าก็รีบตกลงสิ"
การได้เป็นถึงคุณหนูบุญธรรมของตระกูลเฮ่อเหลียน ก็ถือเป็นการพลิกชะตาบินขึ้นไปเป็นหงส์แล้ว
แม้จะไม่อาจเทียบเคียงกับคุณหนูตัวจริงอย่างศิษย์พี่เฮ่อเหลียนอวี้เจี๋ยได้ แต่ก็นับว่าดีเลิศประเสริฐนักแล้ว
แม้แต่ จ้าวหม่าน จิงจื่อเชียน หลินจิ่วชาง และคนอื่นๆ ต่างก็เผยสีหน้าประหลาดใจ
เสิ่นเยียนกลับมีความสัมพันธ์เช่นนี้กับบุตรบุญธรรมของตระกูลเฮ่อเหลียนด้วยหรือ?
แน่นอนว่าผู้อาวุโสฉีย่อมได้ยินบทสนทนานี้เช่นกัน เขาขมวดคิ้ว สายตาจับจ้องไปที่เสิ่นเยียน เขาสามารถสัมผัสได้อย่างชัดเจนถึงรังสีอำมหิตขุมหนึ่งที่แผ่ซ่านออกมาจากร่างของเด็กสาวเมื่อครู่นี้
นางเกลียดชังตระกูลเฮ่อเหลียน
เพราะเหตุใดกัน?
เสิ่นเยียนเงยหน้าสบตาเฮ่อเหลียนอวี้เจี๋ยตรงๆ "สองพี่น้องอย่างพวกข้า คงมิอาจรับความเมตตาจากตระกูลเฮ่อเหลียนได้กระมัง"
สิ้นคำกล่าวนั้น สีหน้าของผู้คนโดยรอบก็เปลี่ยนไปเล็กน้อย
นาง...นางปฏิเสธ!
ทำไมล่ะ?!
เฮ่อเหลียนอวี้เจี๋ยราวกับคาดการณ์ปฏิกิริยาของเสิ่นเยียนเอาไว้ก่อนแล้ว นางเผยสีหน้าเสียดาย เอ่ยว่า "เช่นนั้นก็น่าเสียดายแย่ เดิมทีข้ายังอยากให้เจ้ามาเป็นน้องสาวของข้าอยู่เลยเชียว"
"พี่สาว ข้ายินดีเป็นน้องสาวของท่านนะ" อวี๋ฉางอิงรีบเดินเข้ามา ควงแขนของเฮ่อเหลียนอวี้เจี๋ยอย่างสนิทสนมพร้อมรอยยิ้มอ่อนหวานจับใจ "พี่อวี้เจี๋ย ข้ายังอายุน้อย ข้าก็อยากเป็นน้องสาวของท่านเหมือนกันนะ"
สีหน้าของเฮ่อเหลียนอวี้เจี๋ยเปลี่ยนไป นางอยากจะดึงแขนของตนเองออก แต่กลับถูกอวี๋ฉางอิงกอดรัดเอาไว้แน่น ทำเอานางเกือบจะเสียกิริยา "ศิษย์น้องท่านนี้ เจ้า..."
อวี๋ฉางอิงคล้ายรับรู้ได้ถึงความตกตะลึงและสายตาเย้ยหยันของผู้คนรอบด้าน สีหน้าของนางพลันซีดเผือดลงเล็กน้อย ริมฝีปากขบเม้ม เอ่ยอย่างกระอักกระอ่วน "พี่สาว ข้ารู้แล้ว... เดิมทีเป็นข้าที่ไม่คู่ควร"
จากนั้นนางก็ปล่อยมือ แล้วพุ่งเข้าหาเสิ่นเยียน สวมกอดเอวคอดบางของอีกฝ่ายเอาไว้แน่น พร้อมซบศีรษะลงบนลาดไหล่
น้ำเสียงของนางราวกับกำลังสะอื้นไห้ ฟังดูไพเราะอ่อนหวานทว่าแฝงความเจียมเนื้อเจียมตัวอยู่ลึกๆ "น้องเยียนเยียน ต่อไปข้าเป็นพี่สาวของเจ้า ได้หรือไม่?"
ในใจของเสิ่นเยียนรู้สึกทั้งขำทั้งโมโห "ได้สิ ท่านก็คือพี่สาวของข้า"
ส่วนสหายหน่วยซิวหลัวที่ทนมองฉากนี้อยู่ เกือบจะกลั้นขำเอาไว้ไม่อยู่
สีหน้าของเฮ่อเหลียนอวี้เจี๋ยดูย่ำแย่ลงเล็กน้อย แต่นางก็ปรับอารมณ์ได้อย่างรวดเร็ว คล้ายกับถอนหายใจออกมาอย่างจนใจ
"ศิษย์น้องเสิ่น ดูเหมือนคงทำได้เพียงเท่านี้ หากวันหน้าเจ้าพบเจอความลำบากอันใด ก็มาหาข้าได้เสมอ"