- หน้าแรก
- ผู้อัญเชิญลำดับหนึ่ง
- ตอนที่ 494 ตบหน้าฉาดแล้วฉาดเล่า
ตอนที่ 494 ตบหน้าฉาดแล้วฉาดเล่า
ตอนที่ 494 ตบหน้าฉาดแล้วฉาดเล่า
"ตงจู๋เสวี่ย เรื่องนี้มันเกี่ยวอันใดกับเจ้าด้วย!"
ผู้อาวุโสเก้ามีสีหน้ามืดครึ้ม เดิมทีอารมณ์ก็ขุ่นมัวอยู่แล้ว ยามนี้ยังมาถูกตงจู๋เสวี่ยด่าทอฉอดๆ ใส่หน้า แน่นอนว่าเขาย่อมไม่มีสีหน้าดีๆ มอบให้นาง
ตงจู๋เสวี่ยแค่นเสียงเย็นเยียบ
"ย่อมต้องเกี่ยวพันกับข้าอยู่แล้ว! เสิ่นเยียนคือผู้ที่ข้าต้องการรับเป็นศิษย์สืบทอด แล้วศิษย์สืบทอดของข้า จะให้ไปเป็นอนุภรรยาของหลานชายสวะของเจ้าได้อย่างไร เจ้ากล้าเอ่ยปากออกมาได้อย่างไร ชักจะหน้าหนาขึ้นทุกวันแล้วกระมัง!"
'ศิษย์สืบทอดอย่างนั้นหรือ!'
สีหน้าของผู้อาวุโสเก้าแปรเปลี่ยนไปเล็กน้อย เขาคิดไม่ถึงเลยว่าตงจู๋เสวี่ยจะถูกตาต้องใจเสิ่นเยียน ถึงขั้นต้องการรับนางเป็นศิษย์สืบทอด
หากเขารู้ล่วงหน้าล่ะก็...
ในขณะนั้นเอง ปู่เฟิงที่ยืนอยู่หน้าประตูโถงใหญ่ก็ประสานมือคารวะพลางเอ่ยขึ้นว่า
"ปู่เฟิงและจู๋เสวี่ยขอเข้าเฝ้าเจ้าสำนักขอรับ"
"เข้ามา"
เจ้าสำนักขมวดคิ้ว สายตาตวัดมองไปยังเสิ่นเยียนชั่วครู่หนึ่ง ภายในใจรู้สึกประหลาดใจเล็กน้อย เขาทราบดีว่าจู๋เสวี่ยไม่เคยรับศิษย์สืบทอดมาก่อน ไม่คิดเลยว่านางจะถูกตาต้องใจเสิ่นเยียนเข้า
"ขอรับ"
ปู่เฟิงพยักหน้ารับคำ
เขาเงยหน้าขึ้นและสบสายตากับเสิ่นเยียนที่อยู่ภายในโถง
วินาทีต่อมาเขาก็ต้องขมวดคิ้วมุ่น เนื่องจากมองเห็นคราบเลือดที่ยังหลงเหลืออยู่ตรงมุมปากของเสิ่นเยียน
นางได้รับบาดเจ็บ
ปู่เฟิงหันขวับไปมองผู้อาวุโสเก้าในทันที "เจ้าเป็นคนทำร้ายนางงั้นหรือ"
"ใช่แล้วจะทำไม"
ผู้อาวุโสเก้าแค่นเสียงเย็น
"ใครใช้ให้นางทำในสิ่งที่ไม่สมควรทำกันเล่า"
"อันหมิง เจ้ารนหาที่ตาย!"
ตงจู๋เสวี่ยได้ยินดังนั้น สีหน้าก็พลันเย็นเยียบลงในพริบตา
สิ้นเสียงคำราม นางก็โคจรพลังวิญญาณในร่างอย่างไม่ลังเล รวบรวมพลังอันแข็งแกร่งไว้ที่กลางฝ่ามืออย่างรวดเร็ว การเคลื่อนไหวนั้นดุดันและเด็ดขาด ปราศจากความลังเลใด
ในตอนนั้นเอง เจ้าสำนักสัมผัสได้ถึงสถานการณ์ที่ไม่สู้ดีนัก จึงรีบตวาดห้ามเสียงหลง
"หยุดมือเดี๋ยวนี้!"
ทว่าการโจมตีของตงจู๋เสวี่ยนั้นเปรียบดั่งลูกธนูที่หลุดจากแล่ง มิอาจรั้งกลับคืนได้อีก
ผู้อาวุโสเก้าสัมผัสได้ถึงแรงกดดันอันมหาศาล สีหน้าก็แปรเปลี่ยนไปเล็กน้อย ทว่าเขาก็ไม่ได้ล่าถอย รีบยกมือขึ้นรวบรวมพลังฝ่ามือขุมหนึ่งเข้าปะทะกับการโจมตีของตงจู๋เสวี่ยอย่างรวดเร็ว
ตูม!
พลังฝ่ามือทั้งสองสายปะทะกันกลางอากาศอย่างรุนแรง ก่อให้เกิดเสียงระเบิดดังกึกก้อง
พลังอันแข็งแกร่งปะทะเข้าหากัน คลื่นกระแทกที่แผ่ขยายออกมาราวกับพายุที่พัดกวาดไปทั่วทั้งโถงใหญ่ แรงอัดกระแทกมหาศาลทำเอาประตูและหน้าต่างของโถงใหญ่สั่นสะเทือนอย่างรุนแรง ราวกับจะถูกบดขยี้จนแหลกละเอียด!
และในบรรดาผู้คนที่อยู่ในเหตุการณ์ มีเพียงเสิ่นเยียนและอันต้าชิ่งเท่านั้นที่มีระดับพลังฝึกปรือต่ำต้อย ทว่าปู่เฟิงกลับรวบรวมพลังปกป้องเพียงแค่เสิ่นเยียนผู้เดียว
อันต้าชิ่งจึงถูกคลื่นกระแทกอันรุนแรงซัดจนปลิวไปกระแทกพื้นอย่างแรง
เขากระอักเลือดคำโตออกมาทันที
เมื่อเห็นว่าตงจู๋เสวี่ยกำลังจะเปิดศึกกับผู้อาวุโสเก้า สีหน้าของเจ้าสำนักก็มืดครึ้มลง รีบปลดปล่อยพลังกดดันออกมากดทับพวกเขาทั้งสองคนในทันที
ครืน!
ผู้อาวุโสเก้าและตงจู๋เสวี่ยถูกบังคับให้แยกย้ายกันไปคนละฝั่ง
ส่วนอันต้าชิ่งนั้นกลับมีสภาพน่าเวทนายิ่งนัก!
พลังกดดันอันรุนแรงบีบรัดร่างของเขา ราวกับจะบดขยี้ให้แหลกละเอียดเป็นเนื้อบด เลือดพุ่งกระฉูดออกจากปากอีกคำ
และในจังหวะที่เจ้าสำนักคิดว่าสามารถควบคุมพวกเขาทั้งสองเอาไว้ได้แล้ว ก็มีคนอีกสองคนพุ่งทะยานเข้ามา
ผู้อาวุโสหกตวาดลั่น
"ผู้ใด! ผู้ใดกล้าให้ลูกศิษย์ของข้าไปเป็นอนุภรรยา!"
ทางด้านจี้หลิวเฟิงนั้นรู้จักอันต้าชิ่งเป็นอย่างดี เขาพุ่งตรงเข้าไปคว้าคอเสื้อของอีกฝ่ายหิ้วขึ้นมาอย่างหยาบคาย เอ่ยด้วยสีหน้าโกรธเกรี้ยวว่า
"ช่างไร้เหตุผลสิ้นดี! กว่าสำนักเฉียนคุนของพวกเราจะมีอัจฉริยะเหนือชั้นโผล่มาสักคน ไม่ได้มีไว้ให้สวะอย่างเจ้ามาย่ำยีหรอกนะ!"
อันต้าชิ่งตกใจจนหน้าซีดเผือด เมื่อเห็นท่าทางดุร้ายราวกับปีศาจของจี้หลิวเฟิง เขาก็ถึงกับพูดไม่ออกไปชั่วขณะ
เมื่อผู้อาวุโสเก้าเห็นเช่นนั้นก็หน้าตึง
"จี้หลิวเฟิง! เจ้าคิดจะทำอะไร"
จี้หลิวเฟิงหัวเราะลั่น
"ข้าต่างหากที่ต้องถามว่าเจ้าคิดจะทำอะไร ถึงกับคิดจะใช้อำนาจเพื่อผลประโยชน์ส่วนตน เจ้าไม่คู่ควรจะเป็นผู้อาวุโสของสำนักเฉียนคุนเลยสักนิด!"
คำพูดนี้ทำเอาผู้อาวุโสเก้าหน้าเขียวคล้ำ โกรธจัดจนแทบจะระเบิด
ผู้อาวุโสหกส่ายหน้าไปมาพลางเอ่ย
"อันหมิง เจ้าทำเกินไปแล้วจริงๆ! เจ้าจะให้อัจฉริยะเหนือชั้นเช่นนี้ไปเป็นอนุภรรยาของหลานชายได้อย่างไร ใครบ้างจะไม่รู้ถึงเจตนาแอบแฝงในใจของเจ้า"
"อัจฉริยะเหนือชั้นงั้นหรือ แค่นางเนี่ยนะ"
ผู้อาวุโสเก้าโมโหจนควันออกหู ชี้หน้าไปทางเสิ่นเยียนแล้วแค่นเสียงเย็น "นางเอายาเสน่ห์อันใดให้พวกเจ้ากินกันแน่ ถึงได้พากันเข้าข้างนางไปเสียหมด!"
ปู่เฟิงเอ่ยแก้ความเข้าใจผิด
"ไม่ใช่ยาเสน่ห์ แต่เป็นพรสวรรค์และความแข็งแกร่งของนางต่างหาก"
ยามนี้สีหน้าของเสิ่นเยียนดูประหลาดใจเป็นอย่างยิ่ง นางได้รับการปกป้องอยู่เบื้องหลังปู่เฟิง ส่วนตงจู๋เสวี่ยและผู้อาวุโสอีกสองท่านก็เห็นได้ชัดว่ายืนอยู่ข้างนาง ริมฝีปากของพวกเขาก็เอาแต่พ่นคำว่า 'ศิษย์สืบทอด' กับ 'อัจฉริยะเหนือชั้น' ออกมาไม่หยุด นี่มันเกิดเรื่องอันใดขึ้นกันแน่
"เจ้าคือเสิ่นเยียนใช่หรือไม่"
หางตาของผู้อาวุโสหกเหลือบไปเห็นเสิ่นเยียน จึงเดินตรงเข้าไปหาด้วยสีหน้าปีติยินดี น้ำเสียงที่เอ่ยออกมานั้นอ่อนโยนจนพานให้คนฟังขนลุกซู่
"ข้าขอรับเจ้าเป็นศิษย์สืบทอด ดีหรือไม่ เช่นนี้ก็จะไม่มีใครมารังแกเจ้าได้อีก"
สีหน้าของตงจู๋เสวี่ยดูไม่สบอารมณ์นัก ขณะที่กำลังจะเอ่ยปากอะไรบางอย่าง น้ำเสียงอันเย็นเยียบของเจ้าสำนักก็ดังมาจากเบื้องบน
"เปิ่นจั้วเห็นว่าพวกเจ้าคงจะเลอะเลือนกันไปหมดแล้ว!"
"พวกเจ้าเห็นที่นี่เป็นสถานที่แบบใด เป็นลานประลองให้พวกเจ้ามาลงมือต่อสู้กันอย่างนั้นหรือ"
น้ำเสียงของเขาทรงพลังและแฝงด้วยความน่าเกรงขาม รังสีอำมหิตแผ่ซ่านจนไม่มีใครกล้าสบตา
เมื่อตงจู๋เสวี่ย ปู่เฟิง จี้หลิวเฟิง ผู้อาวุโสหก และผู้อาวุโสเก้าเห็นดังนั้น ต่างก็สงบเสงี่ยมลง หันไปประสานมือคารวะเจ้าสำนักอย่างพร้อมเพรียง
ในขณะที่เจ้าสำนักกำลังจะเอ่ยปากตำหนิพวกเขา เสียงหนึ่งก็พลันดังขึ้นจากหน้าประตูโถงใหญ่
"ผู้อาวุโสฉีขอเข้าเฝ้าขอรับ"
เมื่อทุกคนได้ยินเช่นนั้นก็ถึงกับชะงักไป
พวกเขามองไปทางเสิ่นเยียนอย่างไม่ได้นัดหมาย ภายในใจต่างคาดเดาว่าผู้อาวุโสฉีคงมาที่นี่เพราะนางเป็นแน่
บนใบหน้าของผู้อาวุโสเก้าปรากฏแววลุกลนขึ้นมาอย่างหาได้ยาก
"เข้ามา"
เจ้าสำนักเอ่ยปาก
เห็นเพียงผู้อาวุโสฉีก้าวเดินเข้ามาจากหน้าโถงใหญ่ เขากวาดสายตามองไปรอบๆ ก่อนจะหัวเราะเบาๆ
"ช่างครึกครื้นเสียนี่กระไร"
จากนั้นจึงประสานมือคารวะ
"คารวะเจ้าสำนัก"
สีหน้าของเจ้าสำนักผ่อนคลายลง ท่าทีไม่ได้แข็งกร้าวเหมือนเมื่อครู่
"ผู้อาวุโสฉีมาที่นี่ มีธุระอันใดหรือ"
"ย่อมต้องมาเพราะเสิ่นเยียน"
สายตาของผู้อาวุโสฉีหยุดอยู่ที่ร่างของเสิ่นเยียนชั่วครู่หนึ่ง ก่อนจะแย้มยิ้มพลางกล่าวว่า
"เสิ่นเยียนคือศิษย์อัจฉริยะที่ข้าเพียรพยายามแย่งชิงมาจากขุมอำนาจต่างๆ ข้าให้ความสำคัญกับนางเป็นอย่างยิ่ง ทว่านางเพิ่งจะเข้ามาในสำนักเฉียนคุนได้เพียงสามสี่วัน ก็มีคนคิดจะแต่ง... อ้อ ไม่สิ คิดจะรับนางไปเป็นอนุภรรยาเสียแล้ว ข้าจึงรู้สึกปวดใจเป็นอย่างยิ่ง ด้วยเหตุนี้ จึงได้เดินทางมาเพื่อสอบถามเสิ่นเยียนว่า นางสมัครใจที่จะลดตัวลงไปเกลือกกลั้วเองหรือไม่"
ลดตัวลงไปเกลือกกลั้ว!
นอกจากผู้อาวุโสเก้าและอันต้าชิ่งแล้ว คนอื่นๆ ล้วนรู้สึกว่าหากเสิ่นเยียนยอมไปเป็นอนุภรรยาของอันต้าชิ่ง นั่นย่อมถือเป็นการลดตัวลงไปเกลือกกลั้วจริงๆ!
สายตาอันเฉียบคมของผู้อาวุโสฉีตวัดมองใบหน้าของเสิ่นเยียน
"เสิ่นเยียน เจ้าสมัครใจใช่หรือไม่"
"ไม่เจ้าค่ะ"
เพียงสองคำที่หลุดรอดออกมา บรรยากาศภายในโถงใหญ่ก็พลันหนักอึ้งลงในพริบตา นั่นเป็นเพราะรังสีอำมหิตที่แผ่ซ่านออกมาจากร่างของผู้อาวุโสฉี
สีหน้าของผู้อาวุโสเก้าตื่นตระหนก เขารู้ดีว่าผู้อาวุโสฉีโกรธแล้ว ทางด้านอันต้าชิ่งในยามนี้ก็หวาดกลัวจนตัวสั่นงันงก ภายในใจนึกเสียใจว่ารู้อย่างนี้ไม่น่าไปฟังคำสั่งของท่านลุงเลย
ตอนนี้จบสิ้นแล้ว
เรื่องนี้ได้รับความสนใจจากเหล่าผู้อาวุโสมากมาย
แล้วเขาจะมีทางรอดอีกหรือ
เขาเสียใจจนลำไส้แทบจะเขียวคล้ำไปหมดแล้ว!
ผู้อาวุโสฉีแค่นเสียงเยาะ
"ในเมื่อไม่สมัครใจ เช่นนั้นก็ดี"
ในตอนนั้นเอง ผู้อาวุโสหกก็ประสานมือคารวะ สีหน้ายากจะปิดบังความตื่นเต้นเอาไว้ได้
"เจ้าสำนัก ผู้อาวุโสฉี ข้ายังมีอีกเรื่องหนึ่งที่ยังไม่ได้รายงานขอรับ"
เจ้าสำนักเหลือบตาขึ้นพลางเอ่ย
"ว่ามา"