เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

ตอนที่ 491 ไม่ขอเป็นอนุภรรยาผู้ใด

ตอนที่ 491 ไม่ขอเป็นอนุภรรยาผู้ใด

ตอนที่ 491 ไม่ขอเป็นอนุภรรยาผู้ใด


ศิษย์สำนักเฉียนคุนต่างวิพากษ์วิจารณ์เรื่องนี้กันอย่างเซ็งแซ่ กระทั่งไปเข้าหูอินซือเยี่ยนและมู่เหวิน ทั้งสองมีสีหน้าเปลี่ยนไปเล็กน้อย และเกิดความกังวลใจขึ้นมาในทันที

อินซือเยี่ยนถึงกับส่งข้อความหาเวินอวี้ชูเพื่อสอบถามสถานการณ์โดยเร็ว

...

สำนักเฉียนคุน โถงหลัก

ทันทีที่เสิ่นเยียนก้าวเข้ามาในโถง นางก็สัมผัสได้ถึงแรงกดดันที่มองไม่เห็นขุมหนึ่งแผ่ซ่านมาปกคลุม แรงกดดันนี้มาจากชายวัยกลางคนผู้ประทับอยู่บนที่นั่งประธานเบื้องหน้า ชายผู้นั้นสวมชุดคลุมสีดำลายมังกร สวมกวานเงินรวบผม ใบหน้าหล่อเหลาภูมิฐาน นัยน์ตาคู่นั้นล้ำลึกและเฉียบคม เผยให้เห็นถึงกลิ่นอายอันทรงพลัง

ส่วนที่นั่งทางฝั่งซ้ายของโถงใหญ่ มีชายชรารูปร่างผอมบางราวกับลำไผ่ผู้หนึ่ง เบ้าตาของเขาลึกโบ๋ นัยน์ตาขุ่นมัว ชายชราผู้นี้กำลังจ้องมองมาที่เสิ่นเยียนเช่นกัน แววตาปรากฏร่องรอยแห่งความประหลาดใจพาดผ่านวูบหนึ่ง

ข้างกายชายชรายังมีอีกคนหนึ่ง

คนผู้นั้นก็คืออันต้าชิ่ง

อันต้าชิ่งนอนหน้าซีดเผือดอยู่บนเปลหามด้วยสติอันเลื่อนลอย ทว่าเมื่อหางตาเหลือบไปเห็นร่างของเสิ่นเยียน แววตาก็แปรเปลี่ยนเป็นความเคียดแค้นในทันที เขาตื่นเต้นจนตัวสั่นเทิ้ม คล้ายกับต้องการจะลุกขึ้นจากเปลหาม แต่กลับพบว่าตนเองไม่อาจทำได้

ชายชรารูปร่างผอมบางดั่งไม้ไผ่ผู้นั้นก็คือผู้อาวุโสเก้าแห่งสำนักเฉียนคุน นามว่าอันหมิง เขาเอ่ยปากปลอบโยนอันต้าชิ่ง

“ชิ่งเอ๋อร์ อย่าได้ร้อนใจ ท่านลุงจะทวงคืนความเป็นธรรมให้เจ้าเอง”

เมื่อได้ยินเช่นนั้น อันต้าชิ่งจึงหยุดดิ้นรน เพียงแต่สายตาอันอำมหิตยังคงจ้องมองเสิ่นเยียนอย่างไม่วางตา

เสิ่นเยียนเพียงปรายตามองพวกเขาอย่างเย็นชา ก่อนจะเดินไปหยุดอยู่กลางโถงใหญ่ และประสานมือคารวะผู้ที่อยู่เบื้องหน้าตามธรรมเนียมศิษย์

“ศิษย์เสิ่นเยียน คารวะเจ้าสำนัก”

เจ้าสำนักมีสีหน้าเรียบเฉย เอ่ยถามขึ้นว่า

“เจ้าทราบหรือไม่ว่าเหตุใดเปิ่นจั้วจึงเรียกตัวเจ้ามา”

“พอจะทราบอยู่บ้างเจ้าค่ะ”

เสิ่นเยียนสบตากับเจ้าสำนัก

เจ้าสำนักเห็นนางกล้าสบตาตนตรงๆ เช่นนี้ ในใจก็ลอบประหลาดใจเล็กน้อย เขามองใบหน้าของเสิ่นเยียนแล้วจู่ๆ ก็รู้สึกคุ้นตาอย่างบอกไม่ถูก ทว่าก็นึกไม่ออกว่าเคยพบเห็นที่ใด

นี่หรือคืออัจฉริยะจากโลกเบื้องล่างที่ผู้อาวุโสฉีเคยกล่าวถึง... เสิ่นเยียน?

ดูไปแล้วนางก็มีกลิ่นอายความหนักแน่นดุจขุนเขาอยู่จริงๆ ทั้งยังไม่ถ่อมตนและไม่เย่อหยิ่งจนเกินไป

เจ้าสำนักเอ่ยปากอย่างช้าๆ

“ได้ยินมาว่า เจ้าสามารถหยั่งรู้วิถีกระบี่ของตนเองได้แล้วงั้นหรือ”

“เจ้าค่ะ”

เสิ่นเยียนพยักหน้ารับ

วิถีกระบี่นั้นมีอยู่หลากหลายประเภท

อาทิ วิถีกระบี่ไร้ใจ วิถีกระบี่ไท่จี๋ วิถีกระบี่แห่งรัก วิถีกระบี่มาร วิถีกระบี่เทวะ เป็นต้น

ซึ่งในบรรดาผู้ฝึกกระบี่ทั้งหลาย วิถีกระบี่ไร้ใจถือเป็นสิ่งที่คนส่วนใหญ่มุ่งมาดปรารถนา

เจ้าสำนักเกิดความสนใจขึ้นมาเล็กน้อย

“วิถีกระบี่อันใด”

“ชิวหลัวเจ้าค่ะ”

ทางด้านผู้อาวุโสเก้ากลับมีสีหน้าปั้นยาก เมื่อเห็นว่าเจ้าสำนักกำลังจะซักไซ้นังตัวดีเสิ่นเยียนต่อไป เขาก็รีบเอ่ยขัดจังหวะด้วยท่าทีนอบน้อม

“เจ้าสำนัก ขอท่านโปรดให้ความเป็นธรรมแก่หลานชายของข้าด้วยเถิด!”

ความสนใจของเจ้าสำนักจึงถูกดึงกลับมาที่เรื่องนี้

สีหน้าของเขาเคร่งขรึมขึ้นเล็กน้อย ก่อนเอ่ยถามเสียงต่ำ

“เสิ่นเยียน เจ้าจงใจทำให้อันต้าชิ่งบาดเจ็บใช่หรือไม่”

“ไม่ใช่เจ้าค่ะ”

เสิ่นเยียนกล่าวตอบอย่างตรงไปตรงมา

“ข้ามีอาการตะคริวที่ขามาตั้งแต่เด็ก ตอนนั้นศิษย์พี่อันผู้นี้เข้ามาขวางทางข้า ข้าบอกให้เขาหลีกทางเขาก็ไม่ยอม พอข้าจะเดินเลี่ยงไป เขาก็ยังตามมาขวางอีก ประจวบเหมาะกับที่ขาของข้าเกิดเป็นตะคริวขึ้นมาพอดี จึงเผลอสะบัดเท้าไปโดนศิษย์พี่อันเข้า สำหรับเรื่องนี้ ข้าต้องขออภัยอย่างสุดซึ้งเจ้าค่ะ”

ผู้อาวุโสเก้าได้ยินเช่นนั้นก็แค่นเสียงเย็นชา

“เจ้าพูดจาเหลวไหล! เจ้าตั้งใจชัดๆ!”

เสิ่นเยียนมองตรงไปเบื้องหน้า ไม่แม้แต่จะปรายตามองผู้อาวุโสเก้า นางเอ่ยต่อไปว่า

“เจ้าสำนัก ตอนนั้นศิษย์พี่อันพาคนมาดักหน้าข้า คำพูดคำจาที่เขาใช้ล้วนเป็นการลวนลาม ศิษย์ขอเรียนถาม ว่าคำพูดและการกระทำของศิษย์พี่อันในครั้งนี้ สมควรกล่าวคำขอโทษต่อข้าหรือไม่ หรือสมควรได้รับการลงโทษตามกฎของสำนักเจ้าคะ”

แววตาของนางสงบนิ่งทว่าหนักแน่น น้ำเสียงดังกังวานชัดเจนไปทั่วทั้งโถงใหญ่

นัยน์ตาของเจ้าสำนักหม่นลง น้ำเสียงเย็นเยียบ

“มีเรื่องเช่นนี้ด้วยงั้นหรือ”

ผู้อาวุโสเก้ารีบประสานมือคารวะ

“เจ้าสำนัก โปรดอย่าได้หลงเชื่อคำพูดฝ่ายเดียวของนาง หลานชายของข้าในฐานะศิษย์พี่ เพียงแค่ต้องการเข้าไปทักทายดูแลศิษย์น้องใหม่เท่านั้น หาได้มีเจตนาอื่นใดแอบแฝง ไม่ว่าหญิงผู้นี้จะจงใจหรือพลั้งมือทำร้ายหลานชายข้า แต่ความผิดก็เกิดขึ้นแล้ว นางสมควรต้องรับผิดชอบ! หลานชายของข้าต้องสูญเสียความเป็นชายไป เขาได้รับความกระทบกระเทือนจิตใจอย่างหนัก ต้องนอนเป็นผักอยู่บนเตียง แล้วต่อไปเขาจะแต่งภรรยาได้อย่างไร! ดังนั้น ข้าขอร้องท่านเจ้าสำนัก โปรดยกเสิ่นเยียนให้เป็นอนุภรรยาของหลานชายข้าเถิด! ให้นางคอยปรนนิบัติดูแลเขาไปตลอดชีวิต เพื่อชดใช้ความผิดที่นางได้ก่อขึ้น!”

น้ำเสียงของผู้อาวุโสเก้าเว้าวอน แฝงไปด้วยความรวดร้าวและสิ้นหวัง

เจ้าสำนักไม่ได้ตอบกลับในทันที เขาจมอยู่ในห้วงความคิด

เสิ่นเยียนคลี่ยิ้ม สีหน้าแฝงไปด้วยความเย็นชาและเฉยเมย

“เจ้าสำนัก ศิษย์ไม่มีวันยอมเป็นอนุภรรยาของศิษย์พี่อันเด็ดขาด! ส่วนเรื่องที่ขาของข้าเป็นตะคริวแล้วเผลอเตะออกไปในตอนนั้น หากมันสามารถทำให้ศิษย์พี่อันถึงกับต้องนอนเป็นอัมพาตอยู่บนเตียงได้จริง เช่นนั้นข้าก็คงจะเก่งกาจเกินไปแล้วล่ะเจ้าค่ะ”

ขณะที่พูด สายตาก็เลื่อนไปหยุดอยู่ที่ร่างของอันต้าชิ่งซึ่งนอนอยู่บนเปลหาม มุมปากยกขึ้นเล็กน้อย เผยรอยยิ้มเย้ยหยัน

“เจ้าหมายความว่าอย่างไร! ไม่เพียงไม่ยอมรับผิด แต่ยังกล้าพูดจาดูหมิ่นหลานชายข้าอีกงั้นรึ!”

ใบหน้าผอมซูบที่เต็มไปด้วยริ้วรอยของผู้อาวุโสเก้ากระตุกเกร็งเล็กน้อย เขาส่งสายตาเย็นชาจ้องมองเสิ่นเยียน ก่อนจะหันไปประสานมือคารวะเจ้าสำนัก

“เจ้าสำนัก ในฐานะลูกผู้ชาย มีใครบ้างจะเอาเรื่องพรรค์นี้มาล้อเล่น! ความสุขทั้งชีวิตของหลานชายข้าต้องพังทลายลงเพราะเสิ่นเยียน ซ้ำยังต้องมาทนฟังคำพูดเยาะเย้ยของนางอีก นี่มันรังแกกันเกินไปแล้ว!”

“เจ้าสำนัก ข้าอยู่รับใช้สำนักเฉียนคุนมานับแปดสิบปี หากท่านไม่อาจทวงคืนความเป็นธรรมให้หลานชายของข้าได้ เช่นนั้นข้าก็คงไร้ค่าเกินไปแล้ว สู้ข้าขอถอนตัวออกจากสำนักเฉียนคุนเสียยังจะดีกว่า! เช่นนี้ข้าจะได้ไม่ถูกกฎของสำนักผูกมัด และสามารถลงมือแก้แค้นแทนหลานชายของข้าได้ด้วยตนเอง!”

สิ้นคำกล่าวนั้น สีหน้าของเจ้าสำนักก็มืดครึ้มลงเล็กน้อย

คำพูดของผู้อาวุโสเก้า ราวกับจะสลักประโยคที่ว่า ‘หากท่านไม่ยอมรับปากคำขอของข้า ข้าคงผิดหวังในตัวท่านมากเหลือเกิน’ เอาไว้บนใบหน้าเสียให้ได้

เจ้าสำนักนิ่งเงียบไปครู่หนึ่ง

ในตอนนั้นเอง เสิ่นเยียนก็ยกมือขึ้นประสานคารวะอย่างไม่รีบร้อน เอ่ยด้วยน้ำเสียงเย็นเยียบ

“เจ้าสำนัก ศิษย์สงสัยว่าอาการบาดเจ็บของศิษย์พี่อันจะเป็นการเสแสร้งเพื่อต้องการจะแก้แค้นศิษย์ ดังนั้นศิษย์จึงขอร้องเจ้าสำนัก โปรดเชิญแพทย์ผู้เชี่ยวชาญหลายๆ ท่านมาช่วยตรวจดูอาการของศิษย์พี่อันใหม่อีกครั้งเถิดเจ้าค่ะ”

สิ้นเสียงของนาง ประกายตาของอันต้าชิ่งที่นอนอยู่บนเปลหามก็สั่นไหวด้วยความตื่นตระหนกวูบหนึ่ง

แต่ผู้อาวุโสเก้ากลับยังคงท่าทีสงบนิ่ง ก่อนจะแค่นเสียงหัวเราะเย็นเยียบ

“เจ้าหมายความว่าอย่างไรกัน!”

เขาเอ่ยต่อว่า

“อยากจะให้แพทย์มาตรวจดูอาการใหม่อีกครั้งก็ได้! แต่หากว่าผลตรวจออกมาแล้วอาการบาดเจ็บยังคงเป็นเช่นเดิม เจ้าก็ต้องสาบานว่าจะยอมเป็นอนุภรรยาของหลานชายข้า จะไม่ทอดทิ้งเขา และจะคอยปรนนิบัติดูแลเขาไปตลอดชีวิต! ว่าอย่างไรล่ะ”

มุมปากของผู้อาวุโสเก้ายกขึ้นเล็กน้อยอย่างยากจะสังเกตเห็น เพราะเขามั่นใจในแผนการเป็นอย่างมาก

นังหนูไม่สิ้นกลิ่นน้ำนมคนหนึ่ง ริอ่านจะมาต่อกรกับเขางั้นหรือ

ต่อให้มีแพทย์มากมายเพียงใดมาตรวจอาการ ก็ย่อมได้ผลลัพธ์เช่นเดิม เพราะเขาได้ลงวิชาต้องห้ามเอาไว้ในร่างของชิ่งเอ๋อร์ ลำพังแค่แพทย์ของสำนักเฉียนคุนพวกนี้ ไม่มีทางที่จะตรวจพบความผิดปกติได้อย่างแน่นอน

รอให้ชิ่งเอ๋อร์รับเสิ่นเยียนมาเป็นอนุภรรยาเสียก่อน หลังจากนั้นอีกสักพัก เขาก็ค่อยรักษาชิ่งเอ๋อร์ให้กลับมาเป็นปกติ

เมื่อถึงเวลานั้น เขาก็เพียงแค่ประกาศออกไปว่าได้ค้นพบสุดยอดของวิเศษที่สามารถรักษาอาการบาดเจ็บของชิ่งเอ๋อร์จนหายดีก็สิ้นเรื่อง

แผนการของเขา ช่างไร้ที่ติอย่างแท้จริง!

เป็นแค่อัจฉริยะจากโลกเบื้องล่างที่ต้อยต่ำคนหนึ่ง การได้มาเป็นอนุภรรยาให้หลานชายเขาก็นับว่าเป็นเกียรติแก่นางมากแล้ว!

เสิ่นเยียนพยักหน้าเรียบๆ

“ย่อมได้ แต่มีข้อแม้ว่า ข้าจะต้องเป็นคนตรวจอาการให้ศิษย์พี่อันด้วยตนเอง”

“เจ้าเนี่ยนะ?”

ผู้อาวุโสเก้าหัวเราะเยาะอย่างเหยียดหยาม

“เจ้าเป็นแพทย์หรืออย่างไร”

“ไม่ใช่เจ้าค่ะ”

“เช่นนั้นเจ้ามีความสามารถอันใด ถึงจะมาตรวจอาการหลานชายของข้าได้”

เสิ่นเยียนนิ่งเงียบไปครู่หนึ่งคล้ายกำลังลังเล นางกล่าวอย่างไม่ค่อยแน่ใจนัก “ถ้าเช่นนั้น ข้าคงรับปากท่านไม่ได้”

นางเงยหน้าขึ้นมองเจ้าสำนัก

“เจ้าสำนัก ชาตินี้ข้าไม่มีวันยอมเป็นอนุภรรยาของใครเด็ดขาด เป็นข้าเองที่พลั้งมือทำร้ายศิษย์พี่อัน ขอเพียงเขายอมเอ่ยปากขอโทษที่ล่วงเกินข้าก่อน ข้าก็ยินดียอมรับโทษตามกฎของสำนักเจ้าค่ะ”

โทษทัณฑ์ในกฎของสำนักนั้น ไม่ได้ครอบคลุมไปถึงข้อพิพาทเรื่องชายหญิง

ล้วนเป็นบทลงโทษที่พิจารณาตามความผิดจริงอย่างตรงไปตรงมา

ผู้อาวุโสเก้าได้ยินดังนั้น สีหน้าก็แปรเปลี่ยนไปมา

เมื่อเห็นว่าเจ้าสำนักมีสีหน้าโอนอ่อนลง เห็นได้ชัดว่าภายในใจเอนเอียงไปทางการทำตามกฎของสำนัก เพียงแต่ผู้อาวุโสเก้ายังคงตามตื๊อไม่เลิกรา อาศัยตรรกะวิบัติเพื่อหาประโยชน์ส่วนตนให้หลานชาย

และในจังหวะที่เจ้าสำนักกำลังจะปริปากพูดนั่นเอง

ผู้อาวุโสเก้าก็รีบชิงพูดขึ้นมาเสียก่อน “ข้ายอมให้เจ้าตรวจอาการหลานชายข้าก็ได้! หากเจ้าไม่มีหลักฐานมายืนยันว่าอาการบาดเจ็บของหลานชายข้าไม่ตรงกับที่แพทย์วินิจฉัย เจ้าก็ต้องยอมรับปากมาเป็นอนุภรรยาของหลานชายข้า!”

จบบทที่ ตอนที่ 491 ไม่ขอเป็นอนุภรรยาผู้ใด

คัดลอกลิงก์แล้ว