- หน้าแรก
- แฟนตาซี องค์ชายไร้ค่าขึ้นครองราชย์ อัญเชิญเครือข่ายสะท้านฟ้า
- บทที่ 25 พิธีโลหิตพลี
บทที่ 25 พิธีโลหิตพลี
บทที่ 25 พิธีโลหิตพลี
บทที่ 25 พิธีโลหิตพลี
ภูเขาวายุทมิฬ
ภายในโถงหลักของตำหนักสาขาลัทธิมารโลหิต
พรมสีแดงฉานราวกับโลหิตทอดยาวจากประตูโถงไปจนถึงที่นั่งประธาน เสาหินทั้งสองฟากฝั่งถูกพันธนาการด้วยโซ่ตรวนสีดำขลับ แขวนไว้ด้วยหัวกะโหลกมนุษย์ที่ดูน่าสยดสยองและชวนขนหัวลุกภายใต้แสงเทียนที่วูบไหว
เจ้าตำหนักสาขา เสวี่ยอู๋เปียน และผู้อาวุโสใหญ่ เสวี่ยเชียนซาน นั่งเผชิญหน้ากันเพื่อหารือเกี่ยวกับพิธีโลหิตพลีที่จะจัดขึ้นในอีกสามวันข้างหน้า
เสวี่ยอู๋เปียนเป็นบุรุษวัยกลางคนที่มีใบหน้าเหี้ยมเกรียม ชุดคลุมสีโลหิตของเขาพัดโบกสะบัดทั้งที่ไร้ลม แผ่กลิ่นอายคาวเลือดคละคลุ้งออกมาอย่างรุนแรง
พิธีโลหิตพลีครั้งนี้มีความสำคัญต่อเขาอย่างยิ่งยวด เขาติดค้างอยู่ที่ขอบเขตวรยุทธนภาระดับที่เก้ามานานถึงสิบปีเต็ม การสังเวยโลหิตในครั้งนี้จะช่วยให้เขาบรรลุขอบเขตปราณปฐมกาลได้สำเร็จ
และเมื่อเขาก้าวข้ามไปยังขอบเขตปราณปฐมกาลได้ ลัทธิมารโลหิตก็จะสามารถเร่งแผนการผนวขขุมกำลังต่างๆ ในมณฑลตงฮวงให้รวดเร็วยิ่งขึ้น
ยอดฝีมือที่แข็งแกร่งที่สุดในบรรดากองกำลังต่างๆ ทั่วทั้งมณฑลตงฮวงนั้นอยู่เพียงขอบเขตวรยุทธนภาระดับที่เก้าเท่านั้น เนื่องจากลมปราณต้นกำเนิดในมณฑลตงฮวงนั้นเบาบางเกินไป ทำให้การจะให้กำเนิดยอดฝีมือขอบเขตปราณปฐมกาลเป็นเรื่องที่ยากเย็นแสนเข็ญ
เมื่อถึงเวลานั้น ด้วยความแข็งแกร่งของขอบเขตปราณปฐมกาล ลัทธิมารโลหิตจะสามารถกวาดล้างไปทั่วทั้งมณฑลตงฮวงได้อย่างง่ายดาย
"ท่านเจ้าตำหนัก การเตรียมการสำหรับพิธีโลหิตพลีคืบหน้าไปถึงไหนแล้ว?" เสวี่ยเชียนซานเอ่ยถาม
เขาคือผู้อาวุโสใหญ่ของตำหนักสาขา มีระดับวรยุทธอยู่ในขอบเขตวรยุทธนภาระดับที่เจ็ด และเป็นบุคคลที่เสวี่ยอู๋เปียนไว้วางใจมากที่สุด
เสวี่ยอู๋เปียนพยักหน้า "เครื่องสังเวยพร้อมแล้ว เลือดบริสุทธิ์จากเด็กชายและเด็กหญิงสามร้อยคน ผสมผสานกับแกนอสูรของสัตว์อสูรระดับหกตัวนั้น เพียงพอที่จะทำให้ข้าทะลวงขอบเขตได้"
"นับว่าเป็นเรื่องดียิ่ง" เสวี่ยเชียนซานลอบถอนหายใจด้วยความโล่งอก "ขอเพียงท่านเจ้าตำหนักบรรลุขอบเขตปราณปฐมกาล มณฑลตงฮวงทั้งมณฑลย่อมตกอยู่ภายใต้การควบคุมของลัทธิมารโลหิตของพวกเรา"
ทันใดนั้น เสวี่ยเชียนซานดูเหมือนจะนึกบางอย่างออก สีหน้าของเขาเปลี่ยนเป็นเคร่งขรึมขึ้น "ท่านเจ้าตำหนัก ยังมีอีกเรื่องหนึ่ง จนถึงตอนนี้ยังคงไม่มีข่าวคราวจากคนที่ส่งไปติดต่อกับตำหนักหลักเลย"
คิ้วของเสวี่ยอู๋เปียนขมวดเข้าหากัน "ยังไม่มีข่าวมาอีกรึ?"
"ขอรับ ตั้งแต่ตำหนักสาขาของพวกเรามายังมณฑลตงฮวง พวกเราก็ขาดการติดต่อกับตำหนักหลักไปโดยสิ้นเชิง" เสวี่ยเชียนซานกล่าวด้วยความกังวล "พวกเราต้องติดต่อตำหนักหลักให้ได้โดยเร็วที่สุด มิเช่นนั้นพวกเราจะกลายเป็นเหมือนต้นไม้ที่ไร้ราก"
เสวี่ยอู๋เปียนถอนหายใจ แววตาฉายแววอับจนหนทาง "หลังจากมหาสงครามครั้งก่อน ลัทธิมารโลหิตได้รับความเสียหายอย่างหนัก ตำหนักหลักเองก็คงสูญเสียพลังปราณต้นกำเนิดไปมากจนยากที่จะติดต่อได้ในระยะเวลาอันสั้น"
เขาลุกขึ้นเดินไปมาภายในโถง "แต่เราต้องปกปิดข่าวนี้ไว้ให้มิดชิด อย่าให้ผู้อื่นล่วงรู้ หากบรรดาศิษย์ในตำหนักสาขารู้ว่าพวกเราขาดการติดต่อกับตำหนักหลัก ข้าเกรงว่าจิตใจของพวกมันจะสั่นคลอน"
"ข้าน้อยเข้าใจแล้ว" เสวี่ยเชียนซานพยักหน้า "เราควรส่งคนออกไปสืบหาเบาะแสของตำหนักหลักเพิ่มเติมหรือไม่?"
"ค่อยว่ากันภายหลัง" เสวี่ยอู๋เปียนโบกมือ "ภารกิจเร่งด่วนในตอนนี้คือการทำพิธีโลหิตพลีให้เสร็จสิ้นเสียก่อน เมื่อข้าบรรลุขอบเขตปราณปฐมกาลและพลังฝีมือเพิ่มพูนขึ้นอย่างมหาศาล พวกเราย่อมสามารถตั้งตัวในมณฑลตงฮวงได้แม้จะไร้การสนับสนุนจากตำหนักหลักก็ตาม"
เสวี่ยเชียนซานพยักหน้ารับคำ ทว่าในใจยังคงรู้สึกไม่สบายใจอยู่บ้าง
พวกเขาทั้งสองต่างไม่ล่วงรู้ถึงสถานการณ์ปัจจุบันของตำหนักหลัก และไม่ได้รับข่าวสารใดๆ จากตำหนักสาขาแห่งอื่นเลย
นับแต่มหาสงครามที่สั่นสะเทือนเลื่อนลั่นครั้งนั้น ลัทธิมารโลหิตก็ดูเหมือนจะอันตรธานหายไปจากหน้าประวัติศาสตร์ โดยไม่มีข่าวคราวใดๆ ส่งมาอีก
ส่วนประมุขลัทธิมารโลหิตจะมีชีวิตอยู่หรือสิ้นชีพไปแล้ว พวกเขาก็ไม่อาจทราบได้เช่นกัน
อย่างไรเสีย สงครามครั้งนั้นก็ช่างน่าอเนจอนาถนัก สำนักระดับสุดยอดทั้งสี่แห่งผนึกกำลังกัน แม้แต่สัตว์ประหลาดเฒ่าที่เร้นกายมาช้านานก็ยังออกโรง แม้จะเป็นยอดฝีมือในขอบเขตเหนือมนุษย์ก็อาจมิอาจรอดพ้นมาได้อย่างไร้รอยขีดข่วน
"ท่านเจ้าตำหนัก ท่านคิดว่าท่านประมุขจะ..." เสวี่ยเชียนซานลังเลที่จะเอ่ย
ใบหน้าของเสวี่ยอู๋เปียนมืดครึ้มลง "อย่าพูดจาส่งเดช! ท่านประมุขมีอิทธิฤทธิ์แก่กล้ามหาศาล พวกฝ่ายธรรมะจอมปลอมเหล่านั้นจะจัดการท่านได้อย่างไร? ท่านต้องยังมีชีวิตอยู่และกำลังพักรักษาตัวอยู่ที่ใดสักแห่งเป็นแน่"
แม้จะกล่าวเช่นนั้น ทว่าในใจของเขาก็หาได้มีความมั่นใจไม่
ต่อให้เป็นขอบเขตเหนือมนุษย์แล้วจะอย่างไรเล่า?
เมื่อต้องเผชิญกับการรุมล้อมจากยอดฝีมือขอบเขตเหนือมนุษย์หลายคน ต่อให้เป็นจอมยุทธขอบเขตเหนือมนุษย์ก็ย่อมสิ้นชีพได้
"ข้าน้อยพลั้งปากไปเอง" เสวี่ยเชียนซานรีบกล่าวขออภัย
เสวี่ยอู๋เปียนโบกมือพลางเดินไปที่ขอบบ่อโลหิต เฝ้ามองเลือดที่กำลังเดือดพล่านอยู่ภายในนั้น
"ไม่ว่าตำหนักหลักจะเป็นอย่างไร พวกเราต้องดูแลตัวเองให้ดีเสียก่อน เมื่อข้าบรรลุขอบเขตปราณปฐมกาลและควบคุมมณฑลตงฮวงได้แล้ว ต่อให้เกิดเรื่องขึ้นกับตำหนักหลักจริงๆ พวกเราก็ยังสามารถสถาปนาสำนักของตนเองขึ้นมาใหม่ได้"
"ท่านเจ้าตำหนักช่างปรีชายิ่งนัก" เสวี่ยเชียนซานกล่าวประจบ... กาลเวลาผันผ่านไปอย่างรวดเร็ว จนกระทั่งสามวันต่อมา
ภายในตำหนักสาขาลัทธิมารโลหิต เหล่าศิษย์ทั้งหมดต่างมารวมตัวกันรอบโถงหลัก แต่ละคนล้วนมีท่าทางตื่นเต้นยิ่งนัก
วันนี้คือวันจัดพิธีโลหิตพลี สำหรับตำหนักสาขาทั้งหมดแล้ว นี่คือวันสำคัญยิ่ง เพราะท่านเจ้าตำหนักจะทะลวงเข้าสู่ขอบเขตปราณปฐมกาลในวันนี้
"ยอดเยี่ยม! ในที่สุดท่านเจ้าตำหนักก็จะทะลวงขอบเขตได้เสียที!" ศิษย์ชุดคลุมเลือดคนหนึ่งกล่าวด้วยความตื่นเต้น "เมื่อท่านเจ้าตำหนักกลายเป็นยอดฝีมือขอบเขตปราณปฐมกาล ลัทธิมารโลหิตของพวกเราย่อมสามารถยืดอกเดินไปทั่วทั้งมณฑลตงฮวงได้!"
"แน่นอนอยู่แล้ว!" ศิษย์อีกคนเสริมด้วยความภาคภูมิใจ "เมื่อถึงเวลานั้น ไม่ว่าจะเป็นต้าฉิน ต้าเซี่ย หรือต้ายัน ล้วนต้องสยบอยู่แทบเท้าลัทธิมารโลหิตของพวกเรา!"
"หึๆ ข้าได้ยินมาว่าการสังเวยโลหิตครั้งนี้ใช้เลือดบริสุทธิ์จากเด็กชายและเด็กหญิงถึงสามร้อยคน อีกทั้งยังมีแกนอสูรของสัตว์อสูรระดับหกอีกด้วย ช่างเป็นเรื่องยิ่งใหญ่อะไรเช่นนี้..."
"นั่นยังไม่เท่าไหร่หรอก หลังจากท่านเจ้าตำหนักทะลวงขอบเขตแล้ว พวกเรายังสามารถบุกเข้าไปลึกในเทือกเขาเหิงต้วนเพื่อล่าสัตว์อสูรที่แข็งแกร่งกว่านี้ได้อีก! เมื่อถึงตอนนั้น พลังฝีมือของพวกเราก็จะรุดหน้าไปอย่างรวดเร็วเช่นกัน!"
เหล่าศิษย์ต่างสนทนากันอย่างออกรส ดวงตาเป็นประกายด้วยความคาดหวัง
ในสายตาของพวกเขา การที่เสวี่ยอู๋เปียนจะบรรลุขอบเขตปราณปฐมกาลนั้นเป็นเรื่องที่แน่นอนอยู่แล้ว และนั่นหมายความว่าวันคืนอันรุ่งโรจน์ของพวกเขาใกล้จะมาถึง
ใจกลางโถง เสวี่ยอู๋เปียนนั่งขัดสมาธิอยู่ข้างบ่อโลหิต รอบกายถูกห่อหุ้มด้วยไอปราณสีโลหิต
ใบหน้าของเขาเคร่งขรึมขณะทำการตระเตรียมขั้นสุดท้าย
เสวี่ยเชียนซานและเหล่าผู้อาวุโสคนอื่นๆ ยืนล้อมรอบเพื่อคุ้มกัน สีหน้าของแต่ละคนเปี่ยมไปด้วยความตื่นเต้นเช่นกัน
ในฐานะผู้อาวุโสใหญ่ เสวี่ยเชียนซานรู้สึกประหม่าเสียจนฝ่ามือชุ่มไปด้วยเหงื่อ "ท่านเจ้าตำหนัก ทุกอย่างพร้อมแล้วขอรับ"
"อืม" เสวี่ยอู๋เปียนค่อยๆ ลืมตาขึ้น ประกายแสงสีแดงฉานวาบผ่านดวงตา "เริ่มได้"
"รับบัญชา!"
เสวี่ยเชียนซานโบกมือคราหนึ่ง ศิษย์ลัทธิมารโลหิตหลายคนก็ช่วยกันแบกกรงเหล็กขนาดมหึมาเข้ามา
ภายในกรงนั้น เด็กชายและเด็กหญิงสามร้อยคนกำลังตัวสั่นงันงก แววตาเต็มไปด้วยความหวาดกลัวสุดขีด
ในเวลาเดียวกัน ภายในป่าทึบภายนอกภูเขาวายุทมิฬ จ้วนพั่วนำสมาชิกจากองค์กรลอบเร้นกายอยู่ในเงามืด
"เริ่มปฏิบัติการ!" จ้วนพั่วส่งสัญญาณมือ
จ้วนพั่ว จิงนี่ เสวียนเจี้ยน กลุ่มหกทาสดาบ และคนอื่นๆ ต่างเคลื่อนไหวอย่างรวดเร็ว
พวกเขาราวกับภูตพลาย เคลื่อนที่ผ่านพงไพร จัดการกับเหล่าทหารยามและหน่วยลาดตระเวนที่ลัทธิมารโลหิตวางกำลังไว้รอบนอกจนสิ้น
หน่วยสอดแนมของลัทธิมารโลหิตคนหนึ่งกำลังพิงต้นไม้สัปหงกอยู่ ทันใดนั้นเขาก็รู้สึกเย็นวาบที่ลำคอ ก่อนจะทันได้รู้สึกตัว ศีรษะของเขาก็หลุดออกจากบ่าเสียแล้ว
ทหารยามอีกคนกำลังลาดตระเวนอยู่ เมื่อจ้วนพั่วลอบเข้าหาจากด้านหลังอย่างเงียบเชียบ เพียงตวัดดาบยาวเบาๆ คู่ต่อสู้ก็ล้มลงจมกองเลือด
กระบวนการทั้งหมดเกิดขึ้นอย่างเงียบกริบ โดยไม่มีเสียงเล็ดลอดออกมาแม้แต่น้อย
เพียงครู่เดียว หน่วยระวังเพลิงรอบนอกทั้งหมดก็ถูกกำจัดจนราบคาบ
"ท่านผู้บัญชาการ เคลียร์พื้นที่รอบนอกเรียบร้อยแล้วขอรับ" เสวียนเจี้ยนรายงานด้วยเสียงแผ่วเบา
จ้วนพั่วพยักหน้าและนำกลุ่มคนมุ่งหน้าไปยังจุดยุทธศาสตร์บนภูเขาวายุทมิฬ
จากจุดนี้ สามารถมองเห็นสถานการณ์ทั้งหมดของตำหนักสาขาลัทธิมารโลหิตได้อย่างชัดเจน
ศิษย์ลัทธิมารโลหิตกว่าสามร้อยคนรวมตัวกันอยู่อย่างหนาแน่นรอบโถง และที่ใจกลางนั้น เสวี่ยอู๋เปียนกำลังประกอบพิธีกรรมสังเวยโลหิต
เลือดในบ่อเดือดพล่านรุนแรงขึ้นเรื่อยๆ กลิ่นคาวเลือดอบอวลไปทั่วทั้งถ้ำ
"ดูเหมือนว่าคนของตำหนักสาขาลัทธิมารโลหิตจะมารวมตัวกันอยู่ที่นี่หมดแล้ว" รอยยิ้มเย็นชาปรากฏที่มุมปากของจ้วนพั่ว "ประจวบเหมาะพอดีที่จะกวาดล้างพวกมันให้สิ้นซากในคราวเดียว"
เขาหันกลับไปมองทุกคน "จำไว้ อย่าให้เหลือรอดไปได้แม้แต่คนเดียว!"
"รับทราบ!"
ทุกคนรับคำสั่งโดยพร้อมเพรียงกัน เจตนาฆ่าฟันประกายวาววับในดวงตาของพวกเขา