- หน้าแรก
- พลิกตำราวิถีมาร ทะยานสู่บัลลังก์เซียน!
- บทที่ 37 หลินผู้นี้ไม่เคยรังแกคนแก่หรือเด็ก
บทที่ 37 หลินผู้นี้ไม่เคยรังแกคนแก่หรือเด็ก
บทที่ 37 หลินผู้นี้ไม่เคยรังแกคนแก่หรือเด็ก
บทที่ 37 หลินผู้นี้ไม่เคยรังแกคนแก่หรือเด็ก
หลินซูแอบคำนวณจำนวนเงินอโคจรที่ถูกใช้ไป
ตั้งแต่เริ่มฝึกวิชากรงเล็บระดับเริ่มต้น จนถึงวิชาฝ่ามือจันทร์เร้นกระดูกแตกระดับหกขั้นสูงสุด เขาใช้เงินอโคจรไปทั้งหมดสิบแปดเหรียญ
แต่หลังจากนั้น เพียงแค่เลื่อนระดับขึ้นมาอีกขั้น ก็ต้องใช้เงินอโคจรไปถึงสิบสามเหรียญ
จำนวนที่ใช้ไปตอนนี้ ก็เกินกว่าครั้งก่อนไปมากแล้ว
กลืนกินเงินอโคจรยี่สิบเอ็ดอีแปะ เซียนมารยังไม่จุติ วิชาอาคมเกิดการแปรเปลี่ยน
ฝึกปราณระดับสี่ ฝ่ามือจันทร์เร้นกระดูกแตก บรรลุขั้นสุดยอด
ในที่สุด ข้อความแจ้งเตือนสองข้อความก็ปรากฏขึ้นต่อสายตาของหลินซู
ในขณะเดียวกัน จิตใจของเขาก็ถูกมือที่มองไม่เห็นดึงเข้าไปในภาพเงาหมาป่าโดดเดี่ยวใต้แสงจันทร์อีกครั้ง
ดวงจันทร์ดวงใหญ่ยักษ์ที่ชวนให้รู้สึกหวาดกลัวนั้น เดิมทีก็ดูลึกลับและน่าสยดสยองอยู่แล้ว
แต่ตอนนี้ ที่ขอบของมันกลับมีหมอกสีดำแผ่ขยายออกมา ไหลทะลักลงมายังยอดเขา และค่อยๆ ห่อหุ้มร่างของหมาป่าโดดเดี่ยวจนมิดชิด
"..."
หลินซูยังไม่ทันได้ดีใจ ก็ต้องตกใจเมื่อพบว่าการเปลี่ยนแปลงนี้ยังไม่สิ้นสุด
เงินอโคจรในมือของเขายังคงลดลงอย่างรวดเร็ว
และชื่อของวิชาเซียนบนข้อความแจ้งเตือน ก็เริ่มบิดเบี้ยว
"เดี๋ยวก่อน"
หลินซูเห็นภาพคุ้นเคยนี้ ก็พอจะรู้ว่าเกิดอะไรขึ้น สีหน้าของเขาเปลี่ยนไปทันที
เขาอยากได้วิชาที่ทรงพลังกว่าเดิมจริงๆ แต่เงินอโคจรนี่มันจะเวอร์เกินไปแล้วมั้ง
ชีวิตของเถียนจิ้งหยวนมีค่าขนาดนั้นเลยเหรอ
วิชาฝ่ามือจันทร์เร้นกระดูกแตกระดับห้า แค่ใช้ต่อสู้ครั้งเดียว ก็กินพลังวิญญาณของหลินซูไปเกือบสิบสายแล้ว
ตอนนี้กลายเป็นระดับสี่แล้วไม่พอ แถมยังมีแนวโน้มว่าจะทะลวงขึ้นไปถึงระดับสูงอีก
ถ้ามันพุ่งขึ้นไปถึงระดับนั้นจริงๆ ด้วยพลังวิญญาณอันน้อยนิดของเขา คงจะใช้ลำบากน่าดู
และที่สำคัญกว่านั้นก็คือ...
หลินซูรีบกุมหน้าอกแน่น หายใจติดขัด รู้สึกว่าพลังวิญญาณในร่างกายเริ่มจะปั่นป่วน
แม้จะอยากรู้ว่าวิชานี้จะพัฒนาไปเป็นรูปแบบไหน
แต่ดูเหมือนว่าสรรพคุณในการระงับความร้อนรุ่มของเคล็ดวิชาดึงปราณวิหคคราม จะเริ่มเสื่อมลงแล้ว
เมื่อคิดได้เช่นนั้น หลินซูก็กำเงินอโคจรอีกเกือบยี่สิบเหรียญที่เหลือไว้แน่น และหยุดป้อนให้ทันที
ในขณะเดียวกัน ผ้าห่มที่มุมเตียงก็สั่นไหวเล็กน้อย
เสียงร้องด้วยความตกใจและสะดุ้งตื่นก็ดังขึ้น ตามมาด้วยเสียงเด็กน้อยที่เต็มไปด้วยความหวาดกลัว
"เจ้าโจรบ้า นี่เจ้ากำลังทำบ้าอะไรอยู่เนี่ย!"
"จิตสังหารปั่นป่วน จนวิญญาณจะทะลุชีพจรตายอยู่แล้ว! ข้าอุตส่าห์ให้หยดเลือดสำคัญกับเจ้าไปแล้ว เจ้ายังจะมาฆ่าข้าอีกเหรอ!"
"หยุดฝึกเดี๋ยวนี้—"
เด็กทารกที่ดูเหมือนตุ๊กตากระเบื้องเคลือบยังคงหลับตาพริ้ม แต่ผิวหน้าที่บอบบางกลับสั่นระริก ราวกับกำลังสับสนและหวาดกลัวสุดขีด
ไม่นาน ความอบอุ่นสายหนึ่งก็ไหลผ่านหยดเลือดเข้ามาในร่างกายของหลินซู
"หืม"
หลินซูชะงักไป แม้จะไม่รู้ว่าทำไมเด็กทารกถึงตื่นขึ้นมากะทันหัน
แต่ดูจากการเปลี่ยนแปลงในร่างกาย และความหมายในคำพูดของนาง
ถ้าเขาเป็นอะไรไป นางก็คงต้องตายตามไปด้วย นางก็เลยหาวิธีระงับความร้อนรุ่มให้เขาอย่างนั้นสิ?
ถ้าเป็นแบบนั้นล่ะก็...
หลินซูสัมผัสถึงความร้อนรุ่มในอกที่ถูกความอบอุ่นนั้นกดทับลงไปอย่างรวดเร็ว
เขาครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง แล้วก็ลองป้อนเงินอโคจรเข้าไปอีกเหรียญ โดยที่ไม่ได้ลืมตาขึ้นมาดูเลยแม้แต่น้อย "ข้าจะฝึก"
"ข้าบอกให้หยุดฝึกไง!"
รังสีอำมหิตที่แผ่ซ่านออกมาจากร่างของชายหนุ่ม ทำให้เด็กทารกตกใจมาก น้ำเสียงเจือความตื่นตระหนกและแหลมสูงขึ้น
พร้อมกับเสียงนั้น ก็มีความอบอุ่นส่งมาให้ร่างกายของหลินซูทันที
"จะฝึก"
"หยุดฝึก!"
ทำแบบนี้ซ้ำๆ อยู่หลายรอบ ในที่สุดหลินซูก็สงบสติอารมณ์ลงได้ และกลับเข้าสู่ภาพเงาหมาป่าโดดเดี่ยวใต้แสงจันทร์อีกครั้ง
หมอกสีดำที่ไหลทะลักลงมาจากดวงจันทร์เริ่มหนาแน่นขึ้น จนลามออกมานอกยอดเขาที่โดดเดี่ยวนั้น
พวกมันล่องลอยและกลายรูปร่างเป็นมนุษย์ ร้องโหยหวนระงม แผ่รังสีแห่งความอาฆาตแค้นอันรุนแรง
กร๊อบๆ
ทันใดนั้น ท่ามกลางหมอกสีดำ ก็มีเสียงแตกร้าวดังขึ้นอย่างต่อเนื่อง ชวนให้รู้สึกเย็นยะเยือกสันหลังงาบ
วินาทีต่อมา กระดูกนิ้วสีขาวโพลนที่แหลมคมก็พุ่งพรวดขึ้นมาจากเบื้องล่าง
กรงเล็บกระดูกสีขาวแกว่งไกวไปมา ปกคลุมไปทั่วยอดเขา
พวกมันทะลวงผ่านหมอกสีดำ ราวกับเต็มไปด้วยความโกรธเกรี้ยวอันมหาศาล และฉีกกระชากดวงวิญญาณที่ส่งเสียงหนวกหูเหล่านั้นจนแหลกละเอียด!
กลืนกินเงินอโคจรสี่สิบเจ็ดอีแปะ เซียนมารยังไม่จุติ วิชาอาคมเกิดการแปรเปลี่ยน
ฝึกปราณระดับสี่ ฝังวิญญาณกระดูกขาว
ชื่อของวิชาเซียนในข้อความแจ้งเตือนเปลี่ยนเป็นรูปแบบใหม่ทั้งหมด และความชำนาญก็หายไปด้วย
สติของหลินซูค่อยๆ หลุดออกจากภาพนั้น
เขาเงยหน้าขึ้นด้วยสายตาที่ซับซ้อน จ้องมองตัวอักษรที่ชวนให้รู้สึกหวาดหวั่นเหล่านั้น เขารู้ดีว่าสาเหตุคืออะไร
เพราะฝังวิญญาณกระดูกขาว คือวิชาระดับสูงของจริง
เพียงแต่เงินอโคจรมีไม่พอ ทำให้มันเพิ่งจะก่อตัวเป็นรูปเป็นร่างเท่านั้น ยังไม่ถือว่าเป็นวิชาเซียนที่สมบูรณ์
ดังนั้นจึงไม่มีความชำนาญให้เห็น
น่ากลัวจริงๆ
หลินซูนึกถึงภาพกระดูกขาวโพลนในหัว ซึ่งเห็นได้ชัดว่ามันก้าวล่วงขอบเขตของหมัดและฝ่ามือไปแล้ว และตรงกับความเข้าใจของเขาในคำว่า "วิชา" มากกว่า
นี่แหละคือวิธีการที่ผู้ฝึกตนควรจะใช้!
เถียนจิ้งหยวนเป็นแค่ผู้ฝึกตนระดับฝึกปราณขั้นกลางเท่านั้น ถ้าคนอื่นรู้ว่าเอาชีวิตเขาไปแลกวิชาเซียนระดับสูงได้ครึ่งเล่มล่ะก็
เดาว่าเจ้าอ้วนคงไม่ได้เดินออกไปถึงถนนหรอก คงถูกคนรุมสับเป็นชิ้นๆ ไปแล้ว
"ฟู่"
หลินซูพอใจกับผลลัพธ์นี้มาก ดึงสายตากลับมา
นี่เป็นผลลัพธ์ที่ดีที่สุดสำหรับเขาแล้ว
ถ้ามันแรงกว่านี้อีกนิด อาจจะใช้ไม่ได้เพราะพลังวิญญาณไม่พอ นี่ก็ถือว่าหยุดอยู่ในจุดที่พอดีเป๊ะ
เงินอโคจรนี่ใช้คุ้มจริงๆ ยอดเยี่ยมมาก
"ตกลงทำไมเจ้าถึงตื่นขึ้นมาได้"
หลินซูไม่ได้รอคำตอบจากอีกฝ่าย ดังนั้นเขาจึงไม่ได้มองไปที่มุมเตียง แต่กลับเพ่งสติไปที่หยดเลือดในร่างกาย
เพื่อตรวจสอบสภาพของเด็กทารก
เขาพินิจพิจารณาอยู่นาน ในที่สุดก็เข้าใจว่าเกิดอะไรขึ้น
ก่อนหน้านี้ ตอนที่สายเลือดเซียนยังหลับใหลอยู่ ก็เหมือนกับไข่ใบหนึ่ง
ที่ต้องสะสมพลังงานให้เพียงพอ เพื่อให้ร่างกายเติบโตจนถึงจุดที่ฟักออกมาได้
เด็กทารกยังไม่โตเต็มที่ แต่กลับต้องฝืนตื่นขึ้นมา ก็เหมือนกับการฟักออกจากไข่ก่อนกำหนด ร่างกายย่อมอ่อนแอกว่าพวกเดียวกันมาก
แต่ออกมาแล้วก็คือออกมา จะให้กลับเข้าไปก็ไม่ได้แล้ว
การที่นางหลับไปเพราะหมดแรง มันต่างกับการจำศีลในตอนแรกอย่างสิ้นเชิง มันก็แค่เหนื่อยจนหลับไปเท่านั้น
"เจ้า... เจ้าโจรบ้า..."
ตุ๊กตากระเบื้องเคลือบพยายามปรือตาขึ้นอย่างอ่อนแรง นางอุตส่าห์เก็บสะสมพลังงานมาได้นิดหน่อยในช่วงสองวันนี้ แต่ก็โดนสูบไปจนหมดเกลี้ยงอีกแล้ว
ขืนเป็นแบบนี้ต่อไป ชาตินี้นางคงไม่มีวันโตแน่ๆ!
"..."
หลินซูนึกถึงความอบอุ่นเมื่อครู่นี้ ก็เลยไม่ได้เถียงอะไรกลับไป
จริงๆ แล้วเขาไม่ได้มีนิสัยชอบรังแกคนแก่หรือเด็กหรอกนะ
แต่น่าเสียดาย ที่เด็กทารกคนนี้ไม่ได้แก่เสียด้วย
ในเมื่อนางสามารถฟื้นฟูพลังวิญญาณ ระงับความร้อนรุ่มได้ แถมตื่นขึ้นมาคราวนี้ ก็ยังให้ข้อมูลเกี่ยวกับสำนักเซียนได้อีกด้วย
งั้นก็ไม่ควรจะสูบพลังนางจนหมดเกลี้ยงหรอก
เมื่อคิดได้เช่นนั้น หลินซูก็หิ้วเด็กทารกที่มีรูปร่างเหมือนมนุษย์คนนี้ขึ้นมา แล้วใช้นิ้วดีดหน้าผากนางไปทีหนึ่ง
เขาเลิกคิ้ว ถามเสียงเรียบ "เมื่อก่อนเจ้าเรียกข้าว่าโจรก็แล้วไปเถอะ แต่ตอนนี้หยดเลือดของเจ้าอยู่กับข้า เจ้าควรจะเรียกข้าว่าอะไร"
"ห๊า"
เด็กทารกเบิกตากว้างอย่างไม่อยากจะเชื่อ สองขาสั้นๆ เริ่มดิ้นรนไปมา
นางกลัวตายจริงๆ แต่หมอนี่ไม่เคยได้ยินคำว่า “บัณฑิตฆ่าได้หยามไม่ได้” หรือยังไง!
ปั๊ก! ปั๊ก! ปั๊ก!
ระหว่างที่ดิ้นรนอยู่นั้น หน้าผากของนางก็โดนดีดไปอีกเจ็ดแปดที
เสียงร้องก็เริ่มมีเสียงสะอื้นปนมาอีกครั้ง
"เรียกท่านหลิน"
"นาย ท่านนายท่าน!"
สองเสียงดังขึ้นพร้อมกัน
หลินซูขมวดคิ้ว มองดูสิ่งมีชีวิตที่มีรูปร่างคล้ายมนุษย์ในมือด้วยสายตาแปลกๆ
เด็กทารกก็ชะงักไปเหมือนกัน นี่... หมอนี่หมายความว่าอย่างนี้เองเหรอ?
"เจ้าก็รู้หลบรู้หลีกดีนี่"
หลินซูมองดูสายเลือดเซียนที่จู่ๆ ก็หลับตาปี๋แกล้งตาย แล้วก็โยนนางกลับไปบนเตียงอย่างไม่ใส่ใจ
ในเมื่อหยดเลือดสามารถควบคุมอีกฝ่ายได้จริง เขาก็ไม่จำเป็นต้องแกล้งทำเป็นข่มขู่นางอีกต่อไป
เขาลุกขึ้นยืน มองออกไปนอกหน้าต่าง
แสงอรุณเริ่มจับขอบฟ้า วันใหม่กำลังจะเริ่มต้น
ถึงเวลาไปดูถนนซื่อฟางของเขาแล้วหรือยัง