- หน้าแรก
- พลิกตำราวิถีมาร ทะยานสู่บัลลังก์เซียน!
- บทที่ 15 เค้าลางพายุคลั่ง
บทที่ 15 เค้าลางพายุคลั่ง
บทที่ 15 เค้าลางพายุคลั่ง
บทที่ 15 เค้าลางพายุคลั่ง
"ขอบคุณท่านเถียนมาก"
จางจงผิงลดมือลง หันกลับมามองเหล่าลูกศิษย์เบื้องหน้าอีกครั้ง
เมืองเฮยสุ่ยที่ดูเหมือนจะวุ่นวายไร้ระเบียบ
แต่ในความเป็นจริง ไม่ว่าจะถนนสายใหญ่หรือก้อนอิฐก้อนเล็ก ล้วนมีเจ้าของคอยครอบครองอยู่ทั้งสิ้น
คำว่า 'เวลาครึ่งวัน' หมายความว่าในช่วงเวลานั้น ไม่ว่าจะเป็นพวกสว่างหรือพวกมืด จะไม่มีใครย่างกรายเข้าไปในตรอกชิงหลิ่วเลย
และหลังจากนั้น ก็จะไม่มีใครสนใจด้วยว่าเกิดอะไรขึ้นที่นั่น
"มันฝีมือระดับไหน?"
จางจงผิงหลุบตาลงมองบาดแผลบนใบหน้าของจ้าวเผิงที่คุกเข่าอยู่
"น่าจะพอๆ กับศิษย์ หรืออาจจะเก่งกว่านิดหน่อยขอรับ"
จ้าวเผิงครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง ทบทวนถึงน้ำหนักมือของจิ้งจอกนั่นตอนที่ลงมือ ก็ถือว่าไม่ได้มากมายอะไร
ถ้าไม่ใช่เพราะมีมือปราบอยู่ด้วยจนทำให้เขาชะล่าใจ ก็คงไม่เสียเปรียบขนาดนี้
เพื่อแก้ตัว จ้าวเผิงรีบเสริมทันที "และศิษย์ก็ได้สั่งให้ศิษย์น้องหลายคนเฝ้าถนนสายนั่นไว้แล้ว ต่อให้มันมีปีกก็บินหนีไม่พ้นแน่ขอรับ!"
"ลูกข้าต้องไม่ตายฟรี"
จางจงผิงพ่นลมหายใจออกมายาวๆ "อวิ๋นไห่ ครึ่งวันพอไหม?"
ในหมู่คน มีชายรูปร่างผอมบางคนหนึ่งก้าวออกมายืนข้างหน้า
เขาเอ่ยเสียงเรียบ "หนึ่งก้านธูปก็เกินพอแล้วขอรับ"
สิ้นเสียง ชายอีกเจ็ดคนก็ก้าวออกมายืนเรียงแถว รวมจ้าวเผิงที่คุกเข่าอยู่ด้วยเป็นแปดคน ทั้งหมดเดินตามหลังชายหนุ่มผู้นั้น
ฉินอวิ๋นไห่คือศิษย์พี่ใหญ่แห่งสำนักยุทธ์ และเป็นผู้ที่มีฝีมือใกล้เคียงกับผู้เป็นอาจารย์มากที่สุด
เขาสามารถควบคุมพลังภายในได้อย่างเชี่ยวชาญ ขาดเพียงแค่การหยั่งรู้อีกเพียงเล็กน้อย ก็จะสามารถแผ่พลังภายในออกมา และได้รับการยกย่องว่าเป็นมหาคุรุได้แล้ว
"ไปหยิบดาบมา"
จางจงผิงโบกมือ
ลูกศิษย์ด้านข้างรีบอุ้มห่อผ้าสีขาวทรงยาวหลายห่อเข้ามาหา
นี่คือดาบเหล็กกล้าชั้นดีที่สุดในเมือง
"อาจารย์ไม่อยากฟังมันแก้ตัว และไม่อยากเห็นมันอ้อนวอน"
จางจงผิงหลับตาลงอีกครั้ง ความโศกเศร้าที่พยายามเก็บซ่อนไว้ ในที่สุดก็แปรเปลี่ยนเป็นความเย็นชาอันจับใจ
ด้วยแรงบีบจากฝ่ามือของเขา ที่พักแขนของเก้าอี้ก็แตกออกเป็นเสี่ยงๆ
"จงเอาหัวมันมาให้ข้า"
...
ตะวันรอน จันทร์เคลื่อนคล้อย
พลบค่ำมาเยือนอีกครั้ง
บนถนนใหญ่ผู้คนพลุกพล่าน เสียงจอแจดังระงม
ตรอกชิงหลิ่วเป็นเพียงตรอกมืดๆ แอบซ่อนอยู่ในมุมหนึ่งของเมืองทิศตะวันตก เป็นที่ที่ไม่มีใครอยากพูดถึง
เรื่องราวเล็กๆ น้อยๆ ที่เกิดขึ้นในนั้น ไม่ได้ส่งผลกระทบต่อเมืองนี้แม้แต่น้อย
มือปราบสองคนเดินตรวจตราตามปกติ
หนึ่งในนั้นคือมือปราบหนุ่มหน้าดำที่เดินนำหน้าไปทางหนึ่ง แต่จู่ๆ ก็ถูกมือปราบอาวุโสข้างๆ ดึงแขนเสื้อไว้
"หืม?" ฉางอี้หันกลับไปมองรุ่นพี่ด้วยความสงสัย
"วันนี้เราไม่ไปตรวจถนนสายนั่น ไปทางนี้กันเถอะ"
มือปราบชราหัวเราะหึๆ ปล่อยมือ เขาไม่มีลายมังกรม่วงบนเสื้อ ตามหลักการแล้วเขาควรจะอยู่ใต้บังคับบัญชาของฉางอี้
แต่เขาเป็นมือปราบมาเกือบยี่สิบปี ได้รับมอบหมายให้มาช่วยดูแลเด็กใหม่ที่เพิ่งเข้ามาทำงานคนนี้
ส่วนเหตุผลที่ว่าทำไมถึงไม่ไปตรวจถนนสายนั้น และพวกเขาจะได้อะไรตอบแทน ก็ไม่จำเป็นต้องพูดให้มากความ เพราะถึงพูดไปเด็กนี่ก็คงไม่เข้าใจความหมายแฝงอยู่ดี
"..."
ฉางอี้เงียบไปครู่หนึ่ง จู่ๆ เขาก็นึกถึงเรื่องราวที่เคยเกิดขึ้นก่อนหน้านี้
ความผิดปกติที่เหมือนกันเป๊ะ แต่กลับดูเหมือนไม่มีอะไรผิดพลาด
สุดท้ายก็มีคนตาย แต่ก็ไม่มีใครพูดถึง
เขารังเกียจรอยยิ้มของมือปราบชรา แต่ก็เคารพในฐานะรุ่นพี่ ความรู้สึกทั้งสองปะปนกันจนทำให้เขาอึดอัดใจ
ฉางอี้เงยหน้ามองไปทางตรอกชิงหลิ่ว
ลังเลอยู่ครู่หนึ่ง สุดท้ายเขาก็เดินตามมือปราบชราไปยังถนนอีกสายหนึ่ง
เวลานี้ที่ตรอกชิงหลิ่ว
ฮัวเจี่ยพิงอยู่หน้าประตูบ้านคนอื่น กำลังคุยหยอกล้อกับแม่เล้าอีกคน
"เปลี่ยนคนดูแลใหม่แล้ว ท่านเถียนได้เลื่อนตำแหน่ง ท่านหลินคนนี้ก็เป็นคนเอาการเอางานเหมือนกัน"
"หน้าตาก็หล่อเหลา จุ๊ๆ น่าหยิกชะมัด"
หญิงชราสองคนหัวเราะคิกคักกันอย่างออกรส
ทันใดนั้น ก็มีชายคนหนึ่งเดินลงมาจากในบ้าน กระซิบกระซาบอะไรบางอย่างกับแม่เล้านั่น
ฮัวเจี่ยรอให้อีกฝ่ายกลับมา หมายจะพูดหยอกล้อต่ออีกสักสองสามประโยค
แต่กลับเห็นรอยยิ้มบนใบหน้าของแม่เล้าหายวับไป และเมื่อหันมามองนางอีกครั้ง สายตาก็ดูแปลกไป
ปัง!
ฮัวเจี่ยเบิกตาโพลง มองอีกฝ่ายผลักประตูปิดใส่หน้านางอย่างแรง
"เป็นบ้าอะไรของแกวะ?!"
ในฐานะแม่เล้าอันดับต้นๆ ของตรอกชิงหลิ่ว ฮัวเจี่ยก็มีน้ำโหเป็นเหมือนกัน
นางถอยหลังมาสองก้าว อ้าปากเตรียมจะด่าสวน
แต่น่าเสียดายที่คำด่ายังไม่ทันหลุดออกจากปาก ก็ถูกเสียงปิดประตูที่ดังขึ้นรัวๆ ขัดจังหวะ
ปัง! ปัง! ปัง!
เสียงปิดประตูและหน้าต่างที่ดังระงม ทำให้ฮัวเจี่ยหดคอลงตามสัญชาตญาณ
เพียงไม่กี่อึดใจ ตรอกชิงหลิ่วที่เคยเต็มไปด้วยเสียงหัวเราะ ก็กลับกลายเป็นเงียบสงัดราวกับป่าช้า
ทั่วทั้งตรอก เหลือเพียงร่างที่โดดเดี่ยวของนางยืนอยู่เพียงลำพัง
ท้องฟ้าเริ่มมืดลง เป็นเวลาที่แขกควรจะเริ่มทยอยเข้ามา
ภาพที่น่าขนลุกนี้ ทำให้ฮัวเจี่ยรู้สึกเย็นวาบไปถึงสันหลัง
นางกระชับเสื้อคลุมให้แน่น รีบวิ่งเหยาะๆ กลับไปที่หอวิหคกวัก ลังเลอยู่ครู่หนึ่ง สุดท้ายก็ปิดประตูใหญ่ลงกลอนแน่นหนาเช่นกัน
"เป็นบ้าอะไรกันไปหมด!"
ฮัวเจี่ยวิ่งขึ้นไปบนชั้นสอง แง้มหน้าต่างแอบดู
นางจ้องมองท้องฟ้าที่มืดครึ้ม ยิ่งดูก็ยิ่งรู้สึกว่ามีอะไรแปลกๆ
ตามปกติ ตรอกชิงหลิ่วเวลานี้ควรจะมีคนเดินขวักไขว่แล้ว แต่นี่อย่าว่าแต่ในตรอกเลย แม้แต่ถนนใหญ่ข้างนอกก็เงียบสงัดจนน่ากลัว
ลมกลางคืนพัดมาเย็นยะเยือก
ฮัวเจี่ยเหม่อลอยอยู่พักใหญ่ ในที่สุดก็คิดอะไรบางอย่างออก
สายตาที่แม่เล้าคนนั้นมองนางเมื่อกี้ มันเป็นสายตาที่มองคนตายชัดๆ!
ทุกคนได้รับข่าวสารกันหมดแล้ว มีเพียงหอวิหคกวักที่ถูกปิดหูปิดตา
แม้แต่มือปราบหน้าดำที่ยืนเฝ้าปากตรอกเมื่อคืน วันนี้ก็หายหัวไปไหนไม่รู้
"จบสิ้นแล้ว!"
ฮัวเจี่ยร่างอ่อนปวกเปียก ทรุดฮวบลงกับพื้น
นางเดาได้ทันทีว่า บารมีของท่านหลินคงถูกอีกฝ่ายข่มจนมิดแล้ว
ตอนนี้ทุกคนกำลังหลีกทางให้สำนักยุทธ์หงอวิ้น
ส่วนจะหลีกทางให้ทำอะไรนั้น ก็ไม่ต้องอธิบายให้มากความ
ในมุมมืดที่ไม่มีใครสนใจ อีกไม่นานก็จะมีกองเนื้อเน่าเปื่อยเพิ่มขึ้นมา ปล่อยให้พวกงู แมลง หนู มด แทะกินจนเหลือแต่กระดูก!
เสียงที่ดังขึ้นอย่างกะทันหันทำให้พวกผู้หญิงตกใจตื่น
พวกนางแห่กันเข้ามาในห้อง ถามด้วยความตื่นตระหนก "แม่คะ เกิดอะไรขึ้นคะ?"
"แม่พวกแกกำลังจะตายแล้ว..."
ฮัวเจี่ยหน้าซีดเผือด มุมปากเต็มไปด้วยความขมขื่น
นางพยุงตัวลุกขึ้นอย่างทุลักทุเล กลับไปที่หน้าต่างอีกครั้ง
ที่ปากตรอกมีเพียงโคมไฟขาดๆ แกว่งไปมา แสงสว่างวูบวาบ
สวบ!
ในเงามืดบนพื้น จู่ๆ ก็มีเท้าข้างหนึ่งก้าวเข้ามา
ไม่นานนัก เงาร่างเก้าร่างก็ทาบทับลงบนกำแพงที่เก่าคร่ำคร่า เคลื่อนตัวเข้ามาในตรอกอย่างช้าๆ
พวกเขาผูกผ้าขาวไว้ที่แขน ในมือถือดาบยาว สีหน้าเรียบตึง ราวกับวิญญาณร้ายที่มาทวงแค้น
ผู้นำเป็นชายรูปร่างผอมบาง
เขาหลุบตาต่ำ เดินทอดน่องผ่านตรอกอย่างไม่รีบร้อน มุ่งหน้ามายังอาคารสองชั้น
ในบ้านเรือนสองข้างทางของตรอกชิงหลิ่ว เต็มไปด้วยผู้คน ดวงตานับไม่ถ้วนแอบมองเหตุการณ์ข้างนอก แต่กลับไม่มีใครกล้าส่งเสียงแม้แต่น้อย
เงียบสงัดจนแทบได้ยินเสียงเข็มตก ราวกับเมืองผี
ฮัวเจี่ยรู้ดีว่าเป็นเพราะอะไร
เพราะตัวนางเองก็เอามือปิดปากไว้แน่น สัมผัสได้ถึงความสะอื้นไห้จากความกลัวสุดขีด เส้นเลือดที่คอปูดโปนเต้นตุบๆ
พวกผู้หญิงทำอะไรไม่ถูก ยืนเบียดกันแน่นอยู่ในห้อง
ราวกับละครใบ้ที่กดดันจนแทบหายใจไม่ออก
ต้องการเสียงอะไรสักอย่างมาทำลายความเงียบนี้
เอี๊ยด—
เสียงประตูไม้เก่าๆ ถูกผลักเปิดออกอย่างฝืดเคือง ทำให้ฮัวเจี่ยหอบหายใจแรง จนแทบจะสำลักน้ำย่อยออกมา!
ใต้ท้องฟ้าที่มืดครึ้ม ในตรอกที่เงียบสงัด
ประตูใหญ่ของหอวิหคกวักถูกผลักเปิดจากด้านใน
ชายหนุ่มในชุดคลุมยาวก้าวเดินออกมา ยืนตระหง่านอยู่กลางตรอก
ในดวงตาของเขายังคงมีความงัวเงียหลงเหลืออยู่ ราวกับเพิ่งตื่นนอน
หลินซูนวดข้อมือเบาๆ ดวงตาเริ่มแจ่มใสขึ้น
เขาหันไปมองกลุ่มนักบู๊ที่ถือดาบยาวอยู่ไม่ไกล แล้วยิ้มให้อย่างมีมารยาท
"มากันครบแล้วใช่ไหม?"