เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 19 - อำลา

บทที่ 19 - อำลา

บทที่ 19 - อำลา


บทที่ 19 - อำลา

เพียงไม่กี่อึดใจ

ภายใต้เมฆดำทะมึนที่ม้วนตัวไปมา ชายวัยกลางคนในชุดเสื้อคลุมสีดำที่แผ่รังสีอำนาจหนักแน่นดุจขุนเขา ลอยตัวหยุดนิ่งอยู่เบื้องหน้าเซียวจัว

แขนเสื้อกว้างปลิวไสวไปตามลมปราณ ปลอกแขนที่ตีขึ้นจากเหล็กนิลสะท้อนแสงโลหะอันเย็นเยียบ

สายตาของทั้งสองสาดประกายดุจสายฟ้า ปะทะกันกลางอากาศอย่างไร้สุ้มเสียง ต่างฝ่ายต่างประเมินซึ่งกันและกัน

ความเงียบงันผ่านไปหลายอึดใจ เสียงทุ้มต่ำและทรงพลังก็ดังขึ้นจากลำคอของชายวัยกลางคน "เด็กหนุ่มที่ช่วยชีวิตจิ้งเสวียนกับเชินเจวี๋ยไว้ คือเจ้าใช่หรือไม่"

เมื่อเซียวจัวได้ยินดังนั้น ก็เข้าใจในทันทีว่าชายวัยกลางคนผู้มีกลิ่นอายอันน่าครั่นคร้ามผู้นี้ ย่อมต้องเป็นกำลังเสริมที่องครักษ์ปราบมารทั้งสองคนนั้นไปตามมาเป็นแน่

เพียงแต่... กำลังเสริมนี้มาช่าง 'ทันเวลา' เสียเหลือเกิน

หากเขาเป็นเพียงผู้ฝึกยุทธ์ขอบเขตปราณแท้ธรรมดา ป่านนี้เกรงว่าคงไม่เหลือแม้แต่เศษกระดูกให้เห็นแล้ว

เขาไม่มีทางรู้เลยว่า หลังจากที่อวี๋จิ้งเสวียนและเชินเจวี๋ยพุ่งออกจากถ้ำหินมาได้ ทั้งสองก็ไม่กล้าหยุดพักแม้แต่เสี้ยววินาที ควบม้าห้อตะบึงตลอดทั้งคืนเป็นระยะทางกว่าแปดร้อยลี้ มุ่งตรงไปขอความช่วยเหลือที่เมืองอวี้จี้!

และบุคคลที่อยู่เบื้องหน้าผู้นี้ ก็คือผู้บังคับกองพันองครักษ์ปราบมารแห่งเมืองอวี้จี้ เหยียนอวี้สิง!

การเดินทางมาในครั้งนี้ เดิมทีเขาเห็นแก่หน้าตระกูลอวี๋ เพื่อมาเก็บศพให้แก่ผู้มีพระคุณที่ช่วยชีวิตคุณหนูใหญ่ตระกูลอวี๋เอาไว้ พร้อมกับแวะกำจัดปีศาจอสูรระดับฝันร้ายที่สร้างความเดือดร้อนตนนั้น

แต่คิดไม่ถึงเลยว่า จะได้มาพบเจอกับปาฏิหาริย์ที่มีชีวิต!

เด็กหนุ่มที่อยู่เบื้องหน้านี้ นอกจากกลิ่นอายจะดูปั่นป่วนและสูญเสียปราณแท้ไปอย่างมหาศาลแล้ว กลับดูเหมือนไม่ได้รับบาดเจ็บสาหัสอะไรเลย!

เซียวจัวย่อมไม่รู้ความคิดในใจของเหยียนอวี้สิง ทำเพียงประสานมือคารวะ "ที่ผู้อาวุโสกล่าวถึง คือใต้เท้าองครักษ์ปราบมารทั้งสองท่านนั้นใช่หรือไม่"

เมื่อเห็นเหยียนอวี้สิงพยักหน้า เซียวจัวจึงกล่าวเรียบๆ "ก็ถือว่าไม่ได้ช่วยอะไรหรอกขอรับ เพียงแต่ไม่อยากให้พวกเขารั้งอยู่ที่นั่นให้เกะกะขวางหูขวางตาเท่านั้น"

"ฮ่าฮ่าฮ่า!" เสียงหัวเราะของเหยียนอวี้สิงดังกังวานราวกับฟ้าร้องอู้อี้ สั่นสะเทือนเศษหินบนหน้าผาให้ร่วงหล่นลงมา

สัมผัสเทวะอันมหาศาลของเขาราวกับเกลียวคลื่นที่มองไม่เห็น กวาดพัดผ่านเศษซากของค้างคาวปีศาจที่เกลื่อนกลาดเต็มพื้นในพริบตา ก่อนจะมุ่งตรงไปยังปากถ้ำอันลึกล้ำนั่น

เมื่อสัมผัสเทวะสัมผัสเข้ากับกองเลือดสีดำเหนียวข้นที่แผ่กลิ่นเหม็นคาวรุนแรงจนแทบจะดูไม่ออกว่าเป็นตัวอะไรในส่วนลึกของถ้ำ ม่านตาของเขาก็หดเกร็งจนเหลือขนาดเท่าปลายเข็ม เด็กหนุ่มผู้นี้ ถึงกับใช้เพียงพลังขอบเขตปราณแท้ สังหารปีศาจอสูรระดับฝันร้ายไปได้จริงๆ!

ข้อนิ้วภายใต้แขนเสื้อถูกบีบจนส่งเสียงดังกรอบแกรบ เหยียนอวี้สิงพยายามข่มความตื่นตะลึงราวกับคลื่นยักษ์ที่ซัดสาดอยู่ในใจ น้ำเสียงแฝงไว้ด้วยความแหบพร่าที่แม้แต่ตัวเองก็ยังไม่ทันสังเกต "ยินดีจะเข้าสังกัดกองปราบมารของข้าหรือไม่"

ทันทีที่พูดจบ เขาถึงเพิ่งรู้ตัวว่าตัวเองเสียอาการไปแล้ว

พรสวรรค์ที่ฝืนลิขิตสวรรค์เช่นนี้ หากสามารถดึงตัวมาอยู่ใต้บังคับบัญชาได้ อนาคตย่อมต้องเป็นเสาหลักค้ำจุนเผ่ามนุษย์อย่างแน่นอน!

ในใจของเซียวจัวก็สั่นไหวเช่นกัน

แม้เผ่ามนุษย์จะอ่อนแอ ทว่าองครักษ์ปราบมารก็คือกระดูกสันหลังที่ยืนหยัดไม่ล้มทลาย การพิงต้นไม้ใหญ่ย่อมได้ร่มเงาที่เย็นสบาย ภายในนั้นย่อมไม่ขาดแคลนคัมภีร์วิชาระดับยอดเยี่ยมที่สืบทอดกันมา

ทว่า เขารู้ดีว่าเส้นทางของตัวเองเป็นเช่นไร มีเพียงการฆ่าฟันและการต่อสู้อย่างต่อเนื่องเท่านั้น จึงจะสามารถแลกมาซึ่งแต้มคุณลักษณะ และปีนป่ายขึ้นไปได้อย่างรวดเร็ว

หากถูกผูกมัดให้อยู่แต่ในสถานที่แห่งเดียว ก็ไม่ต่างอะไรกับการตัดอนาคตของตัวเอง

เมื่อคิดได้ดังนั้น เซียวจัวจึงทำได้เพียงประสานมือคารวะอีกครั้ง แล้วปฏิเสธอย่างนุ่มนวล "ขอบพระคุณผู้อาวุโสเหยียนที่เมตตา เพียงแต่ผู้น้อยมีนิสัยรักอิสระ มุ่งหวังท่องไปทั่วสี่ทิศ ปรารถนาเพียงได้เดินทางไปทั่วหล้าเพื่อปราบปรามปีศาจอสูร ไม่ต้องการถูกกักขังอยู่ในที่แห่งเดียวขอรับ"

เมื่อเหยียนอวี้สิงเห็นเซียวจัวปฏิเสธอย่างเด็ดขาดและชัดเจน ในดวงตากก็ฉายแววเสียดายอย่างสุดซึ้ง ทว่าก็ไม่ได้ดึงดันบังคับ เพียงแต่กล่าวเรียบๆ "ข้าคือเหยียนอวี้สิง ผู้บังคับกองพันองครักษ์ปราบมารแห่งเมืองอวี้จี้ ครั้งนี้ได้รับการไหว้วานจากนายกองอวี๋ให้มาช่วยเจ้า ในเมื่อตอนนี้เจ้าปลอดภัยดี ข้าก็จะไปส่งเจ้ากลับเมืองเทียนหลางก็แล้วกัน"

"เช่นนั้นก็ต้องรบกวนผู้อาวุโสเหยียนแล้วขอรับ!" เซียวจัวไม่ใช่คนที่ไม่รู้ดีรู้ชั่ว อีกฝ่ายมีเจตนาดีที่จะช่วยเหลือ เมื่อครู่เขาก็ปฏิเสธไปแล้วครั้งหนึ่ง เวลานี้จึงไม่สะดวกที่จะปฏิเสธอีก

เหยียนอวี้สิงพยักหน้าเล็กน้อย ยกมือข้างหนึ่งขึ้น

กระแสลมปราณอันอ่อนโยนทว่าหนักแน่นจนมิอาจต้านทานได้ก่อตัวขึ้นกลางอากาศอย่างไม่มีปี่มีขลุ่ย ประคองร่างของเซียวจัวให้ลอยขึ้นอย่างมั่นคง

ร่างของทั้งสองกลายสภาพเป็นลำแสงสองสาย พุ่งแหวกอากาศมุ่งหน้าไปยังทิศทางของเมืองเทียนหลาง

ระหว่างทาง เหยียนอวี้สิงได้สอบถามรายละเอียดการพบกันระหว่างเซียวจัวกับอวี๋จิ้งเสวียนและเชินเจวี๋ยอย่างละเอียด

เซียวจัวก็เล่าไปตามความจริง

เมื่อได้รู้ว่าทั้งสามคนเพิ่งจะพบหน้ากันโดยบังเอิญ กระทั่งชื่อแซ่ก็ยังไม่ทันได้แนะนำตัว แต่กลับต้องมาร่วมเป็นร่วมตายกัน ซ้ำเซียวจัวยังเป็นฝ่ายเสนอตัวรั้งท้ายเพื่อสกัดกั้นศัตรูในยามเข้าตาจน การประเมินที่เหยียนอวี้สิงมีต่อเซียวจัวในใจ ก็ยิ่งสูงขึ้นไปอีกหลายระดับ

เด็กหนุ่มผู้นี้มีจิตใจมุ่งมั่นที่จะกำจัดปีศาจ พลังรบก็เป็นเลิศ ที่หาได้ยากยิ่งกว่าก็คือจิตใจอันบริสุทธิ์ที่ยอมเสี่ยงอันตรายถึงชีวิตเพื่อเผ่าพันธุ์เดียวกันที่ไม่เคยรู้จักมักจี่กันมาก่อน!

หยกชั้นดีเช่นนี้ หากไม่ได้เข้าสังกัดองครักษ์ปราบมาร นับเป็นเรื่องน่าเสียดายอย่างยิ่งสำหรับเผ่ามนุษย์!

เหยียนอวี้สิงยังได้สอบถามถึงภูมิหลังและที่มาที่ไปของเซียวจัว

เซียวจัวบอกตามตรงว่ามาจากตระกูลเซียวแห่งเมืองเผิงเฉิง ส่วนเรื่องระดับพลังก็อ้างว่าตัวเองมีพรสวรรค์มาตั้งแต่เด็ก เพียงแต่ติดนิสัยชอบซ่อนเร้นฝีมือ

เหยียนอวี้สิงก็ได้บอกกล่าวถึงฐานะของตนเอง รวมถึงชื่อเต็มของอวี๋และเชินให้ทราบ

ผู้ฝึกยุทธ์ขอบเขตควบแน่นจุดชีพจรสามารถก่อกำเนิดสัมผัสเทวะ เชื่อมต่อกับพลังฟ้าดินได้ ความเร็วในการเหาะเหินเดินอากาศนั้นเหนือล้ำกว่าที่คนธรรมดาจะจินตนาการได้

เพียงเวลาไม่ถึงหนึ่งก้านธูป เค้าโครงของเมืองเทียนหลางอันยิ่งใหญ่ก็ปรากฏให้เห็นอยู่ลิบๆ

เพื่อไม่ให้เป็นการสร้างความตื่นตระหนกแก่ชาวบ้าน เหยียนอวี้สิงจึงร่อนลงที่ชานเมืองอันเงียบสงบ

ก่อนจะจากกัน เขาได้กล่าวอย่างหนักแน่นว่า "หากวันข้างหน้าเจ้าเปลี่ยนใจ ประตูของกองปราบมารเมืองอวี้จี้ พร้อมจะเปิดต้อนรับเจ้าเสมอ"

เซียวจัวโค้งคำนับขอบคุณ มองส่งร่างในชุดคลุมสีดำที่กลายสภาพเป็นลำแสงหายลับไปในขอบฟ้า

หลังจากที่เหยียนอวี้สิงจากไป เซียวจัวก็หาสถานที่ลับตา ล้วงเอาชุดทะมัดทะแมงสีดำสนิทชุดใหม่เอี่ยมออกมาจากแหวนมิติแล้วเปลี่ยนสวมใส่ เพื่อปกปิดร่องรอยการต่อสู้ จากนั้นก็เดินกลมกลืนไปกับฝูงชนที่หน้าประตูเมือง กลับเข้าไปในเมืองเทียนหลางเพียงลำพัง

ถึงเวลาต้องอำลาตระกูลเซียวแล้ว

เป้าหมายการเดินทางในครั้งนี้ของเขา คือสำนักอวี้หยางที่อยู่ห่างจากเมืองเทียนหลางออกไปนับพันลี้!

เซียวหนิงจือเคยบอกไว้ว่า จงชิ่งผู้นั้นคือศิษย์ของสำนักอวี้หยาง เบาะแสของเคล็ดวิชาเก้าวัฏจักรเสวียนหยวนเล่มปลาย ย่อมต้องอยู่ที่สำนักแห่งนั้น

เวลานี้แม้บนหน้าต่างสถานะจะมีแต้มคุณลักษณะนอนนิ่งอยู่ถึง 3415 แต้ม ทว่าเขากลับกำลังเดือดร้อนเพราะไม่มีคัมภีร์วิชาเล่มใหม่ให้ทำความเข้าใจ เส้นทางแห่งการยกระดับความแข็งแกร่งถูกสกัดกั้นเสียแล้ว

เมื่อเดินเข้าเมือง เวลานี้เป็นช่วงกลางวันแสกๆ

บนถนนรถม้าวิ่งขวักไขว่ ผู้คนเดินเบียดเสียดยัดเยียด เสียงพ่อค้าแม่ค้าตะโกนขายของดังระงมไปทั่ว เป็นภาพแห่งความเจริญรุ่งเรืองและสงบสุข

ค้างคาวปีศาจล่องหนที่ทำให้ผู้คนหวาดผวาจนขวัญหนีดีฝ่อตัวนั้น ได้ถูกเขาถอนรากถอนโคนไปจนหมดสิ้นแล้ว ในช่วงเวลาสั้นๆ นี้ เมืองเทียนหลางแห่งนี้คงจะได้เสวยสุขกับช่วงเวลาอันสงบสุขไปได้อีกระยะหนึ่ง

ขอเพียงให้โลกมนุษย์ที่เต็มไปด้วยสีสันนี้ สามารถดำรงอยู่ต่อไปได้ยาวนานขึ้นอีกสักหน่อยเถิด

เมื่อเดินทะลุผ่านถนนสามสายที่คุ้นเคย สิงโตหินอันน่าเกรงขามสองตัวที่หน้าประตูจวนตระกูลเซียวก็ปรากฏแก่สายตา

นับตั้งแต่ตระกูลเซียวอพยพเข้ามาในเมืองเทียนหลาง หน้าประตูจวนก็มีผู้คุ้มกันคอยเฝ้ายามอยู่ตลอดเวลา เมื่อเห็นเซียวจัวกลับมา ผู้คุ้มกันสองคนก็ประดับรอยยิ้มบนใบหน้า เอ่ยทักทายอย่างนอบน้อม

เซียวจัวเดินผ่านเข้าไปอย่างราบรื่น มุ่งตรงไปยังห้องหนังสือที่อยู่ด้านหลังห้องโถงใหญ่

ที่นั่นคือสถานที่ที่เซียวหนิงจือใช้จัดการธุระต่างๆ

เวลานี้ เขากำลังขมวดคิ้วครุ่นคิดอยู่หน้ากองสมุดบัญชี ควันธูปไม้จันทน์ลอยกรุ่นขึ้นมาจากกระถางธูปทองแดงสีม่วง พวยพุ่งเป็นสายคล้ายนกกระเรียน

เมื่อเห็นเซียวจัวผลักประตูเข้ามา คิ้วที่ขมวดแน่นของเซียวหนิงจือก็คลายลง เผยให้เห็นรอยยิ้มอบอุ่น ยกมือขึ้นชี้ไปที่เก้าอี้ไท่ซือทางฝั่งซ้าย "เสี่ยวจัวมาแล้วหรือ บ่าวรับใช้บอกว่าเจ้าเก็บตัวฝึกฝนมาหลายวัน วันนี้เหตุใดถึงยอมออกมาได้ล่ะ"

น้ำเสียงและถ้อยคำยังคงสนิทสนมคุ้นเคย ทว่าแฝงไว้ด้วยความเคารพที่พึงมีต่อผู้แข็งแกร่งอย่างเลือนราง

"นายท่าน" เซียวจัวไม่ได้นั่งลง เขาเงียบไปครู่หนึ่ง น้ำเสียงราบเรียบแต่แฝงไว้ด้วยความเด็ดเดี่ยวที่ไม่อาจปฏิเสธ "ข้าจะไปแล้วขอรับ"

พร้อมกันนั้น เขาก็ล้วงเอาคัมภีร์วิชาที่ดูเก่าแก่สามเล่มออกมาจากอกเสื้อ นั่นก็คือ 'เพลงดาบเพลิงผลาญ' 'ฝ่ามือมหาสุญตา' และ 'เคล็ดวิชาหยั่งรากปฐมหยวนน้อย'

"คัมภีร์ระดับเซวียนสามเล่มนี้ ข้าได้มาจากจวนเจ้าเมืองเผิงเฉิง ขอมอบไว้ให้ตระกูลเซียว หู่จื่อเด็กคนนั้นมีทั้งพรสวรรค์และอุปนิสัยที่ดีเลิศ นับเป็นผู้ที่มีอนาคตไกล นายท่านโปรดสั่งสอนเขาให้ดี วันหน้าเขาอาจจะกลายเป็นเสาหลักของตระกูลเซียวได้ขอรับ"

เมื่อเซียวหนิงจือได้ยินดังนั้น ในใจก็ถอนหายใจยาวออกมา

แม้จะรู้ดีอยู่แล้วว่าไม่อาจรั้งมังกรที่ซ่อนเร้นตัวนี้ไว้ได้ แต่เมื่อถึงเวลาต้องจากกันจริงๆ ความรู้สึกอาลัยอาวรณ์ก็ยังคงถาโถมเข้ามาในใจราวกับเกลียวคลื่น

เด็กคนนี้เฉลียวฉลาดมีไหวพริบมาตั้งแต่เด็ก เติบโตมาพร้อมกับเส้าโหยวราวกับพี่น้อง แม้จะมีฐานะเป็นนายบ่าว แต่เขาก็มองอีกฝ่ายเป็นเหมือนลูกหลานคนหนึ่ง

หากไม่ใช่เพราะเหตุนี้ ความผิดมหันต์ที่เซียวจัวพาสะโหยวแอบหนีออกจากจวนจนทำให้ผู้คุ้มกันสามคนต้องจบชีวิตลงในคราวนั้น จะถูกปล่อยผ่านไปอย่างง่ายดายได้อย่างไร

เขารับเอาคัมภีร์ทั้งสามเล่มที่หนักอึ้งนั้นมา สายตามองลึกเข้าไปในดวงตาของเซียวจัว "หลังจากนี้ จะมุ่งหน้าไปที่ใด"

"สำนักอวี้หยางขอรับ"

"รู้เส้นทางหรือไม่"

"กำลังจะมาขอคำชี้แนะจากนายท่านพอดีขอรับ"

เมื่อเซียวหนิงจือได้ยินดังนั้น ก็อดไม่ได้ที่จะหัวเราะส่ายหน้า

เขาลุกขึ้นยืน เดินไปที่ชั้นหนังสือไม้จันทน์ม่วงอันสูงใหญ่ด้านหลัง ค้นหาของในช่องลับอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะดึงม้วนแผนที่หนังสัตว์ที่สีสันดูเก่าแก่ลงมาม้วนหนึ่ง

"นี่คือแผนที่ภูมิประเทศทั่วแคว้นของราชวงศ์ต้าเฉินเมื่อสิบปีก่อน" เซียวหนิงจือค่อยๆ กางแผนที่ออกบนโต๊ะหนังสืออันกว้างขวาง ปลายนิ้วชี้ไปที่บริเวณใจกลางแผนที่อย่างแม่นยำ "เวลานี้ชายแดนเกิดความวุ่นวาย เมืองหลายแห่งกลายเป็นดินแดนรกร้าง โชคดีที่สำนักอวี้หยางตั้งอยู่ใจกลางต้าเฉิน เส้นทางน่าจะปลอดภัยไม่มีอุปสรรคใดๆ"

ตำแหน่งที่ปลายนิ้วของเขาชี้ลงไป ปรากฏตัวอักษรคำว่า 'สำนักอวี้หยาง' เขียนไว้อย่างชัดเจน

สายตาของเซียวจัวดุจสายฟ้าแลบ เพียงแค่กวาดตามองครั้งเดียว เส้นทาง ภูเขา แม่น้ำ และเมืองต่างๆ บนแผนที่ ก็ถูกประทับฝังลึกเข้าไปในหัวใจ

เมื่อพลังบรรลุถึงขอบเขตปราณแท้ การมีความจำที่เป็นเลิศก็เป็นเพียงเรื่องปกติธรรมดา

ทว่า เมื่อสายตาเหลือบไปเห็นมุมหนึ่งของแผนที่ หัวใจของเขาก็กระตุกวูบ พื้นที่ที่ระบุชื่อว่า 'บึงอวิ๋นเมิ่ง' นั้น โครงร่างของมันกลับดูคล้ายคลึงกับแผนที่หนังสัตว์ที่ขาดวิ่นสองแผ่นที่เขาได้มาจากห้องลับของจวนเจ้าเมืองอย่างน่าประหลาด!

"ขอบพระคุณนายท่าน!" เซียวจัวไม่ได้รับเอาแผนที่ที่เซียวหนิงจือตั้งใจจะมอบให้ เพียงแค่บอกว่าจดจำไว้ในใจหมดแล้ว จากนั้นก็โค้งคำนับขอตัวลา

เมื่อเดินออกจากห้องหนังสือ เขาก็มุ่งตรงไปยังเรือนพักของเซียวเส้าโหยว

เพิ่งจะก้าวเข้าประตูเรือน ก็เห็นหลี่เจิ้นยืนตระหง่านอยู่กลางลานราวกับหอคอยเหล็ก สายตาจดจ่อจับจ้องไปที่คนสองคนที่กำลังฝึกหมัดอยู่กลางลาน หนึ่งคือเซียวเส้าโหยวที่กำลังหอบแฮกๆ และอีกหนึ่งคือหู่จื่อที่ออกหมัดแต่ละกระบวนท่าอย่างหนักแน่นและทรงพลัง

เมื่อเห็นเซียวจัวเดินเข้ามา เจ้าอ้วนก็ตาเป็นประกาย ทำท่าจะหยุดพัก แต่กลับถูกหลี่เจิ้นใช้ไม้พลองในมือฟาดเข้าที่หลังดัง 'เพียะ' จนต้องยิงฟันฝืนทนร่ายรำหมัดต่อไป

ส่วนหู่จื่อนั้นราวกับไม่รับรู้สิ่งใด หมัดที่ชกออกไปแฝงเสียงลมแหวกอากาศ มีสมาธิจดจ่ออย่างเต็มที่

เซียวจัวยืนเงียบๆ อยู่ด้านข้าง เฝ้ารออย่างสงบ

ประมาณเกือบครึ่งก้านธูป การร่ายรำหมัดหนึ่งชุดถึงได้จบลงอย่างทุลักทุเล

เซียวเส้าโหยวเหงื่อแตกพลั่กราวกับถูกนึ่ง รีบวิ่งเข้ามาหาเซียวจัว บ่นกระปอดกระแปดอย่างหงุดหงิด "ในที่สุดเจ้าก็โผล่หน้ามาเสียที! เมื่อคืนข้าไปตามหาก็ไม่เห็นเงา! หายหัวไปไหนมาห๊ะ!"

เขาพูดไปพลางใช้แขนเสื้อเช็ดเหงื่อที่หน้าผากไปลวกๆ

เซียวจัวมองดูเจ้าอ้วนที่เติบโตมาด้วยกันตั้งแต่เล็กจนโตผู้นี้ สายตาแฝงความรู้สึกที่ซับซ้อน เอ่ยปากเสียงเบา "นายน้อย ข้าจะไปแล้วขอรับ"

[จบแล้ว]

จบบทที่ บทที่ 19 - อำลา

คัดลอกลิงก์แล้ว