เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 16: รากวิญญาณระดับเก้า ก็งั้นๆแหละ

บทที่ 16: รากวิญญาณระดับเก้า ก็งั้นๆแหละ

บทที่ 16: รากวิญญาณระดับเก้า ก็งั้นๆแหละ


บทที่ 16: รากวิญญาณระดับเก้า ก็งั้นๆแหละ

ขณะที่เฉินเจิ้งเต้าก้าวเท้าลงสู่พื้น

สวีเจิ้งเหยียนก็นำลู่เจิ้งและสมาชิกตระกูลสวีออกมาคุกเข่าข้างหนึ่งเพื่อทำความเคารพ

"ยินดีต้อนรับท่านปรมาจารย์ผู้ทรงเกียรติแห่งหอความลับสวรรค์ !"

เฉินเจิ้งเต้ายิ้มและพยักหน้าอย่างสุภาพ "ข้าคือรองเจ้าหอแห่งหอความลับสวรรค์  เฉินเจิ้งเต้า"

รองเจ้าหองั้นหรือ?

ทุกคนในที่นั้นต่างตกตะลึง

พวกเขานึกว่าจะเป็นเพียงผู้ดูแลหรือคนในระดับใกล้เคียงกันมารับตัวเสียอีก

ใครจะไปรู้ว่าแท้จริงแล้วคือถึงขั้นรองเจ้าหอ!

ทุกคนต่างทั้งหวาดกลัวและตกใจ

ความสำคัญที่หอความลับสวรรค์ มีต่อรากวิญญาณระดับเก้านั้น เหนือกว่าที่พวกเขาคาดคิดไว้มากนัก!

"ใครในที่นี้คือผู้ครอบครองรากวิญญาณระดับเก้า?"

เฉินเจิ้งเต้าถามอย่างกระตือรือร้น

เพียงแค่หนึ่งชั่วยาม (สองชั่วโมง) กลับทะลวงผ่านได้ถึงสามระดับรวด

นี่มันคือการท้าทายสวรรค์ชัดๆ

สายตาของทุกคนจับจ้องไปที่ลู่เจิ้งเป็นจุดเดียว

ทั้งความอิจฉา ริษยา ความยินดี และอารมณ์อื่นๆต่างประดังประเดเข้ามา ทำให้ลู่เจิ้งรู้สึกภาคภูมิใจอย่างถึงที่สุด

เขาประสานมือแล้วกล่าวว่า "ผู้น้อยลู่เจิ้ง คารวะรองเจ้าหอเฉิน!"

เมื่อได้ยินเช่นนั้น เฉินเจิ้งเต้าก็รีบก้าวไปข้างหน้าและประคองเขาขึ้นด้วยตัวเอง พลางพยักหน้าชื่นชมซ้ำแล้วซ้ำเล่า

"ไม่เลว ไม่เลว ช่างเป็นคนหนุ่มที่ยอดเยี่ยมจริงๆ!"

ลู่เจิ้งรู้สึกปลื้มปีติจนทำตัวไม่ถูก

เขาไม่เคยคาดคิดมาก่อนว่ารองเจ้าหอเฉินจะเป็นกันเองถึงเพียงนี้ ทำให้เขาลดความเกร็งลงได้บ้าง

เฉินเจิ้งเต้ายิ้มพลางกุมมือลู่เจิ้งไว้ "ไม่ต้องประหม่าไป พวกเราก็นับว่าเป็นคนบ้านเดียวกันได้ครึ่งหนึ่ง"

"ข้ามาจากเมืองปี้หลิวที่อยู่ข้างๆนี่เอง เมื่อสามสิบปีก่อน ตอนที่ตรวจพบว่าข้ามีรากวิญญาณระดับแปด มันทำให้หอความลับสวรรค์ สั่นสะเทือนไปทั้งหอ"

"สามสิบปีต่อมา เจ้าก็ถูกตรวจพบว่ามีรากวิญญาณระดับเก้า ซึ่งสร้างความตกตะลึงให้กับหอความลับสวรรค์ อีกครั้ง"

"นี่คือพรหมลิขิตของเรา"

ทุกคนพลันเข้าใจในทันที

ที่แท้เฉินเจิ้งเต้าก็คืออัจฉริยะผู้มีรากวิญญาณระดับแปดสีดำจากเมืองปี้หลิวในตอนนั้นเอง!

การที่เขาเป็นฝ่ายเริ่มสร้างสายสัมพันธ์และดึงตัวลู่เจิ้งไว้อย่างชัดเจนเช่นนี้ ใครๆก็ดูออก

นั่นหมายความว่าเมื่อลู่เจิ้งไปถึงหอความลับสวรรค์  เฉินเจิ้งเต้าจะคอยหนุนหลังเขาอย่างแน่นอน

อนาคตของลู่เจิ้งช่างสดใสอย่างไร้ขีดจำกัด!

ฉินฉางเซิงกำหมัดด้วยความตื่นเต้น พลางพึมพำกับตัวเอง "ข้าบอกแล้วไงว่าคนอย่างฉินฉางเซิงไม่เคยเลือกทางผิดในชีวิต!"

"การได้เกาะติดลู่เจิ้งไว้ คือการตัดสินใจที่ถูกต้องที่สุดในชีวิตของข้า"

หลังจากพูดคุยและทำความคุ้นเคยกับลู่เจิ้งอยู่พักใหญ่ ในที่สุดเฉินเจิ้งเต้าก็เข้าสู่ประเด็นสำคัญ

เขาเหลือบมองสมาชิกตระกูลสวีที่คุกเข่าอยู่บนพื้นแล้วกล่าวว่า "พวกเจ้าลุกขึ้นเถอะ"

สวีเจิ้งเหยียนเป็นคนแรกที่ลุกขึ้นยืนและกล่าวอย่างนอบน้อม "รองเจ้าหอเฉิน เชิญด้านในก่อนครับ"

จากนั้นทุกคนก็เคลื่อนย้ายไปยังโถงหลัก

เฉินเจิ้งเต้านั่งอยู่เพียงลำพัง ในขณะที่คนอื่นๆยืนอยู่สองข้างโถง ไม่กล้าแม้แต่จะหายใจแรง

"เสี่ยวลู่ ข้าได้ยินเรื่องพลังของรากวิญญาณระดับเก้าของเจ้าระหว่างทางมาที่นี่"

เฉินเจิ้งเต้าหัวเราะเบาๆ"แม้แต่แม่นางน้อยผู้เย็นชาจากสำนักเมฆาเขียวยังต้องเสียน้ำตาให้กับเจ้าเลยนะ"

หืม?

ลู่เจิ้งงุนงงเล็กน้อย

แม่นางจากสำนักเมฆาเขียว?

นั่นใครกัน?

เฉินเจิ้งเต้ากล่าวต่อ "เจ้าช่วยแสดงให้เห็นที่นี่ได้ไหม ว่าเจ้าเดินลมปราณผ่านรากวิญญาณอย่างไร และมันมีความอัศจรรย์เพียงใด?"

การทะลวงผ่านสามระดับในหนึ่งชั่วยาม ความเร็วในการดูดซับพลังงานวิญญาณคงเปรียบได้กับวาฬที่สูบน้ำทะเล

ลู่เจิ้งพยักหน้า ก้าวไปที่กลางโถง

การที่คนจากหอความลับสวรรค์ ต้องการให้เขาแสดงฝีมือเป็นเรื่องที่คาดไว้อยู่แล้ว

อย่างไรก็ตาม ลำพังแค่การเดินลมปราณผ่านรากวิญญาณคงไม่อาจแสดงอานุภาพของรากวิญญาณระดับเก้าได้อย่างเต็มที่

ดังนั้น เขาจึงมีไอเดียที่ดีกว่านั้น

"รองเจ้าหอเฉิน เราเปลี่ยนเป็นการประลองฝีมือแทนได้ไหมครับ?"

เฉินเจิ้งเต้าพยักหน้าโดยไม่ลังเล "เจ้าต้องการจะประลองกับใครล่ะ?"

ยอดฝีมือที่แท้จริงจะดูออกได้ตั้งแต่กระบวนท่าแรก

ในระหว่างการประลอง ลู่เจิ้งจะสามารถแสดงความพิเศษของรากวิญญาณระดับเก้าออกมาได้ดียิ่งขึ้น

ลู่เจิ้งหัวเราะเยาะอยู่ในใจ พลางชี้ไปทางเจียงฟานที่ยืนสงบนิ่งไขว้มือไว้ในแขนเสื้อ

"เจียงฟาน เจ้ากล้ามาประลองกับข้าอีกครั้งไหม?"

โอ้?

เฉินเจิ้งเต้ามองตามนิ้วของเขาไปจนเห็นเจียงฟาน

เมื่อเห็นว่าเขาพูดไม่ได้และต้องเขียนเพื่อตอบโต้เท่านั้น เขาก็ประหลาดใจ "คนใบ้งั้นหรือ?"

ลู่เจิ้งอธิบายว่า "รองเจ้าหอเฉิน ท่านอาจจะยังไม่ทราบ!"

"หญิงคนรักของข้าถูกเขาแย่งชิงไปพร้อมกับสัญญาการหมั้นหมาย เพื่อจะชิงนางกลับมาข้าจึงได้ประลองกับเขาเพื่อดูว่าใครจะทะลวงระดับได้เร็วกว่ากัน!"

"แต่เขาใช้วิธีการที่สกปรกเพื่อให้ได้ชัยชนะมา"

"ข้าไม่ยอมรับผลในครั้งนั้น ข้าจึงอยากให้รองเจ้าหอเฉินมาเป็นพยานดูว่าข้าจะชิงคนรักกลับมาอย่างมีเกียรติและสง่างามได้อย่างไร"

นี่คือการขอให้รองเจ้าหอช่วยทวงคืนความยุติธรรม

ทว่ารองเจ้าหอกลับขมวดคิ้วเล็กน้อย

คนใบ้... สามารถรังแกลู่เจิ้งผู้มีรากวิญญาณระดับเก้าได้งั้นหรือ?

หวังอิ่งเฟิงรีบก้าวออกมาข้างหน้าแล้วกล่าวว่า "เรียนรองเจ้าหอเฉิน เรื่องนี้เป็นความจริงค่ะ"

"เจียงฟานคนนี้ อาศัยบุญคุณที่เขาเคยมีต่อพวกเรา บังคับให้บุตรสาวคนโตของข้าต้องแต่งงานด้วย"

"ด้วยความสำนึกในบุญคุณ พวกเราจึงต้องกล้ำกลืนความโกรธแค้น ให้บุตรสาวของข้ายอมรับความอัปยศและตกลงแต่งงานไป"

"เมื่อหลานชายของข้าตรวจพบว่ามีรากวิญญาณระดับเก้าและต้องการชิงคนรักคืน เจียงฟานก็ใช้เล่ห์เหลี่ยมจนชนะไป"

ขณะที่นางพูด

นางเหลือบมองสมาชิกตระกูลสวี เป็นเชิงข่มขู่ให้พวกเขาโกหกเพื่อสนับสนุนลู่เจิ้ง

อาจจะด้วยมโนธรรมหรือความเกรงกลัวต่ออำนาจของรองเจ้าหอ จึงไม่มีใครกล้าปริปากพูด

อย่างไรก็ตาม ฉินฉางเซิงรีบกลอกตาไปมาและกล่าวทันทีว่า "รองเจ้าหอเฉิน ข้าขอเอาเกียรติของตระกูลฉินเป็นประกันว่าเรื่องนี้เป็นความจริงครับ!"

เมื่อมีคนยืนยันถึงสองคน สีหน้าของรองเจ้าหอก็เริ่มเย็นชาขึ้นเล็กน้อย

เขามองเจียงฟานด้วยสายตาที่ดุดันแล้วกล่าวว่า "การอ้างบุญคุณเพื่อบังคับแต่งงาน ไม่ต่างอะไรกับการปล้นชิง!"

"เจ้ากล้าประลองกับลู่เจิ้งเพื่อพิสูจน์ความรักที่เจ้าหวงแหนหรือไม่?"

สวีโย่วหรานตกตะลึง

เห็นๆอยู่ว่าเป็นตระกูลสวีที่เป็นฝ่ายอกตัญญูและคิดจะเปลี่ยนข้อตกลงการแต่งงาน

ทำไมมันถึงกลายเป็นว่าเจียงฟานใช้บุญคุณมาข่มขู่ไปได้?

นางอ้าปากจะอธิบาย แต่เจียงฟานห้ามนางไม่ให้พูดอะไรต่อ แล้วเขียนว่า "ไม่ต้องเสียคำพูด!"

"เรื่องที่แก้ได้ด้วยหมัด ไม่จำเป็นต้องโต้เถียง"

จากนั้นเขาก็มองไปที่ลู่เจิ้ง แล้วเขียนว่า "เจ้าต้องการจะประลองยังไง?"

ลู่เจิ้งตอบอย่างโอหัง "ย่อมต้องเป็นการประลองกำลังสิ! เจ้ามีพละกำลังพอจะสู้ไหมล่ะ?"

แทบจะในทันที

เจียงฟานตวัดพู่กันเขียนอย่างรวดเร็ว "ตกลง!"

เมื่อเห็นดังนั้น ลู่เจิ้งก็แสยะยิ้มในใจ

ไอ้คนโง่เง่าที่ไม่เจียมตัว!

ตอนนี้เขาอยู่ที่ขอบเขตกลั่นนลมปราณขั้นที่ห้า และในช่วงไม่กี่วันที่ผ่านมาเขาได้แอบฝึก "วิชากระบี่ตระกูลสวี" มาแล้ว

ส่วนเจียงฟานล่ะ?

เขาก็แค่โชคดีทะลวงเข้าสู่ขั้นที่สามได้โดยบังเอิญเท่านั้น

เขาจะเอาอะไรมาชนะตนได้?

"ถ้าอย่างนั้นก็เริ่มกันเลย!"

ลู่เจิ้งชักกระบี่ออก ชี้ไปที่เจียงฟานจากระยะไกล

วันนี้แหละ!

เขาจะเหยียบหน้าเจียงฟาน แย่งผู้หญิงของมันมา และแสดงให้โลกเห็นถึงพลังของรากวิญญาณระดับเก้า!

และเจียงฟานจะกลายเป็นเพียงบันไดให้เขาเหยียบย่ำเพื่อทะยานขึ้นสู่สรวงสวรรค์!

เจียงฟานยังคงไม่สะทกสะท้าน เดินเข้าสู่ใจกลางโถงอย่างสงบนิ่ง

เขาทำท่ากวักมือเรียกอย่างสบายอารมณ์

ท่าทางอวดดีนี้เรียกเสียงหัวเราะเยาะจากฉินฉางเซิง:

"ต้องโง่เขลาเพียงใดถึงกล้าไปยั่วโมโหคนที่มีรากวิญญาณระดับเก้ากันนะ?"

"มันคอยเอาแต่พูดว่าข้าจะเสียใจ เดี๋ยวเถอะ ตอนที่มันลงไปนอนกองอยู่กับพื้นเหมือนหมาตาย ข้าจะถามมันเองว่าเสียใจไหม!"

เฉินเจิ้งเต้าเองก็ส่ายหน้าเบาๆพลางทอดถอนใจ "ช่างกล้าอวดดีต่อหน้ารากวิญญาณระดับเก้าเสียจริง!"

"เด็กคนนี้ช่างยโสเกินไปแล้ว"

ท่าทางดูแคลนเช่นนั้นยิ่งกระพือไฟแค้นในใจของลู่เจิ้ง

"เจ้าวอนหาเรื่องเองนะ!"

ลู่เจิ้งแค่นเสียงเย็นใช้กระบวนท่า "ขวานยักษ์ผ่าขุนเขา" โคจรพลังวิญญาณอันแข็งแกร่งของขั้นที่ห้าเพื่อฟันลงมาอย่างดุดัน

เจียงฟานยิ้ม

ผ่านไปตั้งนาน ลู่เจิ้งกลับไม่มีความก้าวหน้าเลยแม้แต่นิดเดียว

ขณะที่เงากระบี่ฟันลงมา เจียงฟานก็ปลดปล่อยพลังวิญญาณในระดับขั้นที่หกออกมา!

นิ้วของเขาที่แฝงไปด้วยพลังวิญญาณ ดีดเข้าที่ใบกระบี่เบาๆ

แรงปะทะอันมหาศาลที่เกินกว่าลู่เจิ้งจะรับไหว ส่งผลให้กระบี่หลุดจากมือลอยกระเด็นไปในทันที

ลู่เจิ้งตกตะลึงไปชั่วขณะเขาไม่เข้าใจว่าเกิดอะไรขึ้น ขณะที่เจียงฟานเปลี่ยนจากการดีดนิ้วเป็นฝ่ามือ ซัดเข้าใส่หน้าของเขา

ลู่เจิ้งรีบโคจรพลังวิญญาณ คำรามลั่นพลางออกหมัดเข้าปะทะเพื่อหวังจะสวนกลับ

เขาพยายามจะต่อยเจียงฟานให้กระเด็น เพื่อกู้ศักดิ์ศรีกลับมาบ้าง

อย่างไรก็ตาม

ผลของการปะทะกลับกลายเป็นว่าร่างที่หนักกว่าร้อยชั่งของลู่เจิ้งถูกซัดกระเด็นไปด้วยฝ่ามือเดียว ร่างของเขาพุ่งไปชนโต๊ะน้ำชาจนพังพินาศก่อนจะหยุดลง

บรรยากาศในที่นั้นพลันเงียบกริบ

มันเงียบเชียบราวกับป่าช้า!

มีเพียงเสียงของเจียงฟานที่กำลังปัดฝุ่นออกจากแขนเสื้อเบาๆพร้อมกับข้อความที่เขาเขียนทิ้งไว้:

"รากวิญญาณระดับเก้า ก็งั้นๆแหละ"

จบบทที่ บทที่ 16: รากวิญญาณระดับเก้า ก็งั้นๆแหละ

คัดลอกลิงก์แล้ว