เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 34 สมุนไพรล้ำค่าจื่อหรง

บทที่ 34 สมุนไพรล้ำค่าจื่อหรง

บทที่ 34 สมุนไพรล้ำค่าจื่อหรง


บทที่ 34 สมุนไพรล้ำค่าจื่อหรง

ตำบลชิงเถียน

เมื่อสรรพสิ่งฟื้นคืนชีพ ตำบลชิงเถียนก็กลับมาวุ่นวายอีกครั้ง

จี้หมิง หัวหน้าหน่วยลาดตระเวนคนเก่าจากไปแล้ว สมาชิกคนก่อนหน้าก็ถูกสับเปลี่ยนเป็นคนหน้าใหม่ทั้งหมด

ในฐานะหัวหน้าหน่วยดูแลแปลงสมุนไพร หลินเยี่ยนไม่จำเป็นต้องลงไปดูแลแปลงสมุนไพรอย่างเจาะจงอีกต่อไป กลับกลายเป็นคนที่ว่างงานที่สุด

ทว่าหลินเยี่ยนก็ไม่ได้ปล่อยเวลาให้สูญเปล่า นอกจากการฝึกวรยุทธ์แล้ว เวลาที่เหลือเขาก็ทุ่มเทให้กับการสำรวจภูเขาอู้ซาน

ด้วยความช่วยเหลือจากคัมภีร์สัจธรรมธรณี ภายในเวลาสองเดือน เขาค้นพบสมุนไพรหายากมูลค่ากว่าสองร้อยตำลึงในภูเขาอู้ซาน

ความแข็งแกร่งทางวรยุทธ์เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ชีวิตแบบนี้หลินเยี่ยนพอใจเป็นอย่างมาก

"หัวหน้าหลิน"

วันหนึ่ง ขณะที่หลินเยี่ยนกำลังฝึกเพลงหมัดอยู่ในลานบ้าน เสียงฝีเท้าก็ดังขึ้นที่หน้าประตู สมาชิกหน่วยลาดตระเวนคนหนึ่งรีบเดินเข้ามา

"เมื่อครู่นี้ ข้าสังเกตเห็นคนหลายคนมุ่งหน้าไปยังภูเขาอู้ซาน ดูจากความเร็วในการเดินแล้ว น่าจะเป็นผู้ฝึกยุทธ์ขอรับ"

เมื่อได้ยินคำพูดของชายหนุ่ม ภาพของหลี่กุยอีก็ผุดขึ้นมาในหัวของหลินเยี่ยน

ก่อนวันปีใหม่ หลี่กุยอีและพวกได้เข้าไปในภูเขาอู้ซานรอบหนึ่งแล้ว เห็นได้ชัดว่าไปล่าสัตว์ แต่หลังจากถูกเขาขัดขวาง ก็คงไม่ประสบความสำเร็จ

ตอนนี้หลังปีใหม่แล้ว หลี่กุยอีมีความเป็นไปได้สูงที่จะเข้าไปในภูเขาอู้ซานอีกครั้ง

หลินเยี่ยนนึกย้อนไปถึงตอนที่จับมือกับหลี่กุยอี ต้นไม้วรยุทธ์สีเทาในหัวแสดงให้เห็นความสูงของต้นไม้วรยุทธ์ของอีกฝ่ายที่สูงถึงสองฉื่อแปดนิ้ว ซึ่งสูงกว่าระดับของเขามาก แต่หากเขาใช้เอวศิลาสันหลังเถื่อนและพลังแฝงแห่งเพลงหมัดเข้าช่วย ก็ไม่ใช่ว่าจะไม่มีทางสู้ได้

สิ่งสำคัญที่สุดคือ เขาไม่จำเป็นต้องเผชิญหน้ากับหลี่กุยอีโดยตรง ขอเพียงทำลายแผนการของอีกฝ่ายได้ก็พอ

เมื่อตัดสินใจได้แล้ว หลินเยี่ยนก็ตอบกลับด้วยน้ำเสียงเรียบเฉย "หน้าที่ของพวกเราคือการดูแลแปลงสมุนไพร ตราบใดที่พวกนั้นไม่ได้มุ่งเป้ามาที่แปลงสมุนไพร ก็ไม่เกี่ยวกับเรา"

"แหะๆ ข้าก็แค่มาแจ้งให้หัวหน้าหลินทราบเท่านั้นเองขอรับ"

จางเฟิงไม่ได้แปลกใจกับปฏิกิริยาของหลินเยี่ยน อย่างไรเขาก็ถือว่าได้แจ้งให้ทราบแล้ว หากผู้ฝึกยุทธ์ลึกลับพวกนั้นมุ่งเป้ามาที่แปลงสมุนไพร เขาก็ไม่ต้องรับผิดชอบอะไร

แปลงสมุนไพรในตำบลชิงเถียน ไม่ได้เก็บเกี่ยวทั้งหมดทุกปี สมุนไพรบางชนิดต้องใช้เวลาหลายปีจึงจะเติบโตเต็มที่ บางชนิดแม้อายุยังไม่ถึงเกณฑ์ แต่หากมีปริมาณมากพอ ก็สามารถชดเชยเรื่องอายุได้

ผู้ฝึกยุทธ์ที่จ้องจะขโมยสมุนไพรนั้นมีน้อยมาก แต่ก็ใช่ว่าจะไม่มีเลย

มักจะมีคนที่ขัดสนเงินทองเพราะการฝึกวรยุทธ์ ยอมเสี่ยงอันตรายล่วงเกินตระกูลถังอยู่เสมอ

เมื่อจางเฟิงจากไป หลินเยี่ยนก็กลับเข้าบ้านไปหยิบห่อผ้า เดินออกทางประตูหลัง และรีบมุ่งหน้าไปยังภูเขาอู้ซานอย่างรวดเร็ว

เมื่อเข้าสู่ภูเขาอู้ซาน หลินเยี่ยนก็เปิดห่อผ้า ถอดเสื้อผ้าที่สวมใส่อยู่ออก เปลี่ยนเป็นชุดที่เตรียมมาในห่อผ้า ส่วนเสื้อผ้าชุดเดิม เขาก็จัดการ... จัดการเก็บใส่ห่อผ้ามัดให้แน่นและซ่อนไว้ในพุ่มหญ้า

ผ้าโพกหัวสีเขียว ผ้าปิดหน้าสีเขียว เสื้อและกางเกงสีเขียว

เขียวตั้งแต่หัวจรดเท้า นี่คือชุดพรางตัวที่เขาสั่งทำพิเศษเพื่อใช้สำหรับการเดินทางในป่าเขาโดยเฉพาะ

หลินเยี่ยนเดินอย่างระมัดระวัง ความเร็วไม่มากนัก หากเป็นกลุ่มของหลี่กุยอีจริง ตามรูปแบบครั้งก่อน อีกฝ่ายจะต้องวางเหยื่อล่อแล้วรอเวลาสักระยะ ซึ่งเพียงพอให้เขาตามรอยจนเจอ

ครึ่งชั่วยามผ่านไป หลินเยี่ยนยังไม่พบหลี่กุยอีและพวก แต่กลับได้กลิ่นคาวเลือดที่คุ้นเคย

เขาลดฝีเท้าลง ไม่รีบตรงไปยังทิศทางของกลิ่นคาว แต่เลือกที่จะเดินวนรอบๆ บริเวณนั้นก่อน เพื่อให้แน่ใจว่ากลุ่มของหลี่กุยอีไม่ได้ซุ่มซ่อนอยู่ใกล้ๆ จากนั้นจึงค่อยเดินตรงไปยังจุดที่กลิ่นคาวลอยมา

เมื่อแหวกพุ่มไม้กอสุดท้ายออก สายตาของเขาก็ปะทะเข้ากับสัตว์ตัวเล็กๆ ตัวหนึ่งที่หมอบอยู่บนกอหญ้าเบื้องหน้า

รูปร่างของมันใหญ่กว่ากระต่ายเพียงเล็กน้อย ลำตัวสีเทาอมน้ำตาล แต่มีใบหูสีม่วงขนาดใหญ่โดดเด่น ปกคลุมด้วยขนปุย ซึ่งในขณะนี้กำลังลู่ตกลงอย่างอ่อนแรง

สัตว์น้อยตัวนั้นนอนนิ่งไม่ไหวติง ท้องกระเพื่อมขึ้นลงเบาๆ เห็นได้ชัดว่ายังมีชีวิตอยู่ แต่เพียงแค่สลบไสลไปเท่านั้น

"สัตว์อสูรจื่อหรง"

นัยน์ตาของหลินเยี่ยนหดเกร็ง

หลังจากได้รับคัมภีร์สัจธรรมธรณี หลินเยี่ยนก็ตั้งใจไปที่จวนตระกูลถัง เพื่อหาตำราแพทย์และตำราที่รวบรวมของล้ำค่าทางวรยุทธ์มาศึกษา เพื่อเสริมสร้างความรู้เรื่องทรัพยากรทางวรยุทธ์ที่ยังบกพร่อง ป้องกันไม่ให้พลาดของดีไปโดยไม่รู้ตัว

สัตว์อสูรจื่อหรงก็เป็นหนึ่งในของล้ำค่าที่ถูกบันทึกไว้ในตำรา

สัตว์ชนิดนี้ดูน่ารักน่าชัง แต่แท้จริงแล้วดุร้ายมาก ชอบกินลูกอ่อนของสัตว์อื่นเป็นอาหาร

มันสามารถพ่นหมอกพิษ ทำให้สัตว์ใหญ่ชาลง ก่อนจะกินลูกอ่อนของพวกมันต่อหน้าต่อตา

ภูเขาใดที่มีสัตว์อสูรจื่อหรงอาศัยอยู่ มักจะกินเวลาไม่เกินสองปี สัตว์ป่าชนิดอื่นก็จะสูญพันธุ์ไปจนหมดสิ้น

ทว่าสาเหตุที่มันถูกขนานนามว่าเป็นยาวิเศษนั้น ไม่ใช่เพราะความดุร้าย แต่เป็นเพราะเลือดเนื้อของมันเป็นยาบำรุงชั้นยอดสำหรับผู้ฝึกยุทธ์ โดยเฉพาะใบหูคู่นั้น หากผู้ฝึกยุทธ์ระดับขัดผิวขั้นที่สองกินเข้าไป จะเพิ่มโอกาสสำเร็จในการทะลวงสู่ระดับขัดผิวขั้นที่สามได้ถึงสามส่วน

และแม้จะไม่นำไปใช้เพื่อการทะลวงด่าน การกินมันเข้าไปก็สามารถเพิ่มพูนพลังปราณโลหิตได้อย่างมหาศาล

ของวิเศษเช่นนี้ ใช่ว่าจะหาพบได้ง่ายๆ

หลินเยี่ยนเข้าใจแล้ว เป้าหมายของหลี่กุยอีก็คือสัตว์อสูรจื่อหรงตัวนี้นี่เอง

เขาย่อตัวลง พลิกตัวสัตว์อสูรจื่อหรงขึ้นมา บริเวณขนรอบปากของมันเปรอะเปื้อนคราบเลือด เห็นได้ชัดว่ามันกินเศษเนื้อที่อาบยาสลบเข้าไป

เมื่อมองดูสัตว์อสูรจื่อหรงที่หลับสนิท หลินเยี่ยนก็ทำลายเหยื่อล่อบนพื้นเหมือนเช่นคราวก่อน ก่อนจะหิ้วร่างของสัตว์ตัวนั้นและรีบจากไปอย่างรวดเร็ว

ผ่านไปหนึ่งก้านชงชา หลินเยี่ยนหยุดพักที่ก้นเหวลึกอันเร้นลับแห่งหนึ่ง เขาล้วงมีดสั้นออกมาจากเอว บั่นคอสัตวอสูรจื่อหรงให้ตายอย่างไม่ทรมาน จากนั้นก็เฉือนใบหูทั้งสองข้างออก ขูดขนด้วยมีด แล้วหยิบเข้าปากเคี้ยวกลืนทันที

รสชาติกรุบกรอบ แต่มีกลิ่นคาวคละคลุ้ง

ไม่นานนัก ความร้อนสายหนึ่งก็ปะทุขึ้นจากช่องท้อง แล้วค่อยๆ แผ่ซ่านไปทั่วทุกอณูของร่างกาย

หลินเยี่ยนไม่รอช้า รีบกลืนใบหูทั้งสองข้างลงไปอย่างรวดเร็ว และเพียงไม่กี่อึดใจ ความอบอุ่นนั้นก็ทวีความรุนแรงขึ้นเรื่อยๆ จนกลายเป็นความร้อนระอุ ราวกับมีกองไฟสุมอยู่ภายในกาย แผดเผาจนตัวเขาร้อนผ่าว ผิวหนังเริ่มเปลี่ยนเป็นสีแดงก่ำ

ฮู่

ลมหายใจร้อนระอุพ่นออกจากปาก หลินเยี่ยนตั้งท่า เริ่มร่ายรำฝ่ามือผ่าภูผา

หมัดแรกลั่นออกไป เสียงหมัดแหวกอากาศดังสนั่น ทิ้งร่องรอยเป็นไอสีขาวจางๆ ไว้เบื้องหลัง

หมัดที่สองตามมาติดๆ รวดเร็วและรุนแรงยิ่งกว่าหมัดแรก

หมัดที่สาม หมัดที่สี่...

ความเร็วของเขาเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ พลังหมัดก็ยิ่งดุดันเกรี้ยวกราด

ด้วยพลังแฝงแห่งเพลงหมัด สรรพคุณยาในใบหูของสัตว์อสูรจื่อหรงถูกดูดซับอย่างรวดเร็ว ในขณะเดียวกัน ปราณโลหิตในกายของหลินเยี่ยนก็พุ่งพล่านอย่างบ้าคลั่ง

ทุกหมัดที่ชกออกไป ราวกับการเติมเชื้อไฟลงในกองเพลิง ทำให้มันลุกโชนและรุนแรงยิ่งขึ้น

ปราณโลหิตหลั่งไหลออกจากจุดตันเถียน พุ่งทะยานเข้าสู่กล้ามเนื้อและเส้นเอ็น

เส้นเอ็นถูกปราณโลหิตชะล้าง ขยายและหดตัวอย่างต่อเนื่อง ทุกครั้งที่หดตัว ก็ยิ่งส่งปราณโลหิตไปหล่อเลี้ยงทั่วร่างกายได้มากขึ้น

หนึ่งก้านธูปผ่านไป เมื่อปราณโลหิตที่เดือดพล่านในกายเริ่มสงบลง หลินเยี่ยนจึงหยุดการฝึกฝน

...

รั้งหมัด ยืนหยัดอย่างมั่นคง

ไอความร้อนระเหยออกจากร่างของหลินเยี่ยน ราวกับเพิ่งก้าวออกมาจากซึ้งนึ่ง

เขาก้มมองมือตนเอง เส้นเลือดใต้ผิวหนังกลับสู่สภาวะปกติ ทว่าเขาสามารถสัมผัสได้อย่างชัดเจนว่า มีบางอย่างเปลี่ยนแปลงไป

พละกำลัง ความเร็ว ปราณโลหิต ล้วนก้าวขึ้นสู่อีกระดับหนึ่ง

เมื่อเพ่งจิตมองเข้าไปในห้วงความคิด ต้นไม้วรยุทธ์เติบโตขึ้นจนมีความสูงถึงสองฉื่อหกนิ้ว ทั้งที่ก่อนหน้านี้ หลังจากบรรลุระดับขัดผิวขั้นที่สองมาเป็นเวลาสองเดือน ต้นไม้วรยุทธ์เพิ่งจะเติบโตขึ้นเพียงสองนิ้วเท่านั้น

ยาวิเศษ มิน่าเล่าผู้ฝึกยุทธ์ถึงได้คลั่งไคล้มันนัก ผลลัพธ์ที่ได้มันช่างประจักษ์ชัดเจนเหลือเกิน

ครั้งก่อนข้าทำลายเหยื่อล่อที่หลี่กุยอีทิ้งไว้ แต่ครั้งนี้เพราะสัตว์อสูรจื่อหรงกินเศษเนื้อเข้าไปไม่น้อย เมื่อเศษเนื้อน้อยลง หลี่กุยอีย่อมต้องสงสัยว่ามีคนตัดหน้าไปก่อน และผู้ต้องสงสัยอันดับหนึ่งในใจเขาก็คือพวกผู้ฝึกยุทธ์ที่มารับตำแหน่งในตำบลชิงเถียน

ถึงตอนนั้น ตัวข้าที่เป็นผู้ฝึกยุทธ์ระดับขัดผิวขั้นที่สอง ย่อมตกเป็นเป้าสงสัยมากที่สุด และเมื่อต้องเผชิญหน้ากับยาวิเศษอย่างสัตว์อสูรจื่อหรง หลี่กุยอีคงไม่หวั่นเกรงฐานะศิษย์สำนักยุทธ์ของข้าเป็นแน่

"ด้วยระดับความแข็งแกร่งของข้าในเวลานี้ หากต้องปะทะกับหลี่กุยอี ข้าย่อมต่อกรได้อย่างแน่นอน"

ในเมื่อมีกำลังพอจะต่อสู้ ก็ไม่มีเหตุผลอะไรที่จะต้องยอมถูกงูพิษจ้องมองอยู่ในเงามืด

แววตาของหลินเยี่ยนฉายประกายเด็ดเดี่ยว เขาหันหลังกลับและมุ่งหน้าไปตามเส้นทางเดิม

เมื่อมาถึงบริเวณที่วางเหยื่อล่อ และแน่ใจว่ากลุ่มของหลี่กุยอียังมาไม่ถึง สายตาของหลินเยี่ยนก็เหลือบไปเห็นต้นฮวายเฒ่าที่อยู่ไม่ไกล กิ่งก้านสาขาแผ่กว้าง เหมาะแก่การซ่อนตัวยิ่งนัก

เขากระโดดขึ้นไปเกาะบนกิ่งไม้อย่างไร้สุ้มเสียง ซ่อนกายอยู่ในดงใบไม้หนาทึบ

เวลาผ่านไปอย่างช้าๆ

ครึ่งก้านชงชาให้หลัง เสียงเดินเท้าก็ดังแว่วมาในป่า

เงาร่างสี่สายปรากฏตัวขึ้นจากหมู่แมกไม้ ผู้ที่เดินนำหน้าสุดก็คือหลี่กุยอีนั่นเอง

ด้านหลังหลี่กุยอีมีผู้ติดตามอีกสามคน ทั้งหมดเป็นผู้ฝึกยุทธ์ระดับขัดผิวขั้นแรก มีดาบเหน็บอยู่ข้างเอว สายตากวาดมองรอบตัวอย่างระมัดระวัง

"พ่อบ้านหลี่ ลานกว้างข้างหน้านั่นแหละขอรับ" คนหนึ่งเอ่ยเสียงเบา

หลี่กุยอีพยักหน้ารับ เร่งจังหวะการก้าวเดิน

เมื่อเข้าใกล้พุ่มไม้นั้นมากเท่าใด หัวใจของหลี่กุยอีก็ยิ่งเต้นแรง แววตาเปี่ยมไปด้วยความคาดหวัง

และเมื่อสายตาของเขาสอดส่องผ่านช่องว่างของใบไม้ มองเห็นปุยขนสีน้ำตาลอมเทาก้อนนั้น ความปีติยินดีก็เอ่อล้นขึ้นมาในพริบตา

"สัตว์อสูรจื่อหรงจริงๆ ด้วย นายท่านมีความหวังในการบรรลุขั้นขัดผิวที่สามแล้ว"

น้ำเสียงของหลี่กุยอีสั่นเครือ แววตาเต็มไปด้วยความตื่นเต้น เขากำลังจะแหวกพุ่มไม้ออกเพื่อคว้าตัวสัตว์อสูรจื่อหรง ทว่าทันใดนั้น สายลมแรงวูบหนึ่งก็พุ่งลงมาจากเบื้องบน

ในฐานะผู้ฝึกยุทธ์ระดับขัดผิวขั้นที่สอง หลี่กุยอีรับรู้ถึงความผิดปกติได้ในทันที เขาแหงนหน้าขึ้นมอง และพบกับฝุ่นควันสีขาวสาดลงมาปกคลุมทั่วร่าง

"ปูนขาว"

หลี่กุยอีไวทายาด หลับตาและกลั้นหายใจในพริบตา ถีบเท้ากระโดดถอยหลังอย่างสุดแรง

ทว่าในชั่วพริบตานั้นเอง กระดูกเอวของหลินเยี่ยนก็ลั่นเปรี๊ยะ กระดูกสันหลังโค้งงอดุจคันศรที่ถูกง้างจนสุด เอวศิลาสันหลังเถื่อน ปลดปล่อยพลังสูงสุด

ร่างของเขาพุ่งทะยานราวกับลูกศรที่หลุดจากแล่ง ทะยานลงมาจากที่สูง ข้ามระยะห่างสองจั้งในเสี้ยววินาที

หมัดแรกถูกปล่อยออกไป

พลังแฝงแห่งเพลงหมัดถาโถมราวกับเกลียวคลื่น เสียงหมัดแหวกอากาศดังสนั่นราวกับอสนีบาต

หลี่กุยอียกแขนขึ้นป้องกันตามสัญชาตญาณ ทว่าในวินาทีที่แขนปะทะกับกำปั้น สีหน้าของเขาก็แปรเปลี่ยนไปในทันที

พลังหมัดนี้ ช่างรุนแรงเหลือเกิน

ไม่เพียงแต่มีพละกำลังมหาศาล แต่ยังแฝงไปด้วยพลังหมัดอันเป็นเอกลักษณ์ ที่ทำเอาปราณโลหิตของเขาปั่นป่วน

ปัง

แขนของหลี่กุยอีสั่นสะท้านอย่างรุนแรง ร่างกายถูกกระแทกจนต้องถอยร่นไปถึงสามก้าว

ยังไม่ทันตั้งหลักได้ หมัดที่สองก็พุ่งเข้ามาแล้ว

หมัดนี้ทั้งรวดเร็วและหนักหน่วงกว่าเดิม พลังแฝงแห่งเพลงหมัดทวีความรุนแรงขึ้นอีกสามส่วน ราวกับภูเขาทั้งลูกกำลังพังทลายลงมาทับเขา

หลี่กุยอีใจหายวาบ เขามองไม่เห็นทิศทางของหมัด แต่พลังแฝงที่แผ่ซ่านออกมากดทับจนร่างกายของเขาแข็งทื่อ แม้แต่ลมหายใจก็ยังชะงักงัน

ปัง

หมัดที่สองกระแทกเข้าที่ท่อนแขนที่เขายกขึ้นมาป้องกันอย่างทุลักทุเล เสียงกระดูกแตกหักดังสนั่น

หมัดที่สามพุ่งตามมาติดๆ

หมัดนี้ หลี่กุยอีไม่อาจต้านทานได้อีกต่อไป

กำปั้นทะลวงผ่านการป้องกันที่พังทลายของเขา กระแทกเข้าที่กลางหน้าอกอย่างจัง

พรวด

หลี่กุยอีพ่นเลือดออกมาคำโต ร่างกายปลิวละลิ่วราวกับกระสอบทรายขาดๆ กระแทกเข้ากับต้นไม้อย่างแรง ก่อนจะรูดลงมากองกับพื้น แววตาเลื่อนลอย

จนกระทั่งสิ้นใจ เขาก็ยังไม่เข้าใจว่า ในเมื่อชายตรงหน้ามีฝีมือร้ายกาจถึงเพียงนี้ เหตุใดจึงต้องใช้วิธีสกปรกอย่างปูนขาวด้วย

เสียงร่างของหลี่กุยอีกระแทกพื้นดังก้องกังวานไปทั่วผืนป่า ชายระดับขัดผิวขั้นแรกทั้งสามคนยืนตัวแข็งทื่อ ขนลุกซู่ไปทั้งร่าง

พวกเขาเห็นอะไรกันนี่

พ่อบ้านหลี่ ยอดฝีมืออันดับต้นๆ ของระดับขัดผิวขั้นที่สอง กลับถูกชายผู้นี้สังหารด้วยการชกเพียงไม่กี่หมัด

ตั้งแต่เริ่มลงมือจนจบการต่อสู้ กินเวลาไปไม่ถึงสองลมหายใจ รวดเร็วจนพวกเขาไม่อาจยื่นมือเข้าไปช่วยเหลือได้ทัน

ขาทั้งสามสั่นเทาจนแทบยืนไม่อยู่

อยากจะวิ่งหนี แต่ขากลับก้าวไม่ออก

อยากจะร้องตะโกน แต่ลำคอกลับตีบตัน

พวกเขาได้แต่เบิกตากว้าง มองดูชายชุดเขียวหันขวับมามอง แววตาของเขาเยือกเย็นราวกับเพิ่งตบแมลงวันตายไปตัวหนึ่ง

"หนี"

ในที่สุด ชายคนหนึ่งก็เค้นเสียงแหบพร่าออกมาได้ ก่อนจะหันหลังวิ่งหนี

ทว่าเพิ่งก้าวออกไปได้เพียงก้าวเดียว สายลมจากหมัดก็พุ่งเข้าปะทะ

ปัง ปัง ปัง

เสียงกระแทกทึบๆ ดังขึ้นสามครั้งซ้อน ร่างของทั้งสามปลิวละลิ่วไปตกลงในพุ่มไม้ ไร้ซึ่งลมหายใจใดๆ อีกต่อไป

จัดการทั้งสามคนเสร็จ หลินเยี่ยนก็ทำการประเมินผลการต่อสู้พร้อมกับค้นตัวศพไปพลาง

"การสังหารหลี่กุยอีในครั้งนี้ ทำให้ข้าได้รู้ระดับความแข็งแกร่งของตัวเองอย่างถ่องแท้ อีกทั้งยังพิสูจน์ให้เห็นว่าปูนขาวไม่ค่อยได้ผลกับผู้ฝึกยุทธ์ระดับขัดผิวขั้นที่สองสักเท่าไหร่ ต่อไปคงไม่ต้องพกติดตัวแล้ว"

"นอกจากนี้ การที่สามารถสังหารหลี่กุยอีได้ด้วยการชกเพียงไม่กี่หมัด ส่วนหนึ่งมาจากความแข็งแกร่งของข้า แต่สาเหตุหลักคืออีกฝ่ายไม่ได้ระวังตัว เมื่อถูกข้าโจมตีอย่างต่อเนื่อง จึงทำได้เพียงตั้งรับ หากปล่อยให้หลี่กุยอีเป็นฝ่ายเริ่มโจมตีก่อน การต่อสู้คงไม่ง่ายดายเช่นนี้"

เมื่อประเมินผลเสร็จสิ้น การค้นศพก็เสร็จสมบูรณ์เช่นกัน เขาได้เงินมาเพียงห้าสิบกว่าตำลึงเท่านั้น

ใบหน้าของเขาฉายแววเสียดาย หลี่กุยอีและพรรคพวกย่อมมีเงินมากกว่านี้แน่ แต่คงไม่ได้พกติดตัวมาทั้งหมด

ซึ่งก็เป็นเรื่องปกติ นอกเสียจากพวกนักเลงหัวไม้ที่มักจะพกเงินติดตัวตลอดเวลา ผู้ฝึกยุทธ์ส่วนใหญ่ที่มีฐานะมั่นคงมักจะเก็บเงินไว้ที่บ้าน และพกติดตัวมาเพียงเล็กน้อยเท่านั้น

เงินห้าสิบตำลึง บวกกับระยะเวลาฝึกฝนสิบห้าปีจากผลไม้วรยุทธ์

ผลตอบแทนครั้งนี้ก็ถือว่าพอรับได้กระมัง

หลินเยี่ยนกวาดตามองไปรอบๆ ภูเขาอู้ซานมีสัตว์ป่าน้อยมากเนื่องจากหมอกพิษ การหวังให้สัตว์ป่ามากินศพในเวลาอันสั้นนั้นเป็นเรื่องเพ้อฝัน ทางเดียวคือต้องฝังศพเหล่านี้เสีย

หลินเยี่ยนใช้เวลาไปครึ่งชั่วยามในการฝังศพของหลี่กุยอีและพรรคพวกทั้งสี่ ก่อนจะกลับไปยังจุดที่ซ่อนเสื้อผ้า ถอดชุดสีเขียวออก นำไปเผาทำลายจนหมดสิ้น จากนั้นก็เปลี่ยนกลับมาใส่ชุดเดิม แล้วเดินลงจากภูเขาอู้ซาน

เมื่อกลับถึงบ้าน หลินเยี่ยนก็นำร่างของสัตว์อสูรจื่อหรงมาถลกหนัง ล้างทำความสะอาด สับเป็นชิ้นๆ โยนลงหม้อ เติมน้ำ แล้วจุดไฟต้มทันที

คุณค่าสูงสุดของสัตว์อสูรจื่อหรงอยู่ที่ใบหูทั้งสองข้าง แต่ไม่ได้หมายความว่าเนื้อส่วนอื่นจะไร้ประโยชน์ การกินเนื้อของมันก็สามารถช่วยเสริมสร้างปราณโลหิตได้เช่นกัน

ครึ่งชั่วยามผ่านไป กลิ่นหอมของเนื้อก็โชยมา

หลินเยี่ยนเปิดฝาหม้อ น้ำซุปกลายเป็นสีขาวขุ่น เนื้อถูกต้มจนเปื่อยยุ่ย บนผิวน้ำซุปมีคราบไขมันสีทองจางๆ ลอยอยู่

เขาใช้ตะเกียบคีบเนื้อขึ้นมาชิ้นหนึ่ง เป่าให้คลายร้อน นำเข้าปาก เคี้ยวเพียงไม่กี่ครั้งก็กลืนลงคอ

ไม่นานนัก ความอบอุ่นก็ปะทุขึ้นจากช่องท้อง ราวกับสายน้ำเส้นเล็กๆ ที่ไหลรินไปตามแขนขาและทุกอวัยวะ

ดวงตาของหลินเยี่ยนเป็นประกาย เขาเริ่มสวาปามเนื้อในหม้ออย่างตะกละตะกลาม

หนึ่งชิ้น สองชิ้น สามชิ้น

กินอิ่มแล้วก็ไปฝึกหมัดต่อ...

จบบทที่ บทที่ 34 สมุนไพรล้ำค่าจื่อหรง

คัดลอกลิงก์แล้ว