- หน้าแรก
- ปรมาจารย์ยุทธ์ผู้นี้รอบคอบเกินไปแล้ว!
- บทที่ 31 บรรลุขั้นสมบูรณ์สีทอง
บทที่ 31 บรรลุขั้นสมบูรณ์สีทอง
บทที่ 31 บรรลุขั้นสมบูรณ์สีทอง
บทที่ 31 บรรลุขั้นสมบูรณ์สีทอง
หลังรับประทานอาหารกลางวันเสร็จสิ้น หลินเยี่ยนพร้อมด้วยอาสะใภ้และน้องชายก็เดินทางออกจากจวนตระกูลไช่
เดิมทีก่อนมา เขาตั้งใจจะพาน้องชายมาด้วย เพราะคาดเดาไว้แล้วว่าจะต้องอยู่ร่วมรับประทานอาหารที่จวนตระกูลไช่ แต่อาสะใภ้เห็นว่าน้องชายยังเด็กนักเกรงจะไม่รู้ความ จึงให้รออยู่ที่บ้าน
ท้ายที่สุดกลับกลายเป็นว่าบ่าวรับใช้ของตระกูลไช่ต้องเดินทางไปรับน้องชายมาเป็นแขกถึงที่จวนด้วยตนเอง
"เยี่ยนเอ๋อร์ นับจากนี้ไปเรื่องราวในบ้าน ป้าขอมอบให้เจ้าเป็นผู้ตัดสินใจ"
เมื่อเดินทางออกมาห่างจากจวนตระกูลไช่ได้ระยะหนึ่ง หลิวซื่อก็เอ่ยขึ้นมาด้วยตนเอง สำหรับการเดินทางมายังจวนตระกูลไช่ในวันนี้ จวบจนถึงบัดนี้นางยังรู้สึกราวกับตกอยู่ในความฝัน
ไม่ต้องกล่าวถึงนายท่านไช่ที่นางไม่เคยพบพานมาก่อน แม้แต่ท่าทีของฮูหยินสามก็ยังแตกต่างไปจากอดีตราวฟ้ากับเหว นางรู้ดีว่าทุกสิ่งล้วนเป็นเพราะเยี่ยนเอ๋อร์ ทว่าก็ยังยากที่จะปรับตัวรับได้ทัน
เมื่อหวนนึกถึงตอนที่เยี่ยนเอ๋อร์กล่าวก่อนออกเดินทางว่าจะพาหลินมั่วไปด้วย ตอนนั้นนางเป็นคนปฏิเสธ ทำให้หลินมั่วมีสีหน้าน้อยเนื้อต่ำใจ ทว่าเยี่ยนเอ๋อร์กลับปลอบโยนว่าประเดี๋ยวจะมีคนมารับ
ในยามนั้นนางคิดเพียงว่าเยี่ยนเอ๋อร์กล่าวปลอบใจน้องชายไปส่งเดช แต่เมื่อมองดูในยามนี้ เห็นได้ชัดว่าเยี่ยนเอ๋อร์คาดการณ์ไว้ล่วงหน้าแล้วว่าตระกูลไช่จะส่งบ่าวรับใช้ไปรับตัวหลินมั่ว
ในห้วงยามนี้นางจึงได้ตระหนักว่า เยี่ยนเอ๋อร์ได้กลายเป็นผู้ฝึกยุทธ์แล้ว สถานการณ์ของครอบครัวพลิกผันไปอย่างสิ้นเชิง ส่วนตัวนางเป็นเพียงสตรีชาวบ้านธรรมดา มีหลายสิ่งที่ไม่รู้ความ ดังนั้นในภายภาคหน้ามอบหมายให้เยี่ยนเอ๋อร์เป็นคนจัดการดูแลย่อมดีที่สุด
จะได้ไม่ต้องทำอะไรเลอะเลือนจนนำความเดือดร้อนมาสู่เยี่ยนเอ๋อร์
"ท่านอาสะใภ้ ท่านคือผู้อาวุโส เรื่องในบ้านย่อมต้องให้ท่านเป็นคนตัดสินใจสิครับ"
หลินเยี่ยนแย้มยิ้มบางๆ เขารู้ดีว่าเหตุใดอาสะใภ้จึงกล่าวเช่นนี้ จึงเอ่ยปลอบใจว่า "ท่านก็ทำทุกอย่างเหมือนที่เคยทำมาเถิดครับ จะไม่มีปัญหาอันใดแน่นอน"
"จริงหรือ"
"ข้าจะหลอกลวงท่านอาสะใภ้ได้อย่างไรกัน"
เมื่อได้ฟังคำตอบของหลานชาย หลิวซื่อก็ยิ้มรับ แต่ในใจกลับตัดสินใจอย่างแน่วแน่แล้วว่า เรื่องเล็กน้อยจุกจิกในบ้านนางจะตัดสินใจเองเหมือนเช่นเคย แต่เรื่องภายนอกโดยเฉพาะที่เกี่ยวข้องกับเยี่ยนเอ๋อร์ นางจะปล่อยให้เยี่ยนเอ๋อร์เป็นคนจัดการเองทั้งหมด
วันถัดมา
อาสะใภ้พาน้องชายกลับไปเยี่ยมบ้านเดิม หลินเยี่ยนอยู่บ้านไม่มีอันใดทำ ส่วนจางเวยและโหวจื่อก็ไปเยี่ยมเยียนญาติพี่น้องเช่นกัน
เมื่อครุ่นคิดไปมา หลินเยี่ยนจึงตัดสินใจเดินทางไปยังภูเขาอู้ซานอีกครา
ครั้งนี้ หลินเยี่ยนเปลี่ยนทิศทางในการออกจากเมือง พื้นที่ภูเขาอู้ซานฝั่งที่ติดกับตำบลชิงเถียนนั้นเขาสำรวจจนปรุโปร่งแล้ว ในขณะที่อีกฟากหนึ่งของภูเขายังไม่เคยเข้าไปสำรวจเลย
เมื่อออกนอกเมือง เขาไม่เลือกเดินบนถนนหลวง แต่จงใจลัดเลาะไปตามเส้นทางเล็กๆ ในป่าเขา เพียงเพื่อหวังว่าจะค้นพบสมุนไพรป่าล้ำค่าบ้าง
ทว่าหลังจากข้ามเขาไปถึงสองลูก กลับน่าเสียดายที่ต้องคว้าน้ำเหลว
หลินเยี่ยนรู้สึกจนใจนัก สมกับคำกล่าวที่ว่าอยู่ใกล้เขาก็กินของป่า
ภูเขาบริเวณนี้คงถูกชาวบ้านละแวกใกล้เคียงพลิกแผ่นดินหาจนหมดสิ้นแล้ว ต่อให้เคยมีสมุนไพรล้ำค่าอยู่บ้าง ก็คงถูกเก็บเกี่ยวไปจนหมดแล้ว
ที่ภูเขาอู้ซานยังมีของดีหลงเหลืออยู่ ก็เป็นเพราะมีหมอกพิษปกคลุม ทำให้แม้แต่ผู้ฝึกยุทธ์ยังไม่กล้าเข้าไปเสี่ยงอันตราย เขาถึงได้มีของติดมือกลับมาทุกครั้งที่เข้าป่า
"ตระกูลถังมีอาณาเขตอยู่ในอำเภอซานซานและปลูกสมุนไพรอยู่ที่นั่น หากมีโอกาส ข้าคงต้องลองไปเยือนอำเภอซานซานดูสักครั้ง"
แหล่งที่มาของเนื้อสัตว์ล้ำค่าในอำเภอกว่างผิงนั้น หลินเยี่ยนได้สืบรู้มาอย่างกระจ่างแล้ว ส่วนใหญ่ล้วนมาจากอำเภอซานซานทั้งสิ้น
อำเภอซานซานถูกโอบล้อมด้วยเทือกเขาสามลูก ภายในป่าเขามีสัตว์ป่าและสัตว์ปีกหายากมากมาย ทว่าป่าเขาในโลกนี้หาใช่สถานที่ไร้เจ้าของ หากคนต่างอำเภอย่างกรายเข้าไปล่าสัตว์ในอาณาเขตของอำเภอซานซาน ผู้ฝึกยุทธ์ในพื้นที่ย่อมต้องออกขัดขวาง
ต้องอาศัยบารมีของตระกูลถังจึงจะมีความเป็นไปได้
ขณะที่หลินเยี่ยนกำลังเตรียมตัวเดินลงเขาเบื้องหน้าก็ปรากฏเงาร่างหลายสายเดินสวนขึ้นมาในป่า
มีทั้งหมดห้าคน ทุกคนล้วนสวมใส่ชุดสีเขียวเหมือนกันหมด
แม้จะเป็นช่วงเดือนอ้าย ทว่าอากาศในป่าเขายังคงหนาวเหน็บ แต่คนทั้งห้ากลับสวมเสื้อผ้าบางเบา บ่งบอกชัดเจนว่าเป็นผู้ฝึกวรยุทธ์
"เจ้าเป็นใคร เหตุใดจึงมาอยู่บนเขาลูกนี้"
เมื่อคนทั้งห้าเห็นหลินเยี่ยน ก็กระจายตัวออกเป็นรูปพัดล้อมรอบเขาทันที ชายผู้เป็นหัวหน้ากวาดสายตามองหลินเยี่ยนตั้งแต่หัวจรดเท้า พลางเอ่ยถามด้วยน้ำเสียงขึงขัง
"ข้ามาหาสมุนไพรบนภูเขา"
หลินเยี่ยนตอบด้วยน้ำเสียงเรียบเฉย แม้คนทั้งห้าจะเป็นผู้ฝึกยุทธ์ แต่มีเพียงคนที่เพิ่งเอ่ยปากเท่านั้นที่มีลมหายใจยืดยาว บ่งบอกว่าเป็นผู้ฝึกยุทธ์ระดับขัดผิว ส่วนอีกสี่คนที่เหลือลมหายใจค่อนข้างหอบถี่ เห็นได้ชัดว่าการเดินป่าทำให้พวกเขาเหน็ดเหนื่อย ยังไม่ถึงขั้นขัดผิวเสียด้วยซ้ำ
อย่างไรก็ตาม ในเมื่อไม่มีความแค้นเคืองต่อกัน หลินเยี่ยนก็ไม่อยากก่อเรื่องวุ่นวาย
"หาสมุนไพรงั้นหรือ"
ชายตรงกลางขมวดคิ้ว จ้องมองหลินเยี่ยนอยู่นาน ก่อนจะโบกมือด้วยความรำคาญ "เจ้าไปเถอะ"
ทว่าในมุมที่หลินเยี่ยนมองไม่เห็น ชายผู้นั้นกลับทำสัญลักษณ์มือไว้ด้านหลัง เพื่อให้พรรคพวกของตนมองเห็นได้อย่างชัดเจน
หลินเยี่ยนหันหลังทำท่าจะเดินจากไปอย่างว่าง่าย ทว่าในจังหวะที่ก้าวขานั้นเอง เอวของเขาก็ออกแรงกระทันหัน ร่างกายบิดตัวอย่างพิสดาร
เขาไม่เพียงไม่เดินจากไป แต่กลับพุ่งตัวไปข้างหน้า
การที่ชายผู้นั้นเอามือไพล่หลังเมื่อครู่ เขาจับสังเกตได้อย่างชัดเจน แม้จะไม่รู้ว่าอีกฝ่ายทำสัญลักษณ์มืออันใด แต่จากความเปลี่ยนแปลงของจังหวะการหายใจของอีกสี่คน เขาก็สามารถคาดเดาได้
ทั้งสี่คนกลั้นหายใจ นี่คือสัญญาณล่วงหน้าของการลงมืออย่างชัดเจน
ในเมื่ออีกฝ่ายไม่ได้คิดจะปล่อยเขาไป เช่นนั้นก็ต้องชิงลงมือเพื่อให้ได้เปรียบเสียก่อน
หลินเยี่ยนไม่แน่ใจว่าอีกฝ่ายยังมีพรรคพวกซุ่มอยู่อีกหรือไม่ จึงต้องรีบจัดการให้จบโดยเร็วที่สุด
เอวศิลาสันหลังเถื่อน ระเบิดพลังออกในชั่วพริบตา
ทั้งร่างพุ่งทะยานราวกับสายธนูที่หลุดจากแล่ง ระยะห่างสองจั้งถูกย่นเข้ามาในพริบตา
"เจ้า"
รูม่านตาของชายผู้เป็นหัวหน้าหดเกร็ง ยังไม่ทันสิ้นคำ หมัดของหลินเยี่ยนก็พุ่งมาถึงเบื้องหน้าแล้ว
เขาพอจะดูออกว่าหลินเยี่ยนไม่ใช่คนธรรมดา เดิมทีตั้งใจจะทำให้อีกฝ่ายตายใจ แล้วให้พรรคพวกลอบแทงจากด้านหลัง แต่คาดไม่ถึงว่าอีกฝ่ายจะชิงลงมือเสียก่อน
ด้วยความตื่นตระหนก เขาจึงทำได้เพียงยกแขนขึ้นมาป้องกัน
โครม
เสียงกระดูกแตกหักดังลั่น พร้อมกับใบหน้าที่บิดเบี้ยวด้วยความเจ็บปวดของชายผู้นั้น
หมัดของหลินเยี่ยนไม่มีกระบวนท่าที่สวยงามใดๆ เป็นเพียงฝ่ามือผ่าภูผาที่บริสุทธิ์ที่สุด ทว่าด้วยพละกำลังของระดับขัดผิวขั้นที่สอง ผสานกับพลังระเบิดของเอวศิลาสันหลังเถื่อน ทำให้แขนของชายผู้นั้นหักสะบั้นตกลงมา ก่อนที่หมัดจะกระแทกเข้าที่ใบหน้าอย่างจัง
ปัง
เสียงกะโหลกศีรษะแตกดังก้องราวกับแตงโมสุกที่ถูกทุบจนแหลก
ชายผู้นั้นไม่ทันได้ร้องโหยหวน ร่างกายก็ปลิวละลิ่วไปด้านหลัง ชนต้นไม้ขนาดเท่าชามข้าวหักโค่น ก่อนจะทรุดฮวบลงกองกับพื้น
อีกสี่คนที่เหลือยืนตะลึงงัน
พวกเขายังไม่ทันได้ตั้งตัวด้วยซ้ำ ว่าเหตุใดหัวหน้าของตนจึงปลิวลอยไปเช่นนั้น
"ฆ่ามัน"
หนึ่งในนั้นดึงสติกลับมาได้ และตะโกนสั่งการเสียงหลง
ทั้งสี่คนพร้อมใจกันชักดาบออกจากฝัก ทว่าความเร็วของหลินเยี่ยนกลับเหนือกว่ามาก
หลังจากสังหารคนเป็นหัวหน้าไปแล้ว หลินเยี่ยนไม่หยุดชะงัก อาศัยแรงส่งพุ่งตัวเข้าไปกลางวงของทั้งสี่คน
ปัง
อีกหมัดหนึ่งกระแทกเข้าที่หน้าอกของคนทางซ้ายจนยุบลงไปอย่างเห็นได้ชัด เลือดพุ่งกระฉูดออกจากปาก ร่างล้มลงสิ้นใจในทันที
สามคนที่เหลือเริ่มลุกลงลี้ลนลาน ทิ้งดาบแล้วหันหลังวิ่งหนี
"หนีเร็ว"
มีคนหนึ่งหันหลังวิ่งหนีไป
หลินเยี่ยนสับเปลี่ยนฝีเท้า ตามประกบชายคนหนึ่ง แล้วชกเข้าที่กลางหลัง
อีกฝ่ายล้มคะมำลงกับพื้น ชักกระตุกสองสามทีก็นิ่งสนิท
ส่วนอีกสองคนอาศัยจังหวะนี้วิ่งหนีไปได้ไกลกว่าหนึ่งจั้งแล้ว
หลินเยี่ยนสูดลมหายใจลึก ทะยานเท้าไล่ตามไปติดๆ ก่อนจะปล่อยหมัดซ้ายขวาอย่างต่อเนื่อง
ปัง ปัง
ร่างสองร่างร่วงหล่นลงสู่พื้น
ตั้งแต่เริ่มลงมือจนจบการต่อสู้ ใช้เวลาเพียงแค่ห้าลมหายใจเท่านั้น
หลินเยี่ยนหยุดชะงัก ปรับลมหายใจให้เป็นปกติ ก่อนจะเดินไปที่ศพของชายผู้เป็นหัวหน้า นั่งยองๆ แล้วเริ่มค้นตัว
เศษเงิน เหรียญทองแดง และป้ายไม้หนึ่งอัน
บนป้ายไม้สลักตัวอักษรชิง ส่วนด้านหลังเป็นลวดลายต้นไผ่
"บังเอิญเสียจริง เป็นคนของพรรคชิงจู๋งั้นหรือ"
เมื่อเห็นป้ายไม้นี้ แววตาของหลินเยี่ยนก็ฉายแววยประหลาดใจ
เมื่อวานศิษย์พี่หลี่ยังขอให้เขาออกหน้าเจรจากับพรรคชิงจู๋ วันนี้เขากลับมาเจอคนของพรรคชิงจู๋เข้าเสียแล้ว
พรรคชิงจู๋ถูกขับไล่ออกจากเมือง จึงมาตั้งซุ้มโจรอยู่ตามป่าเขาภายนอก และการที่คนทั้งห้าคิดจะสังหารเขาเมื่อแรกพบ คงเป็นเพราะฐานที่มั่นของพรรคชิงจู๋ตั้งอยู่แถวนี้ และกลัวว่าหากปล่อยเขาไป ความลับเรื่องสถานที่ตั้งจะถูกเปิดเผย
แววตาของหลินเยี่ยนวูบไหว ก่อนจะปรายตามองไปทางด้านซ้าย พร้อมกับที่ร่างของเขาพุ่งทะยานออกไป
ในป่าลึกทางด้านซ้าย ชายผู้หนึ่งกำลังวิ่งหนีสุดชีวิต เมื่อครู่นี้เขารู้สึกปวดท้องจึงปลีกตัวไปทำธุระส่วนตัว ทำให้ทิ้งห่างจากหัวหน้าและพรรคพวก ทว่าเมื่อตามกลับมา กลับต้องมาเห็นฉากที่หัวหน้าและพรรคพวกถูกสังหารต่อหน้าต่อตา
คนผู้นี้ สามารถสังหารหัวหน้าได้ในกระบวนท่าเดียว ย่อมไม่ใช่คนที่เขาจะต่อกรได้อย่างแน่นอน
ทว่าเพียงแค่สามลมหายใจต่อมา เมื่อสัมผัสได้ถึงเสียงลมหวีดหวิวที่ไล่หลังมา ใบหน้าของชายผู้นั้นก็เต็มไปด้วยความสิ้นหวัง เขากลิ้งตัวล้มลงกับพื้น พร้อมกับตะโกนร้องขอชีวิต "อย่าฆ่าข้า ข้าบอกความลับของพรรคให้ท่านรู้ได้"
"พูดมา"
เมื่อได้ยินเช่นนั้น ชายผู้นั้นจึงเงยหน้าขึ้น มองดูหลินเยี่ยนที่ยืนอยู่ตรงหน้า พลางกล่าวด้วยน้ำเสียงสั่นเครือ "หัวหน้าพรรคของเราถูกรองหัวหน้าพรรคของพวกท่านทำร้ายจนบาดเจ็บสาหัสเมื่อคราวก่อน ผ่านไปไม่ถึงสามวันก็ทนพิษบาดแผลไม่ไหวสิ้นใจตาย รองหัวหน้าพรรคของเราก็ได้รับบาดเจ็บเช่นกัน การที่รองหัวหน้าพรรคพาพวกเรามาตั้งตนเป็นใหญ่บนภูเขาเพื่อเก็บค่าผ่านทาง ล้วนเป็นเพียงข้ออ้าง รอเพียงแค่กอบโกยเงินได้สักก้อน ก็จะพาพวกเราหลบหนีออกจากอำเภอกว่างผิงแล้ว"
ชายผู้นั้นไม่ได้ยินบทสนทนาระหว่างหลินเยี่ยนกับพรรคพวกก่อนหน้านี้ ในใจของเขาคิดว่าหลินเยี่ยนตั้งใจมาตามล่าหาที่กบดานของพรรคชิงจู๋ และคนที่จะทำเช่นนี้ได้ ย่อมมีเพียงคนของพรรคสี่สมุทรเท่านั้น
เพื่อรักษาชีวิต เขาจึงยอมเปิดปากเล่าเรื่องราวทั้งหมดที่รู้มาราวกับเทน้ำออกจากกระบอก
"อันที่จริง ข้าอยากจะยอมจำนนต่อพรรคของพวกท่านตั้งนานแล้ว แต่ถูกรองหัวหน้าและพวกหัวหน้าจับตามองอยู่ตลอด จึงไม่มีโอกาสเสียที"
หลินเยี่ยนยืนมองชายที่พ่นคำประจบสอพลออยู่เบื้องล่างด้วยสีหน้าเรียบเฉย ทว่าในใจกลับรู้สึกทึ่งในความเจ้าเล่ห์ของรองหัวหน้าพรรคชิงจู๋ผู้นี้
การปกปิดข่าวการตายของหัวหน้าพรรค แล้วขูดรีดค่าผ่านทางจากพ่อค้าถึงห้าส่วน ก็เพื่อรอให้พ่อค้าเหล่านั้นดิ้นรนหาคนมาเจรจา ท้ายที่สุดอาจจะยอมจำนนต่อแรงกดดันจากการเจรจาของผู้ฝึกยุทธ์ที่พ่อค้าเหล่านั้นหามา แล้วลดค่าผ่านทางเหลือหนึ่งหรือสองส่วน จากนั้นก็แสร้งทำเป็นเสียหน้า แล้วยื่นเงื่อนไขให้จ่ายค่าผ่านทางล่วงหน้าหนึ่งปี
เหล่าพ่อค้าและผู้ฝึกยุทธ์ที่พ่อค้าเชิญมา ย่อมไม่เห็นว่าเงื่อนไขนี้มีปัญหาอันใด แต่จะคิดว่าเป็นเพียงการรักษาหน้าตาเฮือกสุดท้ายของพรรคชิงจู๋เท่านั้น
สมกับเป็นผู้ที่ก้าวขึ้นมาเป็นมือขวาขององค์กรได้ ช่างเป็นผู้มีพรสวรรค์เสียจริง
ส่วนที่ชายตรงหน้ารู้เรื่องเหล่านี้ ก็เพราะรองหัวหน้าพรรคผู้นั้นต้องการรวบรวมขวัญกำลังใจ เกรงว่าลูกน้องที่เหลืออยู่ไม่มากจะหลบหนีไป จึงยอมเปิดเผยแผนการให้รับรู้
เมื่อรู้ว่าจะได้กอบโกยเงินก้อนโตในเร็ววัน ลูกน้องเหล่านี้ย่อมไม่หนีไปไหน
"พรรคของพวกเจ้ายังเหลือคนอีกเท่าไหร่"
"นอกจากรองหัวหน้าพรรคแล้ว ก็ยังมีหัวหน้าอีกสาม... ไม่สิ ตอนนี้เหลือแค่สองคนแล้ว ส่วนลูกน้องก็เหลืออีกสิบห้าคน หลายคนหนีไปตั้งแต่ตอนที่รองหัวหน้าพาพวกเราออกจากเมืองแล้ว"
เมื่อฟังคำให้การของชายผู้นั้น หลินเยี่ยนก็คำนวณกำลังรบของพรรคชิงจู๋ในใจ รองหัวหน้าพรรคระดับขัดผิวขั้นที่สองที่กำลังบาดเจ็บหนึ่งคน ผนวกกับผู้ฝึกยุทธ์ระดับขัดผิวขั้นแรกอีกสองคน และลูกน้องอีกกว่าสิบคน ดูเหมือนว่า... น่าจะพอลองวางแผนจัดการได้
ข้อแม้คือ ชายผู้นี้ต้องพูดความจริง
"พวกที่รับผิดชอบลาดตระเวนมีกลุ่มเดียวงั้นหรือ"
"มะ... ไม่ใช่ มีสองกลุ่ม ยังมีอีกกลุ่มหนึ่งไปลาดตระเวนที่ภูเขาอีกลูกหนึ่ง"
"ใช้เวลาลาดตระเวนนานเท่าไหร่"
"หนึ่งชั่วยาม"
หลินเยี่ยนปรายตามองไปยังภูเขาฝั่งตรงข้าม ด้วยฝีเท้าของเขา การจะไปถึงภูเขาอีกลูกนั้นใช้เวลาไม่นานนัก
"รองหัวหน้าพรรคของพวกเจ้า ก้าวเข้าสู่ระดับขัดผิวขั้นที่สองมานานแค่ไหนแล้ว"
"คะ... ครึ่งปี"
ปัง
หลินเยี่ยนเตะเข้าที่ยอดอกของชายผู้นั้น ปลิดชีพเขาในทันที ตั้งแต่ต้นจนจบ เขาไม่เคยรับปากว่าจะไว้ชีวิตอีกฝ่ายเลย
เขาลากศพไปซ่อนไว้ในพุ่มไม้ รวมกับอีกห้าศพก่อนหน้า ก่อนจะหันหลังมุ่งหน้าไปยังภูเขาอีกลูกหนึ่ง
ทางเดินบนภูเขานั้นขรุขระ ทว่าสำหรับหลินเยี่ยนผู้ฝึกยุทธ์ระดับขัดผิวขั้นที่สอง กลับสามารถเดินได้อย่างราบรื่นราวกับเดินบนพื้นราบ
เวลาผ่านไปเพียงหนึ่งก้านชงชา เขาก็เดินทางมาถึงเชิงเขาฝั่งตรงข้าม
เบื้องหน้ามีเสียงคนพูดคุยกันแว่วมา
หลินเยี่ยนชะลอฝีเท้า อาศัยต้นไม้ใหญ่เป็นกำบังค่อยๆ ย่องเข้าไปใกล้
ด้านหลังโขดหินก้อนหนึ่ง มีเงาร่างห้าสายกำลังนั่งและยืนจับกลุ่มคุยกันอย่างออกรส
"ท่านหัวหน้า ท่านคิดว่าเหตุใดรองหัวหน้าพรรคถึงต้องพาพวกเราหนีออกมาด้วย พรรคอื่นที่ถูกพรรคสี่สมุทรแย่งชิงอาณาเขตไป อย่างมากก็แค่เปลี่ยนถิ่นฐานใหม่เท่านั้น"
"จะไปที่ไหนได้เล่า คิดหรือว่าพรรคสี่สมุทรจะหยุดแค่ยึดครองเขตตะวันตกได้สำเร็จ หากพรรคสี่สมุทรรวบรวมเขตตะวันตกได้เป็นปึกแผ่นแล้ว ไม่ช้าก็เร็วคงต้องลงมือกับเขตเหนือแน่ ส่วนเขตตะวันออกและเขตใต้น่ะหรือ... เจ้าคิดว่าจะมีที่ให้พวกเรายืนงั้นหรือ"
ชายที่นั่งอยู่บนโถดหินแค่นเสียงหยัน ทว่าสิ้นเสียงของเขา เสียงลมหวีดหวิวก็ดังขึ้นจากด้านหลัง
"แย่แล้ว"
สีหน้าของชายผู้นั้นแปรเปลี่ยนอย่างรุนแรง เขาทำท่าจะผุดลุกขึ้น แต่น่าเสียดายที่สายเกินไปเสียแล้ว
สายลมจากหมัดอันน่าสะพรึงกลัวพุ่งเข้าปะทะ ในวินาทีถัดมา ชายผู้นั้นก็สัมผัสได้ถึงความเจ็บปวดอันแสนสาหัสที่แล่นพล่านอยู่กลางหลัง ก่อนที่ร่างทั้งร่างจะร่วงหล่นลงไปกองกับพื้น
หลินเยี่ยนลอบโจมตีด้วยหมัดเดียว ปลิดชีพอีกฝ่ายคาที่
สี่คนที่เหลือเพิ่งจะได้สติ บางคนคว้าหอกยาว บางคนควานหาดาบที่เอว
ปัง ปัง ปัง
หมัดหลุดรัวลงมาติดๆ กัน ทิ้งให้เหลือผู้รอดชีวิตเพียงคนเดียว
"ยะ... อย่าฆ่าข้า..."
หลินเยี่ยนยืนตระหง่าน จ้องมองลึกเข้าไปในดวงตาของอีกฝ่าย "ข้าถาม เจ้าตอบ"
หนึ่งก้านชงชาให้หลัง เสียงกระแทกทึบๆ ดังขึ้น ในบริเวณนั้นเหลือเพียงหลินเยี่ยนที่เป็นสิ่งมีชีวิตเดียว
หลังจากเสร็จสิ้นขั้นตอนการค้นตัวศพอย่างชำนาญ หลินเยี่ยนก็เริ่มครุ่นคิดถึงสิ่งที่ต้องทำต่อไป
จากการเค้นถามสองครั้ง ยืนยันได้ว่าชายจากพรรคชิงจู๋คนแรกไม่ได้พูดปด หัวหน้าพรรคชิงจู๋สิ้นชีพไปแล้วจริงๆ และรองหัวหน้าพรรคผู้นั้นก็ได้รับบาดเจ็บ
รองหัวหน้าพรรคที่เพิ่งก้าวเข้าสู่ระดับขัดผิวขั้นที่สองได้เพียงครึ่งปี แถมยังได้รับบาดเจ็บ...
ช่างเป็นอะไรที่เย้ายวนใจยิ่งนัก
หลินเยี่ยนเพ่งจิตมองเข้าไปในห้วงความคิด บัดนี้บนต้นไม้วรยุทธ์มีผลไม้ห้อยระย้าอยู่หลายผล เมื่อรวมกันแล้วสามารถแลกเป็นเวลาฝึกฝนได้ถึงสิบสองปี
ด้วยพละกำลังของเขาในตอนนี้ อาจไม่สามารถกวาดล้างพรรคชิงจู๋ได้ทั้งหมด แต่ถ้าหากถ่ายทอดเวลาฝึกฝนอีกสิบสองปีลงในฝ่ามือผ่าภูผาอีกล่ะ
หลินเยี่ยนตั้งจิต กลืนกินผลไม้วรยุทธ์ทั้งหมดลงไป
ตู้ม
การฝึกฝนอย่างหนักหน่วงตลอดยาวนานสิบสองปี ถาโถมเข้าสู่สมองราวกับคลื่นยักษ์
มันไม่ใช่แค่ความทรงจำ แต่มันคือประสบการณ์ที่สลักลึกลงไปในร่างกาย
ทุกหมัดที่เหวี่ยงออก ทุกตารางนิ้วของกล้ามเนื้อที่ตึงเครียด ทุกจังหวะของการสูดลมหายใจ ล้วนแปรเปลี่ยนเป็นสัญชาตญาณในชั่วพริบตานี้
ฤดูกาลผันผ่าน ร้อนหนาวหมุนเวียน สิบสองปีแห่งการผ่าขุนเขา ทลายศิลา หักโค่นพฤกษา ล้วนปะทุขึ้นในส่วนลึกของจิตวิญญาณ
เงาหมัด เงาหมัด เงาหมัดอันสาดซัดไปทั่วสารทิศ
ไม่รู้ว่าเวลาล่วงเลยไปเนิ่นนานเท่าใด
หนึ่งลมหายใจ หรือหนึ่งเค่อ
หลินเยี่ยนลืมตาขึ้น
ปล่อยหมัดออกไป
ไร้ซึ่งกระบวนท่า ไร้ซึ่งการรวบรวมพลัง เป็นเพียงหมัดตรงธรรมดาๆ
ทว่าสายลมจากหมัดที่พัดผ่าน กลับทำให้มวลอากาศส่งเสียงกึกก้อง
หมัดนี้พุ่งกระแทกเข้ากับโขดหิน
ตู้ม
ศิลาแตกกระจาย เศษหินปลิวว่อนราวกับห่าฝน
หลินเยี่ยนรั้งหมัดกลับ ยืนหยัดอยู่กับที่ ก้มมองกำปั้นของตน
ผิวหนังยังคงเดิม กระดูกยังคงเดิม ทว่าหลินเยี่ยนรู้ดีว่า มันไม่เหมือนเดิมอีกต่อไปแล้ว
อานุภาพของหมัดนี้ แตกต่างจากก่อนหน้านี้อย่างสิ้นเชิง
หลินเยี่ยนเพ่งจิตมองใบไม้ของวิชาฝ่ามือผ่าภูผาในห้วงความคิด บัดนี้มันแปรเปลี่ยนเป็นสีทองอร่ามไปทั้งใบ
ฝ่ามือผ่าภูผา บรรลุขั้นสมบูรณ์
สิบสองปีแห่งการฝึกฝนอย่างหนักหน่วง ได้หล่อหลอมฝ่ามือผ่าภูผาจากกระบวนท่าให้กลายเป็นสัญชาตญาณ และจากสัญชาตญาณให้กลายเป็นพลังแฝง
หมัดยังไม่ทันปล่อย พลังแฝงก็นำหน้าไปก่อนแล้ว
หมัดรั้งกลับมาแล้ว พลังแฝงก็ยังคงตกค้างอยู่
"ฝ่ามือผ่าภูผาบรรลุขั้นสมบูรณ์ เป็นไปตามที่ข้าคาดการณ์ไว้ พละกำลังเพิ่มขึ้นอย่างมหาศาล"
หลินเยี่ยนยกยิ้มที่มุมปาก ในแผนการของเขา เขาตั้งใจจะอาศัยหน่วยลาดตระเวนสองกลุ่มของพรรคชิงจู๋ เพื่อช่วยให้ฝ่ามือผ่าภูผาของเขาบรรลุขั้นสมบูรณ์
หากฝ่ามือผ่าภูผาบรรลุขั้นสมบูรณ์ พละกำลังของเขาจะเพิ่มขึ้นมากพอที่จะลงมือกับพรรคชิงจู๋ได้
แต่หากพละกำลังไม่เพิ่มขึ้นถึงระดับนั้น เขาจะรีบลงจากเขาทันที และไม่คิดจะยุ่งเกี่ยวกับพรรคชิงจู๋อีก
ไม่คาดคิดเลยว่า ฝ่ามือผ่าภูผาที่บรรลุขั้นสมบูรณ์ จะทำให้เขาสามารถเข้าถึงพลังแฝงได้ พละกำลังของเขาจึงเรียกได้ว่าพุ่งทะยานขึ้นอย่างก้าวกระโดด
แล้วขั้นต่อไปหลังจากพลังแฝงคืออะไร ไว้คราวหน้าพบท่านอาจารย์ค่อยถามก็แล้วกัน ตอนนี้ไม่ใช่เวลาที่จะมาครุ่นคิดเรื่องพวกนี้ เขาต้องรีบมุ่งหน้าไปยังฐานที่มั่นของพรรคชิงจู๋ มิฉะนั้น หากรองหัวหน้าพรรคผู้นั้นพบว่าลูกน้องที่ออกไปลาดตระเวนยังไม่กลับมา จะต้องรู้ตัวว่าเกิดเรื่องผิดปกติขึ้น ด้วยนิสัยเจ้าเล่ห์ของคนผู้นั้น คงต้องหอบเงินตราหลบหนีไปเป็นแน่