เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 8 บ้านยากจน หนี้บุญคุณหากติดค้างได้ก็ควรติดค้าง

บทที่ 8 บ้านยากจน หนี้บุญคุณหากติดค้างได้ก็ควรติดค้าง

บทที่ 8 บ้านยากจน หนี้บุญคุณหากติดค้างได้ก็ควรติดค้าง


บทที่ 8 บ้านยากจน หนี้บุญคุณหากติดค้างได้ก็ควรติดค้าง

เจ็ดวันผันผ่านไปในพริบตา

ตลอดเจ็ดวันที่ผ่านมา หลินเยี่ยนเก็บตัวฝึกเคล็ดวิชายืนหยัดดั่งศิลาอยู่แต่ในบ้านทุกวัน

แม้จะไม่คิดว่ากองปราบปรามจะมาตามสืบสวนเรื่องเล็กน้อยเช่นนี้ ทว่าเพื่อความปลอดภัย เขาจึงเก็บตัวอยู่บ้านถึงเจ็ดวัน

เมื่อการสร้างรากฐานด้วยเคล็ดวิชายืนหยัดดั่งศิลาสำเร็จลุล่วง การฝึกฝนต่อไปก็ยังคงสามารถเพิ่มพูนเลือดลมได้ เพียงแต่เพิ่มขึ้นได้ช้ามาก

ตอนนี้ผ่านไปเจ็ดวันแล้ว ไม่มีคนจากกองปราบปรามมาหา ไม่มีใครมาหาเขาทั้งสิ้น เรื่องนี้คงจะผ่านพ้นไปแล้ว ถึงเวลาต้องเสาะหาเคล็ดวิชาผลัดผิวหนังเสียที

สำหรับเคล็ดวิชาผลัดผิวหนัง อาจารย์เจิ้งเคยเอ่ยถึงวิธีได้มาซึ่งเคล็ดวิชาเหล่านั้นไว้ว่า: ฝากตัวเป็นศิษย์ในสำนักยุทธ์ เข้าร่วมพรรคพวกอันธพาล ขายตัวรับใช้ขุนนางผู้มีอำนาจ และใช้เงินทองซื้อหา

ส่วนข้อดีข้อเสีย อาจารย์เจิ้งก็ได้อธิบายไว้อย่างละเอียดแล้ว

เมื่อมีเงินทุนสนับสนุนจากจางต้าไห่และพวก สำหรับหลินเยี่ยนแล้ว สำนักยุทธ์ย่อมเป็นทางเลือกที่ดีที่สุด

ในเมืองมีสำนักยุทธ์ใหญ่น้อยนับสิบแห่ง อัตราค่าเล่าเรียนก็แตกต่างกันไป สำนักยุทธ์หลิงอวิ๋นที่แพงที่สุดเรียกเก็บค่าฝากตัวเป็นศิษย์ถึงสองร้อยตำลึง ส่วนที่ถูกที่สุดก็ยังต้องใช้ถึงยี่สิบตำลึง

ราคาที่แตกต่าง ย่อมมีเหตุผลของมัน

"ข้าลองไปขอคำชี้แนะจากอาจารย์เจิ้งอีกสักครั้งก็แล้วกัน"

ด้วยทรัพย์สินของเขาในตอนนี้ มีโอกาสสมัครเข้าสำนักยุทธ์ได้เพียงครั้งเดียว ย่อมต้องศึกษาข้อมูลให้ถ่องแท้ก่อนตัดสินใจ

แม้ว่าผู้คุ้มกันโจวแห่งจวนสกุลไช่จะเก่งกาจกว่าอาจารย์เจิ้ง ทว่าดูจากท่าทีของผู้คุ้มกันโจวท่านนั้นแล้ว ก็ไม่แน่ว่าจะยอมชี้แนะเขาอย่างจริงจัง

"เยี่ยนเอ๋อร์ กินข้าวได้แล้ว"

ในขณะที่หลินเยี่ยนกำลังครุ่นคิด เสียงของท่านอาหญิงหลิวซื่อก็ดังขึ้น

"ท่านอาหญิง ข้าสร้างรากฐานสำเร็จแล้วขอรับ"

"สร้างรากฐานสำเร็จแล้วหรือ?"

หลิวซื่อเคยได้ยินเรื่องการแบ่งระดับขั้นวิถียุทธ์จากปากของหลินเยี่ยนมาบ้าง เมื่อเห็นหลานชายยกหินคล้องสลักขึ้นมาได้ในรวดเดียว บนใบหน้าก็ปรากฏรอยยิ้มดีใจ "รวดเร็วปานนี้เชียวหรือ?"

แม้จะไม่ได้แพร่งพรายเรื่องที่หลินเยี่ยนฝึกยุทธ์ออกไป ทว่าช่วงที่ผ่านมาหลิวซื่อก็แอบไปสืบถามข้อมูลมาบ้าง ลูกชายคนโตของสกุลสวี่ที่อยู่ร่วมถนนก็ฝึกยุทธ์ที่สำนักยุทธ์เช่นกัน นางได้ยินมาจากคนสกุลสวี่ว่า สวี่ผิงผู้นั้นฝึกฝนอยู่ที่บ้านถึงหนึ่งปีเต็มกว่าจะมีคุณสมบัติเข้าสำนักยุทธ์ได้

เสี่ยวเยี่ยนใช้เวลาเพียงไม่กี่เดือนก็ทำได้แล้ว มิใช่ว่ามีพรสวรรค์สูงส่งกว่าสวี่ผิงผู้นั้นหรอกหรือ

"บรรพบุรุษสกุลหลินคุ้มครอง พี่ใหญ่พี่สะใภ้คุ้มครอง"

หลิวซื่อตื่นเต้นดีใจเป็นอย่างยิ่ง พนมมือไหว้ปลกๆ "เยี่ยนเอ๋อร์ ไปล้างมือแล้วไปกราบไหว้บรรพบุรุษ ขอบคุณที่พวกเขาคุ้มครองเจ้าเถอะ"

"ขอรับ"

แม้จะไม่คิดว่าความสำเร็จในการฝึกยุทธ์ของตนจะเกี่ยวข้องอันใดกับบรรพบุรุษ ทว่านี่ก็คือโลกทัศน์อันซื่อบริสุทธิ์ของชาวบ้านร้านตลาดในโลกใบนี้: ความสำเร็จทั้งมวลล้วนต้องพึ่งพาบารมีของบรรพบุรุษ

เมื่อกราบไหว้บรรพบุรุษและบิดามารดาเสร็จสิ้น หลินเยี่ยนก็ไปกินข้าวในเรือน

"เยี่ยนเอ๋อร์ อาต้องออกไปทำธุระข้างนอกสักหน่อย หากเจ้าจะออกไปข้างนอก ก็อย่าลืมล็อกประตูด้วยล่ะ"

"ขอรับ"

หลิวซื่อถือตะกร้าเดินออกจากบ้านไป เมื่อหันหลังกลับ รอยยิ้มบนใบหน้าก็แฝงไว้ด้วยความกังวลใจ

พี่ใหญ่พี่สะใภ้คุ้มครอง เยี่ยนเอ๋อร์มีพรสวรรค์ในการฝึกยุทธ์ ทว่าการจะเข้าสำนักยุทธ์ได้นั้น ต้องใช้เงินจำนวนมาก เงินในบ้านเหลือเพียงสิบกว่าตำลึง รวมกับเงินยี่สิบตำลึงที่จวนสกุลไช่มอบให้ ก็คงพอแค่ค่าฝากตัวเป็นศิษย์เท่านั้น นางสืบรู้มาแล้วว่า เมื่อเข้าไปฝึกยุทธ์ในสำนักยุทธ์ ค่าใช้จ่ายจะยิ่งสูงขึ้น เงินไม่กี่ตำลึงในแต่ละเดือนคงไม่พอใช้จ่ายเป็นแน่

...

สำนักคุ้มภัยเวยหยวน

ครั้งนี้หลินเยี่ยนให้จางเวยช่วยนัดหมายอาจารย์เจิ้งให้ ทว่าเขาไม่ได้ไปรอที่โรงน้ำชา หากแต่มารออยู่ที่หน้าประตูสำนักคุ้มภัยโดยตรง

"สือโถว ตามข้ามา"

จางเวยปรากฏตัวที่หน้าประตู โบกมือเรียกหลินเยี่ยนด้วยความตื่นเต้น "เมื่อครู่ข้าเพิ่งบอกเรื่องของเจ้ากับอาจารย์เจิ้ง บังเอิญเฉินเปียวโถว (หัวหน้าผู้คุ้มกันเฉิน) ได้ยินเข้าพอดี เฉินเปียวโถวเลยบอกให้เจ้าเข้าไปข้างในได้เลย"

"เฉินเปียวโถวหรือ?"

"เฉินเปียวโถวเป็นยอดฝีมือที่ผ่านการผลัดผิวหนังขั้นที่หนึ่งของสำนักคุ้มภัยเรา แถมยังเคยเป็นศิษย์สำนักยุทธ์มาก่อนด้วย ต้องรู้เรื่องสำนักยุทธ์มากกว่าอาจารย์เจิ้งแน่ๆ"

พูดจบ จางเวยก็ลดเสียงลง "สือโถว เจ้าสร้างรากฐานสำเร็จแล้วจริงๆ หรือ?"

หากเป็นอาจารย์เจิ้ง สือโถวจะคุยโวเรื่องการฝึกยุทธ์ของตัวเองเกินจริงไปบ้างก็ไม่เป็นไร ทว่าตอนนี้อยู่ต่อหน้าเฉินเปียวโถว จะมาทำเป็นเล่นไม่ได้เด็ดขาด

"ไปกันเถอะ"

หลินเยี่ยนตบบ่าจางเวย เป็นเชิงบอกให้จางเวยวางใจ

ทั้งสองเดินเข้าไปในสำนักคุ้มภัย ลัดเลาะไปตามระเบียงทางเดิน หลินเยี่ยนก็ประจักษ์แก่ใจว่า สำนักคุ้มภัยเวยหยวนแห่งนี้ใหญ่โตกว่าจวนสกุลไช่อย่างน้อยหลายเท่าตัว ท้ายที่สุดทั้งสองก็มาถึงลานเรือนแห่งหนึ่ง

ระหว่างทาง หลินเยี่ยนก็ได้รับรู้สถานการณ์บางอย่างของสำนักคุ้มภัยเวยหยวนมาบ้าง

สำนักคุ้มภัยเวยหยวนมีการแบ่งเป็นกองย่อย แต่ละกองจะมีหัวหน้าผู้คุ้มกันสองถึงสามคน ภายใต้การดูแลจะมีผู้คุ้มกันที่เคยฝึกยุทธ์อย่างอาจารย์เจิ้งอยู่อีกห้าถึงหกคน ตอนที่จางเวยไปหาอาจารย์เจิ้ง บังเอิญเฉินเปียวโถวในกองนั้นอยู่ด้วยพอดี เมื่อได้ยินว่าหลินเยี่ยนใช้เวลาเพียงไม่กี่เดือนก็สามารถสร้างพลังเลือดลมได้สำเร็จ จึงเกิดความสนใจในตัวหลินเยี่ยน และให้จางเวยพาเข้ามาพบโดยตรง

"อาจารย์เจิ้ง"

เมื่อเข้าไปในลานเรือน หลินเยี่ยนก็เห็นเจิ้งกวง และชายวัยกลางคนผู้หนึ่งที่กำลังนั่งจิบชาอยู่บนเก้าอี้ไท่ซือ

"หลินเยี่ยน เจ้าสร้างรากฐานสำเร็จแล้วจริงๆ หรือ?"

แม้จะผ่านไปแล้วหนึ่งก้านธูปนับตั้งแต่ที่จางเวยมาแจ้งเรื่องนี้ ทว่าในใจของเขาก็ยังคงยากจะเชื่อ ตอนนั้นเขาใช้เวลาถึงสองปีกว่าจะสร้างรากฐานสำเร็จ ทว่าหลินเยี่ยนกลับใช้เวลานับรวมแล้วเพียงสามเดือนกว่าเท่านั้น

หลินเยี่ยนปรายตามองไปยังหินคล้องสลักที่มุมลานเรือน "อาจารย์เจิ้ง พูดปากเปล่าคงไร้หลักฐาน ข้าขอใช้หินคล้องสลักนี่พิสูจน์ให้ดูแล้วกันขอรับ"

ภายในลานเรือนมีหินคล้องสลักอยู่หลายก้อน และหินคล้องสลักน้ำหนักร้อยชั่งนั้นคือขนาดเล็กที่สุด

หลินเยี่ยนกำหูหิ้วหิน ยกหินคล้องสลักขึ้นมาแนบอกในรวดเดียว และกำลังจะยกค้างไว้สักพัก ทว่าชายวัยกลางคนที่นั่งอยู่บนเก้าอี้ไท่ซือกลับเอ่ยขึ้นเสียก่อน "ลมหายใจมั่นคง พละกำลังถึงเกณฑ์แล้วจริงๆ วางลงได้"

เมื่อได้ยินเปียวโถวที่อยู่เบื้องหลังเอ่ยปาก เจิ้งกวงก็รีบรับคำ "หลินเยี่ยน ขอแนะนำให้รู้จัก นี่คือเฉินเปียวโถวของสำนักคุ้มภัยเรา"

"ผู้น้อยขอคารวะท่านเฉินขอรับ"

"ข้ายังมิอาจรับคำนำหน้าว่า 'ท่าน' ได้หรอก เจ้าเรียกข้าว่าเปียวโถวก็พอแล้ว"

เฉินเปียวโถวหัวเราะร่วน ในอำเภอกว่างผิง มีเพียงผู้ที่ผ่านการผลัดผิวหนังขั้นที่สองเท่านั้น จึงจะได้รับการยกย่องด้วยคำนำหน้าว่า 'ท่าน' เขาเองยังห่างไกลจากขั้นผลัดผิวหนังขั้นที่สองอยู่อีกช่วงหนึ่ง

"เจ้าต้องการเข้าสำนักยุทธ์เพื่อเรียนยุทธ์ จึงมาหาอาจารย์เจิ้งเพื่อสอบถามว่าสำนักยุทธ์ใดพึ่งพาได้ใช่หรือไม่?"

"ขอรับ ผู้น้อยมาเพื่อขอคำชี้แนะจากอาจารย์เจิ้งขอรับ"

หลินเยี่ยนไม่ทราบว่าเฉินเปียวโถวผู้นี้มีจุดประสงค์ใดที่เรียกพบตน จึงไม่พูดอะไรผูกมัดตัวเองมากนัก

สำนักคุ้มภัยเวยหยวนก็มีเคล็ดวิชาผลัดผิวหนัง หากเฉินเปียวโถวผู้นี้อยากจะดึงตัวเขาเข้าสำนักคุ้มภัยเล่า

หากไม่ต้องขายตัวเป็นทาส สำนักคุ้มภัยเวยหยวนก็เป็นตัวเลือกที่ดีไม่น้อย

"เจ้าเตรียมเงินมาเท่าใดหรือ?"

"เงินเก็บของครอบครัว รวมกับที่หยิบยืมจากญาติพี่น้อง น่าจะมีอยู่ราวๆ ห้าสิบตำลึงขอรับ"

"สือโถว บ้านเจ้ารวยขนาดนี้เชียวหรือ"

จางเวยที่อยู่ด้านข้าง เมื่อได้ยินว่าหลินเยี่ยนสามารถหาเงินมาได้ถึงห้าสิบตำลึง ก็อดตกตะลึงไม่ได้

เขารู้ฐานะทางบ้านของหลินเยี่ยนดี บิดามารดาสิ้นบุญ มีเพียงท่านอาหญิงคนเดียวที่รับจ้างเย็บผ้าหาเลี้ยงชีพ กินเงินเก็บเก่ามาโดยตลอด

"ห้าสิบตำลึง นับเป็นเงินเก็บนับสิบปีของครอบครัวธรรมดาทั่วไปแล้วล่ะ ทว่าหากนำมาใช้ในการฝึกยุทธ์ ก็ถือว่าพอใช้สำหรับช่วงเริ่มต้นอย่างฉิวเฉียดเท่านั้น"

เฉินหลั่งนิ่งคิดไปครู่หนึ่ง "สำนักยุทธ์ในเมืองมีอยู่มากมาย ทว่าที่มีวิชาความรู้สืบทอดกันมาจริงๆ มีเพียงหกสำนักเท่านั้น ในจำนวนนี้ สำนักยุทธ์หลิงอวิ๋นถือว่าแข็งแกร่งที่สุด ศิษย์ที่จบออกมาอย่างน้อยก็ต้องผ่านการผลัดผิวหนังขั้นที่สองกันทั้งนั้น"

หลินเยี่ยนไม่ได้ตื่นเต้นกับคำพูดนี้แต่อย่างใด เพราะเขาเคยสืบข้อมูลค่าฝากตัวเป็นศิษย์ของสำนักยุทธ์หลิงอวิ๋นมาแล้ว: สองร้อยตำลึง

"เจ้ารู้หรือไม่ว่าเหตุใดศิษย์สำนักยุทธ์หลิงอวิ๋น เมื่อจบออกมาถึงมีระดับแย่ที่สุดคือผลัดผิวหนังขั้นที่สอง?"

นั่นก็เพราะค่าเล่าเรียนมันแพงหูฉี่น่ะสิ

หลินเยี่ยนบ่นอุบอิบในใจ ค่าเล่าเรียนตั้งสองร้อยตำลึง คนที่จ่ายไหว ฐานะทางบ้านก็คงไม่ธรรมดา

พูดง่ายๆ ก็คือ มีเงินทุนสนับสนุนการผลัดผิวหนังอย่างเพียงพอ อาศัยเวลาก็น่าจะผลัดผิวหนังขั้นที่สองได้เช่นกัน

ทว่าปากของหลินเยี่ยนกลับเอ่ยว่า "ผู้น้อยไม่ทราบขอรับ"

เฉินหลั่งใช้ข้อนิ้วเคาะพนักวางแขน น้ำเสียงหนักแน่น "ประการแรกย่อมต้องใช้เงินทองคัดกรองคน ผู้ที่สามารถจ่ายเงินสองร้อยตำลึงเป็นค่าฝากตัวเป็นศิษย์ได้ ย่อมต้องมาจากครอบครัวที่มีฐานะร่ำรวย การบำรุงด้วยยาและอาหารในการฝึกยุทธ์ย่อมไม่ขาดตกบกพร่อง ขอเพียงไม่ใช่พวกโง่เขลาเบาปัญญา การผลัดผิวหนังขั้นที่สองก็เป็นเพียงเรื่องของเวลาว่าจะช้าหรือเร็วเท่านั้น"

"ทว่าการที่สำนักยุทธ์หลิงอวิ๋นกล้าเรียกเก็บค่าฝากตัวเป็นศิษย์แพงลิ่วเช่นนี้ ย่อมต้องมีจุดเด่นเฉพาะตัว เคล็ดวิชาผลัดผิวหนังของสำนักยุทธ์หลิงอวิ๋นเมื่อใช้ควบคู่กับยาดองสูตรพิเศษ จะทำให้ความเร็วในการฝึกฝนเหนือกว่าสำนักยุทธ์อื่นๆ มาก"

"เงินห้าสิบตำลึง สำหรับสำนักยุทธ์หลิงอวิ๋นและจู้ยิงที่ค่าเล่าเรียนแพงระยับนั้นคงไม่ต้องคิดฝัน ยังมีอีกหลายสำนักที่เจ้าสำนักมาจากพเนจรไร้สังกัด สอนวิชาความรู้ปะปนกันไปมา ส่วนใหญ่ก็อาศัยแค่ผ้าเนื้อหยาบขัดตัวและเดินย่ำทรายเป็นพื้นฐาน ศิษย์ที่ผลัดผิวหนังได้แค่ครึ่งๆ กลางๆ แล้วไปต่อไม่ได้มีให้เห็นถมเถไป แถมยังชอบเรียกร้องค่ากตัญญูจากศิษย์อีก หากไม่มีเงินทองไปประเคนให้ แม้แต่การจัดท่าทางให้ถูกต้องตอนฝึกท่ายืนก็ยังคร้านจะสั่งสอนเลย"

หลินเยี่ยนกระจ่างแจ้งในใจ คำพูดของเฉินเปียวโถวแทงถูกจุดสำคัญ

ผู้ที่มาจากชนชั้นล่างในการฝึกยุทธ์ สิ่งที่ขาดแคลนที่สุดไม่ใช่ความเพียรพยายาม แต่เป็นอาจารย์ผู้ชี้แนะและทรัพยากร ทว่าทั้งอาจารย์และทรัพยากรล้วนต้องแลกมาด้วยเงินทองทั้งสิ้น เงินห้าสิบตำลึงของเขา แม้แต่ธรณีประตูสำนักยุทธ์หลิงอวิ๋นก็ยังเอื้อมไม่ถึง

"ขอความกรุณาเฉินเปียวโถวช่วยชี้แนะสำนักยุทธ์ที่เหมาะสมให้ผู้น้อยด้วยขอรับ"

เฉินหลั่งนิ่งคิดไปครู่ใหญ่ "หากจะพูดถึงสำนักยุทธ์ที่เหมาะสมกับเจ้า ก็มีอยู่สำนักหนึ่งจริงๆ นั่นคือสำนักยุทธ์สกุลหยางทางตอนใต้ของเมือง"

"เจ้าสำนักหยางแห่งสำนักยุทธ์สกุลหยางนั้น สำเร็จการผลัดผิวหนังขั้นที่สี่มาหลายปีแล้ว ทว่านั่นไม่ใช่สิ่งสำคัญที่สุด สิ่งสำคัญที่สุดคือเจ้าสำนักหยางไม่เข้มงวดกวดขันกับลูกศิษย์จนเกินไป เมื่อถึงเทศกาลก็ไม่เรียกร้องเงินทองของกำนัลใดๆ จากลูกศิษย์เลย แม้แต่สำนักยุทธ์หลิงอวิ๋น หากไม่ใช่ลูกศิษย์อัจฉริยะไม่กี่คนนั้น ลูกศิษย์ส่วนใหญ่เมื่อผลัดผิวหนังสำเร็จแล้ว หากต้องการเรียนเคล็ดวิชาขั้นต่อไป ก็ยังต้องจ่ายเงินทองค่ากตัญญูให้อาจารย์อีกต่างหาก"

"ค่าฝากตัวเป็นศิษย์หกสิบตำลึง แม้จะเกินงบไปบ้าง ทว่าย่อมดีกว่าไปเข้าสำนักยุทธ์ที่ค่าฝากตัวเป็นศิษย์เพียงยี่สิบหรือสามสิบตำลึงอย่างแน่นอน"

เมื่อพูดจบ เฉินหลั่งก็ยกถ้วยชาขึ้นจิบ เจิ้งกวงที่อยู่ด้านข้างก็กล่าวเสริมขึ้นว่า "สำนักยุทธ์ที่ค่าฝากตัวเป็นศิษย์ราคาถูกเหล่านั้น เมื่อเข้าสำนักไปแล้วยังมีค่าใช้จ่ายอีกจิปาถะ บังคับให้ต้องซื้อยาต้มสูตรเฉพาะของสำนัก ทว่าราคากลับแพงกว่าข้างนอกหลายเท่าตัว ผู้ที่ไม่รู้ตื้นลึกหนาบางหลายคน พอเข้าสำนักไปเรียนได้ไม่กี่เดือน ก็ต้องจำใจออกจากสำนักไปเพราะเงินทองร่อยหรอ"

หลินเยี่ยนพยักหน้ารับรัวๆ สิ่งที่เขากลัวที่สุดคือการเลือกสำนักยุทธ์ผิด นี่จึงเป็นเหตุผลที่เขามาขอคำชี้แนะจากอาจารย์เจิ้งโดยเฉพาะ การเดินทางมาครั้งนี้ถือว่าคุ้มค่าจริงๆ

"ขอบพระคุณเฉินเปียวโถวที่กรุณาชี้แนะ ขอบพระคุณอาจารย์เจิ้ง" หลินเยี่ยนประสานมือคารวะ น้ำเสียงจริงใจ

เฉินหลั่งโบกมือไปมา "อย่าเรียกว่าชี้แนะเลย เพียงแค่เห็นว่าเจ้าใช้เวลาไม่กี่เดือนก็สามารถสร้างรากฐานสำเร็จ นับว่าเป็นผู้มีพรสวรรค์ในการฝึกยุทธ์ จึงไม่อยากให้เจ้าต้องเดินหลงทางเท่านั้นเอง"

ในอดีตตัวเขาเองก็เคยเดินหลงทางในการเลือกสำนักยุทธ์มาแล้วเช่นกัน

แท้จริงแล้วหลินเยี่ยนพอจะเดาออกว่า เฉินเปียวโถวผู้นี้คงมีประสบการณ์ที่ไม่ค่อยสู้ดีนักกับสำนักยุทธ์ที่ตนเองเคยร่ำเรียนมา มิเช่นนั้นในฐานะศิษย์เก่าสำนักยุทธ์ จะไม่แนะนำสำนักยุทธ์ของตนเองได้อย่างไร

ต่อให้คิดว่าเขาเงินไม่พอ ไม่เหมาะกับสำนักยุทธ์ที่อีกฝ่ายเคยร่ำเรียนมา ก็ควรจะเอ่ยปากอธิบายสักประโยค ไม่ใช่เงียบกริบตั้งแต่ต้นจนจบเช่นนี้

ครึ่งก้านธูปต่อมา หลินเยี่ยนก็อำลาเฉินเปียวโถวและอาจารย์เจิ้ง เดินตามจางเวยออกจากสำนักคุ้มภัย

"สือโถว หากเงินไม่พอ ข้าสามารถขอจากท่านพ่อมาให้เจ้าได้บ้างนะ"

"หากข้ามีความจำเป็น ข้าจะต้องเปิดปากขอจากเจ้าอย่างแน่นอน"

เมื่อได้ยินคำพูดของจางเวย หลินเยี่ยนก็ตบบ่าจางเวยเบาๆ โดยไม่ปฏิเสธ

เขามีต้นไม้วิถียุทธ์คอยช่วยเหลือ ย่อมต้องฝึกยุทธ์จนประสบความสำเร็จได้อย่างแน่นอน ทว่าในช่วงเริ่มต้นก็ขัดสนเงินทองเป็นเรื่องจริง รอให้วันหน้าฝึกยุทธ์จนมีชื่อเสียงแล้ว ค่อยตอบแทนคืนให้จางเวยหลายๆ เท่าก็ย่อมได้

บ้านยากจน หนี้บุญคุณแม้เพียงกระผีกริ้นก็ไม่กล้าติดค้าง

ในสายตาของหลินเยี่ยน ความคิดเช่นนี้ช่างโง่เขลาสิ้นดี

บ้านยากจน อยู่ในชนชั้นล่าง ยิ่งต้องไขว่คว้าทุกโอกาสที่จะพลิกชะตาชีวิตให้จงได้

การยืมเงิน การติดค้างหนี้บุญคุณ ไม่ใช่เรื่องน่าละอาย

เรื่องที่น่าละอายคือ การยืมเงิน การติดค้างหนี้บุญคุณ แล้วไม่นำไปใช้ในหนทางแห่งการต่อสู้ดิ้นรน แต่กลับนำไปใช้จ่ายอย่างสุรุ่ยสุร่ายต่างหาก

จบบทที่ บทที่ 8 บ้านยากจน หนี้บุญคุณหากติดค้างได้ก็ควรติดค้าง

คัดลอกลิงก์แล้ว