- หน้าแรก
- วิถีเซียนเมืองหลวงกับหอคอยพกพาพลิกโลก
- ตอนที่ 56 ผมจะใช้แซ่หลินตามคุณ
ตอนที่ 56 ผมจะใช้แซ่หลินตามคุณ
ตอนที่ 56 ผมจะใช้แซ่หลินตามคุณ
เขามองดูมือของตัวเอง
สองมือที่ควรจะแหลกเหลวอาบเลือดจนเห็นกระดูก บัดนี้กลับมาอยู่ในสภาพสมบูรณ์ แม้จะยังมีคราบเลือดและสะเก็ดแผลแห้งกรังเกาะอยู่ก็ตาม นิ้วทั้งสิบยังอยู่ครบ ข้อนิ้วปรากฏชัดเจน แถมเขายังสามารถรับรู้ถึงสัมผัสจากปลายนิ้วได้อีกด้วย
“อ๊าก!!!”
ชายหนุ่มแผดเสียงร้องอย่างเจ็บปวดรวดร้าว ก่อนจะปล่อยโฮออกมาอย่างไม่อาจกลั้น ชายอกสามศอกนอนสะอื้นไห้อยู่บนเตียง น้ำตาไหลอาบสองแก้ม
“คุณช่วยผมไว้ทำไม... มือผมพังหมดแล้ว... ช่วยไปก็ไร้ประโยชน์... ให้ผมตายไปซะยังจะดีกว่า...”
หลินเทียนยืนมองเขาปลดปล่อยความอัดอั้นออกมาอย่างเงียบๆ
หลังจากร้องไห้อยู่พักใหญ่ ในที่สุดชายคนนั้นก็ค่อยๆ สงบสติอารมณ์ลง เขายกมือขึ้นมาอีกครั้ง พลิกดูทุกซอกทุกมุมด้วยแววตาที่เต็มไปด้วยความเหลือเชื่อ
“นี่มัน... มือของผมเหรอ? นี่ผมกำลังฝันไปใช่มั้ย?”
เขายกมืออีกข้างขึ้นมา แล้วตบหน้าตัวเองฉาดใหญ่
เพียะ!
ใบหน้าของเขาแดงเถือกขึ้นมาในทันที
เจ็บ! เจ็บจริงๆ ด้วย!
ชายหนุ่มชะงักค้าง ราวกับเพิ่งตระหนักอะไรบางอย่างได้ เขาตะเกียกตะกายกลิ้งตัวลงจากเตียง แล้วคุกเข่าลงเบื้องหน้าหลินเทียนเสียงดัง ‘ตุบ’ หน้าผากโขกกระแทกพื้นอย่างแรง
“ผู้มีพระคุณ! ผู้มีพระคุณ! บุญคุณครั้งนี้ยิ่งใหญ่เทียมฟ้า เกาเซี่ยวคนนี้ไม่มีสิ่งใดจะตอบแทน! คุณ... คุณรักษามือของผมได้จริงๆ ชีวิตของผมต่อจากนี้เป็นของคุณแล้ว!”
หลินเทียนยื่นมือออกไปพยุงเขาขึ้นมา
“ลุกขึ้นมาคุยกันดีๆ เถอะ เลิกเรียกฉันว่าผู้มีพระคุณได้แล้ว ฉันชื่อหลินเทียน”
เกาเซี่ยวยังคงคุกเข่าอยู่กับพื้น ปฏิเสธที่จะลุกขึ้น เขาเงยหน้ามองหลินเทียนทั้งน้ำตา
“คุณหลิน... คุณคือผู้ช่วยชีวิตผม ผม...”
“ลุกขึ้นมาก่อน”
หลินเทียนดึงตัวเกาเซี่ยวขึ้นจากพื้นอย่างนุ่มนวล ทว่าแฝงไปด้วยพลังที่ไม่อาจขัดขืน ก่อนจะกดตัวเขาให้นั่งลงบนเตียง
“อาการบาดเจ็บของนายเพิ่งจะหายดี อย่าเพิ่งขยับตัวมากนัก”
เกาเซี่ยวนั่งอยู่ตรงขอบเตียง สายตาเอาแต่จดจ้องมือของตัวเอง เขากำมือและแบมือซ้ำแล้วซ้ำเล่า ราวกับต้องการยืนยันให้แน่ใจว่ามือคู่นี้เป็นของเขาจริงๆ ทันใดนั้นเขาก็เหมือนนึกอะไรขึ้นมาได้ จึงเงยหน้าขึ้นถาม
“คุณหลิน คุณไปเจอผมที่ไหนครับ?”
“ในถังขยะริมถนน”
หลินเทียนทรุดตัวลงนั่งบนเก้าอี้ข้างๆ ทอดสายตามองเขาด้วยท่าทีสงบนิ่ง
“บอกฉันมาสิว่าเกิดอะไรขึ้น? ใครกันที่ซ้อมนายจนปางตายขนาดนี้ แล้วยังเอาไปทิ้งไว้ในถังขยะ?”
สีหน้าของเกาเซี่ยวแข็งค้าง
เขาก้มหน้าลงและเงียบไปพักใหญ่ นานเสียจนหลินเทียนคิดว่าเขาคงจะไม่ปริปากพูดอะไรอีกแล้ว ในที่สุดเขาก็เงยหน้าขึ้นมา แววตาของเขาเต็มไปด้วยความรู้สึกที่ซับซ้อน ทั้งเจ็บปวด เคียดแค้น และสมเพชตัวเอง
“พวกมัน... พวกมันไม่ยอมปล่อยผมไปจริงๆ”
เกาเซี่ยวพึมพำกับตัวเอง ก่อนจะสูดลมหายใจเข้าลึก ราวกับได้ตัดสินใจอย่างเด็ดขาดแล้ว
“ช่างมันเถอะ เกาเซี่ยวคนเดิมได้ตายไปแล้ว”
เขาจ้องมองหลินเทียน แววตาค่อยๆ แปรเปลี่ยนเป็นความแข็งกร้าวเด็ดเดี่ยว
“คุณหลิน คุณช่วยชีวิตผมไว้และยังรักษามือให้ผม ตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป ชีวิตของผมเป็นของคุณ ในเมื่อคุณแซ่หลิน ผมก็จะขอละทิ้งแซ่เดิมแล้วใช้แซ่ตามคุณ ต่อจากนี้ไป... ผมชื่อหลินเซี่ยว”
หลินเทียนเลิกคิ้วขึ้นเล็กน้อย
“นาย... อยากจะเปลี่ยนแซ่งั้นเหรอ?”
“ครับ”
หลินเซี่ยวพยักหน้า น้ำเสียงจริงจังหนักแน่น
“ตระกูลเกาไม่เคยยอมรับในตัวผม และผมก็ไม่สนแซ่นั้นอีกต่อไป ตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป บนโลกนี้มีเพียงหลินเซี่ยว จะไม่มีเกาเซี่ยวอีกต่อไป”
หลินเทียนไม่ได้ตอบกลับในทันที เพียงแต่จ้องมองอีกฝ่ายอย่างเงียบๆ เขาสัมผัสได้จากแววตาของชายหนุ่มว่าคำพูดเหล่านี้กลั่นออกมาจากก้นบึ้งของหัวใจ
“เล่าเรื่องที่เกิดขึ้นกับนายมาให้ฉันฟังก่อน”
หลินเทียนยังไม่รีบร้อนที่จะตอบตกลงหรือปฏิเสธ
“ที่นายเพิ่งพูดว่าพวกมันไม่ยอมปล่อยผมไปคำว่าพวกมันหมายถึงใคร?”
หลินเซี่ยวนิ่งเงียบไปครู่หนึ่ง ก่อนจะค่อยๆ เอ่ยปาก
“คุณน่าจะรู้จักสี่ตระกูลใหญ่แห่งหางโจวใช่ไหมครับ?”
หลินเทียนพยักหน้ารับ เขาเคยได้ยินชื่อเสียงของสี่ตระกูลใหญ่แห่งหางโจวมาบ้าง ประกอบด้วยตระกูลหนิง ตระกูลเกา ตระกูลโจว และตระกูลเจิ้ง พวกเขาหยั่งรากลึกอยู่ในหางโจวมานานนับร้อยปี มีอิทธิพลแผ่ขยายฝังรากลึกและเป็นขั้วอำนาจที่คนธรรมดามิอาจล่วงเกินได้
“ผม... ก็นับว่าเป็นคนของตระกูลเกาเหมือนกัน”
น้ำเสียงของหลินเซี่ยวเต็มไปด้วยความรู้สึกลำบากใจที่ยากจะอธิบายขณะเอ่ยประโยคนี้
“ตอนนี้ผู้นำตระกูลเกาคนเก่าได้ลงจากตำแหน่งแล้ว และคนที่รับช่วงต่อเป็นผู้นำตระกูลคนปัจจุบันก็คือพ่อบังเกิดเกล้าของผม... เกาเจิ้นหลง”
สีหน้าของหลินเทียนเปลี่ยนไปเล็กน้อย แต่เขาก็ไม่ได้พูดขัดแต่อย่างใด
“แม่ของผมแซ่จิน” หลินเซี่ยวเล่าต่อ
“คุณอาจจะไม่รู้ แต่ตระกูลจินเคยเป็นตระกูลที่มั่งคั่งและโด่งดังมากในหางโจว ย้อนกลับไปตอนนั้น ตระกูลจินคือหนึ่งในห้าตระกูลใหญ่แห่งหางโจว ทว่า...”
เขาชะงักไป ความเจ็บปวดวาบขึ้นมาในแววตา
“แต่เมื่อยี่สิบปีก่อน ตระกูลจินดันไปล่วงเกินตระกูลฉู่แห่งเยียนจิง... ตระกูลฉู่คือมหาอำนาจแห่งเมืองหลวง”
“ตระกูลฉู่แห่งเยียนจิงงั้นรึ?”
หลินเทียนหรี่ตาลงเล็กน้อย เขาไม่ค่อยรู้เรื่องราวของตระกูลในเยียนจิงมากนัก แต่ก็พอจะเดาได้ว่าอีกฝ่ายต้องเป็นตัวตนที่ทรงอิทธิพลอย่างน่าเกรงขาม
“การล่วงเกินตระกูลฉู่ ทำให้ตระกูลจินต้องย่อยยับลงในชั่วข้ามคืน” เสียงของหลินเซี่ยวแผ่วต่ำลง
“ตระกูลฉู่ประกาศกร้าวว่าจะกวาดล้างตระกูลจินให้สิ้นซาก คุณตาของผมจึงพาคนทั้งตระกูลหนีไปต่างประเทศ โดยตั้งใจจะไปกบดานที่อเมริกาก่อน ตอนนั้นแม่ของผมกำลังตั้งท้องผมอยู่ ทำให้เดินทางลำบาก เธอเลยต้องรั้งอยู่ที่นี่ โดยวางแผนว่าจะตามไปสมทบหลังจากเรื่องราวสงบลงแล้ว”
“แต่การตัดสินใจอยู่ต่อในครั้งนั้น... กลับกลายเป็นการช่วยชีวิตเธอไว้”
“เพื่อถอนรากถอนโคนไม่ให้เหลือเสี้ยนหนาม ตระกูลฉู่ได้ส่งยอดฝีมือระดับสูงออกทะเลไปดักสกัดเรือของตระกูลจิน เรือของตระกูลจินแล่นเข้าสู่น่านน้ำสากลแล้ว แต่ก็ยังถูกตามทัน ตระกูลฉู่... จุดไฟเผาเรือลำนั้นทั้งเป็น”