- หน้าแรก
- ติ๊กต็อกของผมเชื่อมต่อกับหมื่นราชวงศ์
- บทที่ 10 จะทำทั้งที ก็ต้องทำมหาโปรเจกต์ให้โลกตะลึง!
บทที่ 10 จะทำทั้งที ก็ต้องทำมหาโปรเจกต์ให้โลกตะลึง!
บทที่ 10 จะทำทั้งที ก็ต้องทำมหาโปรเจกต์ให้โลกตะลึง!
ราชวงศ์หมิง
ระหว่างทางที่มุ่งหน้าไปยังตำหนักบูรพา เถ้าแก่จูมองดูทุ่งรวงทองบนม่านแสง พลางฟังเสียงอันเปี่ยมไปด้วยความมั่นใจและเมตตาที่ดังลงมา
เขายืนนิ่งอยู่กับที่ แหงนหน้าขึ้นมองท้องฟ้าอย่างใจจดใจจ่อ
จูเปียวเองก็ตกอยู่ในอาการเดียวกัน!
“นี่... โลกใบนี้ทำได้ถึงขั้นทุกคนแข็งแกร่งดั่งมังกร และไม่มีผู้ใดต้องอดตายจริงๆ งั้นหรือ?”
เถ้าแก่จูพึมพำกับม่านแสงเบาๆ ทันใดนั้นเขาก็เห็นข้อความจำนวนมหาศาลลอยละลานตาจนม่านตาของเขาต้องหดตัวลงด้วยความตกตะลึง
—— “คุณปู่หยวนครับ ท่านทำสำเร็จแล้ว... บัดนี้แผ่นดินจีนไม่มีผู้ใดต้องอดตายอีกต่อไป!”
—— “ข้าวเพียงรวงเดียวของท่าน เลี้ยงปากท้องประชากรจีนกว่าหนึ่งพันสี่ร้อยล้านคน!”
—— “คุณปู่หยวน... พวกเราคิดถึงท่านเหลือเกิน...”
—— “ไม่ต้องให้พวกเราหิวโหยอีกต่อไป ไม่ต้องให้พวกเราถูกข่มเหงอีกต่อไป... คุณปู่ครับ ความฝันที่จะนอนรับลมใต้รวงข้าวของท่านกลายเป็นความจริงแล้ว!”
...
จูเปียวมองดูข้อความที่พรั่งพรูออกมาแล้วหันไปมองจูหยวนจางด้วยความทึ่ง: “เสด็จพ่อ ข้อความเหล่านั้นบอกว่าบุคคลผู้นี้มีผลงานยิ่งใหญ่ถึงเพียงนี้เลยหรือพ่ะย่ะค่ะ?”
การที่ข้าวเพียงรวงเดียวสามารถเลี้ยงปากท้องราษฎรได้ถึงหนึ่งพันสี่ร้อยล้านคน นี่มันคือปาฏิหาริย์ของเทพเจ้าชัดๆ!
จูหยวนจางได้สติกลับมา แววตาเต็มไปด้วยความตกตะลึงและคามเลื่อมใส
“ข้าไม่เคยคิดเลยว่าคนรุ่นหลังจะมีผู้ปรีชาสามารถถึงเพียงนี้ ที่สามารถทำให้ราษฎรใต้หล้าไม่ต้องกังวลเรื่องความหิวโหยอีกต่อไป”
“คน... คนผู้นี้หากได้มาอยู่ในต้าหมิงของข้าจะดีสักเพียงใด!”
ในขณะที่ราษฎรในมิติกาลเวลาอื่นๆ ที่จ้องมองม่านแสงต่างก็ตกตะลึงสุดขีด พร้อมกับความอิจฉาลึกๆ ที่ผุดขึ้นในใจ
“ท่านพ่อท่านแม่... เห็นหรือไม่... อนาคต... อนาคต... ลูกหลานของพวกเราจะได้กินอิ่มนอนหลับแล้ว... จะไม่มีใครต้องอดตายอีกต่อไป!”
“จะไม่ต้องอดตายอีกแล้ว... ฮือๆ...”
ราษฎรนับไม่ถ้วนที่นึกถึงพ่อแม่พี่น้องที่ต้องอดตาย ต่างก็กลั้นน้ำตาไว้ไม่อยู่ พากันก้มลงหมอบกราบและร้องไห้โฮจนเสียงสะอื้นดังระงมไปทั่วทุกราชวงศ์
หลังจากเสียงสะอื้นผ่านพ้นไป ความปรารถนาที่จะมีชีวิตอยู่ก็ปะทุขึ้น
ตัวเองจะกินไม่อิ่มก็ไม่เป็นไร แต่ต้องส่งต่อลมหายใจเพื่อให้ลูกหลานในอนาคตได้มีชีวิตอยู่ในยุคที่อุดมสมบูรณ์เช่นนั้น
การจะทำเช่นนั้นได้คือต้องมีชีวิตอยู่ต่อ เพื่อให้สายเลือดได้รับการสืบทอด
ในเมื่อตนไม่อาจเห็นความรุ่งโรจน์ของจีนในอนาคตได้ด้วยตาตัวเอง ก็ขอฝากความหวังไว้ที่คนรุ่นหลัง
ให้พวกเขากลายเป็นดวงตาแทนตน เพื่อไปดูว่าแผ่นดินจีนในอนาคตนั้นรุ่งเรืองเพียงใด!
พวกเขาต้องทนทุกข์กับความหิวโหยมาหลายชั่วอายุคน จึงเข้าใจลึกซึ้งว่าการได้กินอิ่มนั้นเป็นเรื่องที่ฟุ่มเฟือยและล้ำค่ามากเพียงใด
ส่วนเหล่าจักรพรรดิและขุนนางในแต่ละยุคสมัย เมื่อเห็นข้อความบนม่านแสงต่างก็ปฏิกิริยาไม่ต่างจากเถ้าแก่จู คือเต็มไปด้วยความเหลือเชื่อ
ทว่าในชั่วพริบตานั้น ภาพบนม่านแสงก็เกิดการเปลี่ยนแปลงที่ทำให้ทุกคนต้องอ้าปากค้างอีกครั้ง
[ในวันที่ศัตรูหมู่มารพินาศสิ้น ลูกรักของแม่จะกลับคืนสู่เหย้า!]
ตัวอักษรสีแดงฉานปรากฏขึ้นบนม่านแสง
ภาพปรากฏเหล่านักรบผู้กล้าหาญและไม่เกรงกลัวต่อความตาย วิ่งฝ่าดงระเบิดและห่ากระสุนอันดุร้ายของศัตรู ในมือถืออาวุธที่ดูคร่ำครึ แต่กลับพุ่งเข้าสู่สมรภูมิอย่างไม่ลังเล!
“สหายทั้งหลาย! ถึงเวลาที่พรรคและประชาชนจะทดสอบพวกเราแล้ว!” เสียงตะโกนกึกก้องเสียดฟ้า ราวกับเป็นการประกาศสงครามต่อศัตรูและแสดงถึงความปรารถนาในชัยชนะ
ทันใดนั้น เสียงแตรสัญญาณบุกก็ดังขึ้น ประดุจสายฟ้าฟาดที่แหวกผ่านผืนฟ้า จุดไฟแห่งความฮึกเหิมในใจของทุกคนให้ลุกโชน!
ภายใต้เสียงแตรสัญญาณนี้ นักรบทุกคนราวกับได้รับพลังอำนาจมหาศาล เลือดลมในกายตื่นตัวร้อนแรงดั่งเปลวเพลิง
เมื่อเสียงแตรบุกดังขึ้น ผลแพ้ชนะก็ไม่สำคัญอีกต่อไป มีเพียงการเดิมพันด้วยชีวิต ข้าจะรอดหรือไม่ ไม่สำคัญ แต่เจ้าต้องตาย!
พวกเขามุ่งหน้าไปอย่างไม่หยุดยั้ง ฝ่าห่ากระสุนปืนกลที่หนาแน่นราวกับเม็ดฝน พุ่งเข้าใส่ข้าศึกอย่างไม่คิดชีวิต!
ในสมรภูมิ เลือดสาดกระเซ็นดั่งน้ำพุ ย้อมผืนดินที่เหยียบย่ำจนแดงฉาน กลายเป็นภาพที่โหดร้ายแต่แฝงไปด้วยความกล้าหาญอันยิ่งใหญ่
วีรบุรุษคนแล้วคนเล่าล้มลงท่ามกลางพายุลูกตะกั่ว แต่เงาร่างของพวกเขาไม่ได้เลือนหายไป กลับกลายเป็นธงชัยที่คอยผลักดันให้คนรุ่นหลังก้าวเดินต่อไป
[หากปรารถนาไม่ให้เผ่าพันธุ์สูญสิ้น มีเพียงหนทางเดียวคือสู้ยิบตาจนถึงที่สุด!]
เหล่าจักรพรรดิใต้ม่านแสงเมื่อเห็นภาพการสู้รบอันสยดสยองแต่ฮึกเหิมนั้น ต่างก็ตกตะลึงกันถ้วนหน้า
ราชวงศ์ต้าฉิน
จิ๋นซีฮ่องเต้มองดูม่านแสงด้วยความทึ่ง เขาไม่เคยเห็นสมรภูมิที่โหดร้ายทารุณแต่กลับเปี่ยมไปด้วยความฮึกเหิมขนาดนี้มาก่อน
จิตวิญญาณที่พร้อมสละชีพของนักรบเหล่านั้น ทำให้เขานึกถึงกองทัพเสือดาวอันเกรียงไกรของต้าฉินในวันวาน
“เหล่ายอดคนผู้กล้าหาญเช่นนี้ คือกระดูกสันหลังของชาติโดยแท้!” จิ๋นซีฮ่องเต้พึมพำ แววตาเต็มไปด้วยความเลื่อมใส
เหล่าขุนนางต้าฉินต่างก็มารวมตัวกัน ทุกคนมีสีหน้าตื่นตระหนก
หลี่ซือประสานมือกล่าวว่า: “ฝ่าบาท แม้ภาพจะโหดร้าย แต่ความกล้าหาญและศรัทธาของทหารเหล่านี้ช่างสะเทือนใจยิ่งนัก หากต้าฉินของเรามีจิตวิญญาณเช่นนี้ ใต้หล้าจะไปไหนเสีย”
จิ๋นซีฮ่องเต้พยักหน้าเบาๆ ในใจเต็มไปด้วยความคิดมากมาย
เขาจินตนาการว่าหากกองทัพต้าฉินได้รับการหล่อหลอมด้วยจิตวิญญาณเช่นนี้ จะระเบิดพลังอำนาจที่แข็งแกร่งเพียงใดออกมา
ในขณะนั้น การต่อสอบบนม่านแสงยังคงดำเนินต่อไป เสียงโห่ร้องของนักรบราวกับทะลุผ่านกาลเวลามาถึงหูของทุกคนในท้องพระโรง
จิ๋นซีฮ่องเต้กำหมัดแน่น สัมผัสได้ถึงความร้อนแรงและความฮึกเหิมนั้น
อีกทั้งอาวุธในยุคหลังเหล่านั้นเขาไม่เคยเห็นมาก่อน เหตุใด 'หม้อเหล็ก' เล็กๆ นั่นถึงทำให้ศัตรูเงียบกริบได้ในนัดเดียว?
แล้ว 'แท่งเหล็กสีดำ' ที่พ่นไฟยาวเหยียดนั่นอีกล่ะ กวาดทีเดียวล้มตายเป็นแถบ!
คำถามมากมายพรั่งพรูอยู่ในใจของเขา
จักรพรรดิในมิติกาลเวลาอื่นก็มีความรู้สึกไม่ต่างกัน
ราชวงศ์ถัง
หลี่เอ้อมองดูสมรภูมิอันน่าสลดบนม่านแสง รวมถึงอาวุธดินดำและปืนใหญ่เหล่านั้น เขาถึงกับลุกขึ้นยืนโดยไม่รู้ตัว
“นี่... นี่มันคืออาวุธชนิดใดกัน!” หลี่เอ้อเบิกตากว้างด้วยความตกตะลึง พึมพำออกมาอย่างลืมตัว
ฝางเสวียนหลิงที่อยู่ข้างกายก็มีสีหน้าตื่นตระหนกไม่แพ้กัน ประสานมือกล่าวว่า: “ฝ่าบาท อาวุธเหล่านี้อานุภาพช่างร้ายแรงยิ่งนัก หากต้าถังของเรามีไว้ในครอบครอง จะต้องข่มขวัญไปทั่วทั้งสี่ทิศอย่างแน่นอนพ่ะย่ะค่ะ”
หลี่เอ้อขมวดคิ้ว ในใจเต็มไปด้วยความอยากรู้อยากเห็นในอาวุธเหล่านั้น และสงสัยว่าเหตุใดนักรบเหล่านั้นจึงเข้าเข่นฆ่าโดยไม่เสียดายชีวิต
“ทำไมพวกเขารถึงสู้ยิบตาเพียงนั้น? มีศรัทธาใดค้ำจุนอยู่?” หลี่เอ้อเอ่ยถามฝางเสวียนหลิง
ฝางเสวียนหลิงครุ่นคิดครู่หนึ่งก่อนตอบ: “ฝ่าบาท สังเกตจากคำที่พวกเขาโห่ร้อง คงจะเป็นการสู้เพื่อประเทศชาติและประชาชนที่อยู่เบื้องหลัง เพื่อให้ลูกหลานในอนาคตได้อยู่อย่างสงบสุขพ่ะย่ะค่ะ”
หลี่เอ้อพยักหน้าเบาๆ ในใจเริ่มเกิดความสะเทือนใจ
ในขณะนั้น นักรบบนม่านแสงยังคงบุกฝ่าพายุลูกตะกั่วอย่างอาจหาญ ร่างหนึ่งล้มลง ร่างใหม่ก็เข้าแทนที่ทันที
...
ภาพบนม่านแสงยังคงสลับสับเปลี่ยนไปมาอย่างต่อเนื่อง
[ข้าขอสาบาน ข้าจะต้องสร้างระเบิดปรมาณูที่เป็นของชาวจีนเองให้ได้...]
[สิ่งที่คนต่างชาติทำได้ ชาวจีนเราก็ทำได้เช่นกัน และถ้าจะทำทั้งที ก็ต้องทำมหาโปรเจกต์ให้โลกตะลึง!]
ทันใดนั้น ภาพบนม่านแสงก็ปรากฏกลุ่มเมฆรูปเห็ดขนาดมหึมา!
ทุกแห่งหนที่เมฆรูปเห็ดนั้นแผ่ไปถึง อาคารบ้านเรือนทั้งหมดล้วนกลายเป็นเศษซากปรักหักพัง!
คลื่นความร้อนที่เกิดขึ้นทำให้แผ่นดินทั้งผืนตลบอบอวลไปด้วยฝุ่นละโอน แสงสว่างและความร้อนที่แผ่ออกมานั้นจ้าเสียจนคนมองตาแทบไม่ขึ้น!
ผู้คนในทุกยุคสมัยต่างอ้าปากค้างด้วยความตกตะลึงกับเมฆรูปเห็ดขนาดยักษ์ที่จู่ๆ ก็ปรากฏขึ้นมา จนไม่มีใครสามารถส่งเสียงอะไรออกมาได้แม้แต่คำเดียว
อานุภาพอันมหาศาลนี้ทำลายโลกทัศน์ของพวกเขาจนย่อยยับ
จักรพรรดิในแต่ละราชวงศ์ต่างรูม่านตาหดตัวถึงขีดสุด แก้วหูเจ็บปวดจากการระเบิดของระเบิดปรมาณู!
ทุกคนล้วนตกอยู่ในอาการช็อกขีดสุด!
พวกเจ้าบอกเจิ้นมาซิ... นี่... นี่คืออาวุธงั้นหรือ? นี่หรือคือยอดคนในยุคปัจจุบันของพวกเจ้า?
นี่มันคือเทพเจ้าจุติลงมาทำลายล้างชัดๆ!
ในสายตาของพวกเขา การทำศึกสงครามคือการวัดกันที่จำนวนคน อาวุธ ความเก่งกาจของขุนพลและกุนซือไม่ใช่หรือ?
แต่... อานุภาพระดับนี้... ต่อให้ใครหน้าไหนมาขวางก็คงไม่รอดทั้งนั้น!