- หน้าแรก
- ติ๊กต็อกของผมเชื่อมต่อกับหมื่นราชวงศ์
- บทที่ 2 เล่าจื๊อ, ขงจื๊อ: แย่แล้ว ข้าทำฟ้าแตกเสียแล้ว!
บทที่ 2 เล่าจื๊อ, ขงจื๊อ: แย่แล้ว ข้าทำฟ้าแตกเสียแล้ว!
บทที่ 2 เล่าจื๊อ, ขงจื๊อ: แย่แล้ว ข้าทำฟ้าแตกเสียแล้ว!
กลับมาที่ห้องนอน เอนตัวลงบนเตียง อ่านกฎกติกาการรับรายได้ร้อยเท่าอย่างละเอียด ไม่มีข้อจำกัดอะไรเป็นพิเศษ แค่ห้ามกรอวิดีโอไปข้างหน้า และต้องดูวิดีโอให้จบถึงจะได้รางวัล!
ปัด!
“ถ้าแกไม่หมดตัว บิดาก็จะดูจนใหลตายไปเลย!”
จากนั้นก็นอนซุกตัวอยู่ในผ้าห่ม เหลือบมองดูแบตเตอรี่ที่เหลืออยู่แปดสิบแปดเปอร์เซ็นต์ หยิบสายชาร์จขึ้นมาเสียบเตรียมพร้อมสำหรับการใช้งานแบบไร้ขีดจำกัด แล้วหยิบโทรศัพท์ขึ้นมากดดูต่อ
...
และในขณะเดียวกันนั้น หลังจากที่หลิวเทากดแชร์ ท้องฟ้าในทุกยุคทุกสมัยของประวัติศาสตร์ก็เริ่มมีเสียงฟ้าร้องฟ้าแลบ เมฆดำทะมึนลอยปกคลุม
...
ยุคชุนชิวจ้านกั๋ว
ในเวลานี้ กล้ามเนื้อทั่วร่างของขงจื๊อปูดโปนจนชุดคลุมยาวของบัณฑิตปริแตก เส้นเลือดดำที่ลำคอปูดโปน
แผ่นหลังแบกขวานคุณธรรม ด้านหลังมีชายฉกรรจ์กล้ามโตอีกสามพันคนเดินตาม กำลังเผชิญหน้าอย่างดุเดือดกับเล่าจื๊อที่นั่งอยู่บนหลังวัวและมีกระบวยตักน้ำเหน็บอยู่ที่เอว
เนื่องจากแนวคิดที่แตกต่างกัน สงครามครั้งใหญ่จึงกำลังจะปะทุขึ้น!
ขงจื๊อ: “ตาเฒ่า ลองมองดูข้างหลังข้าสิ... ท่านอาจารย์ผู้นี้จะให้โอกาสเจ้าเรียบเรียงคำพูดใหม่อีกครั้ง!”
เล่าจื๊อที่นั่งอยู่บนหลังวัวหยิบกระบวยน้ำที่เอวออกมา ร่างท่อนบนที่เปลือยเปล่าปรากฏตัวอักษร 'เต๋า' ขึ้นมารำไร กลิ่นอายทั่วร่างแผ่ซ่าน ชี้ไปที่ขงจื๊อที่กำลังแผ่รัศมีแห่งคุณธรรมพลางแค่นหัวเราะอย่างดูแคลน
“หึหึ... รู้หรือไม่ว่าแม่น้ำรั่วสุ่ยสามพันลี้ ข้าขอตักเพียงกระบวยเดียวหมายความว่าอย่างไร?”
“ความหมายก็คือ ต่อให้มีคนอย่างเจ้าสามพันคน บิดาก็จะใช้กระบวยเดียวนี่แหละฟาดให้เรียบ!”
“แล้วก็หัดดูสารรูปตัวเองซะบ้าง... มีส่วนไหนที่ดูเหมือนท่านอาจารย์บ้างไหม?”
ขงจื๊อ: ???
“ตอนแรกข้าเห็นว่าเจ้าอายุมากแล้ว ตั้งใจจะ ‘สยบคนด้วยจารีต’ แต่ตอนนี้ดูเหมือนว่าข้าคงต้อง ‘สยบคนด้วยขวานคุณธรรม’ เสียแล้ว!”
พูดจบก็ยกมือขึ้นหยิบขวานคุณธรรมที่สะพายอยู่บนหลังออกมา
กลิ่นอายของทั้งสองคนระเบิดออกมา กดทับจนเพื่อนร่วมชั้นอย่างจื่อลู่ที่อยู่ด้านหลังอดไม่ได้ที่จะนึกถึงภาพในอดีตตอนที่ถูกขงจื๊อข่มเหง
...
ในเวลาเดียวกัน ท้องฟ้าที่เคยสดใสก็ถูกเมฆดำทะมึนปกคลุม ตามมาด้วยเสียงฟ้าร้องฟ้าแลบ!
“น่าสะพรึงกลัวยิ่งนัก!”
“ไม่คิดเลยว่าเพียงแค่กลิ่นอายของท่านอาจารย์กับตาเฒ่านั่นจะทำให้ฟ้าดินเปลี่ยนสีได้... ช่างน่าสะพรึงกลัวจริงๆ!”
...
และในตอนนี้ทั้งขงจื๊อและเล่าจื๊อกำลังงุนงงอย่างหนัก!
พวกเขามีความสามารถแบบนี้ตั้งแต่เมื่อไหร่กัน?
ทั้งสองอดไม่ได้ที่จะเงยหน้ามองท้องฟ้า!
เห็นเพียงท่ามกลางสายฟ้าฟาดและเสียงฟ้าร้อง ท้องฟ้าก็ปริแตกออกเป็นรอยแยก...
ซี๊ด!
ขงจื๊อและเล่าจื๊ออุทานออกมาพร้อมกัน: “แย่แล้ว... ดูเหมือนข้าจะก่อเรื่องเข้าแล้ว... ทำเอาท้องฟ้าปริแตกเลย”
...
ราชวงศ์ต้าฉิน
“ฝ่าบาท... ฝ่าบาท! ฟ้าแตกแล้วพ่ะย่ะค่ะ... ฟ้าแตกแล้ว!”
ขันทีน้อยข้างกายอิ๋งเจิ้งมองดูความผิดปกติบนท้องฟ้าด้วยความหวาดกลัวจนแทบจะฉี่ราด
อิ๋งเจิ้งสวมมงกุฎทงเทียนกวาน สวมฉลองพระองค์สีดำปักลวดลายสิบสองบทระเบียบ แต่ละลวดลายสื่อถึงความหมายที่แตกต่างกัน เอวคาดกระบี่ยาว สายตาดุจคบเพลิง จับจ้องมองความผิดปกติบนท้องฟ้าอย่างแน่วแน่
เหมิงเถียนที่อยู่ด้านหลัง รวมถึงเหล่าขุนนางและทหารที่อยู่เบื้องล่าง ต่างก็มีสีหน้าเคร่งเครียด จ้องมองรอยแยกบนท้องฟ้า
บ้างก็กระซิบกระซาบ บ้างก็คุกเข่าหมอบกราบ ทำให้สถานการณ์ดูวุ่นวายไปชั่วขณะ
อิ๋งเจิ้งแผ่กลิ่นอายแห่งความยิ่งใหญ่ออกมารอบกาย กวาดสายตามองฝูงชนที่กำลังวุ่นวายอยู่เบื้องล่าง ร่างกายแผ่ซ่านไปด้วยบารมีของจักรพรรดิผู้ยิ่งใหญ่อย่างหาตัวจับยาก
“เงียบ หากใครบังอาจพูดจาเหลวไหลอีก ข้าจะสั่งตัดหัวทิ้งเสีย!”
เพียงประโยคเดียว สถานที่ที่เคยส่งเสียงดังเอะอะก็เงียบกริบลงในพริบตา
“เจิ้นคือจิ๋นซีฮ่องเต้ ได้รับบัญชาจากสวรรค์ ให้ปกครองแผ่นดินอย่างเจริญรุ่งเรืองสืบไป จึงได้ชื่อว่าเป็นโอรสสวรรค์!” (พี่เจิ้งหมายความว่า เขาคือพ่อของสวรรค์!)
“เด็กๆ ไปตามตัวสวีฝูมาให้เจิ้นเดี๋ยวนี้!”
...
เจ้าเกา: “ฝ่าบาท ปรากฏการณ์เช่นนี้ย่อมไม่ใช่ฝีมือของมนุษย์ปุถุชนแน่พ่ะย่ะค่ะ ไม่แน่ว่าเซียนอาจจะเห็นว่าฝ่าบาทมีบุญญาธิการอันยิ่งใหญ่ จึงประทานความเยาว์วัยเป็นอมตะให้แก่ฝ่าบาทก็เป็นได้พ่ะย่ะค่ะ!”
ต้องยอมรับเลยว่าปากของเจ้าเกานั้นหวานฉ่ำจริงๆ เลือกพูดแต่เรื่องที่อิ๋งเจิ้งชอบฟังทั้งนั้น
ในเวลาเดียวกัน ภายในรอยแยกบนท้องฟ้าก็ปรากฏม่านแสงขึ้นมา
เสียงฟ้าร้องฟ้าแลบและเมฆดำทะมึนหายไปจนหมดสิ้น เหลือเพียงม่านแสงสีทองอร่ามบนท้องฟ้า แถมยังมองเห็นได้อย่างชัดเจนไม่ว่าจะยืนอยู่ตรงจุดไหนก็ตาม
(ยกเว้น... บางคนที่สายตาไม่ค่อยดี...)
ในภาพบนม่านแสงยังมีมังกรยักษ์ห้ากรงเล็บหลายสิบตัวบินวนเวียนอยู่ ภาพเหตุการณ์ทั้งหมดนั้นช่างดูยิ่งใหญ่อลังการตระการตาเป็นอย่างมาก
อิ๋งเจิ้งมองดูมังกรยักษ์ที่พ่นเมฆหมอกอยู่บนม่านแสงอย่างไม่ขาดสายด้วยความตกตะลึงสุดขีด
หรือว่าจะเป็น... อย่างที่เจ้าเกาพูดจริงๆ?
ในเวลานี้สวีฝูก็เดินทางมาถึงข้างกายอิ๋งเจิ้งแล้ว เมื่อมองดูมังกรยักษ์บนท้องฟ้า สวีฝูที่ไหนจะเคยเห็นภาพแบบนี้มาก่อน เขาถึงกับยืนอึ้งไปเลย!
“สวีฝู... มีวิธีที่จะทำให้เจิ้นสื่อสารกับเซียนได้หรือไม่?”
เมื่อสวีฝูได้ยินคำพูดของอิ๋งเจิ้ง เขาก็ได้สติกลับมา ในใจอดไม่ได้ที่จะยิ้มขื่น
ถ้าข้ามีความสามารถขนาดนั้น ข้าคงเป็นเซียนไปตั้งนานแล้วเว้ย
“ฝ่าบาท... เอ้อ... เรื่องนี้... ตบะของกระหม่อมยังไม่แกร่งกล้าพอพ่ะย่ะค่ะ...”
เมื่อได้ยินเช่นนี้ อิ๋งเจิ้งก็ถอนหายใจออกมาด้วยความไม่พอใจนัก จากนั้นก็โบกมือใหญ่แล้วพูดต่อว่า “รีบไปจัดเตรียมแท่นบูชา... เจิ้นจะไปต้อนรับเซียนจุติด้วยตัวเอง!”
ในความคิดของเขา ในม่านแสงนี้จะต้องมีเคล็ดวิชาความเป็นอมตะอยู่เป็นแน่ ไม่อย่างนั้นก็ไม่มีคำอธิบายอื่นแล้ว
สิ้นเสียงของอิ๋งเจิ้ง... มังกรยักษ์บนท้องฟ้าก็หายไป แล้วภาพก็ปรากฏขึ้นมา
คลอไปกับเพลง ไดมอนส์ ของ รีฮันนา สาวฝรั่งในชุดชั้นในสุดเซ็กซี่ก็ปรากฏตัวขึ้นอย่างเจิดจรัส ก้าวเดินด้วยเรียวขายาวสุดเซ็กซี่ สวมรองเท้าส้นสูง แต่ละคนล้วนมีสัดส่วนที่อวบอิ่มสุดๆ!
จังหวะเพลงที่สอดประสานกัน ทุกย่างก้าวที่ก้าวออกไป หน้าอกหน้าใจก็สั่นไหวไปมา สายตาที่เย้ายวนใจแผ่ซ่านไปด้วยกลิ่นอายของฮอร์โมน
ทุกท่วงท่า ทุกสายตา และทุกจังหวะก้าวเดิน ล้วนพอดีไปเสียหมด สัดส่วนรูปร่างที่สมบูรณ์แบบถูกเผยออกมาให้เห็นอย่างหมดจด นี่มันท้าทายเส้นประสาทของลูกผู้ชายชัดๆ!
อิ๋งเจิ้งรวมถึงเหล่าขุนนางทั้งบุ๋นและบู๊ในท้องพระโรงต่างจ้องมองภาพแฟชั่นโชว์บนท้องฟ้าตาไม่กะพริบ!
นี่... นี่คือสตรีแห่งดินแดนเซียนอย่างนั้นหรือ?
ชั่วขณะนั้น ทุกคนต่างก็จ้องมองขึ้นไปบนท้องฟ้าตาเป็นมัน!
ส่วนเหล่าขุนนางฝ่ายบู๊ที่มีเลือดลมสูบฉีดพลุ่งพล่าน ตอนนี้ก็กลั้นใจจนหน้าดำหน้าแดง รู้สึกเพียงว่าอวัยวะบางส่วนใต้ร่มผ้ากำลังจะแข็งขืนขึ้นมา
ในเวลานี้ใบหน้าของอิ๋งเจิ้งก็แดงก่ำเช่นกัน ลมหายใจเริ่มหอบถี่
“สตรี... สตรีเหล่านี้นี่... เหตุใดจึงไม่รู้จักสำรวมเช่นนี้... การแต่งกายเช่นนี้... ช่างขัดต่อศีลธรรมอันดีงามเสียจริง!”
แม้ว่าแนวคิดและพฤติกรรมในราชวงศ์ต้าฉินของพวกเขาจะค่อนข้างเปิดกว้าง แต่... แต่มันก็ไม่ได้เปิดกว้างขนาดนี้นี่นา ในสายตาของพวกเขา การทำแบบนี้ก็ไม่ต่างอะไรกับการเปลือยกายวิ่งโทงๆ เลย
ข้อแตกต่างเพียงอย่างเดียวก็คือ การแต่งกายแบบนี้มันดูเซ็กซี่ยั่วใจ พวกเขาใช้ชีวิตมาครึ่งค่อนชีวิตแล้วยังไม่เคยเห็นการแต่งกายแบบนี้มาก่อนเลย
แต่จะว่าไป... การได้ดูก็ทำให้รู้สึกเร้าใจดีเหมือนกัน ทว่า... นี่... นี่มันไม่ใช่วิชาความเป็นอมตะสักหน่อย?
หรือว่าเจิ้นต้องไปเรียนรู้วิธีการร่วมอภิรมย์กับหญิงงามสามพันคนแบบจักรพรรดิเหลือง เพื่อที่จะได้บรรลุเป็นเซียนตรงนี้เลยงั้นหรือ?
...
ราชวงศ์ต้าฮั่น
ในเวลานี้ เมื่อหลิวปังได้เห็นสาวฝรั่งเดินแบบอยู่บนท้องฟ้า เขาก็อดไม่ได้ที่จะลุกขึ้นยืน ใบหน้าประดับไปด้วยรอยยิ้มหื่นกาม
“โอ้โห! ดูสิ... ดูเอวคอดๆ นั่นสิ... ดูเอวคอดๆ กับสะโพกดินระเบิดนั่นสิ... เร้าใจจริงๆ!”
บรรดาขุนนางที่อยู่เบื้องล่างซึ่งนำโดยเซียวเหอ มองดูหลิวปังที่ทำตัวเหมือนหัวหน้าอันธพาลแล้วก็รู้สึกเอือมระอา
ถึงแม้ว่าเดิมทีองค์ฮ่องเต้ของพวกเขาจะไม่ใช่คนดีอะไรนัก แต่ตอนนี้ก็ได้แผ่นดินมาครองแล้ว ทำไมถึงยังทำตัวเหมือนเมื่อก่อนอยู่อีก
พวกเขาไม่เข้าใจเลยจริงๆ!
เมื่อเห็นหลี่ว์จื้อที่นั่งอยู่บนที่นั่งระดับสูงมีสีหน้าแย่ลงเรื่อยๆ เซียวเหอก็ก้าวออกไปข้างหน้าเพื่อเตือนหลิวปังว่าอย่าปล่อยตัวปล่อยใจมากเกินไปนัก!
“เอ้อ... ฝ่าบาท! ฝ่าบาทพ่ะย่ะค่ะ! นี่... กำลังว่าราชการอยู่นะพ่ะย่ะค่ะ!”
“โอ้โห... เอวคอดๆ นี่ ตอนบิดส่ายช่างเร้าใจจริงๆ! บิดาผู้นี้อยากรู้จริงๆ ว่า... นี่คือสตรีจากที่ใดกัน เหตุใดถึงได้ขาวเนียนเช่นนี้?”
“อืม... ไม่เลว... ไม่เลวเลย งดงามยิ่งนัก!”
หลิวปังไม่ได้สนใจคำพูดของเซียวเหอเลยแม้แต่น้อย เขายังคงเบิกตากว้างจ้องมองอยู่อย่างนั้น
ช่างเอาแต่ใจตัวเองจริงๆ... เน้นจุดยืนเดียวคือ เมื่อก่อนเป็นอันธพาล ตอนนี้เป็นไอ้โรคจิต!
ไม่ได้สนใจใบหน้าอันดำทะมึนของหลี่ว์จื้อเลยแม้แต่น้อย!
หลี่ว์จื้อเองก็จนปัญญาเหมือนกันที่ต้องมาแต่งงานกับคนเสเพลแบบนี้