- หน้าแรก
- พระเอกผู้แสนน่ารักไร้ทายาท ตกหลุมรักอย่างหัวปักหัวปั่น
- บทที่ 308 เทพผู้ถูกปองร้ายให้จุติสู่โลกมนุษย์ กับ เตาหลอมที่แสนเปราะบางผู้สูญเสียครอบครัวอย่างสลด (19)
บทที่ 308 เทพผู้ถูกปองร้ายให้จุติสู่โลกมนุษย์ กับ เตาหลอมที่แสนเปราะบางผู้สูญเสียครอบครัวอย่างสลด (19)
บทที่ 308 เทพผู้ถูกปองร้ายให้จุติสู่โลกมนุษย์ กับ เตาหลอมที่แสนเปราะบางผู้สูญเสียครอบครัวอย่างสลด (19)
บทที่ 308 เทพผู้ถูกปองร้ายให้จุติสู่โลกมนุษย์ กับ เตาหลอมที่แสนเปราะบางผู้สูญเสียครอบครัวอย่างสลด (19)
"เพียงแค่เข้าร่วมกับพวกท่านงั้นหรือ เท่าที่ข้าทราบมา เหล่าศิษย์และผู้อาวุโสที่สำนักเทียนสวนรับเข้าไปล้วนต้องผ่านการทดสอบ หากพวกเราเข้าร่วมเช่นนี้ เจ้าสำนักจะไม่ว่าอะไรหรือ"
ซ่งถิงเหอแสร้งเอ่ยถามอย่างไม่ตั้งใจ และเฉิงชิงเยว่ผู้ไม่รู้ตัวเลยว่าตนเองกำลังถูกหลอกล่อ ก็ตอบออกมาอย่างไม่ใสใจนัก
"เจ้าสำนักเก็บตัวบำเพ็ญเพียรมานานนับร้อยปีแล้ว เรื่องราวทั้งหมดภายในสำนักล้วนส่งมอบให้ท่านพ่อของข้าและเหล่าเจ้าเขาทั้งหลายเป็นผู้ดูแลอย่างเต็มที่ เมื่อมีท่านพ่อของข้าคอยจัดการอยู่ ท่านก็ไม่จำเป็นต้องกังวลเรื่องพวกนี้"
"หมายความว่า ปัจจุบันสำนักเทียนสวนถูกควบคุมโดยท่านพ่อของเจ้า ใช่หรือไม่"
"ก็ประมาณนั้นแหละ ทุกคนในสำนักล้วนต้องเชื่อฟังท่านพ่อของข้า"
ขณะที่กล่าวเช่นนี้ คิ้วและดวงตาของเฉิงชิงเยว่ฉายแววทระนงตน โดยหารู้ไม่ว่าสีหน้าของบุคคลที่อยู่ตรงข้ามนั้นเริ่มแปรเปลี่ยนเป็นเย็นชาขึ้นทีละนิด
"ถ้าเช่นนั้น การรับศิษย์เข้าสำนัก ท่านพ่อของเจ้าก็เป็นผู้ดูแลด้วยใช่ไหม"
"ใช่แล้ว ศิษย์ใหม่ของสำนักล้วนอยู่ในความดูแลของคนสนิทของท่านพ่อข้า ท่านถามเรื่องนี้ทำไมหรือ"
"โอ้ ถ้าอย่างนั้น เจ้าพอจะรู้เรื่องที่ท่านพ่อของเจ้าทำข้อตกลงกับพวกผู้บำเพ็ญเพียรอิสระเหล่านั้นบ้างไหม"
"ข้าย่อมต้องรู้อยู่แล้ว"
หลังจากที่เฉิงชิงเยว่ตอบออกไปโดยสัญชาตญาณ นางก็พลันได้สติทันที นางจ้องมองบุคคลตรงหน้าด้วยสายตาที่เต็มไปด้วยความตกตะลึง
"ท่านรู้เรื่องนี้ได้อย่างไร"
เรื่องการทำข้อตกลงของสำนักเทียนสวนถูกเก็บเป็นความลับอย่างยิ่งยวดต่อทุกคน ยกเว้นเพียงท่านพ่อของนางและผู้ที่รับผิดชอบเรื่องนี้เท่านั้น แม้แต่เฉิงชิงเยว่เองก็ทราบเรื่องนี้เพียงเพราะบังเอิญไปล่วงรู้เข้าโดยไม่ตั้งใจ
แต่คนตรงหน้านี้ล่ะ
หรือจะเป็นผู้บำเพ็ญเพียรที่มีข้อตกลงกับท่านพ่อของนาง หรือว่า... ในขณะที่เฉิงชิงเยว่กำลังรู้สึกไม่มั่นใจและประหลาดใจ ซ่งถิงเหอก็ยกยิ้มที่มุมปากอย่างเย็นชา นางไม่เอ่ยคำใด ทว่ากระบี่ในมือกกลับตวัดวับ แทงทะลุหน้าอกของเฉิงชิงเยว่โดยตรง
ของวิเศษคุ้มครองกายที่ท่านพ่อทิ้งไว้ให้นางส่องประกายแสงสีทองออกมา แต่มันช่างอ่อนแอเหลือนเกินเมื่อต้องเผชิญกับการโจมตีอย่างเต็มกำลังของผู้บำเพ็ญเพียรระดับเปลี่ยนวิญญาณ อีกทั้งยังมีฟู่อวี่ซึ่งยืนอยู่ข้างกายคอยคุมเชิงได้เปรียบอยู่
เฉิงชิงเยว่ไม่มีแม้แต่เวลาจะตอบโต้ ความเจ็บปวดอย่างรุนแรงก็เข้าครอบงำทรวงอกของนาง
นางเบิกตาโวอย่างไม่เชื่อสายตา ค่อยๆ ก้มลงมองซ่งถิงเหอที่อยู่เบื้องหน้า และเอ่ยด้วยน้ำเสียงที่เต็มไปด้วยความไม่อยากจะเชื่อ
"ทำไม... ทำไมต้องฆ่าข้า..."
"เมื่อสิ้นปีที่แล้ว สำนักเทียนสวนประกาศรับศิษย์เป็นวงกว้าง และข้าก็เป็นหนึ่งในผู้ที่ไปสมัคร หลังจากทราบว่าข้ามีรากวิญญาณวารีบริสุทธิ์ ผู้รับผิดชอบของสำนักเทียนสวนก็บอกให้ข้ากลับไปรอฟังข่าวดีที่บ้าน แต่สิ่งที่ข้าได้รับในท้ายที่สุด คือการที่ครอบครัวของข้าถูกพวกมารร้ายฆ่าล้างตระกูล"
ความตกตะลึงปรากฏขึ้นในดวงตาของเฉิงชิงเยว่ และน้ำเสียงของนางก็เต็มไปด้วยความหวาดกลัว
"ท่านคือ... เตาหลอมชั้นเลิศนางนั้น..."
ตระกูลซ่งไม่ใช่ขุมกำลังใหญ่โตในโลกแห่งการบำเพ็ญเพียร แต่ก็พอมีชื่อเสียงอยู่ในเมืองใกล้เคียง ในตอนนั้นผู้คนมากมายต่างทอดถอนใจเมื่อทราบข่าวการถูกสังหารหมู่ที่น่าสลดใจ
เฉิงชิงเยว่ผู้รู้เบื้องลึกเบื้องหลังดีกว่าใคร ไม่เพียงแต่นางจะไม่รู้สึกผิด แต่นางยังรู้สึกว่าตระกูลซ่งนั้นช่างเพ้อฝัน
บุคคลที่เคยครอบครองรากวิญญาณวารีก่อนหน้านี้สามารถบรรลุเซียนได้ก็เพราะมีสำนักใหญ่คอยคุ้มครอง ตระกูลซ่งไม่มีอำนาจหรืออิทธิพลใดๆ การหวังจะพึ่งพาเพียงรากวิญญาณเพื่อแสวงหาการสนับสนุนจากสำนักเทียนสวนนั้นช่างโง่เขลา
ดังนั้น เมื่อนางได้ทราบในภายหลังว่าเตาหลอมชั้นเลิศของตระกูลซ่งหนีรอดไปได้ นางยังรู้สึกสงสารอยู่บ้างเล็กน้อย
แต่นางไม่เคยคาดคิดเลยว่า เตาหลอมผู้นั้นไม่เพียงแต่จะกลับคืนสู่โลกแห่งการบำเพ็ญเพียร แต่ยังบรรลุถึงระดับเปลี่ยนวิญญาณอีกด้วย
ก่อนหน้านี้นางเป็นเพียงคนธรรมดาอย่างชัดเจน ด้วยความเร็วในการบำเพ็ญเพียรที่น่าหวาดหวั่นเช่นนี้ ท่านพ่อของนางจะต้องตกอยู่ในอันตรายอย่างแน่นอน
ทว่าทันทีที่ความคิดนี้ผุดขึ้นมา สติสัมปชัญญะของเฉิงชิงเยว่ก็ดับวูบลงโดยสิ้นเชิง ร่างของนางค่อยๆ ล้มลงกับพื้น
ซ่งถิงเหอชักกระบี่ออก หยิบผ้าขาวออกมาเช็ดทำความสะอาดอย่างไม่รีบร้อน แล้วเก็บมันกลับเข้าในถุงเก็บของ จากนั้นนางจึงหันไปมองฟู่อวี่ที่อยู่ข้างกาย
"ไปกันเถอะ"
ฟู่อวี่พยักหน้า มือเรียวยาวของเขาเอื้อมไปกุมมือน้อยๆ ที่เย็นเล็กน้อยและอ่อนนุ่มนั้นไว้ หลังจากค่อยๆ ส่งผ่านความอบอุ่นจากฝ่ามือแล้ว เขาก็ยกมือขึ้นสลายม่านพลังในอากาศ
พวกเขายังต้องไปร่วมงานประมูล หากสังหารศิษย์สำนักเทียนสวนอย่างเปิดเผย งานประมูลย่อมได้รับผลกระทบ เพื่อหลีกเลี่ยงปัญหา ฟู่อวี่จึงได้แอบกางม่านพลังซ้อนไว้ในเวลาเดียวกับที่ศิษย์สำนักเทียนสวนกางม่านพลังของนางเอง
ทว่าในชั่วขณะที่ม่านพลังหายไป ร่างที่เดินกะเผลกๆ ร่างหนึ่งก็พลันปรากฏขึ้นเบื้องหน้าของคนทั้งสอง
เขาโชกไปด้วยฝุ่นละออง สภาพดูยับเยินอย่างยิ่ง
เมื่อตระหนักได้ว่ามีกลิ่นอายเพิ่มขึ้นมาสองสายรอบตัวเขาอย่างกะทันหัน เขาก็เงยหน้าขึ้นมองอย่างระแวดระวังทันที
หลังจากเห็นว่าเป็นใคร เหยียนชวนเกือบจะถอนหายใจออกมาด้วยความโล่งอกและเตรียมจะกล่าวบางอย่าง แต่คำพูดของเขากลับติดอยู่ที่ลำคอ
ไม่มีเหตุผลอื่นใด เพียงเพราะเขาได้เห็นศพที่นอนอยู่เบื้องหลังคนทั้งสองนั่นเอง
"พวกท่าน... ครั้งนี้ฆ่าใครไปอีกเนี่ย"
"เฉิงชิงเยว่ ลูกสาวของเจ้าเขาแห่งเขาหลอมศัสตราสำนักเทียนสวน"
เหยียนชวน: "อ้อ อ๊ะ ใครนะ!"
เขาเพิ่งจะพยักหน้าไป แต่หลังจากตระหนักได้ว่าคนผู้นั้นเป็นใคร ลมหายใจของเขาก็ติดขัดขึ้นมาทันที
"ลูกสาวของเฉิงชิงเฟิง เฉิงชิงเยว่"
ซ่งถิงเหอกล่าวซ้ำอีกครั้งอย่างมีเมตตา
"ไม่สิ ทำไมต้องฆ่านางด้วย"
"นางทำให้ข้ารำคาญ"
เมื่อได้ยินคำตอบที่แสนโอหังเช่นนั้น ดวงตาของเหยียนชวนก็เบิกกว้างราวกับระฆังทองเหลือง จ้องมองคนทั้งสองที่มีสีหน้าเรียบเฉยตรงหน้า
เมื่อนึกถึงเหตุการณ์เมื่อครู่ เหยียนชวนอยากจะย้อนเวลากลับไปตบหน้าตัวเองสักสองที เหตุใดเขาต้องถามคำถามส่วนเกินนั้นด้วย
สำนักเทียนสวนไม่ใช่ใครที่เขาจะไปล่วงเกินได้
หลังจากผ่านความสับสนและเจ็บปวดภายในใจอยู่ครู่หนึ่ง ในที่สุดเหยียนชวนก็ถอนหายใจ 'ช่างเถอะ' อย่างไรเสียเขาก็ฆ่าศิษย์สำนักเทียนสวนไปแล้วสองคน จะเพิ่มอีกคนหรือน้อยลงอีกคนก็คงไม่ต่างกัน เขาขึ้นเรือโจรมาแล้ว และตอนนี้ก็สายเกินไปที่จะลง
เมื่อเห็นว่าคนทั้งสองเตรียมจะจากไปโดยตรง เหยียนชวนไม่มีทางเลือกอื่นนอกจากต้องก้าวไปข้างหน้าอย่างริเริ่ม และโยนผงสลายศพออกไปจัดการกับร่างนั้นอย่างรู้ความ
หลังจากเขาจัดการเสร็จสิ้น ซ่งถิงเหอก็เอ่ยถามด้วยความอยากรู้อยากเห็น
"ไหนท่านบอกว่าจะไปพบสหายอย่างไรเล่า เหตุใดจึงมาลงเอยที่ชานเมืองเช่นนี้"
เหยียนชวนถอนหายใจกับคำถามนั้น
"เขามีธุระด่วนจึงจากไปก่อน ก่อนไปเขาฝากให้ข้ามาที่หุบเขาใกล้เมืองหลิงซิ่วเพื่อตามหาสมุนไพรวิญญาณชนิดหนึ่ง พอได้รับข้อความข้าก็ออกมาทันที ใครจะรู้ว่าจะบังเอิญมาเจอพวกท่านสองคนเข้าพอดี"
และมันก็ช่างประจวบเหมาะเหลือเกินที่เกิดขึ้นหลังจากที่คนทั้งสองเพิ่งฆ่าคนเสร็จ ช่างโชคร้ายอะไรเช่นนี้
ซ่งถิงเหอยิ้ม "นั่นช่างบังเอิญจริงๆ"
เหยียนชวนถอนหายใจอีกครั้ง เขาปรารถนาเหลือเกินว่าอย่าได้มีความบังเอิญเช่นนี้เลย
หลังจากทำลายหลักฐานแล้ว ทั้งสามคนก็ไม่รั้งอยู่อีกต่อไปและมุ่งหน้าเดินไปทางเมืองหลิงซิ่ว... ภายในวิหารที่ตั้งอยู่สูงตระหง่าน ขณะที่ผู้อาวุโสผู้หนึ่งกำลังนั่งสมาธิบำเพ็ญเพียรอย่างสงบ เสียงตะเกียงชีวิตแตกกระจายก็พลันดังขึ้นข้างหูของเขา
ผู้อาวุโสเงยหน้าขึ้น คิ้วของเขาค่อยๆ ขมวดเข้าหากัน
ที่แถวที่สี่นับจากด้านบน ทางด้านขวา ตะเกียงชีวิตสามดวงแตกเป็นเสี่ยงๆ ในเวลาเดียวกัน
ลางสังหรณ์ที่ไม่ดีผุดขึ้นในใจของผู้อาวุโส เมื่อได้เห็นนามที่สลักอยู่ใต้ตะเกียงชีวิต รูม่านตาของเขาก็หดเกร็ง และเขาก็รีบลุกขึ้นยืนทันที
ในขณะที่เขากำลังจะเรียกคนอีกสองคนที่อยู่ข้างๆ ให้มาร่วมกันร่ายมนตร์กระจกวารีเพื่อตรวจสอบ
แรงกดดันอันมหาศาลที่แฝงไปด้วยอำนาจอันน่าหวาดหวั่นก็เข้าปกคลุมทั่วโถงหลักในพริบตา ผู้อาวุโสเฝ้าวิหารทั้งสามคนหน้าถอดสีเล็กน้อย และคุกเข่าคำนับโดยสัญชาตญาณ
ชายวัยกลางคนในชุดคลุมสีเสวียนเข้มเดินเข้ามา สีหน้าของเขาซีดเผือดราวกับเถ้าถ่าน และแรงกดดันรอบตัวเขาก็ต่ำจนน่ากลัว
"เจ้าเขาเฉิง..."
"ตะเกียงชีวิตของลูกข้ายังสมบูรณ์ดีอยู่หรือไม่!"
น้ำเสียงของเฉิงชิงเฟิงเต็มไปด้วยโทสะที่ถูกข่มไว้ ราวกับภูเขาที่มองไม่เห็นซึ่งทำให้ยากจะหายใจ
ก่อนที่ทั้งสามคนจะทันได้ตอบ สายตาของเขาก็เหลือบไปเห็นตะเกียงชีวิตที่แตกกระจายและนามที่สลักไว้เบื้องล่าง
หมัดของเฉิงชิงเฟิงกำแน่นในทันใด หน้าอกของเขากระเพื่อมอย่างรุนแรง และดวงตาอันคมปลาบดุจเหยี่ยวคู่นั้นก็แฝงไปด้วยความเย็นเยียบที่น่าหวาดกลัวจนทำให้ใจสั่นสะท้าน
เขากัดฟันกรามแน่น ระงับความโกรธแค้นในใจ
ก่อนหน้านี้ เฉิงชิงเฟิงได้รับรู้แล้วว่าของวิเศษคุ้มครองกายชิ้นสำคัญที่สุดที่เขาเคยมอบให้ลูกสาวได้ถูกทำลายลง แม้จะเร่งรีบมาอย่างสุดกำลังเพียงใด เขาก็ยังคงช้าไปเพียงก้าวเดียว!