เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 11 ลู่หมิงออกโรงรับหน้า

บทที่ 11 ลู่หมิงออกโรงรับหน้า

บทที่ 11 ลู่หมิงออกโรงรับหน้า


บทที่ 11 ลู่หมิงออกโรงรับหน้า

เมื่อแสงแรกแห่งรุ่งอรุณสาดส่องลงมาบนผืนโลก ลู่หมิงก็ยังคงทำอาหารเช้าแสนอร่อยด้วยความเบิกบานใจ

แน่นอนว่าเขาเตรียมเผื่อไว้ให้หานเหยียนด้วยส่วนหนึ่ง หลังจากผ่านครั้งแรกไปเมื่อคืน หานเหยียนก็ยอมรับมันได้อย่างง่ายดายในครั้งนี้

หลังจากจัดการมื้อเช้าเสร็จ ลู่หมิงและต้าหวงก็ช่วยกันปัดกวาดเช็ดถูทำความสะอาดจุดรับสมัครศิษย์ของสำนักชิงซาน

"ต้าหวง ตอนนี้พวกเราคือศิษย์ของสำนักชิงซานแล้ว เพราะงั้นงานพวกนี้ก็ถือเป็นส่วนหนึ่งในหน้าที่ของพวกเราด้วย"

ต้าหวงพยักหน้าเห็นด้วย และเดินตามลู่หมิงไปช่วยทำความสะอาด

"ต้าหวง ข้าได้ยินมาว่าสำนักฮ่าวหรันคือหนึ่งในสามสำนักใหญ่แห่งแคว้นตะวันออกเลยนะ"

"แต่ถ้าเอามาเทียบกับสำนักชิงซานของเราแล้วล่ะก็ มันไม่ได้มีค่าอะไรเลยสักนิด สำนักของพวกเรารับเฉพาะอัจฉริยะอย่างข้าและแกเท่านั้น"

"โฮ่ง"

ต้าหวงเงยหน้าขึ้นมองจุดรับสมัครศิษย์ของสำนักฮ่าวหรันที่เนืองแน่นไปด้วยผู้คนในระยะไกล แล้วพยักหน้าเห็นด้วยอย่างแข็งขัน

ก่อนหน้านี้มันเคยตามลู่หมิงไปที่สำนักฮ่าวหรันมาแล้ว และพวกเขาก็ถูกเตะโด่งไล่ออกมาโดยตรง

สำนักที่ไร้ซึ่งวิสัยทัศน์เช่นนี้ ถูกกำหนดมาแล้วว่าจะต้องล่มสลายไปในวัฏจักรแห่งกาลเวลา มันไม่ได้มีค่าอะไรเลย!

"ต้าหวง แกดูนั่นสิ นั่นคือสำนักติ้งหยวน หนึ่งในสามสำนักใหญ่ แต่พอเอามาเทียบกับสำนักชิงซานของเราแล้ว มันไม่ได้มีค่าอะไรเลย"

ต้าหวงมองไปที่จุดรับสมัครของสำนักติ้งหยวนที่อัดแน่นไปด้วยฝูงชน แล้วพยักหน้าเห็นด้วย

หืม... สำนักนั้นก็เพิ่งจะเตะโด่งมันกับลูกพี่ออกมาเหมือนกันนี่หว่า

มันไม่ได้มีค่าอะไรเลย!

"ต้าหวง ดูนั่น นั่นคือสำนักจื่อเสวียน หนึ่งในสามสำนักใหญ่อีกแห่ง"

ต้าหวงพยักหน้าเห็นด้วย มันไม่ได้มีค่าอะไรเลย!

หานเหยียนที่นั่งอยู่หลังโต๊ะพังๆ นั่งฟังคำพูดของลู่หมิงเงียบๆ แววตาของเขาสั่นไหววูบ หมอนี่เกิดมาเพื่อเป็นศิษย์ของสำนักชิงซานอย่างแท้จริง

นิสัยใจคอแบบนี้ช่างเหมาะสมกับสำนักชิงซานเสียเหลือเกิน

ในขณะที่ลู่หมิงกำลังสั่งสอนต้าหวงอยู่นั้น เสียงหนึ่งก็ดังแทรกขึ้นมา

"ศิษย์พี่ ขอถามหน่อยได้หรือไม่ ว่าสำนักชิงซานของพวกท่านยังเปิดรับสมัครศิษย์อยู่หรือเปล่า?"

เมื่อได้ยินเช่นนี้ หานเหยียนที่นั่งอยู่ด้านหลังก็สูดลมหายใจเฮือกใหญ่ แย่แล้ว มีคนมาอีกแล้ว

ทำยังไงดี? เอาไงดีวะ? ข้าควรจะพูดยังไง? แล้วถ้าข้าอ้าปากพูดไม่ได้ล่ะ?

ในตอนที่หานเหยียนกำลังกระวนกระวายใจอยู่นั้น เสียงสวรรค์ก็ดังขึ้น

"เราไม่รับสมัครแล้ว นิสัยใจคอของเจ้าไม่เหมาะสมกับสำนักชิงซานของเรา"

ลู่หมิงรู้สึกไม่พอใจที่ถูกขัดจังหวะ อันที่จริง ตอนแรกเขาก็ไม่กล้าเป็นฝ่ายพูดขึ้นมาก่อนหรอก

แต่หลังจากรออยู่ครู่หนึ่ง แล้วเห็นว่าหานเหยียนไม่ยอมเอ่ยปาก เขาก็เข้าใจได้ในทันทีว่าผู้อาวุโสได้มอบหมายหน้าที่ในการพิจารณารับสมัครศิษย์ให้เขาเป็นคนจัดการแทน

ดังนั้น เขาจึงปฏิเสธออกไปอย่างไม่ไยดี

เขาคิดในใจว่าบนโลกใบนี้ นอกเหนือจากตัวเอกอย่างเขาแล้ว คงมีคนเพียงหยิบมือเดียวเท่านั้นที่มีเนตรปัญญาในการมองเห็นผู้มีพรสวรรค์

จนสามารถมองเห็นคุณสมบัติและกลิ่นอายอันเป็นเอกลักษณ์ของสำนักชิงซานได้ในปราดเดียว

คนๆ นี้จะต้องเป็นพวกที่มาสมัครเพื่อเป็นตัวประกอบให้ครบจำนวนอย่างแน่นอน

เมื่อได้ยินคำปฏิเสธของลู่หมิง ชายคนนั้นก็เดินจากไปอย่างหมดอาลัยตายอยาก

อย่างที่คิดไว้ไม่มีผิด คนที่ไม่มีรากวิญญาณ ไปที่ไหนก็ไม่มีใครต้องการ

ตอนแรกเขาเห็นว่าสำนักชิงซานนั้นดูเงียบเหงาไร้ผู้คน ก็เลยกะจะมาอาศัยช่องโหว่เพื่อเนียนเข้าร่วมสำนักเสียหน่อย

ใครจะไปคิดล่ะว่า แค่มองปราดเดียวพวกเขาก็ดูออกเลยว่าตนเองไม่เหมาะสมกับการบำเพ็ญเพียร

เมื่อเห็นคนผู้นั้นเดินจากไปโดยไม่หันหลังกลับมามอง หานเหยียนก็อดไม่ได้ที่จะลอบถอนหายใจด้วยความโล่งอก

รับศิษย์คนนี้มาไม่เสียเปล่าจริงๆ! หมอนี่รู้จักออกรับหน้าช่วยจัดการปัญหาให้ด้วย

ส่วนเรื่องที่ปฏิเสธชายคนเมื่อครู่นั้น แค่มองจากสายตาลุกหลิกมีพิรุธของมัน ก็รู้แล้วว่าต้องมีเรื่องปิดบังซ่อนเร้นอยู่อย่างแน่นอน

หมอนั่นไม่มีความมั่นใจอย่างที่ลู่หมิงแสดงให้เห็นตอนที่ก้าวเข้ามาขอสมัครเข้าสำนักเลยสักนิด

นี่แหละคือความแตกต่าง!

ลู่หมิง ต้าหวง และหานเหยียน ใช้ชีวิตกินๆ นอนๆ อยู่ที่จุดรับสมัครของสำนักชิงซานอยู่สองวัน และก็ไม่มีใครหน้าไหนโผล่มาสอบถามอีกเลย

อันที่จริงแล้ว ก่อนหน้าที่ลู่หมิงจะมาถึง ก็เคยมีคนมาสอบถามอยู่บ้าง แต่หานเหยียนเอาแต่ทำเมินใส่ พวกเขาจึงพากันเดินจากไปหมด

เมื่อคิดได้ว่าวันนี้คือวันสุดท้ายแล้ว หานเหยียนก็ถอนหายใจออกมาด้วยความโล่งอก ในที่สุดมันก็จะจบลงเสียที

พอกลับไปคราวนี้ ผู้อาวุโสใหญ่คงจะไม่ตำหนิเขาแล้วใช่ไหม?

ก็ครั้งนี้เขาสามารถรับศิษย์เข้าสำนักได้แล้วนี่นา

จังหวะนั้นเอง ร่างกลมดิกของใครบางคนก็วิ่งกระหืดกระหอบเข้ามา

"ศิษย์พี่ สำนักชิงซานยังเปิดรับสมัครศิษย์อยู่หรือไม่?"

ลู่หมิงที่กำลังนั่งเบื่อหน่าย จู่ๆ ก็ได้ยินคำว่า "ศิษย์พี่" จึงเงยหน้าขึ้นมอง

เขามองเห็นเด็กหนุ่มรูปร่างอ้วนท้วนสมบูรณ์อายุราวสิบห้าสิบหกปียืนอยู่ตรงหน้า

"ศิษย์พี่ สำนักชิงซานของเรายังเปิดรับสมัครศิษย์อยู่ไหมขอรับ?"

ดวงตาของเด็กหนุ่มร่างอ้วนทอประกายเปี่ยมไปด้วยความหวัง

ในขณะเดียวกัน หินวิญญาณสองก้อนก็ถูกยัดใส่มือของลู่หมิงอย่างแนบเนียน

ลู่หมิงก้มมองหินวิญญาณในมือ นัยน์ตาของเขาก็เปล่งประกายวาบขึ้นมาทันที หมอนี่ช่างมีคุณสมบัติเหมาะสมที่จะกลายเป็นศิษย์ของสำนักชิงซานยิ่งนัก!

เขาชะงักไปครู่หนึ่งเพื่อรอดูว่าหานเหยียนจะส่งสัญญาณสั่งการอะไรหรือไม่

เพราะยังไงอีกฝ่ายก็เป็นคนดูแลรับผิดชอบที่นี่

ลู่หมิงรีบเก็บหินวิญญาณลงกระเป๋า แล้วส่งยิ้มแฉ่งให้กับเด็กหนุ่มร่างอ้วน

"ศิษย์น้อง เจ้าผ่านการทดสอบ ตั้งแต่นี้เป็นต้นไป เจ้าคือส่วนหนึ่งของสำนักชิงซานของเราแล้ว"

เมื่อได้ยินคำกล่าวของลู่หมิง เด็กหนุ่มร่างอ้วนก็อึ้งไปชั่วขณะ ก่อนจะเปลี่ยนเป็นดีใจจนเนื้อเต้น

"ขอบคุณขอรับศิษย์พี่ ขอบคุณศิษย์พี่มากขอรับ"

หานเหยียนถึงกับอึ้งกิมกี่ ทำไมหมอนั่นถึงตกลงรับเอาดื้อๆ วะ?

ช่างเถอะ จะมีเพิ่มมาอีกสักคนก็คงไม่เป็นไรหรอกมั้ง

จังหวะนั้นเอง เขาก็ได้ยินลู่หมิงเริ่มเอ่ยแนะนำตัว

"นั่นคือผู้อาวุโสแห่งสำนักชิงซานของเรา ตอนนี้ท่านกำลังฝึกฝนเคล็ดวิชาปิดวาจาอยู่ จึงไม่สะดวกที่จะเอ่ยปากพูดอะไร"

ตลอดหลายวันที่ผ่านมา ลู่หมิงสังเกตเห็นว่าหานเหยียนไม่ยอมปริปากพูดเลยแม้แต่ครึ่งคำ

เขาจึงแอบเดาเอาเองในใจว่า อีกฝ่ายจะต้องกำลังฝึกฝนเคล็ดวิชาพิเศษอะไรบางอย่างอยู่แน่ๆ

เพราะคงไม่มีสำนักบ้าที่ไหนส่งคนใบ้มาทำหน้าที่รับสมัครศิษย์หรอก!

ส่วนเรื่องที่ว่าทำไมถึงส่งคนที่กำลังฝึกวิชาปิดวาจามา คงเป็นเพราะสถานการณ์ฉุกเฉินคนไม่พอใช้ล่ะมั้ง

"คารวะผู้อาวุโสขอรับ"

เด็กหนุ่มร่างอ้วนรีบโค้งคำนับหานเหยียนทันที

จากนั้น ลู่หมิงก็ชี้เข้าหาตัวเองแล้วกล่าว "ข้าคือศิษย์พี่ใหญ่ ลู่หมิง"

"คารวะศิษย์พี่ใหญ่ ข้าน้อยมีนามว่า หวงเทียนเป่า ขอรับ"

"และนี่ก็คือศิษย์พี่รองของเจ้า ต้าหวง"

ลู่หมิงชี้ไปที่ต้าหวงซึ่งนั่งอยู่ข้างๆ แล้วเอ่ยแนะนำด้วยสีหน้าจริงจัง

"โฮ่ง"

ต้าหวงขานรับ พลางจ้องมองหวงเทียนเป่าด้วยแววตาลุกโชน

มันได้ดิบได้ดีแล้วเว้ย ในที่สุดมันก็มีวาสนาได้เป็นศิษย์พี่ของคนอื่นเขาสักที

คราวนี้ไม่เพียงแค่หวงเทียนเป่าที่อึ้งเป็นไก่ตาแตก แม้แต่หานเหยียนก็ยังอึ้งกิมกี่ไปตามๆ กัน

เขามักจะคิดมาตลอดเลยนะ ว่าต้าหวงเป็นแค่สัตว์เลี้ยงวิญญาณของลู่หมิงไม่ใช่รึไง?

ช่างมันเถอะ ก็แค่มีศิษย์ที่เป็นสัตว์อสูรเพิ่มมาอีกตัวก็เท่านั้น

หวงเทียนเป่ายืนอึ้งไปครู่หนึ่ง ก่อนจะตั้งสติได้ทันควัน

ในเมื่อสำนักชิงซานยังยอมรับคนที่มีรากวิญญาณขยะอย่างเขาเป็นศิษย์ได้ แล้วการจะรับสัตว์อสูรเป็นศิษย์ด้วยมันก็คงจะเป็นเรื่องปกติล่ะมั้ง?

เมื่อคิดได้ดังนั้น หวงเทียนเป่าก็ประสานมือโค้งคำนับให้ต้าหวงโดยตรง

"คารวะศิษย์พี่รองขอรับ"

"โฮ่ง"

ต้าหวงพยักหน้ารับอย่างมีมาดสุดๆ

...

ในเวลาเดียวกัน ณ สำนักฮ่าวหรัน เสียงร้องอุทานด้วยความตกตะลึงก็ดังอื้ออึงไปทั่วบริเวณ

"สวรรค์! รากวิญญาณระดับสูงสุด!"

"คนๆ นี้ที่ชื่อเย่ฝาน มีรากวิญญาณระดับสูงสุดจริงๆ ด้วย!"

เมื่อทอดสายตามองดูแสงสีทองอร่ามที่เปล่งประกายออกมาจากศิลาทดสอบรากวิญญาณ ผู้อาวุโสซูอวี่เหิง ผู้ทำหน้าที่รับสมัครศิษย์ของสำนักฮ่าวหรัน ก็ถึงกับหายใจหอบถี่ พลางพินิจพิเคราะห์เย่ฝานอย่างละเอียด

รากวิญญาณระดับสูงสุด ตราบใดที่อัจฉริยะเช่นนี้ไม่ตกตายไปเสียก่อน โอกาสที่จะบรรลุวิถีเซียนและทะยานขึ้นสู่ดินแดนอมตะก็มีความเป็นไปได้สูงมาก!

เพียงเท่านี้ก็ไม่มีปัญหาแล้วที่สำนักฮ่าวหรันของพวกเขาจะรุ่งโรจน์เกรียงไกรไปได้อีกยาวนานนับยุคสมัย

"ขอแสดงความยินดีด้วยสหายตัวน้อยเย่ เจ้าได้รับการยอมรับให้เข้าสู่สำนักฮ่าวหรันของเราแล้ว หลังจากกลับไปถึงสำนัก เจ้าสามารถเลือกกราบไหว้อาจารย์ท่านใดก็ได้ตามใจชอบ วางใจเถอะ ทรัพยากรบำเพ็ญเพียรทั้งหมดของสำนักเราจะถูกทุ่มเทให้กับเจ้าอย่างแน่นอน"

ผู้อาวุโสซูอวี่เหิงกล่าวกับเย่ฝานด้วยใบหน้ายิ้มแย้มอ่อนโยน

ไม่หลงเหลือเค้าโครงกลิ่นอายอันน่าเกรงขามของผู้บำเพ็ญเพียรระดับวิญญาณก่อกำเนิดอยู่บนร่างของเขาเลยแม้แต่น้อย

เย่ฝานเพียงแค่พยักหน้ารับอย่างเฉยชา ก่อนจะเอ่ยด้วยน้ำเสียงเย็นเยียบ "ขอบคุณผู้อาวุโส"

เย่ฝานไม่ได้รู้สึกรู้สาอะไรกับพวกลูกกระจ๊อกพวกนี้เลยสักนิด

ในชาติก่อน ตอนที่เขายังเป็นถึงจักรพรรดิอมตะแห่งดินแดนเซียน มีคนใหญ่คนโตหน้าไหนบ้างที่เขาไม่เคยพบเจอ?

หากเขาไม่ได้ตกต่ำลงมาจนถึงสภาพนี้ คนตรงหน้าก็ไม่มีคุณสมบัติแม้แต่จะหิ้วรองเท้าให้เขาด้วยซ้ำไป

ที่เขายอมเข้าร่วมสำนักฮ่าวหรัน ก็เป็นเพราะต้องการแค่ทรัพยากรและสภาพแวดล้อมที่สงบสุขสำหรับการบำเพ็ญเพียรก็เท่านั้น

เมื่อนึกถึงศัตรูคู่อาฆาต จิตสังหารในดวงตาของเย่ฝานก็สว่างวาบขึ้นและจางหายไปในชั่วพริบตา

ในเวลาเดียวกันนั้นเอง เงาร่างของมนุษย์ธรรมดาคนหนึ่งก็ปรากฏขึ้นมาในหัวของเขา

จบบทที่ บทที่ 11 ลู่หมิงออกโรงรับหน้า

คัดลอกลิงก์แล้ว