- หน้าแรก
- โต้วหลัว เกิดใหม่เป็นฮั่วอวี่ฮ่าว แถมยังเก็บจูจู๋ชิงมาดูแลอีกต่างหาก
- บทที่ 7 พี่อวี่ฮ่าว น้องจูชิง
บทที่ 7 พี่อวี่ฮ่าว น้องจูชิง
บทที่ 7 พี่อวี่ฮ่าว น้องจูชิง
"แล้วเจ้าไม่กลัวถูกแก้แค้นหรือ?" สายตาของจูจู๋ชิงคมกริบ
ฮั่วอวี่ฮ่าวผายมือออกแล้วกล่าว "ข้าเป็นคนประเภทที่ไม่มีอะไรจะเสียมาตั้งแต่ต้นอยู่แล้ว จึงไม่กลัวว่าจะต้องสูญเสียอะไรไปมากกว่านี้หรอก"
"เจ้าอยู่ตัวคนเดียวมาตลอดเลยหรือ?" จูจู๋ชิงเอ่ยถาม
"ใช่ ในโลกใบนี้ ข้าอยู่เพียงลำพัง" ฮั่วอวี่ฮ่าวตอบกลับไปตามตรง
เดิมทีเขาเป็นผู้ข้ามมิติ ระบบได้ส่งเขาย้อนเวลากลับมาในอดีตนับหมื่นปี มาอยู่ในยุคสมัยที่ไม่ได้เป็นของเขาเลยแม้แต่น้อย
อาจเป็นเพราะมีชะตากรรมอาภัพเฉกเช่นเดียวกัน ความหวาดระแวงที่จูจู๋ชิงมีต่อฮั่วอวี่ฮ่าวจึงลดลงไปมาก
ฮั่วอวี่ฮ่าวพยักหน้าและถามขึ้นว่า "แล้วเจ้าไปโดนอะไรมาถึงได้บาดเจ็บเช่นนี้?"
"พี่สาวของข้าพยายามจะฆ่าข้า ข้าสู้ลางไม่ได้จึงทำได้เพียงหนีเอาตัวรอดมา" น้ำเสียงของจูจู๋ชิงแผ่วเบาลง
ช่วงสองปีที่ผ่านมา เธอต้องใช้ชีวิตอยู่ด้วยความหวาดผวามาตลอด ถึงแม้ระดับพลังวิญญาณของเธอจะเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว แต่ด้วยช่องว่างระหว่างวัยที่มีต่อพี่สาวอย่างจูจู๋อวิ๋น ทำให้เธอไม่อาจเทียบชั้นอีกฝ่ายได้เลย
ไม่ว่าจะเป็นจวนดยุกหรือราชวงศ์ซิงหลัวก็ล้วนไม่เข้าไปก้าวก่ายการเข่นฆ่าแย่งชิงกันระหว่างพี่น้อง
ลูกหลานของพวกเขาจะต้องเป็นผู้ที่แข็งแกร่งที่สุดเท่านั้น จึงจะคู่ควรกับการสืบทอดตำแหน่งจักรพรรดิและจักรพรรดินีแห่งจักรวรรดิซิงหลัว
ผู้พ่ายแพ้ในการแข่งขัน เพื่อเห็นแก่ความมั่นคงของชาติ โดยทั่วไปแล้วจะถูกกำจัดทิ้งอย่างโหดเหี้ยม
ต่อให้มีชีวิตรอดมาได้ พวกเขาก็เป็นเพียงกลุ่มคนที่ไร้ซึ่งพิษสงและไม่เป็นภัยต่อสิทธิในการสืบทอดบัลลังก์เท่านั้น
ระดับพลังวิญญาณแต่กำเนิดของไต้มู่ไป๋และจูจู๋ชิงนั้นสูงกว่าพี่ชายและพี่สาวของตน จึงถูกกำหนดไว้แล้วว่าพวกเขามิอาจอยู่ร่วมโลกกันได้
หากปล่อยเวลาผ่านไป ไต้มู่ไป๋และจูจู๋ชิงย่อมมีโอกาสไล่ตามและก้าวข้ามไต้วีซือกับจูจู๋อวิ๋นได้อย่างแน่นอน
ดังนั้น เพื่อความปลอดภัยของพวกตน ไต้วีซือและจูจู๋อวิ๋นย่อมไม่มีทางปล่อยไต้มู่ไป๋และจูจู๋ชิงไปเด็ดขาด
"พี่สาวแท้ๆ เลยงั้นหรือ?"
จูจู๋ชิงพยักหน้ายืนยัน "พี่สาวแท้ๆ คลานตามกันมาเลยล่ะ"
"พี่น้องสายเลือดเดียวกันมีความแค้นฝังลึกอะไรกันหนักหนา ถึงต้องทำกันถึงขนาดนี้?" ฮั่วอวี่ฮ่าวแสร้งทำเป็นไม่เข้าใจ
"ความโหดร้ายของการแก่งแย่งชิงดีภายในตระกูลนั้น เกินกว่าที่เจ้าจะจินตนาการได้นัก" ขอบตาของจูจู๋ชิงแดงก่ำราวกับจะร้องไห้ แต่เธอไม่อยากให้ฮั่วอวี่ฮ่าวเห็น จึงเบือนหน้าหนี
"โหดร้ายแค่ไหนล่ะ? เล่าให้ข้าฟังหน่อยสิ ข้าเองก็อยากจะรู้เหมือนกันว่าในตระกูลใหญ่ๆ พวกนั้นเขามีเรื่องอะไรกันบ้าง" ฮั่วอวี่ฮ่าวกล่าว "ถือเสียว่าเป็นค่าตอบแทนที่ข้าให้ที่พักพิงและหาข้าวหาน้ำให้เจ้ากินก็แล้วกัน"
จูจู๋ชิงครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะเอ่ยว่า "เรื่องนี้ไม่ใช่ความลับอะไร ผู้ที่มีความรู้อยู่บ้างต่างก็รู้กันทั้งนั้น ข้าชื่อจูจู๋ชิง มาจากจวนดยุกในเมืองซิงหลัว ข้ามีคู่หมั้นอยู่คนหนึ่ง เขาคือองค์ชายสามแห่งราชวงศ์ซิงหลัว นามว่า ไต้มู่ไป๋"
"การแย่งชิงบัลลังก์ของจักรวรรดิซิงหลัวนั้นดุเดือดมาก ไต้มู่ไป๋และองค์ชายใหญ่ไต้วีซือล้วนมิอาจหลีกเลี่ยง ราชวงศ์ซิงหลัวเกี่ยวดองด้วยการแต่งงานกับจวนดยุกของพวกเรามาหลายชั่วอายุคน ดังนั้น ชะตากรรมของข้าจึงผูกมัดอยู่กับไต้มู่ไป๋มาตั้งแต่ต้น เพื่อเข้าร่วมการแข่งขันชิงตำแหน่งผู้สืบทอดบัลลังก์ ด้วยเหตุนี้ การแย่งชิงจึงไม่ได้มีแค่ระหว่างไต้มู่ไป๋กับไต้วีซือเท่านั้น แต่ยังรวมถึงระหว่างข้ากับพี่สาวด้วย ทว่าอายุของข้ากับไต้มู่ไป๋นั้นห่างจากพี่สาวและไต้วีซือมากเกินไป ต่อให้พรสวรรค์ของพวกเราจะเหนือกว่าพวกเขาอยู่บ้าง แต่พวกเราก็ยังห่างไกลจากการเป็นคู่ต่อสู้ของพวกเขาอยู่ดี..."
จูจู๋ชิงอธิบายความสัมพันธ์ระหว่างตระกูลจูแห่งจวนดยุกกับตระกูลไต้แห่งราชวงศ์ซิงหลัว รวมถึงการแข่งขันอันโหดร้ายของแต่ละรุ่นให้ฟังอย่างเรียบง่าย
ฮั่วอวี่ฮ่าวถามขึ้นว่า "แล้วเจ้ามาอยู่ที่นี่คนเดียวได้อย่างไร? ไต้มู่ไป๋ล่ะไปไหน?"
เมื่อพูดถึงเรื่องนี้ จูจู๋ชิงก็รู้สึกน้อยเนื้อต่ำใจนัก ซ้ำยังแฝงไปด้วยความขุ่นเคือง
เธอกล่าวว่า "เมื่อไม่นานมานี้ มู่ไป๋ออกจากเมืองซิงหลัวและหายตัวไป เขาทอดทิ้งข้าและเลือกที่จะหลบหนีไป"
"ครั้งนี้ ข้าจึงถูกทิ้งให้เผชิญหน้ากับการแข่งขันเพียงลำพัง หลังจากที่พ่ายแพ้ให้แก่พี่สาว นางก็ส่งยอดฝีมือของตระกูลออกตามล่าข้า"
"ช่างเป็นคนสารเลวเสียจริง"
ฮั่วอวี่ฮ่าวคำนวณเวลาในใจ และพอจะเดาได้คร่าวๆ ว่าตอนนี้ไต้มู่ไป๋น่าจะซ่อนตัวอยู่ในจักรวรรดิเทียนโต่ว
หมอนี่มันคนขี้ขลาดตาขาวชัดๆ รู้อยู่เต็มอกว่าช่องว่างระหว่างตนเองกับไต้วีซือนั้นห่างกันมากจึงเลือกที่จะหนี แต่ตอนที่จากไป เขาเคยคิดถึงคู่หมั้นของตัวเองบ้างหรือไม่?
ชะตากรรมของไต้มู่ไป๋และจูจู๋ชิงนั้นผูกมัดเข้าด้วยกันนับตั้งแต่วินาทีที่สัญญางานแต่งงานถูกกำหนดขึ้น บีบบังคับให้พวกเขาต้องเผชิญหน้ากับความโหดร้ายของตระกูลไปพร้อมกัน
เมื่อไม่มีไต้มู่ไป๋ สถานการณ์ของจูจู๋ชิงก็ยิ่งยากลำบากมากขึ้น เธอไร้ซึ่งกำลังที่จะต่อต้านการตามล่าของจูจู๋อวิ๋น
มิเช่นนั้น เธอคงไม่หลบหนีมาไกลถึงหมู่บ้านห่างไกลที่อยู่ห่างจากเมืองซิงหลัวนับสิบลี้เช่นนี้หรอก
"แล้วเจ้ายังคิดที่จะกลับไปอีกหรือไม่?" ฮั่วอวี่ฮ่าวถาม
จูจู๋ชิงนิ่งเงียบไปเนิ่นนาน ก่อนจะเงยหน้าขึ้นอย่างหมดหนทางแล้วตอบว่า "ข้าเองก็ไม่รู้เหมือนกัน หากข้ากลับไป พี่สาวต้องฆ่าข้าแน่"
"เช่นนั้นก็อยู่ที่นี่ไปก่อน จนกว่าเจ้าจะแข็งแกร่งพอที่จะกลับไปได้"
"ข้าอยู่ที่นี่ตลอดไปไม่ได้หรอก พี่สาวของข้าต้องส่งคนออกตามหาร่องรอยของข้า และอีกไม่นานก็คงจะหาที่นี่พบ ถึงเวลานั้น ข้าเกรงว่าจะทำให้เจ้าต้องเดือดร้อนไปด้วย" จูจู๋ชิงเอ่ยเสียงเบา ท่าทีของเธอหนักแน่นมาก ไม่ต้องการให้ผู้อื่นต้องมารับเคราะห์เพราะตนเอง
ฮั่วอวี่ฮ่าวกล่าวว่า "ถ้าเช่นนั้น อย่างน้อยก็รอให้อาการบาดเจ็บของเจ้าหายดีเสียก่อนแล้วค่อยกลับไป"
ฮั่วอวี่ฮ่าวรู้ดีว่าจูจู๋ชิงไม่มีทางตายด้วยน้ำมือของจูจู๋อวิ๋นผู้เป็นพี่สาวได้หรอก ในอนาคตเธอจะผงาดขึ้นและบรรลุระดับเทพเจ้า
ยิ่งไปกว่านั้น แม้ว่าจวนดยุกจะเพิกเฉยต่อการต่อสู้แย่งชิงระหว่างจูจู๋ชิงและจูจู๋อวิ๋น จนถึงขั้นอนุญาตให้เข่นฆ่ากันได้ ทว่าเรื่องทั้งหมดนี้ก็ทำได้เพียงแค่ในที่ลับเท่านั้น
เนื่องจากพรสวรรค์ของจูจู๋ชิงนั้นสูงกว่า จึงไม่ใช่เรื่องที่เป็นไปไม่ได้เลยที่เธอจะก้าวข้ามจูจู๋อวิ๋นไปได้
ทางตระกูลจะให้เวลาจูจู๋ชิงได้เติบโต ตราบใดที่เธอสามารถเอาชีวิตรอดจากการประลองประจำเดือนได้
ก่อนที่การประลองครั้งต่อไปจะมาถึง จูจู๋ชิงก็ยังถือว่าค่อนข้างปลอดภัย
ในทางกลับกัน หากจูจู๋ชิงอยู่ข้างนอก มันจะยิ่งเป็นโอกาสให้จูจู๋อวิ๋นลงมือได้ง่ายขึ้นเสียอีก
"แล้วเจ้าล่ะ? เจ้าชื่ออะไร ทำไมถึงมาอยู่คนเดียว?"
บางทีความห่วงใยของฮั่วอวี่ฮ่าวอาจทำให้จูจู๋ชิงสัมผัสได้ถึงความอบอุ่นที่ห่างหายไปนาน ตอนนี้เธอจึงอยากรู้เรื่องราวของเขาบ้างเช่นกัน
"ข้าชื่อฮั่วอวี่ฮ่าว ข้าเองก็มาจากตระกูลใหญ่เหมือนกัน แต่ตระกูลนั้นไม่มีอยู่อีกต่อไปแล้ว แม่ของข้าเป็นเพียงสาวใช้ และเมื่อตอนที่วิญญาณยุทธ์ของข้าตื่นขึ้น มันเกิดการแปรผัน พลังวิญญาณแต่กำเนิดของข้ามีเพียงระดับหนึ่ง ทำให้ข้ากลายเป็นคนไร้ค่า หลังจากวิญญาณยุทธ์ตื่นขึ้น ข้ากับแม่ก็ถูกฮูหยินเอกรังแก แม่ของข้าจากไปเมื่อหนึ่งปีก่อน ข้าก็เลยหนีออกมา..."
ฮั่วอวี่ฮ่าวเล่าประสบการณ์ของตนเองให้ฟังอย่างคร่าวๆ แต่ไม่ได้พูดถึงชาติกำเนิดของตนที่มาจากจวนพยัคฆ์ขาว
นั่นเป็นเพราะจวนพยัคฆ์ขาวจะถือกำเนิดขึ้นในอีกหลายหมื่นปีให้หลัง และในยุคปัจจุบัน วิญญาณยุทธ์พยัคฆ์ขาวยังคงเป็นของราชวงศ์แห่งจักรวรรดิซิงหลัว
หลังจากที่ทั้งสองต่างฝ่ายต่างบอกเล่าเรื่องราวของตนเอง ระยะห่างระหว่างพวกเขาก็ลดลงไปมาก ความเห็นอกเห็นใจในชะตากรรมที่อาภัพเหมือนกันทำให้ต่างฝ่ายต่างเป็นที่พักพิงใจให้แก่กัน
จูจู๋ชิงพยักหน้าเบาๆ เช็ดคราบน้ำตาบนใบหน้าเล็กๆ ของเธอออก และแววตาที่เคยมืดมนก็ปรากฏประกายแห่งความเด็ดเดี่ยวขึ้นมาในฉับพลัน
"เดี๋ยวมันก็ดีขึ้น ตราบใดที่เราไม่ยอมแพ้และแข็งแกร่งขึ้นเรื่อยๆ เราย่อมสามารถเปลี่ยนชะตากรรมของตัวเองได้"
เมื่อได้ยินเช่นนี้ ฮั่วอวี่ฮ่าวก็มองจูจู๋ชิงด้วยความประหลาดใจเล็กน้อย เด็กผู้หญิงตัวเล็กๆ ที่อายุเพียงแปดขวบคนนี้ กลับมีจิตใจที่เข้มแข็งถึงเพียงนี้แล้วเชียวหรือ
ดูเหมือนว่าการที่เธอได้เป็นหนึ่งในเจ็ดประหลาดแห่งสือไหลเค่อ เธอจะไม่ได้มีดีแค่หน้าตาอย่างแน่นอน
ในบรรดาเจ็ดประหลาดแห่งสือไหลเค่อ พรสวรรค์ของจูจู๋ชิงดูเหมือนจะอ่อนด้อยที่สุด แต่เธอก็สามารถก้าวตามจังหวะของทีมได้เสมอและไม่เคยถูกทิ้งไว้ข้างหลัง ซึ่งสิ่งนี้มีความเกี่ยวข้องอย่างมากกับนิสัยที่เด็ดเดี่ยวของเธอ
เพราะเธอรู้ดีว่าความอ่อนแออาจนำไปสู่ความตาย เธอจึงต้องมุมานะบำเพ็ญเพียรอย่างสุดกำลังและกลายเป็นผู้ที่แข็งแกร่ง
ฮั่วอวี่ฮ่าวลุกขึ้นยืนแล้วลูบหัวของจูจู๋ชิงเบาๆ ตามสัญชาตญาณแล้วจูจู๋ชิงอยากจะหลบ แต่สุดท้ายเธอก็ลังเลและไม่ได้ขยับตัวหนี
"ข้าจะเก็บกวาดตรงนี้เอง เจ้าไปรักษาแผลก่อนเถอะ ที่บ้านไม่มีหยูกยาเลย พรุ่งนี้ข้าจะออกไปหายารักษาแผลมาให้เจ้านะ" ฮั่วอวี่ฮ่าวกล่าว
"ขอบใจนะ ฮั่วอวี่ฮ่าว... ท่านพี่" จูจู๋ชิงลุกขึ้นยืน โดยใช้มือยันโต๊ะเอาไว้ แล้วค่อยๆ เดินไปที่เตียง
ทว่าเธอไม่ได้นั่งลงบนเตียง เธอกลับนั่งขัดสมาธิลงบนพื้น แล้วเริ่มเดินพลังวิญญาณเพื่อรักษาอาการบาดเจ็บของตน
ฮั่วอวี่ฮ่าวเหลือบมองจูจู๋ชิง ในใจยังคงรู้สึกทำตัวไม่ถูกอยู่บ้าง
เด็กผู้หญิงตัวเล็กๆ คนนี้คือบรรพบุรุษของร่างเดิมของเขาแท้ๆ แต่ตอนนี้กลับเรียกเขาว่า 'ท่านพี่' เสียได้
ช่างพิลึกดีแท้