- หน้าแรก
- สูตรลับชานมสะท้านภพ
- บทที่ 22: สตรีร้ายกาจผู้ไร้เหตุผล
บทที่ 22: สตรีร้ายกาจผู้ไร้เหตุผล
บทที่ 22: สตรีร้ายกาจผู้ไร้เหตุผล
บทที่ 22: สตรีร้ายกาจผู้ไร้เหตุผล
เมื่อคืนนี้ จางถิงยังคงคิดว่าแม้สตรีผู้นี้จะดุร้ายไปสักหน่อย แต่อย่างน้อยนางก็มีจิตใจดีงาม นางดีกว่าสตรีในเมืองหลวงพวกนั้นที่ภายนอกดูอ่อนโยนแต่ภายในกลับมีจิตใจอำมหิตดั่งงูพิษเสียอีก หากจะได้ครองรักและแก่เฒ่าไปพร้อมกับนางก็คงไม่เลวร้ายนัก
ทว่าเมื่อโดนฝ่ามือของนางตบเข้าฉาดใหญ่จนรู้สึกปวดแสบปวดร้อนที่ข้างแก้ม เขาก็ปัดความคิดพิลึกพิลั่นเมื่อคืนทิ้งไปจนหมดสิ้น
ต่อให้เขาจะไม่หย่าขาดจากนาง วันหน้าเขาก็จะเมินเฉยและทำตัวเย็นชาใส่นาง ถือเสียนางว่าเป็นเพียงเครื่องประดับชิ้นหนึ่งในบ้านเท่านั้น
เขาลุกพรวดขึ้นนั่งแล้วถลนตาใส่เย่ชิงเหยียนพลางเอ่ย "เจ้าผู้หญิงดุร้าย! เมื่อคืนเจ้าเป็นคนมาวอแวและดึงดันจะกอดข้าเองแท้ๆ ข้าพยายามจะผลักเจ้าออกเท่าใดเจ้าก็ไม่ยอมปล่อย แล้วนี่เจ้ายังกล้ามาตบตีข้าอีกหรือ? ในโลกนี้จะมีสตรีร้ายกาจไร้เหตุผลเช่นเจ้าอีกหรือไม่?"
เขาพร่ำบ่นเพื่อทวงความเป็นธรรมให้ตนเองอย่างเหลืออด ความอ่อนโยนเมื่อคืนหายไปไหนหมดกัน?
เมื่อได้ยินเช่นนั้น ใบหน้าของเย่ชิงเหยียนก็แดงก่ำ
"เจ้าโกหก ต้องเป็นเจ้าแน่ๆ..."
ทว่าพอกล่าวจบ ประโยคท้ายๆ ของนางก็แผ่วลงด้วยความไม่มั่นใจ
นางมีนิสัยชอบหาของมากอดตอนนอนจริงๆ นั่นแหละ ก่อนจะมีคนรัก นางก็มักจะนอนกอดผ้าห่มหรือไม่ก็ตุ๊กตาผ้าตัวใหญ่ๆ
"เรื่องมันเกิดขึ้นจริงหรือไม่ ฟ้าดินย่อมรู้ดี"
จางถิงยังคงรู้สึกขุ่นเคืองอยู่ไม่น้อย เมื่อนึกถึงว่าลูกผู้ชายอกสามศอกเช่นเขาต้องมาถูกสตรีผู้นี้ลงไม้ลงมือมากกว่าหนึ่งครั้ง เขาก็รู้สึกเสียหน้าเป็นอย่างมาก
ทว่าจู่ๆ ประกายความคิดบางอย่างก็แล่นเข้ามาในหัว
"หึ บางทีเจ้าอาจจะจงใจแกล้งหลับเพื่อจะได้กอดข้าอย่างเปิดเผย เพราะอยากจะยั่วยวนให้ข้าทำอะไรเจ้ากระมัง"
รอยยิ้มเจ้าเล่ห์ผุดขึ้นที่มุมปาก เขาโน้มตัวเข้าไปใกล้นางอย่างกะทันหันแล้วกระซิบเสียงพร่า "ความจริงเจ้าไม่เห็นต้องลงทุนลงแรงถึงเพียงนี้เลย หากเจ้าต้องการ เราสองก็เป็นสามีภรรยากันอยู่แล้ว เรื่องพวกนั้นย่อมเป็นเรื่องธรรมดา สามีคนนี้จะสนองความต้องการให้เจ้าเอง"
ใบหน้าของเย่ชิงเหยียนแดงเถือกขึ้นมาทันที นางเงื้อมือขึ้นหมายจะตบเขาอีกฉาก
แต่ทว่าก่อนที่หมัดของนางจะกระทบลงบนแก้มของเขา จางถิงก็คว้าข้อมือของนางไว้ได้ ไม่ว่านางจะดิ้นรนปัดป้องอย่างไรก็ไม่อาจหลุดพ้นจากการเกาะกุม
"ภรรยา อย่าดุร้ายนักเลย สตรีที่ดุร้ายเกินไปมัดใจบุรุษไม่ได้หรอกนะ"
ริมฝีปากของเขาแทบจะแนบชิดกับริมฝีปากของนาง เย่ชิงเหยียนเอนตัวหนี แต่เขากลับรุกคืบเข้ามาใกล้ทุกขณะ เอวคอดกิ่วของนางถูกเขารวบกอดไว้จนหมดหนทางหนีรอด
ในตอนที่นางคิดว่าจางถิงจะทำอะไรล่วงเกิน เขากลับปล่อยนางและรีบลุกลงจากเตียงไปเสียดื้อๆ
ทิ้งให้เย่ชิงเหยียนนั่งอยู่ตามลำพังด้วยพวงแก้มที่แดงปลั่งราวกับดอกท้อในเดือนสาม
"จางถิง ไอ้คนฉวยโอกาส"
นางทั้งโกรธทั้งหงุดหงิด หลังจากแต่งตัวเสร็จก็เดินกระแทกเท้าปึงปังออกไป
แต่ทันทีที่ก้าวพ้นประตู นางก็ได้ยินเสียงของท่านย่า
"จางถิง รอยฝ่ามือบนหน้าเจ้า... เหยียนเอ๋อร์เป็นคนตบเจ้าหรือ?"
น้ำเสียงเกรี้ยวกราดแว่วเข้าหู เย่ชิงเหยียนใจหล่นวูบ นางหันขวับเตรียมจะเผ่นกลับเข้าห้อง
แต่ท่านย่าตาไวมองเห็นนางเข้าเสียก่อน จึงตวาดเสียงกร้าว "เหยียนเอ๋อร์ มานี่เดี๋ยวนี้!"
นางไม่มีทางเลือกอื่นนอกจากจำใจก้าวเท้าหนักอึ้งเดินเข้าไปหา พร้อมฉีกยิ้มที่ดูไม่ได้ยิ่งกว่าตอนร้องไห้เสียอีก
หางตาของนางเหลือบไปเห็นใบหน้าเยาะเย้ยของจางถิง รอยฝ่ามือบนใบหน้าของเขานั้นเห็นชัดและดูน่ากลัวทีเดียว มันช่าง... หนักมือไปหน่อยจริงๆ
นางถลึงตาใส่จางถิงอย่างดุร้าย ทว่าเขากลับส่งสายตาผู้ชนะกลับมาแทน ราวกับจะบอกว่า 'รอโดนสวดยับได้เลย'
พลังใจของนางเหือดหายไปในพริบตา!
นางไม่เคยหวาดกลัวสิ่งใดนอกจากท่านย่า ไม่ใช่เพราะกลัวเกรงในอำนาจ แต่เพราะนางทนเห็นท่านย่าเสียใจและไม่อาจขัดใจหญิงชราได้ลงคอ
"ท่านย่าเจ้าคะ"
นางร้องเรียกท่านย่าด้วยรอยยิ้มประจบประแจง พลางยื่นมือไปควงแขนเอาใจ
ทว่าท่านย่ากลับสะบัดมือนางออกอย่างแรงแล้วเอ็ดตะโร "เจ้าตบหน้าจางถิงใช่หรือไม่?"
"เจ้าค่ะ..."
เย่ชิงเหยียนก้มหน้าหน้างุด ยอมรับผิดอย่างว่าง่าย
"เจ้า... เจ้าจะทำให้ย่าอกแตกตายอยู่แล้ว"
ท่านย่ารู้สึกหมดหวังที่หลานสาวไม่รู้จักปรับปรุงตัวเสียที!
กล่าวจบนางก็เริ่มสะอึกสะอื้นอย่างน่าสงสารอีกครั้ง
"เป็นความผิดของย่าเอง เป็นเพราะย่าสั่งสอนเจ้ามาไม่ดี เพราะย่ามันไร้น้ำยา เจ้าถึงได้กลายเป็นคนดุร้ายป่าเถื่อนเช่นนี้"
เมื่อเจอไม้นี้เข้า เย่ชิงเหยียนก็ถึงกับทำอะไรไม่ถูก
ขณะที่นางกำลังจะเอ่ยปากปลอบโยน จางถิงก็เดินเข้ามาแล้วดึงนางเข้าไปสวมกอด
"ท่านย่าอย่าร้องไห้เลยขอรับ ความจริงแล้วชิงเหยียนไม่ได้อยากจะตบตีข้าหรอก เราสองคนแค่... แค่... หยอกล้อ... เล่นกันเท่านั้น"
เขาอธิบายอย่างตะกุกตะกัก!
แม้เขาจะพูดไม่กระจ่างนัก แต่สำหรับคนที่อาบน้ำร้อนมาก่อนอย่างท่านย่า ย่อมเข้าใจความหมายนั้นได้ทะลุปรุโปร่ง
หยอกล้อเล่นกัน? นั่นมันไม่ใช่เรื่องบนเตียงของสามีภรรยาหรอกหรือ?
"จริงหรือ?"
ท่านย่าถามอย่างคลางแคลงใจ "จางถิง เจ้าไม่เห็นต้องคอยออกรับแทนเหยียนเอ๋อร์เสมอไปเลย นิสัยใจคอของเหยียนเอ๋อร์จำเป็นต้องได้รับการดัดนิสัยเสียบ้าง ย่าไม่มีวันยอมให้นางมาทุบตีและด่าทอเจ้าอยู่ร่ำไปหรอกนะ"
นางมั่นใจว่าจางถิงเพียงแค่อยากจะปกป้องเย่ชิงเหยียนเท่านั้น
"ท่านย่า มันไม่ได้เป็นเช่นนั้นจริงๆ ขอรับ เราเพียงแค่อยากจะให้ท่านย่าได้อุ้มหลานเร็วๆ ต่างหาก"
จางถิงยังคงอธิบายอย่างมีนัยแอบแฝง
"ข้ากับชิงเหยียนรักใคร่กลมเกลียวกันดีขอรับ ท่านย่าโปรดวางใจเถิด"
เขาใช้ศอกกระทุ้งเย่ชิงเหยียนเบาๆ แล้วถามว่า "จริงหรือไม่ ภรรยา?"
เย่ชิงเหยียนอยากจะตบหน้าจางถิงเพิ่มอีกสักสองฉาดนัก!
แต่เพื่อหลีกเลี่ยงไม่ให้ต้องทนฟังเสียงบ่นพร่ำของท่านย่า นางจึงไม่มีทางเลือกอื่นนอกจากฝืนยิ้มและพยักหน้ารับ
"ใช่เจ้าค่ะท่านย่า เป็นข้าเอง... ข้าอาจจะเล่นรุนแรงไปหน่อย"
ทุกถ้อยคำที่เอื้อนเอ่ยถูกเค้นลอดไรฟันออกมาด้วยความยากลำบาก
นางยิ่งรู้สึกว่าบุรุษนามจางถิงผู้นี้ช่างหน้าด้านไร้ยางอายเกินไปแล้ว
เมื่อเห็นทั้งสองสนิทสนมกันถึงเพียงนี้ ท่านย่าก็ยอมเชื่อคำพูดของพวกเขาเป็นการชั่วคราว
ทว่านางอาจจะไม่ได้เชื่อสนิทใจนัก เพียงแต่อยากใช้โอกาสนี้ดึงให้ทั้งสองใกล้ชิดกันมากขึ้นเสียมากกว่า
"เหยียนเอ๋อร์ อย่าคิดที่จะรังแกจางถิงเชียวล่ะ หากย่าเห็นรอยฟกช้ำบนตัวจางถิงอีก คอยดูเถิดว่าย่าจะจัดการกับเจ้าอย่างไร"
ท่านย่าดุเย่ชิงเหยียนอย่างอารมณ์เสีย "รีบเข้าครัวไปทำกับข้าวได้แล้ว ไปทำแกงจืดเต้าหู้ผักกาดขาวที่จางถิงชอบเสีย ย่าเพิ่งไปซื้อเต้าหู้มาเมื่อเช้านี้เอง"
เย่ชิงเหยียนหัวเราะแห้งๆ "ท่านย่า ข้าชักจะรู้สึกว่าตนเองไม่ใช่หลานแท้ๆ ของท่านเสียแล้วล่ะเจ้าค่ะ"
นางถอนหายใจยาวขณะเดินเข้าครัวไป และก็เห็นเต้าหู้สองก้อนวางอยู่จริงตามที่ท่านย่าบอก
เมื่อหวนนึกถึงสมัยที่มีกันอยู่แค่สองคนย่าหลาน เต้าหู้จะได้ซื้อหามากินก็ต่อเมื่อถึงช่วงเทศกาลเท่านั้น
แต่พอจางถิงก้าวเข้ามาในบ้าน เต้าหู้ก็กลายเป็นของที่ได้ซื้อกินทุกๆ สองสามวัน
ตอนเช้านางไม่อยากกินข้าวสวย จึงหยิบข้าวสารมาบดจนละเอียดเป็นผง นางเติมน้ำลงในแป้งข้าวเจ้า เกลี่ยลงบนถาดไม้ไผ่ให้เป็นแผ่นบาง ตอกไข่ใส่ลงในน้ำแป้ง คนสองสามครั้ง ใส่ผักใบเขียวลงไปเล็กน้อย จากนั้นก็นำไปนึ่งด้วยไฟแรง
เพียงไม่นาน ก๋วยเตี๋ยวหลอดสามที่ก็ส่งกลิ่นหอมกรุ่น ราดด้วยซีอิ๊ว รสชาติอร่อยเลิศล้ำอย่าบอกใคร
เมื่อทำก๋วยเตี๋ยวหลอดเสร็จ นางก็ทำแกงจืดเต้าหู้ผักกาดขาวตามคำสั่งของท่านย่าอย่างว่าง่าย
ก๋วยเตี๋ยวหลอดกินคู่กับแกงจืดเต้าหู้ผักกาดขาวแสนอร่อย ถือเป็นมื้ออาหารที่เรียบง่ายแต่เลิศรสยิ่งนัก
จางถิงมองจานก๋วยเตี๋ยวหลอดตรงหน้า ซึ่งเป็นสิ่งที่เขาไม่เคยลิ้มลองมาก่อน
ยังมีแกงจืดเต้าหู้ผักกาดขาวแสนธรรมดาอีกหนึ่งชาม น้ำซุปรสชาติกลมกล่อมสดชื่น ช่างละม้ายคล้ายคลึงกับวิถีชีวิตในหมู่บ้านบนภูเขาของตระกูลเย่เสียจริง—แม้จะไร้ซึ่งความเจริญรุ่งเรือง แต่กลับเปี่ยมล้นไปด้วยความสุขสงบเรียบง่าย ไม่จำเป็นต้องคอยหวาดระแวงภัยใดๆ
บังเอิญสายตาของเขาประสานเข้ากับเย่ชิงเหยียนพอดี
หัวใจของทั้งคู่กระตุกวูบราวกับถูกบางสิ่งพุ่งชน มันเต้นแรงไม่เป็นส่ำ
ทั้งสองรีบเบือนหน้าหนีและไม่หันกลับมามองสบตากันอีก
มื้อเช้าผ่านพ้นไปโดยที่ต่างฝ่ายต่างก็จมอยู่ในห้วงความคิดของตนเอง
หลังจากเก็บกวาดล้างจานเสร็จ เย่ชิงเหยียนก็ออกไปหาช่างสานไม้ไผ่ ด้วยตั้งใจจะให้สานตะกร้าไม้ไผ่สำหรับใส่ขนมกินเล่นอย่างขนมฟักทอง
นางยังวางแผนที่จะไปโรงเตาเผาเพื่อสั่งทำถ้วยชาสักหลายสิบใบ โดยให้ประทับตราสัญลักษณ์เฉพาะตัวลงไปเพื่อสร้างเอกลักษณ์ที่เป็นหนึ่งเดียวกัน
โชคดีที่ในหมู่บ้านมีคนรับทำของทั้งสองอย่างนี้ นางจึงไม่ต้องถ่อไปหาไกลถึงที่ไหน
นางไปที่บ้านของชายที่ชื่อเย่ซู่เกินในหมู่บ้านตระกูลเย่ก่อน เย่ซู่เกินเป็นช่างสานไม้ไผ่ประจำหมู่บ้าน และฝีมือของเขาก็ประณีตงดงามทีเดียว
นางเดินทอดน่องไปตามทางเดินเล็กๆ ในหมู่บ้านด้วยฝีเท้าเบาสบาย
วันนี้แสงแดดสาดส่องสดใส อารมณ์ที่เคยขุ่นมัวของนางกลับมาเบิกบานอีกครั้งก็เพราะก๋วยเตี๋ยวหลอดแสนอร่อยเมื่อเช้านี้
น่าเสียดายที่อารมณ์สุนทรีย์ของนางต้องพังทลายลงในเวลาต่อมา ขณะที่เดินไปตามทาง นางก็เริ่มสังเกตเห็นว่าชาวบ้านที่เดินสวนทางมาต่างพากันมองนางด้วยสายตาแปลกประหลาด