- หน้าแรก
- สูตรลับชานมสะท้านภพ
- บทที่ 5: อาวุธที่ดีที่สุด
บทที่ 5: อาวุธที่ดีที่สุด
บทที่ 5: อาวุธที่ดีที่สุด
บทที่ 5: อาวุธที่ดีที่สุด
เดิมทีนางกำลังให้น้ำลูกเจี๊ยบอยู่ แต่เมื่อตระหนักว่าแม่เฒ่าเย่จะไม่เห็นนางหากผลักประตูเข้ามาในห้อง นางจึงรีบวางกระบวยลงแล้วออกจากมิติมาทันที
เป็นไปตามคาด แม่เฒ่าเย่ผลักประตูเข้ามาด้วยความเคยชิน โชคดีที่เย่ชิงเหยียนเคลื่อนไหวรวดเร็วและกลับออกมายังโลกแห่งความเป็นจริงได้ทันตอนที่ประตูเพิ่งเปิดออกได้เพียงครึ่งเดียว
นางเดินไปที่ประตูพร้อมกับรอยยิ้มหวานหยดย้อยบนใบหน้าที่งดงามราวกับดอกไม้
"ท่านยาย"
นางเข้าไปควงแขนแม่เฒ่าเย่อย่างออดอ้อน ทว่าแม่เฒ่าเย่กลับผลักนางออกเบาๆ แล้วดุว่า "นังหนูเหยียน วันๆ เอาแต่เกียจคร้านเช่นนี้ไม่ได้การหรอกนะ"
เย่ชิงเหยียนเม้มริมฝีปากและกล่าวว่า "ท่านยาย ข้ารู้แล้วเจ้าค่ะ ขอข้าพักอีกสักหน่อย แล้วข้าจะขยันขันแข็งให้ดู"
ทั้งสองเดินออกจากประตูมาด้วยกัน เมื่อเห็นหลานสาวพูดเช่นนี้ แม่เฒ่าเย่จึงเลิกบ่น
ดวงอาทิตย์คล้อยต่ำลงทางทิศตะวันตกแล้ว ส่วนจางถิงกำลังอยู่ข้างนอกเพื่อขนข้าวที่เก็บเกี่ยวเสร็จเข้ามาในบ้าน
เขามีรูปร่างสูงโปร่ง แม้จะดูผิวพรรณขาวสะอาดอ้านและบอบบาง ทว่ายามทำงานกลับคล่องแคล่วไม่เบา เขาหาบเมล็ดข้าวหนักเกือบร้อยชั่งไว้บนบ่าโดยที่คิ้วไม่ขมวดเลยสักนิด
เย่ชิงเหยียนไม่อยากช่วยเขาสักนิด แต่ในเมื่อแม่เฒ่าเย่ยืนกราน นางจึงไม่มีทางเลือกอื่นนอกจากต้องไปช่วยอย่างเสียไม่ได้
เมื่อเห็นว่าสามีภรรยาร่วมมือกันทำงานได้ดี แม่เฒ่าเย่ก็เดินไปเตรียมอาหารเย็นด้วยความเบิกบานใจ
หลังจากง่วนอยู่พักหนึ่ง อาหารเย็นฝีมือแม่เฒ่าเย่ก็พร้อมเสิร์ฟ
เย่ชิงเหยียนเดินไปที่โต๊ะและกวาดสายตามองอาหาร ก่อนจะประหลาดใจเมื่อพบว่าวันนี้มีน้ำแกงไก่ด้วย
ตามความทรงจำของเจ้าของร่างเดิม ครอบครัวของพวกเขาจะซื้อเนื้อสัตว์มากินสักนิดหน่อยเฉพาะช่วงเทศกาลเท่านั้น และเนื้อไก่นั้นถือเป็นของสงวนไว้สำหรับช่วงวันขึ้นปีใหม่
"ท่านยาย ท่านฆ่าไก่ตัวผู้ที่เราเลี้ยงไว้กินตอนปีใหม่ไปแล้วหรือเจ้าคะ?"
นางเงยหน้าขึ้นมองแม่เฒ่าเย่ที่กำลังแจกจ่ายชามและตะเกียบ พร้อมเอ่ยถามด้วยความงุนงง
น้ำแกงไก่ส่งกลิ่นหอมฉุยชวนรับประทาน ทำเอาน้ำลายสอ
ทว่า... ท่านยายจะลำเอียงเกินไปแล้ว!
แม่เฒ่าเย่ส่งตะเกียบให้จางถิงโดยไม่แม้แต่จะปรายตามองเย่ชิงเหยียน นางทรุดตัวลงนั่งบนม้ายาวแล้วจึงเอ่ยขึ้น "วันนี้จางถิงทำงานหนัก เขาต้องบำรุงร่างกายให้ดีเสียหน่อย"
เมื่อหวนนึกถึงความทรงจำตลอดสิบกว่าปีของเจ้าของร่างเดิม ก็ไม่เคยมีครั้งไหนเลยที่พวกเขาจะฆ่าไก่กินในวันอื่นที่ไม่ใช่ช่วงปีใหม่ จางถิงผู้นี้เป็นเพียงลูกเขยแต่งเข้าบ้านที่เพิ่งตบแต่งเข้ามา ทว่าท่านยายกลับยอมแหกธรรมเนียมที่ทำมานับสิบปีเพื่อเขา
แม่เฒ่าเย่ตักเนื้อไก่ใส่ชามใบใหญ่จนพูน ทั้งน่อง ปีก และทุกสัดส่วน ชามใบโตอัดแน่นไปด้วยเนื้อชิ้นที่ดีที่สุด แล้วนางก็ยื่นมันให้กับจางถิง
จางถิงทำท่าทีเกรงใจ โดยบอกว่าให้ท่านยายกินจะดีกว่า แต่แม่เฒ่าเย่ก็ยืนกรานให้เขากิน
เย่ชิงเหยียนมองดูพวกเขาเกรงใจกันไปมา ราวกับว่านางเป็นธาตุอากาศ
ท้ายที่สุด จางถิงไม่อาจปฏิเสธความกระตือรือร้นของแม่เฒ่าเย่ได้จึงต้องรับไว้
อย่างไรก็ตาม เขายังตักเนื้อไก่ชามโตให้แม่เฒ่าเย่ด้วยเช่นกัน ท่าทีที่เอาใจใส่ของเขาทำให้เขาดูราวกับเสื้อกันหนาวตัวน้อยที่แสนอบอุ่นและรู้ใจ
เย่ชิงเหยียนจำได้รางๆ ว่าในอดีต เมื่อใดที่มีของอร่อยในบ้าน แม่เฒ่าเย่จะยกให้นางก่อนเสมอ แต่ตอนนี้กลับยกให้จางถิงก่อน
จางถิงผู้นี้นี่มัน...
นางจ้องเขม็งไปที่จางถิง รู้สึกว่าเขายิ่งมายิ่งอันตราย
"น้องหญิง เจ้ากินน่องไก่ชิ้นโตนี่เถอะ"
ขณะที่นางกำลังจ้องเขาตาเขม็ง นางก็เห็นจางถิงคีบน่องไก่ชิ้นโตจากชามของเขามาใส่ในชามของนาง
เย่ชิงเหยียนก้มมองน่องไก่ในชาม เนื้อของมันเปื่อยนุ่มน่าทานแถมกลิ่นยังหอมยั่วน้ำลาย
"ถ้าอย่างนั้น ข้าไม่เกรงใจละนะ"
นางหยิบน่องไก่ขึ้นมาแล้วกัดคำโต
แม่เฒ่าเย่ทำท่าจะดุนาง แต่เย่ชิงเหยียนสังเกตเห็นว่าท่านยายกำลังจะเริ่มบ่นอีกครั้งจึงไม่เปิดโอกาสให้ หลังจากกลืนเนื้อไก่นุ่มๆ ลงคอ นางก็ยิ้มแล้วเอ่ยถามจางถิง "ท่านพี่ วันนี้ท่านได้พูดคุยกับเย่เสี่ยวชุ่ยหรือไม่?"
จางถิงส่ายหน้าอย่างเชื่อฟัง แล้วกล่าวว่า "น้องหญิง ข้าจำทุกคำที่เจ้าพูดได้ ข้าไม่ได้พูดกับนางเลยสักคำ"
จากนั้น เขาก็รายงานอย่างซื่อตรง "ข้าเกี่ยวข้าวในนาไปแล้วหนึ่งหมู่ น่าจะเกี่ยวอีกหนึ่งหมู่ที่เหลือเสร็จในวันพรุ่งนี้ตามที่เจ้าต้องการ"
เย่ชิงเหยียนประหลาดใจจริงๆ!
"ดีเลย ท่านพี่ ท่านเก่งกาจมากจริงๆ มีท่านอยู่ด้วยนี่ดีจัง ข้ากับท่านยายจะได้ไม่ต้องเหนื่อยแทบตายกับการเกี่ยวข้าวและแบกกระสอบอีกต่อไป"
เพื่อหลีกเลี่ยงการถูกแม่เฒ่าเย่บ่น นางจึงเลือกที่จะทำตัวอ่อนหวานกับจางถิงต่อหน้านาง
แม้แม่เฒ่าเย่จะไม่พอใจที่หลานสาวปล่อยให้จางถิงทำงานทั้งหมด แต่เมื่อเห็นท่าทางออดอ้อนน่ารักของนางแล้ว แม่เฒ่าเย่ก็พูดอะไรไม่ออก
สำหรับสตรีแล้ว อาวุธที่ดีที่สุดคือการออดอ้อน การแสดงความอ่อนแอ และการชื่นชมสามีอย่างไม่มีเงื่อนไข ดูจากตอนนี้แล้ว ดูเหมือนหลานสาวของนางจะเข้าใจหลักการนี้เป็นอย่างดี
แน่นอนว่าจางถิงถูกป้อยอจนอารมณ์ดีและรู้สึกภาคภูมิใจในตัวเองเป็นอย่างมาก
ทว่าในความเป็นจริง จางถิงไม่ได้รู้สึกภาคภูมิใจอะไรเลยแม้แต่น้อย นับประสาอะไรกับอารมณ์ดี
เขากำลังคิดว่า สตรีอย่างเย่ชิงเหยียนเล่นละครเก่งปานนี้ได้อย่างไร? ต่อหน้าอย่างลับหลังอย่าง—นางน่าจะไปเป็นงิ้วเสียให้รู้แล้วรู้รอด
หลังอาหารค่ำ แม่เฒ่าเย่เร่งให้จางถิงและเย่ชิงเหยียนรีบไปพักผ่อน เนื่องจากจางถิงเหน็ดเหนื่อยมาทั้งวัน
นางมาส่งเย่ชิงเหยียนที่หน้าประตูห้องนอนแล้วเอ่ยกำชับด้วยความปรารถนาดี "ชิงเหยียน อ่อนโยนกับจางถิงให้มากหน่อย แล้วรีบมีหลานให้ยายไวๆ ล่ะ"
"..."
เย่ชิงเหยียนรู้สึกจนปัญญา!
มีลูกงั้นหรือ?
นางไม่มีทางมีลูกให้กับคนเลวๆ อย่างจางถิงหรอก!
แต่นางก็พูดเช่นนั้นกับแม่เฒ่าเย่ไม่ได้ จึงทำได้เพียงฝืนใจตอบไปว่า "ข้าทราบแล้วเจ้าค่ะท่านยาย"
อย่างไรเสีย การมีลูกก็ไม่ใช่เรื่องที่จะเกิดขึ้นได้เพียงแค่นึกอยากจะมีเสียหน่อย จริงไหม? ตอนนี้นางจะเออออห่อหมกปัดเรื่องท่านยายไปก่อนก็แล้วกัน
แม่เฒ่าเย่พอใจกับท่าทีของนางมากและเป็นคนปิดประตูให้พวกเขาทั้งสองด้วยตัวเอง
ทว่าแม่เฒ่าเย่ยังไม่ได้จากไปในทันที นางยืนแอบฟังอยู่หน้าห้องหอของบ่าวสาว
จนกระทั่งได้ยินเสียง 'การต่อสู้' ดังมาจากข้างใน นางจึงคลายความกังวลลงได้
เมื่อกลับมาที่ห้องของตนเอง แม่เฒ่าเย่นั่งลงบนขอบเตียง ล้วงเอาถุงหอมที่พกติดตัวออกมา แล้วหยิบจี้หยกเนื้อเนียนละเอียดออกมา สีหน้าของนางแปรเปลี่ยนเป็นเศร้าสร้อย
"ฮูหยิน ในเมื่อตอนนี้คุณหนูแต่งงานแล้ว บ่าวเชื่อว่าคนที่นางแต่งงานด้วยจะสามารถล้างมลทินให้พวกท่านได้อย่างแน่นอน ท่านไม่ต้องรออีกต่อไปแล้ว"
ค่ำคืนนั้น ค่ำคืนที่ราวกับฝันร้าย—แม้จะผ่านไปหลายปี นางก็ยังคงจำมันได้ นางจำมันได้ขึ้นใจเพราะมันสลักลึกเข้าไปในกระดูก และนางจะไม่มีวันลืมมันได้ลงในชาตินี้
นางเดินไปที่หน้าต่าง แหงนมองพระจันทร์เสี้ยวที่แขวนลอยอยู่บนท้องฟ้ายามราตรีอันกว้างใหญ่ ก่อนจะถอนหายใจออกมาด้วยความสะเทือนอารมณ์ "คนพวกนั้นพบเราแล้ว บางทีนี่อาจจะเป็นโชคชะตาของคุณหนู ที่ท้ายที่สุดแล้วนางก็ไม่อาจหนีพ้น"
เย่ชิงเหยียนและจางถิงกำลังต่อสู้กันจริงๆ แต่ไม่ใช่ 'การต่อสู้' ในแบบที่แม่เฒ่าเย่จินตนาการไว้
จางถิงต้องการนอนบนเตียง เพราะการนอนบนพื้นนั้นไม่สบายเอาเสียเลย ยิ่งไปกว่านั้น เขาต้องการเข้าใกล้เย่ชิงเหยียนเพื่อให้ได้ของสิ่งนั้นมาเร็วขึ้น เขาจึงอ้างว่า "ท่านยายอยากอุ้มหลานชายใจแทบขาด ในฐานะลูกหลาน เราควรทำให้ความปรารถนาของผู้หลักผู้ใหญ่เป็นจริง อีกอย่าง เราเป็นสามีภรรยากัน การนอนด้วยกันก็เป็นเรื่องธรรมดา"
เมื่อได้ยินเช่นนี้ เย่ชิงเหยียนก็เตะอัดเข้าที่จุดยุทธศาสตร์ของเขาอย่างจัง พร้อมกับกดเสียงต่ำเอ่ยอย่างดุดัน "เก็บความคิดอกุศลของเจ้าไปซะ หากเจ้ากล้าลองดีล่ะก็ ข้าจะตอนเจ้าทิ้งเสีย"
จางถิงร้องโอดครวญเสียงหลง นึกประหลาดใจว่าเย่ชิงเหยียนช่างเป็นสตรีที่ดุร้ายเสียจริง—มิน่าล่ะถึงไม่มีใครกล้าแต่งด้วย
"น้องหญิง เบามือหน่อย"
และไอ้คำว่า 'เบามือหน่อย' ที่จางถิงจงใจตะโกนเสียงดังนี่แหละ ที่ทำให้แม่เฒ่าเย่เข้าใจผิด
ในท้ายที่สุด จางถิงก็ยังคงต้องนอนบนพื้นอยู่ดี
ยามดึกสงัด เสียงขลุ่ยแผ่วเบาลอยแว่วเข้ามาในบ้านดินเหนียว
เย่ชิงเหยียนหลับสนิทไปแล้ว เมื่อได้ยินเสียงลมหายใจที่สม่ำเสมอของนาง จางถิงก็ค่อยๆ เลิกผ้าห่มออกแล้วลุกขึ้น
เขาเดินย่องออกจากประตูและตามเสียงดนตรีไปจนถึงภูเขาด้านหลัง ซึ่งอยู่ห่างจากบ้านของเย่ชิงเหยียนไปประมาณสิบกว่าเมตร
หลังจากเดินไปได้ชั่วเวลาจิบชาหนึ่งถ้วย เขาก็เห็นชายคนหนึ่งในชุดสีดำ
ชายผู้นั้นมีใบหน้าหล่อเหลาและกำลังเป่าขลุ่ยโดยมีผมยาวสยายพริ้วไหวไปตามสายลม มันเป็นใบหน้าที่หล่อเหลาพอจะสะกดใจสตรีนับไม่ถ้วน ทว่ากลับถูกทำลายด้วยดวงตาคู่หนึ่งที่เย็นเยียบจนดูเหมือนไร้ซึ่งความอบอุ่น ทำให้ผู้คนต้องหดตัวด้วยความหวาดกลัว