- หน้าแรก
- จอมค่ายกลคลั่ง
- ตอนที่ 16 โด่งดัง
ตอนที่ 16 โด่งดัง
ตอนที่ 16 โด่งดัง
ตอนที่ 16 โด่งดัง
“ไอ้หนูหยางเหลียน ข้าต้องยอมรับเลยว่าเจ้ามันคืออัจฉริยะ”
อาวุโสใหญ่ตระกูลฟางกุมหน้าท้องตนเองไว้ พักใหญ่กว่าจะตั้งหลักได้ “อายุเพียงเท่านี้ กลับมีพลังกล้าแกร่งถึงเพียงนี้ น่าเสียดายนัก น่าเสียดายที่เจ้าดันเกิดในตระกูลหยางที่เป็นเพียงตระกูลเล็ก เพราะฉะนั้นวันนี้ เจ้าต้องตาย!”
ตี๋ฉางแสยะยิ้มเหี้ยมเกรียม ตวัดขอในมืออย่างดุดัน ร่างของหยางเหลียนถูกกระชากปลิวกลับมา
“แย่แล้ว” หยางเหลียนทอดถอนใจในอก
ยอดฝีมือทั้งสองคนนี้ ไม่ว่าคนไหนก็ต้องทุ่มสมาธิรับมือเต็มสิบส่วน เมื่อทั้งคู่ร่วมมือกัน หยางเหลียนย่อมไร้หนทางชนะ
ที่เลวร้ายกว่านั้นคือ หยางเหลียนมิกล้ารั้งรออยู่ที่นี่แม้แต่เสี้ยววินาที เพราะศัตรูคนอื่นที่เหลืออาจจะหลุดออกจากค่ายกลมาสมทบได้ทุกเมื่อ
“มีเพียงต้องใช้วิธีนั้นเพื่อเอาตัวรอดก่อนแล้ว”
หยางเหลียนกัดฟัน ตัดใจอย่างเด็ดขาด
“ระเบิดตันเถียน!”
เขาเลือกตันเถียนหนึ่งที่ยังมิได้ใช้บ่มเพาะสมบัติวิญญาณ จากนั้นก็รีดเร้นเจตจำนงเข้าขับเคลื่อนอย่างรุนแรง
ทันใดนั้น ตันเถียนนี้ก็หมุนคว้าง พลังวิญญาณอันมหาศาลโคจรโอบล้อมตันเถียนไว้และบีบอัดเข้าสู่ภายในอย่างไม่หยุดยั้ง
ในที่สุด ตันเถียนก็ถูกบีบจนบิดเบี้ยวเสียรูปทรง อยู่ในสภาวะหมิ่นเหม่ที่จะพังทลาย
“ระเบิด!”
ตูม!
พลังอันพุ่งพล่านจากภายในสู่ภายนอกอย่างที่ไม่เคยมีมาก่อน ทะลักออกมาดั่งมหาอุทกภัยคลั่ง!
“ไป!”
แม้พลานุภาพจากการระเบิดตันเถียนจะน่าหวาดหวั่น แต่มันก็ทรงพลังเพียงชั่วพริบตาเดียวเท่านั้น เขาต้องรีบฉวยโอกาสนี้ไว้
หยางเหลียนอัดฉีดพลังนั้นลงไปที่ขาทั้งสองข้าง ร่างของเขาพุ่งทะยานราวกับศรเพลิง พลังวิญญาณสีฟ้าอ่อนในสถานะของเหลวพุ่งพวยออกมา ถึงขั้นมีเกล็ดพลังวิญญาณในสถานะของแข็งปนออกมาด้วย!
ภายใต้แรงส่งอันมหาศาล หยางเหลียนรู้สึกเพียงว่ามีเสียงลมหวีดหวิวข้างหู ชั่วพริบตาเดียวเขาก็หลุดพ้นจากค่ายกลวงกต และหนีออกมาไกลหลายสิบหลี่
“เฮ้อ เกือบไปแล้ว...” หยางเหลียนผ่อนลมหายใจอย่างโล่งอก
แม้ต้องแลกด้วยการสูญเสียตันเถียนไปหนึ่งแห่งจากการระเบิดตนเอง แต่อย่างน้อยก็รักษาชีวิตเอาไว้ได้
เมื่อครู่หากเสี่ยงใช้พลังจากการระเบิดตันเถียนเข้าเข่นฆ่าอาวุโสใหญ่ตระกูลฟางและตี๋ฉาง เรื่องจะสำเร็จหรือไม่ยังมิต้องพูดถึง แต่หลังจากการระเบิด พลังยุทธ์ของเขาจะลดฮวบลงอย่างหนัก ย่อมมิอาจต้านทานยอดฝีมือคนอื่นที่ตามมาได้ ถึงตอนนั้นคงต้องทิ้งชีวิตไว้เป็นแน่
“แม้จะระเบิดตันเถียนไปหนึ่งแห่ง แต่โชคดีที่ช่วงนี้ข้าโคจรเคล็ดวิชาไร้นามอยู่ตลอด พลังเร้นลับจึงสะสมไว้ไม่น้อย เพียงพอที่จะเปิดทะเลปราณเพื่อสร้างตันเถียนใหม่ขึ้นมาอีกสองแห่ง”
หยางเหลียนหยุดพักผ่อน ณ จุดนั้นครู่หนึ่ง เพื่อฟื้นฟูบาดแผลที่เกิดจากการระเบิด จากนั้นจึงรีบมุ่งหน้ากลับไปยังตระกูลหยาง
ผ่านไปเกือบครึ่งวัน ในที่สุดหยางเหลียนก็กลับถึงบ้านอย่างปลอดภัย เขาจึงค่อยรู้สึกผ่อนคลายลง
“น้องสาม” หยางเหลียนเรียกหยางซางมาพบ หลังจากเสริมความแข็งแกร่งให้ค่ายกลป้องกันของตระกูลหยางอีกครั้ง เขาก็ฝืนต่อไปไม่ไหว กลับเข้าห้องพักในบ้านต้นไม้เพื่อพักฟื้นร่างกายทันที
การระเบิดตันเถียนส่งผลกระทบต่อร่างกายอย่างมหาศาล หยางเหลียนจึงจำเป็นต้องรีบรักษาตัว
...
ในขณะที่หยางเหลียนปิดด่านพักฟื้น โลกภายนอกกลับเดือดพล่าน!
ข่าวลือเรื่องเด็กหนุ่มอายุเพียงสิบสามสิบสี่ปีต่อสู้กับกลุ่มยอดฝีมือเพียงลำพัง รับมืออาวุโสใหญ่ตระกูลฟางและตี๋ฉางโดยไม่พ่ายแพ้ และสุดท้ายยังสามารถถอยรอดออกมาจากเงื้อมมือยอดฝีมือตระกูลใหญ่มากมายได้อย่างสมบูรณ์
ข่าวอันน่าตกตะลึงนี้แพร่สะพัดไปทั่วราวกับติดปีก!
ไม่มีความลับใดในใต้หล้าที่ปิดได้มิดชิด แม้ตระกูลฟางและตระกูลตี๋จะพยายามปกปิดเพียงใด แต่ในช่วงที่ค่ายกลวงกตใกล้จะพังทลาย ผู้คนจำนวนมากต่างก็ได้เห็นหรือได้ยินสถานการณ์ที่หยางเหลียนปะทะกับสองยอดฝีมือ
ครานี้ ทั้งหยางเหลียนและตระกูลหยางต่างก็ชื่อเสียงโด่งดังขจรขจาย!
ฝ่ายที่ยินดีที่สุดย่อมหนีไม่พ้นสมาชิกกลุ่มพันธมิตรตระกูลเล็กทั้งสามสิบตระกูล หลังจากเกิดการปะทะ พวกเขาเกือบจะถูกตระกูลใหญ่ร่วมมือกันกวาดล้าง ทว่าสุดท้ายพวกตระกูลใหญ่กลับถอนกำลังกลับไปอย่างปริศนา จนถึงตอนนี้พวกเขาจึงได้เข้าใจว่า เป็นเด็กน้อยหยางเหลียนแห่งตระกูลหยางที่ช่วยชีวิตพวกเขาไว้เพียงลำพัง!
ไม่นานนัก สมาชิกกลุ่มพันธมิตรตระกูลเล็กต่างก็พากันหอบหิ้วของขวัญมาเยี่ยมเยียนถึงประตูบ้าน!
“สมแล้วที่เป็นศิษย์เอกของปรมาจารย์ค่ายกลผู้ลึกลับ ช่างร้ายกาจยิ่งนัก!”
“นั่นสินะ ต่อไปกลุ่มพันธมิตรตระกูลเล็กของพวกเรา คงต้องพึ่งพาตระกูลหยางและให้พ่อหนุ่มหยางเหลียนช่วยชี้แนะแล้ว”
“ในเมื่อมีหยางเหลียนอยู่ กลุ่มพันธมิตรตระกูลเล็กของพวกเรายังต้องเกรงกลัวตระกูลฟางหรือตระกูลตี๋ไปใย?”
ผู้คนในกลุ่มพันธมิตรต่างพากันประจบสอพลอหยางเหลียนอย่างไม่เสียดายคำชม ลานบ้านเล็กๆ อัดแน่นไปด้วยผู้คนที่มาเยี่ยมเยียน
หากเป็นเมื่อก่อนหน้านี้ แม้คนเหล่านี้จะได้ยินมาว่าตระกูลหยางมีเด็กหนุ่มทึ่มทื่อคนหนึ่งได้เป็นศิษย์ปรมาจารย์ค่ายกล แต่ก็คงมิได้ใส่ใจนัก
เพราะหยางเหลียนเพิ่งจะกราบอาจารย์ได้ไม่นาน อีกทั้งนิสัยเดิมยังทึ่มทื่อเก็บตัว ขาดความมั่นใจและไม่ค่อยพูดจา นิสัยเช่นนี้มิเหมาะกับการฝึกยุทธ์ จะไปมีอนาคตที่รุ่งโรจน์ได้อย่างไร?
ทว่าจากการศึกเมื่อวาน พวกตระกูลเล็กเหล่านี้สัมผัสได้ถึงพลังอันแข็งแกร่งดุจทำลายล้างของยอดฝีมือตระกูลใหญ่ แต่แล้วพลังอันยิ่งใหญ่นั้นกลับถูกหยางเหลียนเพียงคนเดียวดึงเชงเอาไว้ แถมยังไม่เพลี่ยงพล้ำเสียเปรียบ!
ผลงานการศึกเช่นนี้ กล่าวได้ว่าไม่เคยมีปรากฏมาก่อนในเขตถ่านจวิ้น
คนเหล่านี้รุมล้อมประจบอยู่ในลานบ้านตระกูลหยางไม่หยุด สุดท้ายหยางอวิ้นเหอต้องออกหน้าเอง จึงจะส่งแขกเหล่านั้นกลับไปได้อย่างสุภาพ
ในอีกด้านหนึ่ง ตระกูลใหญ่หลายตระกูลกลับสงบเสงี่ยมลงอย่างผิดปกติ หลายวันนี้ต่างปิดประตูเงียบไม่ยอมออกมาสร้างเรื่องอีก
แม้พวกเขาจะรู้ฐานะของหยางเหลียนแล้ว และเข้าใจดีว่าภัยคุกคามที่ใหญ่ที่สุดของกลุ่มพันธมิตรตระกูลเล็กอยู่ที่คฤหาสน์เก่าตระกูลหยาง แต่กลับไม่มีความเคลื่อนไหวใดๆ
ทั้งสองฝ่ายต่างสงบศึกกันอย่างเงียบเชียบเพื่อสะสมพลัง ดูเหมือนว่าต่างฝ่ายต่างกำลังรอคอยช่วงเวลาแห่งศึกตัดสินที่กำลังจะมาถึง
...
ในลานบ้านตระกูลหยาง หยางอวิ้นเหอและซือเฉิงนั่งจิบชาสนทนาธรรมร่วมกัน
ซือเฉิงเป็นจอมคลั่งฝึกยุทธ์ หลังจากเขามีพลังถึงระดับชักนำลมปราณ ก็พยายามหาทางทะลวงขีดจำกัดมาโดยตลอด ส่วนหยางอวิ้นเหอนั้นเคยเป็นยอดฝีมือระดับแดนลับชีพจรแปดชั้นฟ้าชั้นที่หนึ่งมาก่อน ประสบการณ์การฝึกยุทธ์จึงมีความลึกซึ้งแตกฉาน ทั้งคู่จึงมักจะมานั่งสนทนาแลกเปลี่ยนวิชากันบ่อยครั้ง
“ท่านหยาง ข้าคอยระวังคนของตระกูลฟางอยู่ทุกวัน ตกลงว่าพวกเขาจะลงมือเมื่อไหร่กันแน่?”
เดิมทีซือเฉิงคิดว่าตอนหยางเหลียนกลับมารักษาตัว ตระกูลฟางจะส่งยอดฝีมือมาลอบโจมตี แต่รอมาหลายวันก็ยังไร้วี่แวว
หยางอวิ้นเหอยิ้มบางๆ “วางใจเถอะ หลายวันนี้ตระกูลฟางไม่ส่งคนมาหรอก”
“เพราะเหตุใดหรือ?” ในฐานะจอมคลั่งฝึกยุทธ์ ซือเฉิงกลับมิต่อยอดเรื่องกลอุบายเหล่านี้นัก
“เหลียนเอ๋อสามารถต้านทานอาวุโสใหญ่ตระกูลฟางได้ตรงๆ กระทั่งภายหลังที่ตี๋ฉางเข้าร่วมวง ทั้งสองคนร่วมมือกันยังมิอาจได้เปรียบ ท่านว่าคนอื่นจะยังมีความคิดกล้าลงมืออยู่อีกหรือ?”
ซือเฉิงพยักหน้าเล็กน้อย
อาวุโสใหญ่ตระกูลฟางและตี๋ฉางคือยอดฝีมืออันดับหนึ่งและสองของบรรดาสามสิบหกตระกูล ขนาดทั้งคู่ยังไร้หนทางจัดการหยางเหลียน คนอื่นมาแล้วจะทำอะไรได้? ยิ่งกว่านั้น วันนั้นยอดฝีมือทุกคนต่างถูกหยางเหลียนใช้มหาค่ายกลกักขังจนหัวหมุน ยอดฝีมือตระกูลใหญ่เหล่านั้นถือว่าพ่ายแพ้แก่หยางเหลียนไปแล้ว
“หรือว่าพวกเขาจะเลิกราไปดื้อๆ เช่นนี้?” ซือเฉิงสงสัย
หยางอวิ้นเหอส่ายหน้า “ไม่มีทาง ตระกูลเล็กมีเส้นตาย ตระกูลใหญ่ก็มีศักดิ์ศรี ตระกูลฟางและตระกูลตี๋ต้องมีแผนสำรองแน่”
“มีแผนสำรองอีกหรือ? หรือว่าพวกเขายังมียอดฝีมือที่เก่งกาจกว่านี้?” ซือเฉิงเริ่มงุนงง
“ท่านสังเกตเห็นหรือไม่ว่าช่วงไม่กี่ปีมานี้ ไม่ใช่เพียงแค่สามสิบหกตระกูล แต่ขุมกำลังทุกฝ่ายในเขตถ่านจวิ้นต่างก็มีความเคลื่อนไหวที่ผิดปกติ อีกทั้งช่วงเวลาที่เจ้าเมืองผู้เฒ่าแห่งเขตถ่านจวิ้นกำลังจะสิ้นอายุขัย บุตรชายทั้งสองคนต่างก็ต้องแข่งขันชิงตำแหน่งเจ้าเมือง ข้าเกรงว่าทุกอย่างจะเริ่มมาจากจุดนี้... เบื้องหลังความโอหังของตระกูลฟางและตระกูลตี๋ น่าจะมีคำชี้แนะจากผู้สืบทอดตำแหน่งเจ้าเมืองเขตถ่านจวิ้น”
หากหยางเหลียนอยู่ที่นี่ คงต้องประหลาดใจกับการวิเคราะห์ของหยางอวิ้นเหออย่างยิ่ง
เขาอาศัยประสบการณ์จากชาติปางก่อนจึงล่วงรู้ประวัติศาสตร์ช่วงนี้ แต่บิดาอย่างหยางอวิ้นเหอ กลับอาศัยเพียงเบาะแสต่างๆ ในปัจจุบัน ก็สามารถสรุปข้อเท็จจริงออกมาได้อย่างถูกต้องแม่นยำ
“ท่านหยางจะบอกว่า... จะมียอดฝีมือจากภายในเมืองเขตถ่านจวิ้น มาช่วยตระกูลฟางอย่างนั้นหรือ?” ซือเฉิงตกใจจนหน้าถอดสี
ภายในเมืองเจ้าเมืองรวบรวมไว้ด้วยผู้มีความสามารถมากมาย ยอดฝีมือปรากฏตัวไม่ขาดสาย หากยอดฝีมือจากในเมืองมาจริงๆ นั่นก็น่ากลัวเกินไปแล้ว
“อืม” หยางอวิ้นเหอเผยแววกังวลออกมาเช่นกัน “หากเป็นเช่นนั้นจริง เรื่องคงยุ่งยากแล้ว ได้แต่หวังว่าแรงสนับสนุนที่ผู้สืบทอดเจ้าเมืองมีให้ตระกูลฟาง จะไม่มากเกินไปนัก...”
...
ในหัองลับตระกูลฟาง
รอบโต๊ะกลม มิได้มีเพียงกลุ่มยอดฝีมือตระกูลฟาง แต่ยังมีบุคคลสำคัญจากตระกูลตี๋ ตระกูลเชียง และตระกูลอื่นๆ
“อาวุโสใหญ่ตระกูลฟาง พวกเราจะเอาอย่างไรดี?” อาวุโสตระกูลเจียงทนไม่ไหวเป็นคนแรก จึงเอ่ยถามขึ้น
“กลัวอะไรกัน? พวกเรามีคนมากมายเพียงนี้ ยังจะต้องกลัวเด็กเมื่อวานซืนคนหนึ่งอีกหรือ?” หนึ่งในนั้นที่นิสัยมุทะลุกล่าวเสียงห้าว “เจ้านั่นจะเก่งแค่ไหน จะเก่งเกินพวกเราทุกคนรวมกันเชียวหรือ? ยอดฝีมือตระกูลใหญ่ของพวกเรามีตั้งเท่าไหร่ หากบุกเข้าไปที่คฤหาสน์เก่าตระกูลหยางพร้อมกัน ย่อมบดขยี้มันได้อยู่แล้ว!”
“เหอะ คิดง่ายเกินไปแล้ว” เสียงแหบพร่าของตี๋ฉางดังขึ้นราวกับเสียงของแหลมกรีดกระจก “ตระกูลหยางมีค่ายกลลวงตาป้องกันอยู่ เพียงแค่ก้าวเข้าประตูไปก็ติดอยู่ในค่ายกล นั่นเป็นสิ่งที่ฟางเจ๋อไปทดสอบมาด้วยตัวเอง หรือว่าเจ้ามีปัญญาทำลายค่ายกลล่ะ?”
คนที่พูดเมื่อครู่พลันเงียบกริบไปทันที
อาวุโสใหญ่ตระกูลฟางกล่าวเสริมขึ้นมา “ไม่ใช่เพียงแค่นั้น” สีหน้าของเขาเคร่งขรึม นิ่งเงียบไปครู่หนึ่งก่อนจะกล่าวต่อ “พวกเจ้าอย่าลืมว่า คราวนี้พวกเราพ่ายแพ้เพราะมหาค่ายกลลวงตา! เบื้องหลังไอ้เด็กนั่นยังมีปรมาจารย์ค่ายกลผู้ลึกลับอยู่ หากปรมาจารย์คนนั้นออกโรงเอง พวกเราไม่มีใครหนีรอดไปได้หรอก!”
พวกที่คิดจะบุกเข้าคฤหาสน์ตระกูลหยางตรงๆ พลันนึกขึ้นได้ว่าคราวก่อนพวกเขาพ่ายแพ้อย่างไร
มหาค่ายกลวงกตที่รบกวนการมองเห็นและการรับรู้เช่นนั้น เมื่อเข้าไปแล้วทำได้เพียงใช้พลังจิตสำนึกอันแข็งแกร่งต้านทาน สำหรับผู้ฝึกตนเช่นพวกเขา กระบวนท่าของปรมาจารย์ค่ายกลนั้นลึกลับเกินหยั่งถึงและยากจะทำลาย
“แล้วจะทำอย่างไรดี? หน้าตาของตระกูลใหญ่จะเอาไปไว้ที่ไหน หรือต้องยอมแพ้ให้แก่ตระกูลเล็กๆ เช่นนั้นจริงๆ?” ทุกคนต่างจ้องตากันไปมา พลางกระซิบกระซาบกันอย่างวุ่นวาย
ผ่านไปครู่ใหญ่ อาวุโสใหญ่ตระกูลฟางเคาะโต๊ะ ทุกคนจึงเงียบสงบลง
“ฝ่ายตรงข้ามมีปรมาจารย์ค่ายกลผู้ลึกลับหนุนหลัง หากหวังพึ่งเพียงพวกเราเองย่อมยากจะชนะ การจะรับมือปรมาจารย์ค่ายกล ก็ต้องใช้ปรมาจารย์ค่ายกลจัดการ ทุกท่าน... พวกท่านเคยได้ยินชื่อเสียงของปรมาจารย์เสียนหยวนหรือไม่?”
“ปรมาจารย์เสียนหยวน? ใช่คนที่ถูกขนานนามว่าครึ่งมนุษย์เสียนหยวน ปรมาจารย์ค่ายกลระดับสองแห่งจวนเจ้าเมืองใช่หรือไม่?”
อาวุโสใหญ่ตระกูลฟางเผยรอยยิ้มออกมา “ถูกต้อง ท่านฉินโซ่วเคยบอกกับข้าว่า หากข้ามีปัญหาที่จัดการไม่ได้ สามารถไปขอความช่วยเหลือจากปรมาจารย์เสียนหยวนได้ เมื่อมีครึ่งมนุษย์เสียนหยวนอยู่ ปรมาจารย์ค่ายกลที่ไม่กล้าเผยหน้าของตระกูลหยางนั่น ก็ไม่ใช่เรื่องที่ต้องกังวลอีกต่อไป!”
“ใช่แล้ว ปรมาจารย์เสียนหยวนมิเพียงมีวิชาค่ายกลล้ำเลิศ แต่ระดับพลังยุทธ์ยังบรรลุถึงระดับแดนลับชีพจรแปดชั้นฟ้าชั้นที่สี่! ด้วยเหตุนี้จึงได้รับฉายาว่าครึ่งมนุษย์”
ระดับแดนลับชีพจรแปดชั้นฟ้าชั้นที่สี่ เท่ากับว่าร่างกายเนื้อหนังได้ผลัดเปลี่ยนไปกึ่งหนึ่ง หลุดพ้นจากขอบเขตของมนุษย์ทั่วไปไปครึ่งทาง ดังนั้นผู้ฝึกตนจำนวนมากจึงเรียกขานระดับชั้นที่สี่นี้ว่าระดับครึ่งมนุษย์
ผู้ที่สามารถคลำหาเส้นทางชีพจรเร้นลับจนบรรลุระดับครึ่งมนุษย์ได้ ล้วนแต่เป็นอัจฉริยะที่ฟ้าประทานมาทั้งสิ้น!
แม้แต่ในเขตถ่านจวิ้นทั้งเขต ผู้ที่บรรลุถึงระดับครึ่งมนุษย์ก็มีเพียงหยิบมือ นับเป็นยอดฝีมือระดับเหนือชั้นอย่างแท้จริง
“ข้าจะไม่ปิดบังทุกท่าน ก่อนการประชุมข้าได้ใช้ช่องทางลับติดต่อกับจวนเจ้าเมืองแล้ว อีกหนึ่งสัปดาห์ปรมาจารย์เสียนหยวนจะเดินทางมาที่นี่ ในช่วงเวลานี้ ขอให้ทุกท่านควบคุมคนในตระกูลให้ดี หลีกเลี่ยงเหตุไม่คาดฝันทุกประการ!”
“เยี่ยมไปเลย!”
“รับทราบ!”