เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

ตอนที่ 6 ช่วยเหลือศัตรู

ตอนที่ 6 ช่วยเหลือศัตรู

ตอนที่ 6 ช่วยเหลือศัตรู


ตอนที่ 6 ช่วยเหลือศัตรู

​ภายในลานบ้านตระกูลหยาง มหาค่ายกลป้องกันสั่นสะเทือนเป็นระลอก เงาร่างสีขาวสายหนึ่งเคลื่อนไหวว่องไวดุจเสือดาว ทะยานร่างไปมาอย่างรวดเร็ว

​“ไม่ต้องห่วงข้า ค่ายกลนี้ข้าเป็นคนวางไว้เอง ข้าย่อมไม่มีทางตาย โจมตีเข้ามาได้เลย!”

​หยางเหลียนตะโกนก้อง สภาพแวดล้อมโดยรอบพลันแปรเปลี่ยนไป เมื่อครู่ยังอยู่ภายในกำแพงบ้าน แต่ยามนี้กลับราวกับอยู่กลางป่าลึกดาษดื่นด้วยเถาวัลย์พันเกี่ยวเลื้อยไปมา

​เถาไม้เหล่านั้นประดุจมืออสูรกาย พุ่งทะยานออกมาจากทุกทิศทาง

​“เขตแดนมายานับว่าเหมาะแก่การฝึกฝนปฏิกิริยาตอบสนองของข้าพอดี” หยางเหลียนยิ้มบางๆ พลางขยับกายหลบหลีกเถาวัลย์ที่จู่โจมเข้ามา บางครั้งที่ท่อนแขนของหยางเหลียนก็จะซัดแสงสีขาวออกไปกระแทกเถาวัลย์เหล่านั้นจนกระเด็น

​หลายวันมานี้ หยางเหลียนฝึกฝนตนเองในค่ายกลเกือบทุกวัน เพื่อหลอมรวมประสบการณ์การต่อสู้จากชาติปางก่อนให้เข้ากับร่างเยาว์วัยนี้ ขณะเดียวกันก็ช่วยให้หยางซางผู้น้องชายที่ควบคุมมหาค่ายกลมีความเชี่ยวชาญช่ำชองยิ่งขึ้น

​นับว่ายิงธนูครั้งเดียวได้นกสองตัว

​ด้วยความที่หยางเหลียนมีความสามารถระดับปรมาจารย์ค่ายกลผู้ยิ่งใหญ่ จึงทำให้มหาค่ายกลนี้ขับเคลื่อนได้ด้วยการดูดซับพลังวิญญาณจากฟ้าดิน หากเป็นค่ายกลที่ปรมาจารย์ค่ายกลทั่วไปวางไว้ ย่อมต้องสิ้นเปลืองหินวิญญาณในการเดินพลัง ไม่ต้องพูดถึงการนำมาใช้ฝึกฝนเช่นนี้เลย เพราะมันฟุ่มเฟือยเกินไปและไม่คุ้มค่าเสียเลย

​ครู่ใหญ่ต่อมา มหาค่ายกลจึงสงบลง สภาพแวดล้อมรอบกายเปลี่ยนกลับคืน หยางเหลียนมองเห็นกำแพงบ้านอีกครั้ง หยางอวิ้นเหอผู้เป็นบิดาและหยางซางที่ซ่อนตัวอยู่ในเงามืดก็เดินออกมา

​“พี่รอง กระบวนท่าที่ท่านซัดแสงขาวออกจากแขนเรียกว่าอะไรหรือ ใช่ศาสตร์ยุทธ์หรือไม่?”

​“อืม” หยางเหลียนพยักหน้า “หมัดคันศรก็นับเป็นศาสตร์ยุทธ์ระดับกลาง”

​ศาสตร์ยุทธ์แบ่งออกเป็น ระดับล่าง ระดับกลาง ระดับสูง และระดับเลิศภพ เหนือกว่านั้นยังมีศาสตร์ยุทธ์วิญญาณ ศาสตร์ยุทธ์รูปลักษณ์และอื่นๆ

​ในสายตาของหยางเหลียน ศาสตร์ยุทธ์พื้นฐานและศาสตร์ยุทธ์วิญญาณล้วนเป็นวิชาชั้นต่ำ มีเพียงระดับศาสตร์ยุทธ์รูปลักษณ์ขึ้นไปเท่านั้นที่เขาจะเห็นอยู่ในสายตา

​ทว่ายามนี้ ด้วยตบะเพียงเท่านี้ เขาย่อมฝึกฝนได้เพียงศาสตร์ยุทธ์ระดับกลางในขั้นพื้นฐานเท่านั้น

​“ระดับกลาง!” ดวงตาของหยางอวิ้นเหอทอประกายวาบ ต้องทราบก่อนว่าศาสตร์ยุทธ์มิใช่สิ่งที่หามาได้โดยง่าย ยามที่หยางอวิ้นเหอมีระดับฝีมืออยู่ในระดับแดนลับชีพจรแปดชั้นฟ้า เขาก็เคยโชคดีได้รับศาสตร์ยุทธ์ระดับกลางมาแต่ก็เพียงวิชาเดียว และนั่นกฌคือวิชาเดียวที่เขาครอบครองมาทั้งชีวิต

​หยางอวิ้นเหอรู้สึกซาบซึ้งใจต่อปรมาจารย์ค่ายกลลึกลับผู้นั้นยิ่งนัก เพียงแต่เขาไม่มีวันล่วงรู้เลยว่า ปรมาจารย์ค่ายกลลึกลับที่ว่าแท้จริงแล้วก็คือหยางเหลียนนั่นเอง

​หยางเหลียนยกแขนขึ้น ท่อนแขนไปจนถึงหลังมือพลันปรากฏเงาร่างพร่าเลือนของหน้าไม้กล แสงสว่างวาบขึ้นพร้อมกับศรแสงสีขาวบริสุทธิ์พุ่งแหวกอากาศออกไป ทิ้งรอยเส้นสีขาวตัดผ่านทะลุแท่นหินยกน้ำหนักเบื้องหน้าจนเป็นรู

​“อานุภาพร้ายกาจนัก!” หยางอวิ้นเหอแอบตระหนก “เพียงอานุภาพเท่านี้ ก็แทบจะทัดเทียมกับศาสตร์ยุทธ์ระดับสูงได้แล้ว”

​ทว่าหยางเหลียนกลับไม่พอใจผลลัพธ์ตรงหน้านัก เขาเอ่ยเรียบๆ ว่า “ศาสตร์ยุทธ์นี้ความจริงเป็นเพียงรูปแบบย่อส่วนของค่ายกลคันศร หากวันหน้าหาวัสดุได้ครบถ้วนจนสร้างค่ายกลคันศรออกมาได้ เมื่อนั้นจึงจะเรียกว่าร้ายกาจของจริง”

​​ค่ายกลคันศรคือมหาค่ายกลสายโจมตีที่หยางเหลียนใช้บ่อยครั้งในชาติก่อน ห่าฝนธนูในนั้นคือพลังชีวิตดั้งเดิมของหยางเหลียนเอง กล่าวคือหากศรยิงถูกผู้อื่นจะสร้างความบาดเจ็บ แต่หากถูกตัวหยางเหลียน กลับเป็นการเติมเต็มพลังงานในกาย ยิ่งศัตรูอ่อนแรงเขายิ่งแข็งแกร่ง ย่อมได้เปรียบในการศึกอย่างยิ่ง

​“พี่รอง แล้วเมื่อไหร่ข้าจะเรียนศาสตร์ยุทธ์ได้บ้าง?” หยางซางเอ่ยด้วยความมุ่งมั่น

​เขาเป็นผู้มีร่างกายอ่อนแอมาแต่กำเนิด ย่อมโหยหาการโลดแล่นในโลกกว้าง

​“วางใจเถิด ต้องมีวันนั้นแน่นอน ข้าจะหาโอสถชนิดนั้นมาให้เจ้าให้ได้” หยางเหลียนตบไหล่น้องชาย

​“หือ? มีคนมา”

​หยางเหลียนสะบัดหน้าขวับ สายตาจ้องเขม็งไปยังทิศทางหน้าประตู

​แม้ฝ่ายตรงข้ามจะยังอยู่ไกลจนมองไม่เห็นผู้ใด แต่หยางเหลียนกลับเผยยิ้มบางๆ ออกมา

​หยางอวิ้นเหอที่เห็นรอยยิ้มนี้พลันคิดในใจว่า เหลียนเอ๋อมีความสามารถในการสัมผัสกระแสปราณกล้าแข็งถึงเพียงนี้เชียวหรือ?

​“เตรียมตัวเถิด แขกจากตระกูลฟางที่ข้าเคยบอกไว้มาถึงแล้ว เจ้าต้องต้อนรับเขาให้ดีๆ เล่า”

​หยางซางดวงตาเป็นประกาย “ในที่สุดก็มาแล้วหรือ?” เขาจะเป็นคนไร้ค่าหรือไม่ เป็นคนไม่มีประโยชน์จริงหรือไม่ ทั้งหมดจะได้พิสูจน์ในช่วงเวลานี้!

​ฟางเจ๋อมาถึงหน้าประตูบ้านตระกูลหยางด้วยความรู้สึกสับสน

​ตระกูลหยางแห่งนี้ เมื่อไม่กี่วันก่อนยังเป็นเพียงตระกูลเล็กๆ ที่เสื่อมถอย กระทั่งข้าวยังแทบไม่มีจะกิน กำแพงบ้านพังทลายหลายจุดไร้เงินซ่อมแซม

​นึกไม่ถึงว่า... เพียงแค่ข่าวลือเรื่องเดียว กลับทำให้ตระกูลหยางเปลี่ยนแปลงไปอย่างพลิกฟ้าพลิกดิน!

​ปรมาจารย์ค่ายกล!

​คำสามคำนี้มีมนต์ขลังมหาศาล ชวนให้ผู้คนหวาดกลัวและเลื่อมใสยิ่งนัก

​ตระกูลหยางตรงหน้า เพียงแค่อาศัยชื่อของปรมาจารย์ค่ายกลที่ไม่เคยปรากฏตัว และไม่รู้ว่ามีตัวตนจริงหรือไม่ ก็ทำให้บรรดาตระกูลทั้งสามสิบหกตระกูลแอบอิจฉาไปตามๆ กัน

​“ทว่า... เหอะ!” สีหน้าของฟางเจ๋อเคร่งขรึมลง “หากมีปรมาจารย์ค่ายกลอยู่จริง เหตุใดจึงไม่กล้าสู้หน้า? ดูท่าน่าจะเป็นการแอบอ้างเสียมากกว่า หยางเหลียนเจ้าเด็กเมื่อวานซืน คราก่อนข้าพลาดท่าถูกเจ้าขู่ไว้ คราวนี้ข้าจะไม่มีทางปล่อยให้เจ้าหนีไปได้อีก”

​เมื่อคิดได้ดังนั้น ฟางเจ๋อก็รวบรวมขวัญกำลังใจ ก้าวยาวๆ เข้าสู่ประตูใหญ่ของตระกูลหยาง

​เดินไปได้เพียงครู่ ฟางเจ๋อก็รู้สึกประหลาดใจ

​“เหตุใดซุ้มทางเดินจึงยาวนัก?”

​เห็นชัดว่าเดินมาได้สักพักแล้ว แต่ซุ้มทางเดินที่ไม่ควรจะยาวนี้กลับราวกับไม่มีที่สิ้นสุด อีกทั้งรอบกายยังเงียบสงัดไร้สรรพสำเนียง มีเพียงเสียงฝีเท้าของตนเองที่ดังตึกตึก

​“ไม่ถูกสิ หรือจะเป็นค่ายกล?”

​ฟางเจ๋อสีหน้าเปลี่ยนไป หากอีกฝ่ายมีปรมาจารย์ค่ายกลระดับสูงอยู่จริง การจะจัดการเขาย่อมง่ายดายดั่งพลิกฝ่ามือ

​หยางเหลียนที่ซ่อนตัวอยู่แอบหัวเราะ “จัดหนักให้เขาสักหน่อย ให้เขารู้จักจดจำเสียบ้าง”

​“เข้าใจแล้ว!” หยางซางยิ้มรับ พลางเปลี่ยนท่ามุทรา แสงสว่างจากหยกวิญญาณในมือไหลเวียน มหาค่ายกลพลันเกิดความเปลี่ยนแปลง

​ฟางเจ๋อพลันพบว่าซุ้มทางเดินแปรเปลี่ยนเป็นทะเลทรายเวิ้งว้าง ต้นอ่อนสีเขียวผุดขึ้นจากพื้นดิน เพียงพริบตาก็เติบโตอย่างบ้าคลั่งราวกับหนวดปลาหมึก

​ไม่กี่อึดใจต่อมา ทั่วทั้งทะเลทรายก็เต็มไปด้วยเถาวัลย์สีเขียว เถาขนาดใหญ่พุ่งเข้าหาฟางเจ๋อจนมิอาจหลบเลี่ยง

​“เพียะ! เพียะ!” เถาวัลย์หนาหนักฟาดลงบนร่าง ทิ้งรอยแผลสีเลือดที่ชวนให้สยดสยองไว้หลายแห่ง

​“ท่านปรมาจารย์! โปรดอภัยให้ผู้เยาว์ด้วย! วันนี้ข้าตั้งใจมามอบของขวัญ!” ฟางเจ๋อเห็นอานุภาพของมหาค่ายกลของจริงก็ขวัญหนีดีฝ่อ เขาทรุดเข่าลงข้างหนึ่งทันทีโดยไม่คิดต่อต้าน

​ภาพมายาเช่นนี้ มีเพียงผู้ที่มีจิตใจแน่วแน่มั่นคงอย่างยิ่ง หรือผู้ที่ล่วงรู้ความลับของค่ายกลเท่านั้นจึงจะทำลายได้ หากเขาไม่ร้องขอความเมตตา เกรงว่าจะต้องทิ้งชีวิตไว้ที่นี่

​“เหอะ!”

​สุ้มเสียงหนึ่งดังขึ้นจากกลางอากาศ เป็นน้ำเสียงที่เปี่ยมด้วยความน่าเกรงขามและผ่านโลกมาอย่างโชกโชน แสดงออกถึงความไม่พอใจเพียงเล็กน้อย

​ฟางเจ๋อสะดุ้งสุดตัว กลิ่นอายที่แฝงมากับเสียงนี้เป็นของผู้ที่อยู่ในตำแหน่งสูงศักดิ์มานาน เหนือกว่าปรมจารย์หลวนไม่รู้กี่เท่าตัว ย่อมมิใช่สิ่งที่เสแสร้งแกล้งทำได้

​เขามิกล้าทำให้ปรมาจารย์ค่ายกลโกรธเคือง ยามนี้เขารู้สึกเสียใจจนแทบกระอักเลือด หากรู้ว่ามีปรมาจารย์ค่ายกลระดับสูงอยู่ในตระกูลหยางจริงๆ เขาคงเตรียมสัมมาคารวะมาอย่างดีก่อนจะก้าวเท้าเข้ามา

​“ท่านปรมาจารย์ นี่คือสินน้ำใจเล็กน้อยที่ตระกูลฟางขอมอบให้ ดาบสันหนาระดับลึกลับขั้นกลาง โปรดเห็นแก่ศัสตราวุธชิ้นนี้ ช่วยเหลือตระกูลฟางของข้าด้วยเถิด”

​ระหว่างฟ้าดินพลันเงียบสงัด

​ท่ามกลางการรอคอย ฟางเจ๋อเหงื่อไหลโซมกาย เกรงว่าปรมาจารย์ลึกลับผู้นั้นจะบันดาลโทสะหรือไม่พอใจตน

​ครู่ใหญ่ต่อมา เสียงที่ดูผ่านโลกมามากก็ดังขึ้นอีกครั้ง “เอาเถิด ข้ารู้ความแล้ว ยามนี้ไสหัวไปเสีย!”

​“ขอบพระคุณท่านปรมาจารย์ ขอบพระคุณท่านปรมาจารย์!” ฟางเจ๋อระบายลมหายใจยาว งานที่ตระกูลมอบหมายมาถือว่าลุล่วงแล้ว เขารีบวางดาบสันหนาลงบนพื้นแล้วหมุนตัววิ่งหนีไปทันที

​คราวนี้ เพียงไม่กี่ก้าวเขาก็วิ่งพ้นประตูใหญ่ตระกูลหยาง ฟางเจ๋อหันกลับไปมองประตูที่มืดสลัวนั้นด้วยความหวาดหวั่น จนรู้สึกได้ว่าเสื้อด้านหลังเปียกโชกไปด้วยเหงื่อ

​“ฮ่าฮ่าฮ่า! พี่รอง ท่านแสดงได้เหมือนจริงยิ่งนัก! กลิ่นอายเช่นนั้น ยิ่งกว่ายอดฝีมือตัวจริงเสียอีก!”

​หยางเหลียนยิ้มรับ ในใจคิดว่าย่อมเป็นเช่นนั้น ชาติก่อนเขาถูกขนานนามว่าเทพค่ายกลสังหาร ผนวกกับวิชาดัดเสียง คำพูดคำจาย่อมแฝงไว้ด้วยอำนาจบารมีที่ไม่อาจเลียนแบบได้

​“แต่ว่า... พี่รอง ท่านจะช่วยตระกูลฟางจริงๆ หรือ?”

​หยางซางและหยางอวิ้นเหอต่างมองมายังหยางเหลียน ไม่เข้าใจว่าเหตุใดเขาจึงตกปากรับคำ

​หยางเหลียนยิ้มเย็น “ช่วยน่ะย่อมต้องช่วยอยู่แล้ว แต่ว่าข้ามีแผนการดีๆ อย่างหนึ่ง”

​“ตอนนี้ มาดูของขวัญชิ้นนี้ก่อนว่าเป็นอย่างไร”

​ดาบสันหนา หรือที่เรียกว่าดาบใหญ่บั่นเศียร รูปลักษณ์ดุดัน ยามกวัดแกว่งบังเกิดลมพายุ เมื่อผสานจุพลังวิญญาณลงไป การฟันเพียงครั้งเดียวย่อมทรงพลังมหาศาล ยากที่ผู้ใดจะต้านทานได้

​“ดาบเล่มนี้ไม่เลว ระดับลึกลับขั้นกลาง คู่ควรแก่การนำไปเสริมสร้างในตันเถียน”

​อาวุธชั้นเลิศจำเป็นต้องได้รับการเสริมสร้างในตันเถียนอย่างต่อเนื่อง เมื่อบรรลุถึงขั้นหลอมรวมเป็นหนึ่งเดียวกับมนุษย์ จึงจะเรียกได้ว่าเป็นอาวุธประจำกายที่แท้จริง

​คนทั่วไปเสริมสร้างอาวุธได้เพียงชิ้นเดียว แต่หยางเหลียนในอนาคตมีความเป็นไปได้ที่จะมีตันเถียนไม่จำกัด ย่อมสามารถเสริมสร้างอาวุธประจำกายได้พร้อมกันนับไม่ถ้วน

​“อาวุธดีแท้! ของวิเศษเช่นนี้เจ้ารีบนำไปมอบให้ท่านอาจารย์ของเจ้าเถิด มิฉะนั้นหากผู้อื่นล่วงรู้จะนำภัยมาสู่ตัว ไม่รู้ว่าจะมีใครมาลอบทำร้ายเราเมื่อใด” หยางอวิ้นเหอมองดาบสันหนาด้วยความชื่นชม แม้แต่ก่อนที่เขาจะได้รับบาดเจ็บ ก็ไม่เคยใช้อาวุธดีถึงเพียงนี้ น่าเสียดายที่ตอนนี้เขามีอาการเจ็บป่วยเรื้อรัง หากใช้ดาบเล่มนี้คงเป็นการทำให้ของวิเศษต้องมัวหมอง

​“อืม” หยางเหลียนมิได้อธิบายสิ่งใดเพิ่มเติม เขาเก็บดาบสันหนาเข้าไปเสริมสร้างไว้ในตันเถียนหนึ่งในหลายๆ จุดของตน

​เมื่อมีดาบเล่มนี้ แผนการในอนาคตย่อมดำเนินการได้ง่ายขึ้น

​ตามเหตุการณ์ในชาติก่อน ช่วงเวลานี้นี่เองที่บรรดาตระกูลแซ่เล็กๆ จะทนการกดขี่จากตระกูลใหญ่ไม่ไหว จนแอบสุมหัวกันก่อตั้งพันธมิตรตระกูลเล็กขึ้นเพื่อหวังต่อกรกับตระกูลใหญ่เหล่านั้น น่าเสียดายที่ภายหลังถูกตระกูลใหญ่จับได้ การต่อสู้จึงถูกยกขึ้นมาไว้บนดิน

​เมื่อถึงเวลานั้น ย่อมต้องใช้ดาบจริงหอกจริงเข้าประหัตประหารกัน เมื่อมีดาบเล่มนี้ หยางเหลียนย่อมมีความมั่นใจมากขึ้น

​“พี่รอง” หยางซางขยับเข้ามาใกล้พลางกระซิบถาม “แผนการดีๆ ที่ท่านว่าจะช่วยตระกูลฟางคืออะไรกันแน่?”

​หยางเหลียนหรี่ตาลง

​ตระกูลฟางสามารถสร้างอำนาจขึ้นมาได้ในช่วงหลายปีนี้ ล้วนเกี่ยวข้องกับชีพจรปฐพีที่สถิตอยู่ใต้คฤหาสน์ตระกูลฟางอย่างแยกไม่ออก

​ชีพจรปฐพี หากจะกล่าวให้ถึงที่สุด ก็คือรูปแบบค่ายกลรวมวิญญาณที่เกิดขึ้นเองตามธรรมชาติ ตระกูลฟางกลายเป็นตระกูลใหญ่ระดับแนวหน้าได้ ก็เพราะได้รับอานิสงส์จากชีพจรปฐพีนี้ไม่น้อย

​และเป้าหมายของหยางเหลียน ก็คือชีพจรปฐพีนี้นี่เอง!

​เขาจะทำให้ชีพจรปฐพีที่ควรจะใช้ได้อีกสามสิบปีเหือดแห้งไปภายในครึ่งปี! และพลังวิญญาณมหาศาลที่ถูกกระตุ้นออกมาอย่างรวดเร็วราวกับการฆ่าไก่เอาไข่ทองคำนี้ ตระกูลฟางก็มิอาจดูดซับได้ทั้งหมด ผลประโยชน์จะลดทอนลงไปอย่างมาก!

​พลังวิญญาณที่ถูกกระตุ้นออกมาจะไหลผ่านช่องโหว่ที่หยางเหลียนวางไว้ เข้าสู่ตระกูลหยางเป็นส่วนใหญ่ ส่วนตระกูลฟางจะได้รับผลประโยชน์จริงไม่ถึงหนึ่งในร้อยส่วน!

​การทำลายผู้อื่นเพื่อผลประโยชน์ของตนเองอย่างลึกซึ้งเช่นนี้ คือจุดประสงค์ที่แท้จริงของหยางเหลียน!

จบบทที่ ตอนที่ 6 ช่วยเหลือศัตรู

คัดลอกลิงก์แล้ว