เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

ตอนที่ 1-5 คนบ้ากลับชาติมาเกิด

ตอนที่ 1-5 คนบ้ากลับชาติมาเกิด

ตอนที่ 1-5 คนบ้ากลับชาติมาเกิด


ตอนที่ 1 คนบ้ากลับชาติมาเกิด

​ภายในห้องนอนที่ทรุดโทรมและซอมซ่อ ​หยางเหลียนเด็กหนุ่มผู้มีสีหน้าซีดเซียวราวกับคนขาดสารอาหารพลันลืมตาโพล่งขึ้นมา เขาพลิกตัวลุกขึ้นยืนด้วยความระแวดระวัง

​“ศัตรูเล่า?”

​เขากวาดสายตามองไปรอบกาย สิ่งที่ปรากฏแก่สายตาคือบ้านไม้หลังเล็กในวัยเยาว์ แม้จะดูแร้นแค้นยิ่งนัก ทว่ามันกลับโอบอุ้มความทรงจำของเขากว่าสิบปีเอาไว้ เป็นความทรงจำที่ขมขื่นแต่ก็แฝงไปด้วยความอบอุ่น

​แววตาของ​หยางเหลียนฉายแววสับสนอยู่ชั่วครู่ เมื่อครู่เขาเพิ่งฝันเห็นเหตุการณ์ที่ดูสมจริงยิ่งนัก ในความฝันนั้น หลังจากครอบครัวต้องย่อยยับดับสูญ เขาก็ระเหเร่ร่อนไปเพียงลำพัง จนกระทั่งได้สัมผัสกับวิถีแห่งค่ายกล จึงได้ค้นพบพรสวรรค์ของตนเอง

นับแต่นั้นเขาก็ก้าวหน้าอย่างฉุดไม่อยู่ สร้างชื่อเสียงโด่งดังไปทั่วหล้าด้วยศาสตร์ค่ายกล จนผู้คนต่างขนานนามเขาว่าจอมค่ายกลคลั่ง

​ในช่วงเวลาหลายสิบปีที่ราวกับโลกอนาคตนั้น พรสวรรค์และภูมิปัญญาในวิถีค่ายกลของ​หยางเหลียน เรียกได้ว่าบรรลุถึงขั้นสูงสุด

​ค่ายกลระดับสูงนั้นเน้นย้ำเรื่องการประสานงานของคนจำนวนมาก จึงจะสามารถสำแดงอานุภาพที่ทวีคูณขึ้นได้หลายเท่าตัว ทว่าในความฝันชาติก่อน ​หยางเหลียนมีนิสัยหยิ่งทระนง ทั้งยังมุ่งมั่นทุ่มเทจิตใจให้แก่การค้นคว้าวิจัยค่ายกลเพียงอย่างเดียว มิตรสหายจึงมีน้อยนิดยิ่งนัก

​แม้​หยางเหลียนจะเคยขับเคลื่อนมหาค่ายกลเพียงลำพังเพื่อเข่นฆ่าสังหารสำนักใหญ่จนสิ้นซาก จนถูกผู้คนที่ยังขวัญผวาขนานนามว่าเทพค่ายกลสังหาร ทว่าตัวเขาเองย่อมรู้ดีว่า หากมีหยอดฝีมือสามสิบหกคนร่วมกันขับเคลื่อน อานุภาพของมหาค่ายกลนี้จะทวีคูณขึ้นนับร้อยเท่า

​การขับเคลื่อนมหาค่ายกลด้วยตัวคนเดียว ย่อมไม่อาจเทียบเคียงกับค่ายกลที่ใช้คนจำนวนมากได้เลย

​นี่คือสิ่งที่​หยางเหลียนเสียใจที่สุดในชีวิต

​ทว่า ในการสำรวจความลับแห่งบูรพาทิศโบราณที่ต้องเผชิญกับความเป็นตายเก้าส่วนรอดเพียงส่วนเดียวครั้งนั้น ​หยางเหลียนกลับโชคดีได้รับวิชาลับไร้นามมาประการหนึ่ง ซึ่งสามารถสร้างตันเถียนอันไร้ขีดจำกัดขึ้นในร่างกาย และแปรเปลี่ยนไปได้นับหมื่นนับพันรูปแบบ

​ตันเถียนแต่ละแห่ง สามารถมองว่าเป็นตัวตนที่แยกอิสระจากกันได้ วิชาหลักนี้ช่วยให้​หยางเหลียนเพียงคนเดียว สามารถสำแดงอานุภาพของมหาค่ายกลที่ต้องใช้คนจำนวนมากออกมาได้

​หากสามารถสร้างตันเถียนขึ้นมาได้สามสิบหกแห่ง ก็จะสามารถสำแดงมหาค่ายกลสังหารที่มีอานุภาพนับร้อยเท่าออกมา

​วิชาลับที่ฝืนลิขิตสวรรค์เช่นนี้ ไม่เพียงแต่​หยางเหลียนจะถือเป็นสมบัติล้ำค่า แม้แต่ยอดฝีมือจากทั่วทุกสารทิศที่ตาโตด้วยความโลภต่างก็จ้องจะครอบครอง หลังจากผ่านการต่อสู้และหลบหนีมาหลายต่อหลายครั้ง สุดท้ายเขาก็ไม่อาจต้านทานคนจำนวนมากได้ ​หยางเหลียนจึงตัดสินใจใช้มหาค่ายกลระเบิดเพลิงโดยแลกด้วยชีวิตของตนเอง

​เดิมทีคิดว่าชีวิตต้องดับสูญไปแล้ว นึกไม่ถึงว่าจะได้ย้อนกลับมาสู่เยาว์วัยอีกครั้ง

​เขาหลับตาลง ค่อยๆ หวนนึกถึงเรื่องราวอยู่ครู่หนึ่ง รอยยิ้มที่มุมปากของเด็กหนุ่ม​หยางเหลียนก็กว้างขึ้นเรื่อยๆ จนกระทั่งระเบิดเสียงหัวเราะออกมาในที่สุด

​เมื่อมีความรู้เหล่านี้ เขาก็มีคุณสมบัติพอที่จะสั่นคลอนโลกใบนี้ได้แล้ว

​“เอี๊ยด!” เขาผลักประตูไม้ที่มีรูโหว่อยู่หลายแห่งออกไป ​หยางเหลียนเดินมาหยุดอยู่ที่หน้าประตูบ้านไม้หลังเล็ก

​บ้านไม้ของเขาสร้างอยู่บนต้นไม้โบราณที่สูงเสียดฟ้า เมื่อมองลงไปเบื้องล่าง ตระกูลหยางที่แสนทรุดโทรมทั้งตระกูลก็ปรากฏแก่สายตา

​เพียงชั่วพริบตา ขอบตาของ​หยางเหลียนก็เริ่มรื้นไปด้วยหยาดน้ำตา

​“ตระกูลหยางยังอยู่ ท่านพ่อท่านแม่ พี่สาวน้องชาย ทุกคนยังอยู่!” หัวใจของ​หยางเหลียนพลันรู้สึกปลอดโปร่งขึ้นมาก

เหตุใดในชาติก่อนเขาจึงกลายเป็นคนหยิ่งทระนงและเย็นชา? มันย่อมมีความสัมพันธ์อย่างมากกับการที่ครอบครัวต้องพินาศย่อยยับในช่วงต้นของชีวิต

​เมื่อได้รับชีวิตใหม่มาอีกครั้ง ด้วยความรู้อันไพศาลในสมอง ​หยางเหลียนมั่นใจว่าเขาสามารถแก้ไขประวัติศาสตร์ได้

​“การจัดวางภายในเรือนใหญ่แห่งนี้ไม่มีรูปแบบค่ายกลเลยแม้แต่น้อย หากปรับเปลี่ยนสักเล็กน้อย ก็จะสามารถบรรเทากระแสความเสื่อมถอยของตระกูลหยางลงได้”

​ระดับของจอมค่ายกลคลั่งในชาติก่อนนั้นบรรลุถึงขั้นคืนสู่สามัญ เพียงแค่ปรับเปลี่ยนตำแหน่งการวางสิ่งของเพียงเล็กน้อย ก็สามารถสร้างรูปแบบค่ายกลอย่างง่ายขึ้นมาได้

​หลังจากลงมาจากบ้านไม้ ​หยางเหลียนขยับแท่นไม้สองสามอันไปไว้ในตำแหน่งใหม่ พลันรู้สึกว่ารูปแบบรอบกายเปลี่ยนไป กระแสพลังวิญญาณสายเล็กๆ เริ่มหลั่งไหลมารวมกันที่นี่

​“ตรงนั้นพลังวิญญาณที่จุดหัวใจค่ายกลรั่วไหล จำเป็นต้องมีของชิ้นใหญ่หน่อยมาสะกดไว้” ​หยางเหลียนมองไปซ้ายทีขวาที แต่ก็ยังไม่พบสิ่งของที่ถูกใจ

​เขาเดินไปพลางหาไปพลาง เมื่อเลี้ยวผ่านมุมกำแพงมา ก็พบกับเด็กหนุ่มในชุดป่านที่มีอายุน้อยกว่าตนไม่กี่ปี กำลังกัดฟันพยายามยกลูกตุ้มหินบนพื้นขึ้นมาอย่างสุดกำลัง ใบหน้าของเขาแดงซ่านอย่างผิดปกติ และมีเหงื่อเย็นไหลโซมกาย

​“ท่านพี่?” เด็กหนุ่มขี้โรคเห็น​หยางเหลียนก็ตกใจจนตัวโยน รีบวางลูกตุ้มหินลงทันที พลางละล่ำละลักด้วยความหวาดกลัวเพื่อยอมรับโทษ “ท่านพี่ ข้าผิดไปแล้ว ข้าไม่กล้าใช้ลูกตุ้มหินของท่านพี่อีกแล้ว อย่าด่าข้าเลยนะ...”

​เมื่อ​หยางเหลียนเห็นน้องชายที่ใบหน้าแดงซ่านด้วยความเจ็บป่วย ในใจก็พลันบังเกิดความรู้สึกผิดสายหนึ่ง

​หยางซางผู้เป็นน้องชายมีร่างกายอ่อนแอมาแต่กำเนิด เพียงแค่พูดไม่กี่คำก็ไอไม่หยุดราวกับคนใกล้ตาย ในโลกที่เน้นความแข็งแกร่งเป็นใหญ่นี้ เขาก็ปรารถนาที่จะแข็งแกร่งขึ้น และหวังจะหลุดพ้นจากร่างกายที่เจ็บป่วยนี้เช่นกัน

​ในชาติก่อน ​หยางเหลียนมักจะดุด่าว่าน้องชายนั้นไร้ประโยชน์อยู่เสมอ ทั้งยังไม่ยอมให้เขาแตะต้องอุปกรณ์ฝึกกายเหล่านี้ ยิ่งไปกว่านั้น ทุกครั้งที่เห็นหยางซางแอบฝึกซ้อม ​หยางเหลียนจะเข้าไปแย่งชิงมาและสั่งห้ามไม่ให้หยางซางฝึกอีก ดังนั้นทุกครั้งที่น้องชายแอบฝึก จึงมักจะหลบซ่อนจาก​หยางเหลียนเสมอ

​ทว่าในเหตุการณ์ใหญ่ที่ประทุขึ้นในอีกหนึ่งปีให้หลัง หยางซางกลับใช้ร่างกายที่อ่อนแอนั้นเข้ามารับการโจมตีที่หมายเอาชีวิตแทน​หยางเหลียน ​หยางเหลียนไม่มีวันลืมรอยยิ้มที่เปี่ยมไปด้วยความสุขก่อนตายของน้องชายได้เลย “ท่านพี่ ข้าก็พอจะมีประโยชน์อยู่บ้างใช่ไหม?”

​ท่ามกลางความหวาดกลัว พายุฝนที่หยางซางคาดการณ์ไว้กลับไม่มาถึง ทว่ากลับมีฝ่ามืออันอบอุ่นตบลงที่บ่าของเขาเบาๆ

​“น้องพี่ เมื่อก่อนเป็นพี่ที่ทำไม่ถูก การออกกำลังกายนั้นมีประโยชน์ ร่างกายที่อ่อนแอมาแต่กำเนิดของเจ้านี้ พี่จะหาทางรักษาให้หายเอง” ในคำพูดนั้น ​หยางเหลียนแฝงไปด้วยความเชื่อมั่นอย่างหาที่เปรียบมิได้

​ด้วยประสบการณ์จากชาติก่อน ​หยางเหลียนย่อมรู้ดีว่าร่างกายที่เจ็บป่วยมาแต่กำเนิดของน้องชายนั้นใช่ว่าจะไม่มีความหวัง เพียงแต่ค่าตอบแทนในการรักษานั้นค่อนข้างสูงไปสักหน่อยเท่านั้นเอง

​“ท่านพี่ ท่านพูดจริงเหรอ?” หยางซางมีสีหน้าเต็มไปด้วยความคาดหวังที่ตื่นเต้น “ฮิฮิ... แค่กแค่ก ต่อไปท่านจะอนุญาตให้ข้าฝึกแล้วเหรอ?” หยางซางตื่นเต้นจนควบคุมตัวเองไม่ได้ ใบหน้าที่ซีดเซียวพลันปรากฏสีแดงซ่านขึ้นมา

​“อืม” ​หยางเหลียนพยักหน้า พลางชี้ไปที่หินก้อนใหญ่ที่วางอยู่ข้างๆ แล้วกล่าวว่า “พี่จะขอดูพละกำลังของเจ้าในตอนนี้เสียหน่อย มาช่วยพี่ยกหินยักษ์ก้อนนี้ไปไว้ตรงโน้นที”

​หินยักษ์ก้อนนี้ พอดีที่จะนำมาใช้สะกดหัวใจค่ายกลได้พอดี

​“ตกลง!” หยางซางไม่เคยรู้สึกว่าตนเองเป็นที่ต้องการของคนอื่นเช่นนี้มาก่อน คนขี้โรคอย่างเขา ก็มีเวลาที่มีประโยชน์เหมือนกันสินะ!

​ในวัยนี้ แม้แต่เทพค่ายกลสังหารอย่าง​หยางเหลียนในอนาคต ร่างกายก็ยังถือว่าธรรมดายิ่งนัก ทั้งสองคนต้องใช้พละกำลังทั้งหมดที่มี จึงจะค่อยๆ เคลื่อนย้ายหินยักษ์มายังตำแหน่งหัวใจค่ายกลได้

​ทันทีที่วางหินยักษ์ลง พลังวิญญาณโดยรอบก็เข้มข้นขึ้นมาทันที

​“น้องพี่ ต่อไปเจ้าจงฝึกฝนอยู่ที่ตำแหน่งนี้” มุมปากของ​หยางเหลียนยกยิ้มขึ้น ในใจแอบรำพึงว่า การเปลี่ยนแปลงโชคชะตาของตระกูลหยาง จะเริ่มต้นขึ้นจากก้าวนี้แหละ

​“ท่านพี่ ความรู้สึกที่นี่ดีจริงๆ” หยางซางดีใจราวกับเด็กๆ เขาเดินไปมาไม่หยุดพลางพึมพำว่า “แต่ตรงนี้ความรู้สึกธรรมดามาก”

​หลังจากเดินวนไปวนมาอยู่หลายรอบ หยางซางก็สามารถระบุขอบเขตที่พลังวิญญาณเข้มข้นที่สุดได้

​​หยางเหลียนที่คอยเฝ้าสังเกตอยู่เงียบๆ ข้างกาย ในใจพลันรู้สึกตกตะลึงอยู่บ้าง

​ขอบเขตที่หยางซางระบุได้นั้น ก็คือตำแหน่งแกนกลางของค่ายกลอย่างง่ายนี้นั่นเอง!

การที่สามารถสัมผัสถึงโครงสร้างของค่ายกลได้ด้วยความรู้สึกของตนเอง แสดงว่าน้องชายอาจจะมีพรสวรรค์ในวิถีค่ายกลเช่นเดียวกับเขา

​“น้องพี่ เจ้าอยากเรียนศาสตร์ค่ายกลไหม?” ในใจของ​หยางเหลียน พลันบังเกิดความคิดเช่นนี้ขึ้นมา

​ร่างกายของหยางซางอ่อนแอ การจะรักษาให้หายคงต้องใช้เวลาอีกนาน หากเขาสามารถครอบครองความรู้เรื่องค่ายกลไว้บ้าง ก็จะสามารถมีกำลังในการปกป้องตนเองในโลกที่ปลาใหญ่กินปลาเล็กนี้ได้

​“ท่านพี่ นี่เรียกว่าศาสตร์ค่ายกลเหรอ ข้าอยากเรียน!” ดวงตาของหยางซางเป็นประกายด้วยความหวัง

​“ดี เริ่มตอนบ่ายพี่จะสอนเจ้าเอง จำไว้ว่าให้ไปหาพี่ที่บ้านไม้บนต้นไม้”

​เมื่อหยางซางได้ยิน สีหน้าก็ฉายแววประหลาดใจวูบหนึ่ง ก่อนจะกระซิบว่า “ท่านพี่... ท่านถึงกับยอมให้ข้าไปหาที่บ้านไม้บนต้นไม้ของท่านเลยเหรอ?”

​​หยางเหลียนชะงักไปครู่หนึ่ง ก่อนจะเข้าใจได้ในทันที ในชาติก่อนเขาเป็นคนเงียบขรึมและไม่ค่อยพูดจากับคนในครอบครัว ทั้งยังไม่ยอมให้ใครเข้าใกล้บ้านไม้บนต้นไม้ของเขาเลย

​“วางใจเถอะ มาได้เลย”

​​หยางเหลียนเพิ่งจะพูดจบ พลันขมวดคิ้วมุ่น

​“หืม? ความผันผวนของพลังวิญญาณสายนี้... เป็นการดึงดูดของค่ายกลอย่างนั้นหรือ?” เขาหรี่ตาลง มองไปทางทิศตะวันตก

​ในฐานะจอมค่ายกลคลั่งที่บรรลุถึงขั้นสูงสุด เขาย่อมมีความรู้สึกไวต่อความผันผวนของพลังวิญญาณเป็นอย่างยิ่ง

​หาก​หยางเหลียนจำไม่ผิด ทิศทางนั้นก็คือที่ตั้งของตระกูลฟางที่ทำให้ตระกูลหยางต้องพินาศย่อยยับ!

​ตระกูลหยางและตระกูลฟาง ต่างก็อยู่ในสังกัดสามสิบหกตระกูลแห่งเขตถ่านจวิ้น แคว้นเยี่ยนโจว เพียงแต่มาถึงรุ่นนี้ ตระกูลหยางเป็นตระกูลเล็กที่เสื่อมถอย ส่วนตระกูลฟางเป็นตระกูลใหญ่ที่เรืองอำนาจ ในช่วงไม่กี่ปีต่อจากนี้ ตระกูลฟางจะกดขี่ตระกูลหยางซ้ำแล้วซ้ำเล่า จนเป็นเหตุให้คนในครอบครัวของ​หยางเหลียนต้องตายตกไปตามๆ กัน

​เขาหลับตาลง หวนรำพึงถึงประวัติศาสตร์ช่วงนี้อย่างละเอียด มุมปากของ​หยางเหลียนพลันยกยิ้มขึ้นเล็กน้อย

​“เหอะ! ก็แค่ผู้สืบทอดสองคนของเขตถ่านจวิ้นแย่งชิงตำแหน่งเจ้าเมือง เพื่อจะควบคุมขุมกำลังใหญ่ๆ ในเขต จึงได้สั่งให้ตระกูลใหญ่ในบรรดาสามสิบหกตระกูลเข้าควบรวมตระกูลเล็ก ตระกูลฟางนี้มีความแค้นฝังลึกกับตระกูลหยางของข้า จึงได้ฉวยโอกาสนี้แก้แค้น”

​ด้วยสายตาของ​หยางเหลียนในตอนนี้ อย่าว่าแต่ตระกูลฟางเลย แม้แต่เจ้าเมืองเขตถ่านจวิ้น เขาก็ยังไม่เห็นอยู่ในสายตาแม้แต่น้อย

​“ให้ข้าดูหน่อยสิว่า พวกเจ้ากำลังเล่นเล่ห์กลอะไรกันอยู่”

​​หยางเหลียนพาหยางซางมาที่ปากถนน เห็นผู้คนยืนล้อมรอบคฤหาสน์หลังใหญ่แห่งหนึ่งอยู่ห่างๆ พลางวิพากษ์วิจารณ์กันเสียงเบา

​“ได้ยินว่าตระกูลฟางเชิญท่านอาจารย์หลวนมาวางค่ายกล สมกับที่เป็นตระกูลใหญ่จริงๆ ช่างมั่งคั่งร่ำรวยเหลือเกิน!”

​“นั่นสิ มีปรมาจารย์ค่ายกลมาวางค่ายกลเพื่อรวบรวมพลังวิญญาณแห่งฟ้าดิน ต่อไปตระกูลฟางคงจะเจริญรุ่งเรืองยิ่งๆ ขึ้นไปแน่”

​ผู้คนต่างแสดงสีหน้าอิจฉา การที่สามารถเชิญปรมาจารย์ค่ายกลมาวางค่ายกลได้นั้น ตระกูลฟางย่อมต้องรุ่งโรจน์โชติช่วงเป็นแน่

​​หยางเหลียนที่ยืนอยู่ในฝูงชน เมื่อสัมผัสได้ถึงความผันผวนของพลังวิญญาณสายนี้ เขาก็พลันบังเกิดโทสะขึ้นมาทันที “ถึงกับบังคับรวบรวมพลังวิญญาณ อาจารย์หลวนผู้นี้ช่างสารเลวเสียจริง! รูปแบบค่ายกลนี้ ชัดเจนว่าเป็นการปล้นชิงโชคลาภของตระกูลเล็กๆ โดยรอบ เพื่อมาส่งเสริมตระกูลฟางเพียงตระกูลเดียว!”

​“มิน่าเล่า!” ​หยางเหลียนขบเขี้ยวเคี้ยวฟันด้วยความแค้น “มิน่าเล่าในชาติก่อนตระกูลหยางของข้าถึงได้เสื่อมถอยลงอย่างรวดเร็ว ที่แท้ก็ถูกค่ายกลของเจ้าอาจารย์หลวนนี่สูบโชคลาภไปจนสิ้น!”

​เขาขบกะทิ พลันมีประกายแสงวาบขึ้นในดวงตา ความคิดหนึ่งผุดขึ้นในสมอง เขาหัวเราะหึๆ ออกมา “ในเมื่อเป็นเช่นนี้ ข้าจะบังคับให้สิ่งที่เจ้าสูบไป ต้องพ่นกลับคืนมาให้หมด!”

​“ไป พวกเรากลับ!”

บทที่ 2 เบียดเบียนผู้อื่นเพื่อประโยชน์ตน

​ภายในบ้านเก่าซอมซ่อของตระกูลหยาง หยางซางผู้เป็นน้องชายจ้องมองกำแพงโบราณตรงหน้าด้วยสีหน้าลำบากใจ

​“พี่รอง ท่านแน่ใจหรือว่าจะพังกำแพงนี้ทิ้ง?”

​หยางซางมีท่าทีประหม่ากระสับกระส่าย ในใจนึกสงสัยว่าเหตุใดพี่รองของตนจึงคิดจะรื้อกำแพงบ้านตัวเองเสียอย่างนั้น

​“พังมันซะ! เจ้ากับข้าช่วยกันออกแรง!” น้ำเสียงของหยางเหลียนราบเรียบทว่าแฝงอำนาจจนมิอาจปฏิเสธ หยางซางจึงจำต้องทำตามอย่างเสียมิได้

​คนทั้งสองออกแรงผลักพร้อมกัน กำแพงเก่าคร่ำคร่าพลันถล่มลงเสียงดังสนั่นหวั่นไหว

​“หึ กระบวนท่านี้ข้าเรียกว่าดวงดาวเคลื่อนย้าย เบียดเบียนผู้อื่นเพื่อประโยชน์ตน” หยางเหลียนยืนอยู่ตรงช่องว่างของกำแพงที่ทลายลง สัมผัสได้ถึงพลังวิญญาณอันเชี่ยวกรากที่พุ่งเข้าหาตัว เขาแค่นยิ้มเย็นชาในใจ

​ในเมื่อตระกูลฟางของเจ้าไร้ความชอบธรรม คิดจะรวบรวมพลังวิญญาณโดยรอบไว้เพียงผู้เดียว เช่นนั้นข้าก็จะทำลายช่องโหว่บนมหาค่ายกลที่เจ้าอุตส่าห์สร้างขึ้นมาอย่างยากลำบากนี้เสีย เพื่อชักนำพลังวิญญาณส่วนใหญ่ที่เจ้าดึงดูดมาให้ไหลมายังตระกูลหยางของข้าแทน!

​ปรมาจารย์หลวนผู้นั้นเป็นเพียงปรมาจารย์ค่ายกลระดับหนึ่ง แม้ในสายตาคนธรรมดาจะดูสูงส่งราวกับผู้วิเศษที่ทำได้ทุกสิ่ง ทว่าในสายตาของหยางเหลียน ปรมาจารย์หลวนก็เป็นเพียงตัวตลกที่เพิ่งจะก้าวเข้าสู่ธรณีประตูแห่งค่ายกลเท่านั้น

​ทางด้านตระกูลฟาง ปรมาจารย์หลวนที่กำลังร่ายค่ายกลอยู่พลันสีหน้าเปลี่ยนไปกะทันหัน เขาสัมผัสได้ว่าค่ายกลที่ตนวางไว้นั้นเกิดความผิดปกติบางอย่างขึ้น

​เม็ดเหงื่อผุดซึมเต็มหน้าผาก เขาตรวจตราค่ายกลที่ตนวางไว้อย่างละเอียดถี่ถ้วนทุกระเบียดนิ้ว ทว่ากลับไม่พบข้อผิดพลาดแม้แต่น้อย

​“ไม่น่าจะเป็นไปได้!” เรื่องนี้เกี่ยวพันถึงชื่อเสียงอันโด่งดัง ปรมาจารย์หลวนกระวนกระวายจนหนวดเคราทรงเคราแพะสั่นระริก

​คนตระกูลฟางที่ยืนมุงดูอยู่รอบข้างต่างก็สังเกตเห็นความผิดปกติของปรมาจารย์หลวน จึงเริ่มแสดงสีหน้าเคลือบแคลงสงสัยออกมา

​“ไม่มีเหตุผลเลย! หรือว่า... จะมีผู้เยี่ยมยุทธ์มาทำลายค่ายกล? ค่ายกลรวบรวมพลังวิญญาณของข้าไปขัดใจยอดฝีมือท่านใดเข้าอย่างนั้นหรือ?” หัวใจของปรมาจารย์หลวนกระตุกวูบ สีหน้าเปลี่ยนเป็นซีดเผือด ร่างกายที่เคยเหยียดตรงพลันค่อมลงด้วยความหวาดกลัว

​อาชีพปรมาจารย์ค่ายกลนั้นมีการแบ่งลำดับชั้นอย่างเข้มงวด ปรมาจารย์ค่ายกลระดับสูงหมายถึงอำนาจและสถานะอันสูงสุด มีสิทธิ์ขาดในการชี้เป็นชี้ตายผู้ใดก็ได้!

​“แย่แล้ว แย่แน่ๆ!” ปรมาจารย์หลวนหวาดกลัวจนรีบประสานมือคารวะไปทั่วทั้งสี่ทิศ กล่าวด้วยน้ำเสียงสั่นพร่าว่า “ผู้น้อยหลวนอวิ๋นเทียนในวันนี้มิได้มีใจคิดล่วงเกินท่านยอดฝีมือ ขอท่านยอดฝีมือโปรดเมตตาละเว้นข้าสักครั้งเถิด”

​เวลาผ่านไปครู่หนึ่ง ปรมาจารย์หลวนรู้สึกได้ว่าพลังวิญญาณในค่ายกลยังคงรั่วไหลออกไปไม่หยุดหย่อน มิได้ลดน้อยถอยลงเลยแม้แต่นิดเดียว ในใจพลันรู้สึกขมขื่นยิ่งนัก

​เขาตระหนักได้ว่า ตนเองคงมิอาจได้รับการอภัยจากยอดฝีมือท่านนั้นเสียแล้ว เขาจึงก้มศีรษะคำนับให้แก่ความว่างเปล่าอย่างนอบน้อม ก่อนจะหันไปตวาดใส่ผู้นำตระกูลฟางว่า “เรื่องของตระกูลฟาง ข้าจะไม่สอดมือเข้าไปยุ่งอีกต่อไปแล้ว พวกเจ้าดูแลตัวเองกันเอาเองเถิด!” กล่าวจบเขาก็รีบวิ่งหนีจากไปอย่างอับอายและลนลาน

​...

​ฝ่ายหยางเหลียนที่กำลังกระหยิ่มยิ้มย่อง พลันได้ยินเสียงใสราวกับนกน้อยดังมาจากด้านหลัง “น้องรอง น้องสาม รีบถอยห่างจากกำแพงที่พังนั่นเร็วเข้า ระวังจะโดนทับเอาได้นะ”

​หยางเหลียนค่อยๆ หันกลับไปมองหญิงสาวที่แก่กว่าเขาเพียงปีเดียว แววตาของเขาฉายแววอบอุ่นขึ้นมาวูบหนึ่ง

​พี่สาวหยางเสี่ยวเหวย ในชาติปางก่อนนางยอมเสียสละเพื่อครอบครัว ยอมแต่งงานกับคนในตระกูลตี๋ที่นางมิได้รักใคร่ชอบพอกัน ใครจะรู้ว่าแท้จริงแล้วตระกูลตี๋ลอบคบคิดกับตระกูลฟางเป็นพวกเดียวกัน พี่สาวหยางเสี่ยวเหวยแต่งเข้าตระกูลตี๋ก็เปรียบเสมือนแกะที่เดินเข้าปากเสือ สุดท้ายจึงต้องตรอมใจตายอย่างน่าสลด

​“เฮ้อ!” หยางเหลียนถอนหายใจยาวในอก ชาติที่แล้วคนในครอบครัวต่างมีจุดจบที่อนาถยิ่งนัก ชาตินี้ไม่ว่าอย่างไรเขาจะไม่มีวันยอมให้โศกนาฏกรรมเหล่านั้นเกิดขึ้นซ้ำสองเด็ดขาด

​หยางซางเป็นคนขี้อายและซื่อตรง เมื่อเห็นพี่สาวคนโตปรากฏตัวก็หน้าแดงระเรื่อ สารภาพออกมาเองโดยมิได้ถูกซักถาม “พี่ใหญ่... กำแพงนี้ พวกเราเป็นคนพังมันเองขอรับ”

​หยางเสี่ยวเหวยยิ้มพราย “อย่ามาล้อเล่นหน่อยเลย ต่อให้กำแพงนี้จะเก่าผุพังเพียงใด ลำพังแรงของพวกเจ้าสองคนจะพังมันลงได้อย่างไร?” นางกล่าวพลางมองหยางเหลียนด้วยรอยยิ้ม ทว่าในใจกลับรู้สึกสังหรณ์ใจแปลกๆ

​เหตุใดน้องชายคนนี้ วันนี้ดูเปลี่ยนไปเป็นคนละคน ปกติเขามักจะนิ่งเงียบไม่ค่อยพูดจา และชอบขังตัวอยู่แต่ในบ้านต้นไม้ ทว่ายามนี้เขากลับยิ้มแย้มสดใส ทั้งร่างกายยังแผ่ซ่านไปด้วยความมั่นใจอันเปี่ยมล้น

​“พี่ใหญ่ ท่านลองมายืนตรงนี้ดู” หยางเหลียนไม่รอช้า ดึงตัวหยางเสี่ยวเหวยมาหยุดยืนตรงช่องว่างของกำแพง

​ตรงจุดนี้คือเส้นทางผ่านของพลังวิญญาณที่เข้มข้นที่สุด

​เพียงแค่ยืนนิ่งๆ ครู่เดียว ใบหน้าที่เคยขาวซีดจนออกเหลืองเพราะขาดสารอาหารของหยางเสี่ยวเหวยก็เริ่มมีเลือดฝาด ดูสดชื่นแจ่มใสขึ้นมาถนัดตา

​“เอ๊ะ?” หยางเสี่ยวเหวยร้องอุทานออกมา แม้นางจะมีพรสวรรค์เพียงดั้งเดิม ทว่านางก็สัมผัสได้ถึงกระแสความอบอุ่นที่ทำให้ทั่วทั้งร่างรู้สึกเบาสบายอย่างประหลาด

​“นี่คือเหตุผลที่ข้าพังกำแพงทิ้งขอรับ กลับเข้าบ้านกันเถิด มีรูปแบบค่ายกลนี้ช่วยชักนำพลังเข้าสู่ตัวบ้าน ต่อไปวาสนาของตระกูลหยางเราจะค่อยๆ ดีขึ้นเอง”

​“อ้อ” หยางเสี่ยวเหวยเดินตามหยางเหลียนกลับไปอย่างงงๆ ระหว่างทางนางคอยลอบสังเกตน้องชายคนรองเป็นระยะ ในใจรู้สึกตื่นเต้นยินดีที่ดูเหมือนว่าน้องชายคนนี้จะเปลี่ยนไปจริงๆ

​เมื่อกลับมาถึงโถงบ้าน หยางเสี่ยวเหวยก็รีบลงมือทำอาหารกลางวันอย่างคล่องแคล่ว แล้วนำมาวางบนโต๊ะพร้อมเรียกน้องชายทั้งสองมากินข้าว

​ขณะกินอาหาร หยางเสี่ยวเหวยลอบมองน้องชายคนรองไม่หยุด เมื่อเห็นหยางเหลียนพูดคุยหยอกล้อกับหยางซาง ทั้งยังแสดงความห่วงใยออกมาเป็นระยะ ในใจนางก็เปี่ยมล้นไปด้วยความสุข

​‘หากท่านพ่อกับท่านแม่กลับมาในตอนเย็น แล้วเห็นน้องรองที่ดูร่าเริงแจ่มใสขึ้นเช่นนี้ ไม่รู้ว่าจะดีใจกันเพียงใด’ หยางเสี่ยวเหวยคิดด้วยความคาดหวัง

​ก้อนข้าวขรุขระหยาบกระด้าง กับข้าวก็มีเพียงน้อยนิด ส่วนใหญ่เป็นผักป่า

​เมื่อต้องฝืนกลืนอาหารที่ยากจะลงคอเข้าไป หยางเหลียนพลันขมวดคิ้วมุ่น

​ยามนี้ตระกูลหยางกำลังเผชิญกับการกลั่นแกล้งสารพัดจากคนตระกูลฟาง พ่อแม่ของเขาจะออกไปหาเงินเลี้ยงชีพข้างนอกก็แสนยากลำบาก ในบ้านจึงจำต้องเก็บผักป่ามาประทังชีวิตไปวันๆ

​เด็กทั้งสามคนกำลังอยู่ในวัยเจริญเติบโต จะให้กินของพรรค์นี้ได้อย่างไร? ตระกูลฟางนั่นคิดจะบีบคั้นพวกเราให้ตายคามือชัดๆ!

​“ปัง!” เมื่อคิดถึงตรงนี้ด้วยความโกรธแค้น หยางเหลียนก็ตบโต๊ะดังสนั่น

​“น้องรอง เกิดอะไรขึ้น?”

​“พี่รอง ท่านเป็นอะไรหรือไม่...”

​หยางเสี่ยวเหวยและหยางซางต่างตกใจหน้าถอดสี

​“ไม่มีอะไรขอรับ ข้าทำให้พวกท่านตกใจเสียแล้ว” หยางเหลียนดึงสติกลับมา ยิ้มให้ด้วยความรู้สึกผิด ในใจลอบบอกตนเองว่าต้องรีบเลื่อนระดับพลังให้เร็วที่สุดเพื่อเปลี่ยนแปลงเรื่องราวทั้งหมดนี้

​...

​หลังมื้อกลางวัน หยางซางเดินเข้ามาในบ้านต้นไม้ของหยางเหลียนด้วยความหวังอันเต็มเปี่ยม แต่ก็ยังมีความประหม่าแฝงอยู่

​ขณะนั้นหยางเหลียนกำลังตวัดพู่กันเขียนบางอย่างลงบนกระดาษอย่างขะมักเขม้น เมื่อเห็นพี่รองตั้งสมาธิถึงเพียงนั้น หยางซางจึงไม่กล้ารบกวน ได้แต่ยืนรออยู่อย่างเงียบเชียบ

​ผ่านไปครู่ใหญ่ หยางเหลียนจึงถอนสมาธิออกมาจากความจดจ่อนั้น มุมปากยกยิ้มเล็กน้อยพลางยื่นสมุดเล่มบางในมือให้แก่หยางซาง

​“ในนี้บันทึกศาสตร์ค่ายกลเบื้องต้นเอาไว้ เจ้าจงกลับไปตั้งใจศึกษาให้ดี” หยางเหลียนยิ้มกล่าว “หากข้าคาดการณ์ไม่ผิด ภายในหนึ่งสัปดาห์ เจ้าจะได้มีโอกาสใช้ค่ายกลเพื่อจัดการศัตรูแน่”

​“ข้า... ข้าจะพยายามอย่างเต็มที่ขอรับ!” หยางซางตื่นเต้นจนหน้าแดงก่ำ ต่อไปนี้เขา หยางซาง จะไม่ยอมเป็นตัวถ่วงของใครอีกแล้ว!

​“ไปเถิด มีสิ่งใดไม่เข้าใจค่อยมาถามข้า” หยางเหลียนตบบ่าน้องชายเบาๆ ด้วยความเอ็นดู

​หลังจากหยางซางจากไป หยางเหลียนก็นั่งขัดสมาธิลง เริ่มทำการฝึกยุทธ์ของตนเอง

​ในยุคสมัยที่วุ่นวายเช่นนี้ มีเพียงความแข็งแกร่งเท่านั้นที่เป็นรากฐานของการดำรงอยู่ หยางเหลียนผู้มีประสบการณ์จากชาติที่แล้วย่อมเข้าใจสัจธรรมข้อนี้ดียิ่งกว่าใคร

​“ระดับพลังในตอนนี้ช่างอ่อนแอนัก แม้แต่ระดับย่อยแรกก็ยังไม่ทะลวงผ่าน”

​ในชาติก่อน หยางเหลียนผ่านพ้นระดับใหญ่ทั้งสองคือระดับทงชี่และระดับแดนชีพจรลับแปดชั้นฟ้ามาแล้ว จนก้าวเข้าสู่ระดับที่สามคือระดับฝืนลิขิตเปลี่ยนชะตา ส่วนในวิถีค่ายกล เขาก็เข้าถึงขั้นปรมาจารย์ค่ายกลผู้ยิ่งใหญ่

​ในระดับใหญ่แรกคือระดับชักนำลมปราณ ยังแบ่งย่อยออกเป็นห้าระดับคือ เสริมสร้างภายใน, กระแสปราณ, น้ำพุแห่งปราณ, ทะเลปราณ และทะลวงทะเลปราณ

​ยามนี้หยางเหลียนอยู่ที่ขั้นเริ่มต้นที่สุด คือระดับเน่ยจ้วง มุ่งเน้นไปที่การขัดเกลาร่างกายและอวัยวะภายในให้แข็งแกร่ง เพื่อสื่อสารกับตันเถียนในความว่างเปล่าของร่างกาย

​หยางเหลียนชักนำพลังวิญญาณรอบกายให้ไหลเวียนไปตามเส้นชีพจรในร่างกายอย่างชำนาญ ด้วยประสบการณ์การฝึกฝนที่มีอยู่ การเริ่มต้นใหม่อีกครั้งจึงเป็นเรื่องที่ง่ายดายยิ่ง

​เมื่อชักนำพลังวิญญาณหมุนเวียนครบหนึ่งรอบใหญ่ หยางเหลียนก็ใช้จิตสำนึกเรียกเคล็ดลับวิชาไร้นามออกมาจากห้วงความคิด

นี่ต่างหากคือสิ่งที่เขาให้ความสำคัญอย่างแท้จริง

​เคล็ดลับวิชาไร้นามนี้ สามารถแบ่งแยกตันเถียนออกมาได้อย่างไร้ขีดจำกัด โดยที่แต่ละตันเถียนจะเปรียบเสมือนตัวตนอิสระ เมื่อวิชานี้ผสานเข้ากับศาสตร์ค่ายกลที่สร้างชื่อให้แก่เขา จะทำให้หยางเหลียนเพียงคนเดียวสามารถสำแดงอานุภาพได้ทัดเทียมกับคนนับสิบนับร้อย

​ด้วยวิชาลับนี้ หยางเหลียนสามารถเอาชนะผู้ที่อยู่ระดับสูงกว่าได้อย่างง่ายดาย ความสำเร็จในอนาคตของเขานั้นยากจะจินตนาการได้ถึง!

​เมื่อคิดได้เช่นนั้น หยางเหลียนก็เริ่มตื่นเต้นขึ้นมา “มาดูกันซิว่า วิชาลับไร้นามนี้จะสร้างปาฏิหาริย์ให้ข้าได้มากเพียงใด!”

ตอนที่ 3 มังกรเสือร่วมสังหาร

​ภายในบ้านต้นไม้ หยางเหลียนใช้เวลาบำเพ็ญเพียรเพียงสามลมหายใจ ก็สามารถสื่อสารกับพลังวิญญาณภายนอกร่างกายผ่านทางตันเถียนว่างเปล่าได้สำเร็จ

​พลังวิญญาณสีขาวสายหนึ่งโคจรไปตามเส้นชีพจรจนครบหนึ่งรอบ ในที่สุดก็ควบแน่นอยู่ภายในตันเถียน และใช้สิ่งนี้เป็นดั่งเมล็ดพันธุ์ เริ่มดูดซับรวบรวมพลังวิญญาณให้มากยิ่งขึ้น

​“ทะลวงเข้าสู่ขอบเขตย่อยที่สอง ระดับกระแสปราณแล้ว” หยางเหลียนเผยยิ้มบางๆ

​เขายังจำได้ลางๆ ว่าเมื่อชาติภพก่อน จากระดับเสริมสร้างภายในสู่ระดับกระแสปราณ เขาต้องใช้เวลาฟูมฟักนานถึงครึ่งปี แต่ในครั้งนี้ กลับใช้เวลาเพียงสามลมหายใจเท่านั้น!

​นี่คือข้อดีของประสบการณ์ ซึ่งช่วยให้หยางเหลียนข้ามขั้นตอนการคลำหาทางอันยาวนาน ตรงเข้าสู่เป้าหมายโดยไม่ต้องเดินอ้อม

​สำหรับขอบเขตย่อยต่อๆ ไปอย่าง น้ำพุแห่งปราณ ทะเลปราณ และทะลวงทะเลปราณ ล้วนเป็นการสะสมพลังวิญญาณในตันเถียนอย่างต่อเนื่อง เพื่อบุกเบิกพื้นที่จัดเก็บภายในตันเถียนให้กว้างขวางขึ้น เรื่องนี้ไม่มีทางลัด ทำได้เพียงค่อยๆ สะสมพูนเพิ่มไปทีละน้อย

​“ยามนี้บรรลุระดับกระแสปราณแล้ว ในที่สุดก็เริ่มฝึกฝนเคล็ดวิชาไร้นามนี้ได้เสียที”

​ในชาติภพก่อนหยางเหลียนก็เคยฝึกฝนเคล็ดวิชานี้ แต่น่าเสียดายที่เวลามีไม่มาก สุดท้ายจึงทำได้เพียงหยุดอยู่ตรงหน้าประตูแห่งความสำเร็จ

​“ชาตินี้ ข่าวคราวเรื่องเคล็ดวิชาไร้นามจะรั่วไหลออกไปไม่ได้เป็นอันขาด ข้าไม่อยากชักนำภัยพิบัติมาสู่ตัวอีกแล้ว”

​หยางเหลียนโคจรเคล็ดวิชาในห้วงสมองอย่างช้าๆ ตามวิถีที่เก่าแก่และเข้าใจยาก ครึ่งวันให้หลัง ภายในกายก็บังเกิดขุมพลังลี้ลับสายหนึ่งขึ้นมาเองโดยมิได้ตั้งใจ แล้วเข้ามารวมตัวกันอยู่ในความว่างเปล่าของร่างกาย

​พลังสายนี้ซุ่มซ่อนอยู่ในความว่างเปล่าก่อน เมื่อมันค่อยๆ กล้าแกร่งขึ้น ก็เริ่มให้ความรู้สึกประหนึ่งพายุฝนที่กำลังจะมาถึง

​“ความรู้สึกเช่นนี้เอง” หยางเหลียนตั้งจิตมั่น แต่ไม่กล้าผ่อนคลายแม้แต่น้อย เขายังคงขับเคลื่อนเคล็ดวิชาไร้นามต่อไปอย่างเชื่องช้า

​เมื่อพลังงานสะสมถึงระดับหนึ่ง ในความว่างเปล่าของร่างกายพลันปรากฏเมฆดำปกคลุม เพียงพริบตาก็บดบังทั่วทั้งพื้นที่จนมืดมิดไร้แสงตะวัน ตามมาด้วยเสียงฟ้าร้องฟ้าผ่าคำรามกึกก้อง

​“เปรี้ยง!” ทันใดนั้น สายฟ้าที่สว่างจ้าดุจกลางวันก็ฟาดลงมาอย่างแรง ปะทะเข้ากับตันเถียนอย่างจัง

​ภายใต้การกระแทกของพลังลี้ลับนี้ ตันเถียนในร่างของหยางเหลียนถูกผ่าออกเป็นสองส่วน แยกจากหนึ่งกลายเป็นสอง เปลี่ยนแปรจากตันเถียนใหญ่หนึ่งเดียวกลายเป็นตันเถียนเล็กสองแห่ง

​หลังจากนี้ ขอเพียงบำรุงรักษาไปอีกไม่กี่วัน ตันเถียนเล็กทั้งสองก็จะเติบโตเป็นตันเถียนปกติ

​ถึงยามนั้น ตัวเขาที่มีสองตันเถียน ความเร็วในการบำเพ็ญเพียรจะมากกว่าคนทั่วไปถึงสองเท่า!

​นี่คือหนึ่งในผลลัพธ์ที่ได้มาจากเคล็ดวิชาไร้นาม!

​เมื่อมีสองตันเถียน หยางเหลียนก็เริ่มนึกทบทวนถึงค่ายกลที่เหมาะสมสำหรับผู้ใช้สองตันเถียนในทันที

​“ค่ายกลที่ใช้สองคน อีกทั้งความต้องการด้านความแข็งแกร่งไม่สูงนัก ทั้งยังสามารถวาดค่ายกลกลางอากาศได้... เห็นทีจะมีไม่กี่อย่าง” หยางเหลียนครุ่นคิดอยู่อึดใจหนึ่ง ดวงตาก็พลันเป็นประกาย

​“ค่ายกลมังกรเสือร่วมสังหารฉบับย่อนี้ เหมาะกับข้าในยามนี้ที่สุดแล้ว”

​ค่ายกลมังกรเสือร่วมสังหารเป็นค่ายกลคู่ จะใช้พลังของคนสองคนมาเสริมส่งซึ่งกันและกันผ่านการประสานงาน ทำให้พลังทำลายเพิ่มพูนเป็นเท่าตัว และอำนาจการทะลุทะลวงเพิ่มขึ้นอย่างมหาศาล

​มุมปากของหยางเหลียนยกยิ้ม “ข้าใช้สองตันเถียนขับเคลื่อนพลัง ย่อมมีความแข็งแกร่งเป็นสองเท่า หากบวกกับค่ายกลมังกรเสือร่วมสังหารนี้เข้าไป ก็จะสำแดงพลังได้ถึงสี่เท่า เหอะๆ ถึงแม้ตอนนี้ข้าจะเป็นเพียงระดับกระแสปราณ แต่ก็สามารถทัดเทียมกับยอดฝีมือระดับน้ำพุแห่งปราณได้แล้ว”

​เขาข่มความตื่นเต้นไว้เล็กน้อย หยางเหลียนชูสองนิ้วขึ้น พลังวิญญาณขนาดเท่าเส้นผมขุมหนึ่งพุ่งออกมาจากปลายนิ้วราวกับเปลวเพลิง

​“ฟุ่บ ฟุ่บ!” นิ้วมือตวัดไปมาในอากาศประหนึ่งการวาดภาพ พลังวิญญาณแต่ละสายถักทอกลายเป็นแผนผังค่ายกลอันสลับซับซ้อนกลางเวหา

​“สำเร็จ!”

​หยางเหลียนขานเบาๆ แผนผังค่ายกลตรงหน้าพลันเปล่งแสงห้าสีเจิดจ้า ราวกับมันมีชีวิตขึ้นมาและมีจิตวิญญาณสถิตอยู่

​“ไป!”

​เขานำทางค่ายกลเข้าสู่ร่างกาย แผนผังนี้ก็ถูกดึงดูดเข้าไปอยู่ในความว่างเปล่าของร่างกายหยางเหลียน ตันเถียนทั้งสองทำหน้าที่ประหนึ่งคนสองคน ประจำอยู่ ณ จุดใจกลางหลักของค่ายกลมังกรเสือร่วมสังหารทั้งสองแห่ง เพื่อกระตุ้นให้ค่ายกลทำงาน

​เมื่อวางค่ายกลเสร็จสิ้น หยางเหลียนถึงค่อยลอบระบายลมหายใจออกมา

​เขามีความรู้สึกว่า ตระกูลฟางที่ถูกเขาทำลายมหาค่ายกลประจำตระกูลไป คงไม่ยอมรามือโดยง่าย ในอีกไม่กี่วันข้างหน้าอาจมีศึกหนักรออยู่ การมีวิชาป้องกันตัวไว้บ้างย่อมเป็นเรื่องที่รับประกันความปลอดภัยได้แน่นอนที่สุด

​......

​เมื่อออกมาจากบ้านต้นไม้ กลับกลายเป็นเช้าตรู่ของอีกวันเสียแล้ว

​“นึกไม่ถึงว่าจะบำเพ็ญเพียรไปทั้งคืน” ชาติก่อนหยางเหลียนคือจอมค่ายกลคลั่ง เมื่อเจอค่ายกลแปลกใหม่มักจะอดหลับอดนอนได้นานนับเดือน ความเข้มข้นในการฝึกตนเพียงเท่านี้หากเทียบกับชาติภพหลังแล้วถือว่าไม่สลักสำคัญอะไรเลย

​ทว่าตอนนี้ท้องของเขากลับหิวโหยเสียแล้ว ร่างกายในยามนี้ยังอ่อนแอเกินไป ไม่เพียงพอที่จะรองรับการบำเพ็ญเพียรเป็นเวลานาน

​หยางเหลียนลงจากบ้านต้นไม้มายังห้องโถง ซึ่งเป็นเวลาอาหารเช้าพอดี

​ผู้ที่นั่งอยู่บนที่นั่งประธานคือชายวัยกลางคนรูปร่างกำยำ ทว่าเส้นผมสีดอกเลา เสื้อผ้าหยาบๆ และสีหน้าที่ดูไม่สู้ดีนัก ทำให้ชายผู้นี้ดูเศร้าหมองอยู่บ้าง ส่วนสตรีข้างกายเขาก็สวมเสื้อผ้าเก่าขาดไม่ต่างกัน

​“ท่านพ่อ ท่านแม่!” เมื่อหยางเหลียนเห็นทั้งสอง ความรู้สึกรักใคร่ผูกพันก็เอ่อล้นออกมาในใจ

​หยางอวิ้นเหอและไป๋หว่านชิงต่างพากันตกตะลึง!

​บุตรชายที่ปกติมักจะนิ่งเงียบ วันนี้กลับเป็นฝ่ายทักทายก่อนหรือนี่?

​ยิ่งไปกว่านั้น... เพราะหยางอวิ้นเหอมีอาการบาดเจ็บเรื้อรังซ่อนอยู่ พลังฝีมือจึงสำแดงออกมาได้เพียงระดับน้ำพุแห่งปราณ ในสายตาของหยางเหลียนคนก่อน การที่ตระกูลหยางอยู่ในอันดับรั้งท้ายของทั้งสามสิบหกตระกูล เป็นเพราะท่านพ่อผู้นี้อ่อนแอเกินไป ดังนั้นหยางเหลียนในวัยเยาว์จึงค่อนข้างดูแคลนบิดาผู้นี้ บ่อยครั้งที่ไม่ยอมพูดจาด้วยนานนับเดือน

​ทว่าหยางเหลียนในตอนนี้กลับทราบดีว่า ท่านพ่อก็เคยบรรลุถึงระดับแดนลับชีพจรแปดชั้นฟ้า แต่ในการต่อสู้กับตระกูลฟางครั้งหนึ่งในอดีต ท่านพ่อถูกบังคับให้รับศึกหนักเกินกำลัง เส้นชีพจรในร่างจึงแปรปรวน อวัยวะภายในเสื่อมถอย พลังฝีมือจึงถดถอยลงมา

​เรื่องราวในอดีตเหล่านี้ ท่านพ่อไม่เคยบอกกล่าวแก่เขาเลย หยางเหลียนในชาติก่อนเพิ่งมาทราบเรื่องเอาในภายหลัง ทว่าในยามนั้น ตระกูลหยางได้ล่มสลายสิ้นเนื้อประดาตัว เหลือเพียงเขาแค่คนเดียวแล้ว

​“ท่านพ่อ” หยางเหลียนก้าวไปข้างหน้าแล้วนั่งลงที่โต๊ะ “อาการบาดเจ็บของท่าน ข้าสามารถรักษาให้หายได้”

​“อะไรนะ?” เปลือกตาของหยางอวิ้นเหอกระตุก ใจหนึ่งประหลาดใจว่าบุตรชายรู้เรื่องนี้ได้อย่างไร แต่อีกใจกลับตกตะลึงยิ่งกว่าว่าอาการบาดเจ็บนี้ยังมีโอกาสรักษาให้หายได้จริงหรือ?

​หลังจากบาดเจ็บ หยางอวิ้นเหอเคยตระเวนหาหมอชื่อดังมาแล้วมากมาย แต่ผลลัพธ์กลับทำให้เขาต้องท้อแท้สิ้นหวัง

​คิดไม่ถึงว่าจะได้ยินถ้อยคำที่เปี่ยมไปด้วยความหวังเช่นนี้จากปากของบุตรชายคนโตที่ปกติมักจะซื่อบื้อไร้คำพูด

​“เจ้าหมายความว่า...” แม้หยางอวิ้นเหอจะพยายามข่มใจ แต่ในน้ำเสียงก็ยังมีแววสั่นเครืออย่างเห็นได้ชัด

​หยางเหลียนชูสองนิ้วชิดกัน พลังวิญญาณสายหนึ่งพุ่งวูบออกมา เขาเล็งไปที่หน้าท้องของหยางอวิ้นเหอแล้ววาดค่ายกลกลางอากาศ เพียงสิบกว่าลมหายใจ ค่ายกลที่แผ่ไอสีเขียวขจีก็ปรากฏขึ้น

​เขาผลักมือออกไปเบาๆ ค่ายกลนั้นก็ประทับวูบเข้าไปในร่างของหยางอวิ้นเหอ

​“นี่มัน...” หยางอวิ้นเหอใบหน้าเต็มไปด้วยความตกตะลึง ฝีมือการวาดค่ายกลกลางอากาศเช่นนี้ บุตรชายไปร่ำเรียนมาจากที่ใดกัน?

​ยังไม่ทันได้เอ่ยปากถาม หยางอวิ้นเหอก็รู้สึกอบอุ่นไปทั่วทั้งร่าง อาการบาดเจ็บเรื้อรังที่นับวันยิ่งแย่ลงมาตลอดหลายปี บัดนี้กลับบรรเทาลงไปไม่น้อย

​“ค่ายกลนี้ทำได้เพียงบรรเทาอาการบาดเจ็บของท่านเท่านั้น หากจะรักษาให้หายขาด ในวันหน้ายังต้องหาตัวยาสมุนไพรชั้นเลิศ” หยางเหลียนเอ่ยอย่างช้าๆ “ยามนี้พลังของท่านพ่อ น่าจะสำแดงออกมาได้ถึงระดับทะเลปราณแล้ว”

​ได้ยินดังนั้น ดวงตาของหยางอวิ้นเหอก็ทอประกายแห่งความยินดี เขาหลับตาลงเพื่อหยั่งเชิงดูครู่หนึ่ง เมื่อลืมตาขึ้นอีกครั้งก็เต็มไปด้วยความปิติสุดซึ้ง “จริงด้วย! ระดับทะเลปราณขั้นปลายแล้ว!”

​ยอดฝีมือระดับทะเลปราณสามารถเรียกใช้พลังวิญญาณได้กว้างขวางราวกับมหาสมุทร พลังฝีมือย่อมสูงส่งกว่าสามขอบเขตย่อยแรกอยู่มากนัก

​“เหลียนเอ๋อร์ วิชาของเจ้านี้ ช่วยเหลือครอบครัวเราได้มากจริงๆ!”

​เมื่อพลังของหยางอวิ้นเหอเพิ่มขึ้น การออกไปหาเงินย่อมทำได้ง่ายขึ้นมาก ต่อไปครอบครัวก็ไม่ต้องใช้ชีวิตอย่างยากลำบากเช่นนี้อีก

​“วิชานี้ เจ้าไปเรียนมาจากที่ใด?” หลังจากความตื่นเต้นผ่านไป หยางอวิ้นเหอก็เอ่ยถามออกมาในที่สุด คนอื่นๆ ในครอบครัวที่พากันดีใจอยู่ก่อนหน้า ต่างก็หันมามองที่หยางเหลียนเป็นตาเดียว

​“คือ... มีปรมาจารย์ค่ายกลท่านหนึ่งคอยชี้แนะข้าขอรับ” หยางเหลียนจะบอกความจริงได้อย่างไรว่าสิ่งเหล่านี้เขาเรียนรู้มาในชาติภพก่อน จึงได้แต่กุเรื่องขึ้นมาอ้าง

​เมื่อได้ยินคำว่าปรมาจารย์ค่ายกล หยางอวิ้นเหอก็ลอบตกใจในใจและคิดว่าสอดคล้องกับสิ่งที่เห็น พร้อมรำพึงว่า “ปรมาจารย์ค่ายกลหรือ นับเป็นตัวตนที่สูงส่งยิ่งนัก! ต้องขอบคุณท่านผู้อาวุโสผู้นั้นให้มาก วิชาการวาดค่ายกลกลางอากาศเช่นนี้ เกรงว่าปรมาจารย์ค่ายกลทั่วไปก็คงทำไม่ได้”

​ต้องยอมรับว่าสายตาของหยางอวิ้นเหอยังพอมีอยู่บ้าง ผู้ที่สามารถวาดค่ายกลกลางอากาศได้ ย่อมต้องเป็นผู้ที่มีความสามารถในการควบคุมพลังวิญญาณถึงระดับปรมาจารย์ผู้ยิ่งใหญ่ทั้งสิ้น

​บรรยากาศภายในบ้านดีขึ้นอย่างไม่รู้ตัว เสียงหัวเราะและรอยยิ้มกลับมาปรากฏในครอบครัวที่ซบเซามาเนิ่นนานแห่งนี้อีกครั้ง

ตอนที่ 4 ทดสอบและสงสัย

​นับตั้งแต่คืนที่บุกเบิกตันเถียนคู่ได้สำเร็จ หยางเหลียนก็หมั่นฟูมฟักตันเถียนขนาดเล็กทั้งสองอย่างต่อเนื่องทุกวัน

​ผ่านไปเพียงไม่กี่วัน ตันเถียนจิ๋วทั้งสองก็เติบโตจนมีขนาดเท่าปกติ หยางเหลียนครอบครองความเร็วในการบำเพ็ญเพียรเป็นสองเท่าอย่างเป็นทางการ ตบะของเขาพุ่งทะยานเข้าใกล้ระดับน้ำพุแห่งปราณอย่างรวดเร็ว

​ยามว่างหยางเหลียนได้เขียนบันทึกความรู้พื้นฐานเกี่ยวกับค่ายกลไม่น้อย แล้วมอบให้หยางซางผู้เป็นน้องชาย พร้อมทั้งทุ่มเทแรงกายแรงใจสั่งสอนอย่างเต็มกำลัง

​ทว่าในขณะที่หยางเหลียนมุ่งมั่นฝึกตน โลกภายนอกกลับเต็มไปด้วยเสียงวิพากษ์วิจารณ์อย่างอื้ออึง

​มหาค่ายกลพิทักษ์ตระกูลที่ตระกูลฟางวางเอาไว้ถูกขัดขวางจนพังทลายนับเป็นเรื่องใหญ่ยิ่ง ในฐานะหนึ่งในตระกูลชั้นนำของสามสิบหกตระกูล ศักดิ์ศรีของตระกูลฟางเคยถูกหยามเกียรติเช่นนี้ที่ไหนกัน?

​ผู้คนต่างพากันคาดเดาไปต่างๆ นานาในทางลับว่ายอดฝีมือท่านใดกันที่ทำลายค่ายกลของตระกูลฟางได้ บุคคลที่สามารถทำให้ปรมาจารย์หลวนหนีหัวซุกหัวซุนได้เช่นนั้น ในเขตถ่านจวิ้นแห่งนี้เห็นจะมีเพียงไม่กี่คนเท่านั้นที่นับนิ้วได้

​เวลาผ่านไปหลายวัน ยอดฝีมือท่านนั้นกลับไม่มีวี่แววว่าจะปรากฏตัวอีกเลย จนทำให้ผู้คนเริ่มสงสัยว่า “ยอดฝีมือ” ผู้นี้มีตัวตนอยู่จริงหรือไม่

​แม้แต่คณะอาวุโสของตระกูลฟางเองก็เริ่มเกิดความระแวงสงสัยในเรื่องนี้

​ในที่ประชุมอาวุโส มีหลายคนตั้งข้อซักถามขึ้นว่า “ข้าว่าปรมาจารย์หลวนนั่นแหละที่ขวัญอ่อนไปเอง การที่ค่ายกลถูกขัดขวางอาจเป็นเพียงเรื่องบังเอิญเท่านั้น”

​“ถูกต้อง หลายปีมานี้ตระกูลฟางของพวกเรามอบบรรณาการให้แก่เหล่าปรมาจารย์ค่ายกลไปไม่น้อย จะยังมีปรมาจารย์ค่ายกลระดับสูงที่ไหนมาลงมือกับพวกเราอีก?”

​แม้ตระกูลฟางจะวางอำนาจไปทั่ว แต่มักจะเลือกกลุ่มเป้าหมายที่ไร้ปูมหลังและไร้กำลังเสมอ

​ทว่าก็มีผู้อาวุโสบางท่านคัดค้าน “หากมียอดฝีมือซ่อนตัวอยู่ในเงามืดจริงเล่า? หากมีการลงมือกับตระกูลเราอีกครั้ง ความน่าเกรงขามในฐานะตระกูลอันดับหนึ่งของพวกเราจะยังเหลือสิ่งใด?”

​หลังจากถกเถียงกันครู่ใหญ่ ในที่สุดทุกคนก็สรุปแผนการหนึ่งขึ้นมาได้

​นั่นคือการทดสอบ!

​หนึ่งชั่วยามต่อมา ตระกูลฟางประกาศต่อภายนอกทันทีว่า ยินดีมอบหยกวิญญาณสิบสองชิ้นเพื่อเป็นของกำนัลขอขมาให้แก่ยอดฝีมือที่ลงมือในวันนั้น

​ยามที่ปรมาจารย์หลวนเรียกราคาในตอนแรกก็เพียงแค่หยกวิญญาณหกชิ้นเท่านั้น ครั้งนี้ของขวัญขอขมากลับเพิ่มขึ้นเป็นเท่าตัว เห็นได้ชัดว่าตระกูลฟางยอมทุ่มสุดตัว

​หากมียอดฝีมืออยู่จริง การใช้หยกวิญญาณสิบสองชิ้นเพื่อผูกมิตรก็ถือว่าไม่ขาดทุน แต่หากไม่มี ยอดหยกเหล่านี้ก็ยังคงเป็นของตระกูลฟาง นับเป็นการค้าที่ไม่มีทางขาดทุนโดยแท้

​ตระกูลฟางนำหยกวิญญาณวางไว้บนโต๊ะเครื่องเซ่นหน้าซุ้มประตูเมือง พร้อมกระจายข่าวออกไป และส่งคนแอบซุ่มจับตาดูโต๊ะตัวนั้นเพื่อรอยอดฝีมือปรากฏกาย

​“หากภายในสามวันยอดฝีมือยังไม่ปรากฏตัว แสดงว่าไม่มียอดฝีมืออะไรนั่นหรอก และเหตุการณ์ครั้งก่อนก็แค่เรื่องบังเอิญเท่านั้น” คนในตระกูลฟางต่างคาดการณ์กันเช่นนี้

​ท่ามกลางการรอคอยของตระกูลฟางและฝูงชนที่มาดูความสนุก วันแรกผ่านไปยอดฝีมือไม่ปรากฏ วันที่สองผ่านไป หยกวิญญาณสิบสองชิ้นนั้นยังคงวางสงบนิ่งอยู่บนโต๊ะ

​เสียงวิพากษ์วิจารณ์เริ่มดังหนาหูขึ้นเรื่อยๆ

​“หรือว่าจะไม่มียอดฝีมือจริงๆ? ปรมาจารย์หลวนคิดไปเองกระมัง?” ใครบางคนในฝูงชนพึมพำขึ้นมา แต่ก็ถูกคนข้างๆ เอื้อมมือมาปิดปากไว้ทันควัน

​“เงียบปากเสีย! ปรมาจารย์หลวนเป็นคนที่เจ้าจะวิจารณ์ส่งเดชได้หรือ?”

​ชายผู้นั้นถึงกับเหงื่อกาฬไหลพราก เขามองคนข้างกายด้วยความซาบซึ้งและหวาดหวั่น หากคำพูดนี้หลุดไปถึงหูปรมาจารย์หลวน อย่าว่าแต่ตัวเขาเลย แม้แต่ตระกูลเล็กๆ ของเขาก็อาจถูกกวาดล้างจนสิ้น

​ทว่า...

​หยกวิญญาณชั้นเลิศที่มีค่ามหาศาลวางอยู่บนโต๊ะเช่นนั้น เหตุใดยอดฝีมือถึงยังไม่มาเอาไป? ในใจของผู้คนเริ่มเกิดความกระวนกระวาย

​...

​“ฮึ่ม!” หยางเหลียนออกหมัดอย่างฉับพลัน หลอมรวมพลังสองสายที่ส่งมาจากความว่างเปล่าในร่างกายให้เป็นหนึ่งเดียว พุ่งทะยานออกจากเส้นชีพจรแขนขวา กระแสปราณสายเล็กๆ พุ่งกระจายออกไปดุจห่าฝนเข็ม!

​“ฟิ้ว ฟิ้ว ฟิ้ว!” บนโขดหินเบื้องหน้าปรากฏรูเข็มเล็กๆ ถี่หยิบ

​หยางเหลียนพยักหน้าด้วยความพึงพอใจ รูปแบบค่ายกลมังกรเสือสังหารของเขานับว่าฝึกฝนจนชำนาญแล้ว แรงจากตันเถียนทั้งสองในที่สุดก็ควบแน่นเป็นสายเดียวได้ ที่สำคัญคือการควบคุมกระแสปราณอันละเอียดอ่อนนี้ ไม่ด้อยไปกว่ายอดฝีมือระดับแดนลับชีพจรแปดชั้นฟ้าเลยทีเดียว

​เมื่อมองดูรูเข็มเล็กๆ ที่หนาแน่นเหล่านั้น เพียงแค่พลังทะลุทะลวงอันน่าหวาดหวั่นนี้ เกรงว่าต่อให้เป็นยอดฝีมือระดับทะเลปราณก็ยังต้องปวดหัว

​หลายวันมานี้หยางเหลียนก้าวหน้าไปอย่างรวดเร็ว ด้วยการได้รับพลังวิญญาณที่ชักนำมาจากตระกูลฟางมาบำรุง ผนวกกับความเร็วในการดูดซับของตันเถียนคู่ หยางเหลียนในยามนี้แทบจะผลัดเปลี่ยนกระดูกเปลี่ยนเส้นเอ็นใหม่ ผิวพรรณแดงปลั่ง ร่างกายแข็งแรงกำยำ ไร้ซึ่งใบหน้าเหลืองซีดเช่นแต่ก่อน

​ไม่ใช่เพียงเขาเท่านั้น หยางซางผู้เป็นน้องชายก็ก้าวหน้าไม่น้อย ด้วยความหิวกระหายในศาสตร์ค่ายกล เมื่อได้ยอดปรมาจารย์อย่างหยางเหลียนมาคอยชี้แนะไขข้อข้องใจ เพียงแค่ความรู้ความเข้าใจเขาก็สูงส่งกว่าปรมาจารย์หลวนไปแล้ว

​การมีคนคอยสั่งสอนกับการคลำทางด้วยตนเองนั้นแตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง

​“พี่รอง”

​“หืม?” หยางเหลียนหันไปมอง เห็นหยางซางชะโงกหน้าเข้ามาจากมุมกำแพงจึงยิ้มกล่าวว่า “มาสิ วันนี้มีข้อสงสัยอันใดรึ”

​“พี่รอง ข้าไม่ได้มาขอคำชี้แนะ” หยางซางกล่าวด้วยใบหน้าขมขื่น “คราวก่อนพวกเราทำลายค่ายกลตระกูลฟาง คาดไม่ถึงว่าพวกเขาส่งแผนนี้ออกมาเพื่อทดสอบตื้นลึกหนาบาง”

​หยางซางเฉลียวฉลาดแต่กำเนิด เจตนาเบื้องหลังหยกวิญญาณสิบสองชิ้นของตระกูลฟางนั้นเขามองออกในปราดเดียว จึงรีบเล่าเรื่องราวทั้งหมดออกมาอย่างละเอียด

​“โอ้? หยกวิญญาณสิบสองชิ้นรึ? ตระกูลฟางช่างทุ่มทุนเสียจริง” หยางเหลียนยิ้ม

​หยกวิญญาณสิบสองชิ้น สำหรับเขาในชาติก่อนอาจไม่นับเป็นกระไร แต่สำหรับในตอนนี้ มันคือของวิเศษชั้นยอด

​“ในเมื่อตระกูลฟางเต็มใจมอบให้ ข้ามีเหตุผลกลใดที่จะไม่รับไว้เล่า” หยางเหลียนหัวเราะ เขาเริ่มวางแผนการใช้ประโยชน์จากหยกวิญญาณสิบสองชิ้นนั้นแล้ว

​“พี่รอง” หยางซางร้อนใจขึ้นมาทันที “พวกเขามีเจตนาร้าย ต้องการล่อให้ท่านปรากฏตัวนะ”

​“ไม่เป็นไร” หยางเหลียนโบกมืออย่างมั่นใจ “ข้ามีแผน”

พูดจบก็มุ่งหน้าไปยังประตูใหญ่

​หยางซางเห็นว่าห้ามไม่อยู่ จึงทำได้เพียงเดินตามหลังหยางเหลียนไปห่างๆ

​บริเวณลานกว้างหน้าซุ้มประตูบ้านตระกูลฟางมีคนล้อมรอบอยู่ไม่น้อย ต่างเฝ้ารอคอยการปรากฏตัวของยอดฝีมือท่านนั้น

​หยางเหลียนปะปนอยู่ในฝูงชนเพื่อสังเกตการณ์ครู่หนึ่ง ก่อนจะเบียดตัวออกจากกลุ่มคน เดินตรงไปยังโต๊ะเครื่องเซ่นทันที

​“เอ๊ะ? นั่นไม่ใช่ไอ้หนูตระกูลหยางหรอกรึ?” ฝูงชนเริ่มวิพากษ์วิจารณ์ ในความทรงจำของผู้คน หยางเหลียนเป็นเด็กหนุ่มที่ทื่อมะลื่อ เงียบขรึม ไม่ค่อยทักทายผู้ใด ทั้งยังดูจะต่ำต้อยไร้ความมั่นใจ

​เด็กที่มาจากตระกูลเล็กๆ เช่นนี้ เหตุใดจึงเดินตรงไปยังโต๊ะเครื่องเซ่น ไม่กลัวคนตระกูลฟางทุบตีเอาหรือ?

​ท่ามกลางสายตาอันตกตะลึงของฝูงชน หยางเหลียนกลับใจกล้าบ้าบิ่นกวาดเอาหยกวิญญาณทั้งสิบสองชิ้นใส่ถุงย่ามสะพายบ่า แล้วเตรียมจะเดินจากไปอย่างสบายอารมณ์

​“หยุดนะ!” คนของตระกูลฟางที่ทำหน้าที่เฝ้าดูปรากฏตัวขึ้นขวางทางหยางเหลียนไว้

​“จบกัน เด็กคนนี้ต้องซวยแน่” หลายคนรู้สึกเวทนา ตระกูลฟางอาศัยอำนาจบาทใหญ่ ทำการสิ่งใดไม่เคยไว้หน้าใคร เกรงว่าวันนี้เด็กคนนี้คงถูกตีจนพิการเป็นแน่

​หยางเหลียนเหลือบมองชายผู้นั้นอย่างไม่ใส่ใจ ตั้งใจจะแสดงฝีมือเสียหน่อย จึงวาดเท้าเตะออกไปในทันที

​“ไสหัวไป”

​โครม!

​ชายผู้นั้นกระเด็นไปไกลจนลื่นไถลไปเจ็ดแปดเมตรจึงหยุดลง เมื่อมองไปที่หัวเข่าของเขากลับดูเหมือนถูกรูเข็มจำนวนนับไม่ถ้วนทิ่มแทง เลือดไหลไม่หยุด

​หยางเหลียนแสดงฝีมือเพียงเท่านี้ก็ข่มขวัญผู้คนในที่แห่งนั้นได้จนสิ้น

​เขากวาดสายตามองไปยังยอดฝีมือตระกูลฟางที่ซ่อนตัวอยู่ในเงามืด ก่อนจะยิ้มออกมาอย่างไม่ยี่หระ “หยกวิญญาณนี่มิใช่จะมอบให้ท่านอาจารย์ของข้าหรอกรึ? ทำไม… คิดจะกลับคำสั่งหรือ?”

​พูดจบเขาก็เดินจากไปโดยไม่รอคำตอบ

​ยอดฝีมือตระกูลฟางที่ซ่อนอยู่ขบเขี้ยวเคี้ยวฟันด้วยความแค้นใจ ทว่าท้ายที่สุดก็ไม่ได้ไล่ตามออกไป

​ฝูงชนรอบข้างฮือฮากันขนานใหญ่ เมื่อมองแผ่นหลังของหยางเหลียน นอกจากความตกใจแล้ว ในใจของทุกคนต่างเกิดความคิดหนึ่งขึ้นมา “นี่ใช่เด็กหนุ่มที่เคยทื่อมะลื่อเงียบขรึมคนนั้นจริงหรือ? ถึงขนาดได้รับความเมตตาจากปรมาจารย์ค่ายกลระดับสูง ตระกูลหยางที่ตกต่ำลงไปแล้ว... กำลังจะเริ่มรุ่งโรจน์ขึ้นมาอีกครั้งใช่หรือไม่?”

​ตอนที่ 5 วางค่ายกลเตรียมออกศึก

​เมื่อปลีกตัวออกมาจากฝูงชน หยางเหลียนยังคงได้ยินเสียงวิพากษ์วิจารณ์ของชาวบ้านแว่วมาตามลม

​“นึกไม่ถึงว่าจะมีปรมาจารย์ค่ายกลระดับสูงคอยชี้แนะเด็กคนนั้น ตระกูลหยางจำต้องรุ่งเรืองขึ้นเป็นแน่”

​“นั่นสิ น่าอิจฉายิ่งนัก หากบ้านข้าสามารถสานสัมพันธ์กับปรมาจารย์ค่ายกลได้บ้าง ป่านนี้คงได้ดิบได้ดีไปแล้ว”

​“สรุปแล้วเป็นยอดฝีมือลึกลับท่านใดที่ยื่นมือเข้าช่วยพวกเขากัน... ไม่ว่าจะอย่างไร ต่อไปภายหน้าห้ามไปล่วงเกินตระกูลหยางเป็นอันขาด”

​ยามที่หยางเหลียนเดินห่างออกมา เสียงเหล่านั้นก็ค่อยๆ เบาลง จนกระทั่งเลือนหายไปในที่สุด ร่างกายที่เคยตึงเครียดของหยางเหลียนจึงค่อยผ่อนคลายลงเล็กน้อย

​เมื่อครู่ท่าทางภายนอกของเขาดูทีเล่นทีจริง ทว่าภายในกลับระแวดระวังอยู่ตลอดเวลา ด้วยเกรงว่ายอดฝีมือตระกูลฟางที่ซ่อนตัวอยู่ในเงามืดจะพุ่งออกมา

​ยังดีที่ยิ่งเป็นตระกูลใหญ่โตเพียงใด การกระทำย่อมต้องระมัดระวังเพียงนั้น หยางเหลียนเล่นละครฉากนี้ขึ้นมา ตระกูลฟางจึงมิกล้าเสี่ยงโดยพลการ เพราะกลัวจะล่วงเกินยอดฝีมือที่ไม่มีตัวตนอยู่จริงผู้นั้น

​ประการสำคัญคือ หยางเหลียนในกาลก่อนนั้นจืดชืดไร้ตัวตน พรสวรรค์ในการบำเพ็ญเพียรต่ำต้อย ทั้งยังมีนิสัยเก็บตัว ทว่าวันนี้กลับราวกับเปลี่ยนไปเป็นคนละคน ทั้งอหังการและแข็งกร้าว ทำให้คนตระกูลฟางจำต้องนำเรื่องนี้ไปขบคิดถึงสาเหตุเบื้องหลัง

​“ท่านพี่ ท่านทำข้ากลัวแทบแย่! เหงื่อข้าโทรมไปทั้งหลังเลย!”

​หยางซางวิ่งไล่ตามมาจากด้านหลัง เขาหอบหายใจรัวแรงทว่าใบหน้ากลับแดงระเรื่อ แววตาเต็มไปด้วยความเลื่อมใส “ท่านพี่ ท่านหลอกพวกมันได้จริงๆ จนได้ของล้ำค่าเหล่านี้มา ช่างยอดเยี่ยมนัก!”

​หยางเหลียนหัวเราะในลำคอ “จะเรียกว่าหลอกได้อย่างไร? ของพวกนี้ตระกูลฟางตั้งใจเอามามอบให้ข้าด้วยความเคารพต่างหาก” เขาหยุดชะงักไปครู่หนึ่งก่อนยิ้มกล่าวว่า “หยกวิญญาณเหล่านี้ประจวบเหมาะที่จะนำมาวางค่ายกลลวงตาป้องกันพอดี ค่ายกลนี้ข้าจะให้เจ้าเป็นผู้ควบคุม ดีหรือไม่?”

​“จริงหรือ? ท่านพี่ท่านดีกับข้าเหลือเกิน!” หยางซางยินดียิ่งนัก ยามนี้เขามีเพียงความรู้ในตำรา ทว่ายังมิเคยมีโอกาสได้ลงมือปฏิบัติจริงเลยสักครั้ง

​สองพี่น้องกลับถึงบ้าน ก็เริ่มลงมือจัดเตรียมทันที

​การจะวางค่ายกลที่ใหญ่โตจนครอบคลุมเรือนเก่าตระกูลหยางได้ทั้งหมดนั้น ลำพังเพียงการวาดค่ายกลกลางอากาศย่อมมิเพียงพอ จำเป็นต้องใช้สื่อกลางพลังวิญญาณเข้าช่วย

​“ดูให้ดี” หยางเหลียนหยิบหยกวิญญาณขึ้นมาหนึ่งชิ้น เพียงใช้ปลายนิ้ววาดผ่าน ก็ปรากฏเส้นค่ายกลสลับซับซ้อนทิ้งไว้บนนั้น

​การสลักเส้นค่ายกลลงในหยกเพื่อสื่อพลังวิญญาณนั้น ยังไม่ใช่สิ่งที่ผู้น้องอย่างหยางซางจะเรียนรู้ได้ในยามนี้ การกระทำของหยางเหลียนเพียงเพื่อให้เขาได้สัมผัสและคุ้นเคยกับมันแต่เนิ่นๆ เท่านั้น

​หลังจากสลักหยกวิญญาณหกชิ้นรวดเดียวเสร็จ หยางเหลียนก็เก็บส่วนที่เหลือเอาไว้ “หยกวิญญาณหกชิ้น เพียงพอสำหรับวางค่ายกลป้องกันระดับพื้นฐานแล้ว”

​แน่นอนว่าระดับพื้นฐานในปากของจอมค่ายกลคลั่งนั้น ในสายตาของผู้อื่นย่อมถือเป็นค่ายกลที่ร้ายกาจยิ่ง

​หยางเหลียนวางหยกวิญญาณห้าชิ้นลงในตำแหน่งที่กำหนด จากนั้นจึงวาดอักขระลับเพื่อเริ่มเดินพลังค่ายกล

​“วูบ!”

​บังเกิดการสั่นสะเทือนแผ่วเบาขึ้นกลางเวหา ระลอกคลื่นปรากฏขึ้นอย่างกะทันหัน โดยมีเรือนเก่าตระกูลหยางเป็นจุดศูนย์กลาง แผ่กระจายออกไปปกคลุมทั่วทั้งเรือน

​“ท่านพี่ ข้าจะควบคุมค่ายกลได้อย่างไร?” หยางซางตื่นเต้นลิงโลด เขาสัมผัสถึงพลังของค่ายกลทั้งหมดด้วยสายตาเป็นประกาย

​“การจะควบคุมค่ายกล มิเพียงต้องเข้าใจศาสตร์ค่ายกลเท่านั้น ทว่ายังต้องส่งพลังวิญญาณเข้าไปยังแกนกลางเพื่อประสานงานกัน จึงจะสั่งการได้ดั่งใจนึก วันหน้าเจ้าสามารถประสานงานกับท่านพ่อ ให้ท่านพ่อเป็นผู้ส่งพลังวิญญาณ ส่วนเจ้าเป็นผู้ควบคุมค่ายกล ส่วนตอนนี้ ลองทดสอบดูก่อนเถิด”

​กล่าวจบ หยางเหลียนก็วางหยกวิญญาณชิ้นสุดท้ายซึ่งสลักอักขระค่ายกลซับซ้อนที่สุดลงในมือของหยางซาง ฝ่ามือของเขาทาบลงบนแผ่นหลังของน้องชาย พร้อมทั้งส่งกระแสพลังวิญญาณเข้าไปทีละสาย

​“พลังนี้...” ดวงตาของหยางซางเป็นประกาย เขาที่ร่างกายอ่อนแอแต่กำเนิดมิอาจฝึกตนได้ ย่อมปรารถนาจะสัมผัสพลังวิญญาณมาโดยตลอด บัดนี้ความปรารถนาสัมฤทธิ์ผลแล้ว

​“ตั้งสมาธิ!” หยางเหลียนตวาดเตือน หยางซางจึงรีบจดจ่ออยู่กับหยกวิญญาณในมือทันที

​“จดจำตำแหน่งที่วางค่ายกลเมื่อครู่ สัมผัสถึงการมีอยู่ของหยกวิญญาณเหล่านั้น และพิจารณาจุดสำคัญของค่ายกลที่ข้าเคยบอกเจ้าให้ละเอียด!”

​หยางซางที่จิตสัมผัสจมดิ่งลงในมหาค่ายกล ได้ยินเสียงเตือนที่ดูเหมือนจะลอยมาจากฟากฟ้าไกลโพ้น เขาค่อยๆ เริ่มลองผิดลองถูกทีละน้อย

​เวลาล่วงเลยไปทีละนิด มหาค่ายกลยังคงเงียบสงบ ไร้ซึ่งความเปลี่ยนแปลงใดๆ

​ทว่าหยางเหลียนกลับมิได้รีบร้อน ยามที่เขาฝึกควบคุมค่ายกลครั้งแรก ก็ใช้เวลาถึงครึ่งชั่วยามจึงจะพบหนทาง เขาเชื่อว่าพรสวรรค์ของหยางซางย่อมมิได้ด้อยไปกว่ากัน

​ผ่านไปครึ่งชั่วยามเศษ หยางเหลียนยังคงรอคอยอย่างอดทน

​ด้วยหยางเหลียนมีความสามารถในการควบคุมพลังวิญญาณระดับปรมาจารย์ จึงสามารถประคองพลังวิญญาณให้ไหลเวียนเข้าสู่ร่างกายของหยางซางได้อย่างต่อเนื่องสม่ำเสมอ หากเปลี่ยนเป็นผู้ฝึกตนระดับชักนำลมปราณคนอื่น เกรงว่ามถึงหนึ่งก้านธูปก็คงทนไม่ไหวแล้ว

​“วูบ” แรงสั่นสะเทือนแผ่วเบาสายหนึ่งพลันแว่วมาจากห้วงอากาศเหนือศีรษะ

​ประดุจระลอกคลื่นบนผิวน้ำที่แผ่ซ่านออกไป

​เมื่อเห็นภาพนี้ หยางเหลียนจึงยิ้มออกมาด้วยความพอใจ “ในที่สุดก็ก้าวเข้าสู่ธรนีประตูได้แล้ว พรสวรรค์ของน้องชายนับว่าด้อยกว่าข้าเพียงเล็กน้อย ถือว่ายอดเยี่ยมมาก”

​เมื่อค่ายกลเริ่มทำงาน ขุมพลังสายหนึ่งพลันบังเกิดขึ้นภายในเรือนเก่าตระกูลหยาง ในยามนี้หากมีผู้ใดคิดจะบุกรุกเข้ามา ย่อมต้องเผชิญกับแรงกดดันที่ไร้รูป หากคิดจะฝ่าค่ายกลโดยพลการ ก็จะถูกผลของค่ายกลลวงตาทำให้สับสนจนหลงทิศทางและติดค้างอยู่ภายใน

​หยางเหลียนให้น้องชายจดจำและสัมผัสความสามารถทั้งหมดของมหาค่ายกลอย่างละเอียดหลายรอบ ก่อนจะค่อยๆ ถอนการส่งพลังวิญญาณออกมา

​“ท่านพี่ มหาค่ายกลป้องกันนี่ช่างน่าสนุกยิ่งนัก!” หยางซางตื่นเต้นจนตัวสั่น นี่เป็นครั้งแรกที่เขาได้เห็นอานุภาพของค่ายกลที่แท้จริงจึงมิอาจระงับความดีใจไว้ได้

​หยางเหลียนยิ้มบางๆ ใบหน้าปรากฏร่องรอยแห่งการรำลึกถึงอดีต เมื่อครั้งแรกที่เขาได้สัมผัสกับพลังเช่นนี้ เขาก็มิได้ต่างไปจากนี้เลย...

​“คืนนี้รอท่านพ่อกลับมา ให้ท่านช่วยประสานงานกับเจ้าเพื่อฝึกฝนอีกสองสามรอบ เจ้าจะมีโอกาสได้ควบคุมค่ายกลเพื่อต่อต้านศัตรูในไม่ช้า”

​“จะมีศัตรูมาหรือ?” หยางซางรีบถามด้วยความกังวลเล็กน้อย

​“หยกวิญญาณสิบสองชิ้นนี้ เป็นเพียงกลอุบายหยั่งเชิงของตระกูลฟางเท่านั้น หากยังมิรู้แน่ชัด พวกเขาจะยอมรามือหรือ? หากข้าคาดการณ์ไม่ผิด อีกไม่นานพวกเขาจะมาที่บ้านตระกูลหยางเพื่อถามหาความจริง และเมื่อถึงเวลานั้น ก็จะเป็นโอกาสให้เจ้าได้แสดงฝีมือ”

​หยางซางหัวคิดว่องไว เพียงพริบตาก็เข้าใจความหมาย ความกังวลในตอนแรกมลายหายไป เปลี่ยนเป็นความกระหายที่จะพิสูจน์ฝีมือ “ท่านพี่ท่านวางใจเถิด มอบให้ข้าจัดการเอง!” เมื่อมีมหาค่ายกลป้องกันนี้ หยางซางก็มีความมั่นใจเพิ่มขึ้นอีกโข

​...

​จวบจนเวลาค่ำ ยามที่คาดว่าบิดามารดาจะกลับถึงบ้าน สองพี่น้องจึงเริ่มเปิดใช้งานมหาค่ายกล เพื่อให้หยางอวิ้นเหอได้สัมผัสถึงอานุภาพของมัน

​ภาพที่เห็นทำให้สามีภรรยาทั้งสองถึงกับอึ้งตะลึง

​แม้พวกเขาจะรู้ว่ามีปรมาจารย์ค่ายกลลึกลับคอยสั่งสอนหยางเหลียน ทว่ามิเคยคาดคิดเลยว่าบุตรชายจะสามารถวางมหาค่ายกลได้รวดเร็วปานนี้

​เป็นที่รู้กันว่าวิถีค่ายกลนั้นมีเงื่อนไขในการฝึกฝนที่เข้มงวดเป็นอย่างยิ่ง ทั้งยังก้าวหน้าได้ช้าอย่างยิ่งยวด

​นี่คือเหตุผลว่าเหตุใดในโลกที่มีผู้ฝึกตนมากมายมหาศาลเช่นนี้ ปรมาจารย์ค่ายกลกลับหาได้ยากยิ่งนัก

​“ท่านพ่อ ค่ายกลนี้เป็นอย่างไรบ้าง?”

​หยางอวิ้นเหอยามเยาว์วัยเคยท่องไปทั่วหล้า มีประสบการณ์มิน้อย จึงกล่าวชมด้วยความทึ่ง “เป็นค่ายกลที่ประณีตลุ่มลึกยิ่งนัก หากตระกูลฟางมิขนเอาไพ่ตายออกมาใช้จริงๆ เกรงว่าจะพังค่ายกลนี้มิได้”

​เมื่อได้ยินคำของหยางอวิ้นเหอ ทั้งครอบครัวต่างพากันมองไปที่หยางเหลียนด้วยความประหลาดใจ นึกไม่ถึงว่าค่ายกลแรกที่หยางเหลียนวางจะร้ายกาจเพียงนี้ ส่วนหยางซางยิ่งตื่นเต้นเข้าไปใหญ่ ค่ายกลยิ่งแข็งแกร่ง เขาก็ยิ่งรู้สึกว่าตนเองได้กลายเป็นคนที่มีประโยชน์ขึ้นมา

​“ท่านพ่อ ข้าตั้งใจจะมอบการควบคุมค่ายกลนี้ให้น้องเล็ก จึงจำเป็นต้องให้ท่านคอยประสานงานด้วย”

​หยางอวิ้นเหอพยักหน้า เขามองบุตรชายทั้งสองด้วยสายตาที่เปี่ยมไปด้วยความปลาบปลื้มใจ แม้บุตรทั้งสองจะมีเส้นทางบำเพ็ญเพียรที่ยากลำบาก ทว่าในวิถีค่ายกลอันสูงส่งนี้ กลับมีพรสวรรค์ที่มิด้อยไปกว่าใครเลย

​“ตระกูลหยางของข้า กำลังจะรุ่งเรืองแล้วจริงๆ หรือ?” หยางอวิ้นเหอเงยหน้ามองฟ้า ดวงตามีประกายน้ำตาคลอเบ้า

​...

​“บัดซบ! แค่นี้เจ้ามิรู้จักขัดขวางหรือ?”

​ภายในศาลบรรพชนตระกูลฟาง ผู้อาวุโสใหญ่โกรธเกรี้ยวเป็นฟืนเป็นไฟ “หยกวิญญาณสิบสองชิ้น กลับปล่อยให้ไอ้เด็กนั่นเอาไปง่ายๆ เช่นนั้นหรือ? หน้าตาของตระกูลฟางจะเอาไปไว้ที่ไหน! แล้วตระกูลใหญ่อื่นๆ จะมองพวกเราอย่างไร?”

​ผู้เยาว์ของตระกูลฟางสองคนคุกเข่าอยู่เบื้องล่าง ร่างกายสั่นเทาด้วยความหวาดกลัวต่อโทสะของผู้อาวุโสใหญ่ หนึ่งในนั้นก็คือคนที่ถูกหยางเหลียนเตะจนกระดูกสะบ้าเข่าแตกนั่นเอง

​ในตอนนั้นเอง ท่ามกลางฝูงชนที่อยู่ด้านข้าง มีชายคนหนึ่งก้าวออกมาแล้วกล่าวเสียงเบาว่า “ผู้อาวุโสใหญ่โปรดระงับโทสะ เด็กคนนั้น... มีบางอย่างผิดปกติจริงๆ” เขาลังเลอยู่ครู่หนึ่งก่อนจะกล่าวต่อว่า “หลังจากที่เด็กนั่นลงมือ เขาได้บอกว่าอาจารย์ของเขาเป็นคนสั่งให้มาเอาหยกวิญญาณ”

​“อะไรกัน แม้แต่เจ้าก็เชื่อคำพูดเพ้อเจ้อของเด็กนั่นหรือ?”

​“ประเด็นสำคัญคือ ยามที่หยางเหลียนกล่าวคำนั้น เขาพูดต่อหน้าข้าที่ซ่อนตัวอยู่ในเงามืด”

​“ว่ากระไรนะ?” เมื่อได้ยินประโยคนี้ เหล่าผู้อาวุโสในศาลบรรพชนต่างพากันเปลี่ยนสีหน้า

​พวกเขาทุกคนต่างรู้ดีว่าฟางเจ๋อมีฝีมือกล้าแข็งเพียงใด โดยเฉพาะความสามารถในการซ่อนเร้นกระแสปราณนับว่าเป็นเลิศ แม้แต่ยอดฝีมือระดับแดนลับชีพจรแปดชั้นฟ้า หากมิได้ตรวจสอบอย่างละเอียด ก็มิอาจตรวจพบได้

​ทว่าตอนนี้ กลับถูกเด็กเหลือขอคนหนึ่งพบตัวได้โดยง่าย?

​เด็กคนนี้ เห็นทีคงไม่ธรรมดาเสียแล้ว...

​ผู้อาวุโสใหญ่หรี่ตาลง หลังจากนั้นครู่หนึ่ง เขาจึงกล่าวกับคนทั้งสองที่คุกเข่าอยู่ว่า “ไสหัวออกไปได้ แม้แต่เด็กคนเดียวก็ยังขวางไม่อยู่ ไปรับโทษกักบริเวณสามวัน!”

​ทั้งสองคนราวกับได้รับอภัยโทษ รีบคลานออกไปอย่างรวดเร็ว

​เมื่อทั้งสองลับตาไป ผู้อาวุโสใหญ่จึงค่อยๆ นั่งลงแล้วรำพึงว่า “เด็กที่ไม่มีหัวนอนปลายเท้า ทั้งยังเซ่อซ่าขลาดเขลา จู่ๆ กลับมีฝีมือและความกล้าเช่นนี้ หรือว่าเบื้องหลังจะมียอดฝีมือคอยชี้แนะจริงๆ?”

​ผู้อาวุโสอีกท่านหนึ่งขมวดคิ้วมิน้อยไปกว่ากัน “ยอมล่วงเกินยอดฝีมือสิบคน ดีกว่าล่วงเกินยอดฝีมือด้านค่ายกลเพียงคนเดียว ข้าเห็นว่าพวกเราควรจะหาวิธีการที่ประนีประนอมทั้งสองฝ่ายจะดีกว่า”

​“อืม” ผู้อาวุโสท่านอื่นพยักหน้าเห็นพ้อง หนึ่งในนั้นพลันกล่าวขึ้นว่า “ในเมื่อยังสืบสาวราวเรื่องเบื้องหลังมิตก มิสู้ให้ฟางเจ๋อนำของขวัญไปหยั่งเชิงดู หากตระกูลหยางมีปรมาจารย์ค่ายกลระดับสูงอยู่จริง ของขวัญนี้ก็ถือเป็นการผูกมิตร แต่หากไอ้เด็กหยางเหลียนนั่นแค่เสแสร้งแกล้งทำล่ะก็...”

​แม้เขาจะมิได้กล่าวจนจบ ทว่าเหล่าผู้อาวุโสต่างสบตากันแล้วยิ้มออกมาอย่างรู้กัน

​ผู้อาวุโสอีกคนหนึ่งครุ่นคิดพลางกล่าวว่า “หากจะผูกมิตรกับปรมาจารย์ค่ายกลระดับสูง ของขวัญย่อมต้องมิธรรมดา ดาบสันหนาระดับลึกลับขั้นกลางในคลังของตระกูล น่าจะเพียงพอแล้ว”

​“อะไรนะ! ตระกูลฟางเรามีอาวุธระดับลึกลับขั้นกลางเพียงสองชิ้นเท่านั้น จะทำได้อย่างไร...”

​ศัสตราวุธในใต้หล้าแบ่งระดับความแข็งแกร่งตามระดับของผู้ฝึกตน ได้แก่ ระดับปราณ ระดับลึกลับ และระดับลิขิต ดาบระดับลึกลับขั้นกลางในเขตถ่านจวิ้นถือเป็นอาวุธชั้นยอด การครอบครองเพียงชิ้นเดียวก็สามารถนับเป็นของล้ำค่าประจำตระกูลได้แล้ว

​ในบรรดาสามสิบหกตระกูลใหญ่ อาวุธระดับลึกลับขั้นกลางมีอยู่เพียงไม่กี่ชิ้นเท่านั้น ซึ่งล้วนถูกเก็บรักษาไว้เป็นอย่างดี

​ผู้อาวุโสใหญ่ครุ่นคิดครู่หนึ่ง ก่อนจะตบโต๊ะดังปัง “ตกลงตามนี้! อาวุธระดับลึกลับขั้นกลาง แลกกับน้ำใจของปรมาจารย์ค่ายกลระดับสูง ถือว่าคุ้มค่า!”

จบบทที่ ตอนที่ 1-5 คนบ้ากลับชาติมาเกิด

คัดลอกลิงก์แล้ว