- หน้าแรก
- วิวาห์สายฟ้าแลบ วาสนาดีได้เป็นภรรยาทหาร
- บทที่ 101: ยาลูกกลอน
บทที่ 101: ยาลูกกลอน
บทที่ 101: ยาลูกกลอน
บทที่ 101: ยาลูกกลอน
"เม็ดสีดำนี่คือยาแก้หวัด ถ้าจู่ๆ รู้สึกไม่สบายก็ลองกินดูนะ ส่วนเม็ดสีเหลืองอ่อนมีสรรพคุณรักษาแผล ช่วยให้ฟื้นตัวจากอาการบาดเจ็บได้อย่างรวดเร็ว และเม็ดสีขาวหม่นจะช่วยฟื้นฟูพละกำลัง"
"พกยาทั้งหมดนี่ติดตัวไว้นะ คุณอาจจะต้องใช้มัน" ลู่อวิ๋นเซิงรับกล่องไม้ใบเล็กมา ถือโอกาสสวมกอดภรรยาสุดที่รักพร้อมเอ่ยกำชับ "อยู่บ้านก็ดูแลตัวเองดีๆ อย่าคิดฟุ้งซ่านล่ะ แล้วผมจะรีบกลับมา"
"อืม"
เจียงเหยียนพยักหน้ารับ เธอครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่งก่อนจะเดินไปที่ตู้เสื้อผ้า แล้วหยิบกล่องบิสกิตเหล็กส่งให้ลู่อวิ๋นเซิง
"เอาอันนี้ไปด้วยสิคะ"
นี่คือกล่องบิสกิตอัดแท่งที่เธอเคยกดรับรางวัลเช็คอินมาก่อนหน้านี้ กินแค่สองสามชิ้นก็เพียงพอต่อการเติมพลังงานที่ต้องการในหนึ่งวันแล้ว
เธอไม่มีประสบการณ์ทางทหารเลย จึงทำได้เพียงจินตนาการถึงภารกิจของลู่อวิ๋นเซิงตามภาพยนตร์และรายการทีวีที่เคยดูในชาติก่อนเท่านั้น
ทว่าข้าวของทุกอย่างในยุคสมัยนี้ล้วนขาดแคลน เธอจึงอดกังวลไม่ได้ว่าลู่อวิ๋นเซิงจะมีของกินไม่พอ
"คุณเก็บไว้กินเองเถอะ ทางกองทัพเตรียมเสบียงสำหรับเดินทัพไว้ให้แล้วล่ะ"
ลู่อวิ๋นเซิงรู้สึกอบอุ่นในหัวใจ เมื่อก่อนเวลาออกไปปฏิบัติภารกิจ ไม่เคยมีใครมาคอยเป็นห่วงเป็นใยเขาแบบนี้เลย เขาจัดการเก็บของและเตรียมตัวออกเดินทางทันที
เจียงเหยียนยังคงยืนกราน "เอาไปเถอะค่ะ ของกองทัพไม่มีทางดีเท่าของฉันแน่นอน"
"ตกลง งั้นผมรับไว้นะ"
หลังจากเก็บกล่องบิสกิตลงกระเป๋า ลู่อวิ๋นเซิงก็ดูเวลา เขามอบจุมพิตแสนหวานให้ภรรยาหนึ่งทีก่อนจะผละจากไปอย่างอ้อยอิ่ง
เมื่อไม่มีลู่อวิ๋นเซิงอยู่ด้วย จู่ๆ เจียงเหยียนก็รู้สึกว่าบ้านช่างว่างเปล่าเหลือเกิน
[ติ๊งหน่อง!]
[ภารกิจอิสระ: ตรวจพบความต้องการของโฮสต์ เปิดใช้งานภารกิจการเรียนรู้ขั้นสูง: การเป็นนักปรุงยา! หลังจากทำภารกิจการเรียนรู้สำเร็จ โฮสต์จะมีความสามารถในการผลิตยาลูกกลอนตามที่เคยสุ่มได้ก่อนหน้านี้]
[ยอมรับหรือไม่?]
"ทำยาลูกกลอนเองงั้นเหรอ?"
เจียงเหยียนดีใจจนเนื้อเต้น ความเศร้าสร้อยจากการจากไปของสามีสุดที่รักถูกปัดเป่าทิ้งไปในพริบตาด้วยเซอร์ไพรส์ชิ้นใหญ่ที่ระบบมอบให้
ยาลูกกลอนของระบบมีสรรพคุณเป็นเลิศ หากเธอสามารถปรุงมันขึ้นมาได้เอง การจะรวยล้นฟ้าก็คงไม่ใช่เรื่องยากอีกต่อไป! ความฝันที่จะได้เป็นเศรษฐินีอยู่ห่างจากการยุคปฏิรูปและเปิดประเทศเพียงแค่ก้าวเดียวเท่านั้น
ยอมรับ!
ยอมรับสิ!
เจียงเหยียนรีบกดรับภารกิจ ก่อนจะพบว่าการจะก้าวขึ้นเป็นนักปรุงยาอย่างแท้จริงนั้นไม่ใช่เรื่องง่ายเลย
ระบบประเมินว่าการศึกษาหลักสูตรทั้งหมดต้องใช้เวลาอย่างน้อย 30,000 ชั่วโมง
พูดอีกนัยหนึ่งก็คือ ต่อให้เธอเรียนอย่างต่อเนื่องและมีประสิทธิภาพทุกวินาทีโดยไม่กินไม่ดื่มเลย ก็ยังต้องใช้เวลาถึง 3.4 ปี จึงจะสำเร็จหลักสูตรทั้งหมด
ตามข้อมูลเบื้องต้นของระบบ นักปรุงยาเคยเป็นอาชีพที่มีอยู่จริงในประวัติศาสตร์ของหัวเซี่ย แต่ได้ค่อยๆ เลือนหายไปตามกาลเวลาอันยาวนาน ซึ่งแพทย์แผนจีนโบราณเองก็มีความเชื่อมโยงกับศาสตร์นี้อย่างนับไม่ถ้วน
เธอถือซะว่านี่คือการเรียนแพทย์แผนจีนก็แล้วกัน
หลังจากพิจารณาภารกิจการเรียนรู้อย่างถี่ถ้วนแล้ว เจียงเหยียนก็รู้สึกโล่งใจขึ้นมาบ้าง
การฝึกฝนเป็นนักปรุงยาถูกแบ่งออกเป็นหลายระดับ การเรียนรู้ขั้นพื้นฐานนั้นครอบคลุมถึงการแยกแยะสมุนไพรทั่วไป ทำความเข้าใจองค์ประกอบพื้นฐานของร่างกายมนุษย์และเส้นลมปราณ ซึ่งใช้เวลาเพียง 100 ชั่วโมงเท่านั้น
จากภารกิจการเรียนรู้ก่อนหน้านี้ เจียงเหยียนมีความรู้พื้นฐานด้านชีววิทยาบวกกับประสบการณ์ที่สะสมมาจากชาติก่อน ทำให้ระยะเวลาการเรียนลดลงเหลือเพียง 70 ชั่วโมง
นอกจากแปลต้นฉบับแล้ว ในแต่ละวันเธอก็ไม่มีอะไรให้ทำมากนัก การสละเวลาเรียนสักสองสามชั่วโมงจึงไม่ใช่ปัญหาเลย
ยุคนี้ไม่มีกิจกรรมบันเทิงอะไรให้ทำนักหรอก พอตกดึกถ้าไม่ทำลูกก็มีแต่ทำลูกนั่นแหละ
ยังไงตอนนี้ลู่อวิ๋นเซิงก็ไม่อยู่ เธอจึงสามารถใช้เวลาให้เกิดประโยชน์สูงสุดได้
เมื่อใดที่เธอเรียนรู้วิธีปรุงยาลูกกลอนของระบบได้สำเร็จ เธอจะเอามันไปขายให้รัฐบาลหลังจากยุคปฏิรูปและเปิดประเทศ ตั้งเป้าหมายเล็กๆ ฟันกำไรสักร้อยล้าน หลังจากนั้นเธอกับลู่อวิ๋นเซิงก็สามารถใช้ชีวิตแบบไม่ต้องดิ้นรนไปตลอดกาล
ไม่ต้องทำอะไรเลยในแต่ละวัน แค่ใช้ชีวิตเรื่อยเปื่อยแบบปลาเค็ม สนุกสนานไปกับชีวิตและสัมผัสความงดงามของโลกใบนี้
หากถึงเวลานั้นมีเงินมากพอ เธอก็สามารถนำไปลงทุนในบริษัทยักษ์ใหญ่หลายแห่งได้ ด้วยมีลู่อวิ๋นเซิงเป็นผู้หนุนหลัง เธอเชื่อว่าคงไม่มีใครกล้ามาขัดขวางการทำธุรกิจอันสุจริตของเธออย่างแน่นอน
เจียงเหยียนไม่ได้อยากเปิดบริษัทของตัวเองหรอกนะ มันเหนื่อยเกินไป ปล่อยให้คนอื่นทำงานหนักเพื่อหาเงินให้เธอน่าจะดีกว่า
เมื่อไม่มีลู่อวิ๋นเซิงคอยก่อกวนด้วยการเข้ามากอดมาหอมเป็นระยะ ชีวิตของเจียงเหยียนก็มีระเบียบแบบแผนมากขึ้นเรื่อยๆ
...
เช้าตรู่อีกวันหนึ่ง
หยาดน้ำค้างยังไม่ทันเหือดแห้ง ม่านหมอกแผ่ซ่านปกคลุมทุ่งหญ้าบนภูเขา นำพาไอเย็นยะเยือกมาจางๆ เจียงเหยียนลุกจากเตียงแต่เช้าตรู่
ล้างหน้าแปรงฟันคนเดียว
กินข้าวคนเดียว
ให้อาหารเสี่ยวเฮยหมี่คนเดียว เติมอาหารและน้ำสะอาดให้พวกลูกเจี๊ยบคนเดียว
จากนั้นเธอก็เตรียมเสบียงแห้งไปให้เพียงพอ ใช้เชือกผูกปลายขากางเกงและปลายแขนเสื้อให้กระชับ ในมิติส่วนตัวของเธอมีปืนพกที่ลู่อวิ๋นเซิงเคยทำเรื่องขอไว้ให้ รวมถึงมีดผ่าฟืนเล่มคมกริบจากที่บ้าน
เมื่อเตรียมตัวพร้อมสรรพ เจียงเหยียนก็สะพายตะกร้าไม้ไผ่ใบเล็กเดินมุ่งหน้าเข้าป่าไป
หลังจากศึกษามาได้สองสามวัน คลังความรู้ของเธอก็เพิ่มพูนขึ้นไม่น้อย เมื่อได้รับความรู้ความเข้าใจมาบ้างแล้ว เธอจึงตั้งใจจะนำไปปฏิบัติจริง โดยการขึ้นเขาไปเก็บสมุนไพรมาปรุงยาลูกกลอนและยาสามัญประจำบ้านด้วยตัวเอง
เช่น ตำรับยาที่ระบุไว้ในบทเรียนอย่างยาห้ามเลือด ผงขจัดความเย็น และยาลูกกลอนชิงเสิน
แอ๊ด!
เจียงเหยียนดึงประตูรั้วลานบ้านปิดลงและคล้องกุญแจทองเหลือง ก่อนจะเดินออกมาจากเขตบ้านพักทหาร ตอนนี้เป็นเวลาอาหารเช้า ทุกครัวเรือนเพิ่งจะเริ่มจุดเตาทำกับข้าวกัน
เวลานี้ฟ้ายังสว่างไม่เต็มที่ ภายนอกเขตบ้านพักไม่มีใครอยู่เลย มีเพียงเงาร่างของผู้คนที่อยู่ในค่ายทหารอันห่างไกลเท่านั้น
เมื่อเดินมาถึงหน้าประตูเขตบ้านพัก ทหารยามที่เข้าเวรอยู่ก็ทำวันทยหัตถ์ทำความเคารพ เจียงเหยียนพยักหน้ารับพร้อมรอยยิ้ม ก่อนจะเดินมุ่งหน้าไปยังเชิงเขาที่อยู่ไกลออกไป
ด้วยประสบการณ์การเก็บเห็ดในครั้งก่อน เจียงเหยียนจึงรู้ว่าตรงไหนสามารถปีนขึ้นเขาได้ง่าย เธอเพียงแค่เดินตามเส้นทางนั้นไป
ตลอดสองข้างทาง เจียงเหยียนมองสำรวจไปรอบๆ ด้วยความอยากรู้อยากเห็น และพบสมุนไพรที่เจริญเติบโตได้ดีตามทุ่งหญ้า ซึ่งคนทั่วไปมักคิดว่าเป็นเพียงวัชพืช แต่แท้จริงแล้วมันกลับมีสรรพคุณทางยา
ขุดไปตลอดทาง
ค้นหาไปตลอดทาง
เส้นทางที่ปกติใช้เวลาเพียงครึ่งชั่วโมงในการเดินไปถึงเชิงเขา กลับกินเวลาเธอไปเต็มๆ ถึง 2 ชั่วโมง
ชาวบ้านที่ออกมาทำงานเห็นใครบางคนกำลังนั่งยองๆ อยู่กลางทุ่ง ก็คิดว่ามีคนมาขโมยทรัพย์สินส่วนรวม จึงรีบรุดเข้ามาดู
เมื่อเข้ามาใกล้ พวกเขาก็เห็นหญิงสาวหน้าตาสะสวยคนหนึ่งกำลังขุดวัชพืชในทุ่งนา โดยมีวัชพืชจำนวนหนึ่งนอนอยู่ในตะกร้าของเธอแล้ว
"แม่หนู ทำอะไรอยู่น่ะ? บ้านยากจนจนไม่มีอะไรจะกินแล้วหรือยังไง?"
"ดูจากเสื้อผ้าหน้าผม ก็ไม่น่าจะใช่คนที่ไม่มีจะกินนะ"
ทุกคนต่างส่งเสียงวิพากษ์วิจารณ์ เมื่อได้ยินเสียงพูดคุย เจียงเหยียนก็ลุกขึ้นยืน ทว่าทันทีที่พวกเขาเห็นใบหน้าของเธอชัดๆ ทุกคนก็ต้องส่งเสียงร้องออกมาด้วยความประหลาดใจ