- หน้าแรก
- ระบบล้นทะลัก ปฏิบัติการต้มตุ๋นผู้เล่นข้ามมิติ
- บทที่ 1 - เมื่อระบบล้นทะลักจนเป็นภัย
บทที่ 1 - เมื่อระบบล้นทะลักจนเป็นภัย
บทที่ 1 - เมื่อระบบล้นทะลักจนเป็นภัย
บทที่ 1 - เมื่อระบบล้นทะลักจนเป็นภัย
ระบบตัวประกอบยอดเยี่ยม ระบบสรรพสิ่งล้วนมีตำหนิ ระบบยอดเชฟ ระบบควบคุมอารมณ์ ระบบยอดอาจารย์ ระบบมหาเศรษฐี ระบบผูกมิตรสร้างกุศล...
หน้าต่างแจ้งเตือนผุดขึ้นมาในหัวไม่หยุดหย่อน
หลินไป๋รู้สึกวิงเวียนศีรษะระลอกแล้วระลอกเล่า สมองของเขาตอนนี้ราวกับคอมพิวเตอร์ที่ติดไวรัส มีโปรแกรมโหลดเข้ามาไม่ขาดสาย จนทำให้การตอบสนองต่อโลกภายนอกของเขาเชื่องช้าลงไปมาก
นี่มันเรื่องบ้าอะไรกัน
นี่คือพลังวิเศษงั้นหรือ มือของพระโพธิสัตว์พันมือหรือยังไงกัน บทจะไม่มาก็ไม่มา บทจะมาก็แห่กันมาเยอะขนาดนี้ นี่กะจะเล่นให้ตายกันไปข้างเลยใช่ไหม
...
"พี่หลิน พี่หลิน..."
เสียงเรียกซ้ำๆ ปลุกหลินไป๋ให้ตื่นจากสภาวะเครื่องค้าง เขาหมุนลำคอที่แข็งทื่อ หันไปสบเข้ากับดวงตาที่เต็มไปด้วยความห่วงใย ภาพในรูม่านตาค่อยๆ เปลี่ยนจากพร่ามัวเป็นชัดเจน
ทว่าภายในหัวของเขายังคงสับสนวุ่นวาย หน้าต่างแจ้งเตือนยังคงเด้งขึ้นมาอย่างต่อเนื่อง
"สีหน้าท่านดูย่ำแย่มาก ให้ข้าไปตามหมอมาดูอาการหน่อยดีหรือไม่" บัณฑิตหนุ่มในชุดคลุมสีฟ้าผู้สวมหมวกผ้าโพกหัว ยื่นมือมาแตะหน้าผากของหลินไป๋
"ขอบคุณพี่หลัวที่ห่วงใย ข้าขอพักสักประเดี๋ยวก็คงดีขึ้น ไม่เป็นไรหรอก" หลินไป๋พยายามปรับตัวให้เข้ากับสมองที่ใกล้จะระเบิดเต็มทน เขาเบี่ยงตัวหลบมือของอีกฝ่าย เอื้อมมืออันสั่นเทาไปหยิบถ้วยชาข้างกาย แล้วฝืนกลืนน้ำชาลงคออย่างยากลำบาก
น้ำชารสฝาดขมไหลลงสู่กระเพาะ ในที่สุดระบบต่างๆ ในหัวของหลินไป๋ก็ดาวน์โหลดจนเสร็จสิ้น สมองที่ทำงานหนักเกินพิกัดกลับมาโล่งโปร่งในพริบตา เขาได้สติกลับคืนมาอย่างสมบูรณ์
บางทีเหล่าระบบอาจจะตระหนักได้ว่าหากทำงานพร้อมกันทั้งหมดจะส่งผลให้ร่างกายของผู้ใช้พังทลายลง ดังนั้นหลังจากระบบส่วนใหญ่โหลดเสร็จสิ้น พวกมันจึงเข้าสู่สภาวะหลับใหล
เหลือเพียงสี่ระบบเท่านั้นที่ยังคงอยู่ในสถานะตื่นตัว ได้แก่ ระบบสรรพสิ่งล้วนมีตำหนิ ระบบควบคุมอารมณ์ ระบบตัวประกอบยอดเยี่ยม และระบบยอดเชฟ
เมื่อสัมผัสได้ถึงระบบทั้งสี่ที่กำลังตื่นตัวอยู่ในหัว รวมถึงระบบอื่นๆ ที่แฝงตัวอยู่ในเบื้องลึกซึ่งไม่รู้ว่าจะปะทุขึ้นมาเมื่อใด หลินไป๋ก็รู้สึกบอกไม่ถูก การได้รับพลังวิเศษควรเป็นเรื่องน่ายินดี แต่ทำไมเขาถึงรู้สึกเหมือนถูกคุกคามก็ไม่รู้!
ตกลงนี่มันพลังวิเศษหรือมัลแวร์ไวรัสกันแน่ หลินไป๋ผู้เป็นหนอนหนังสือย่อมรู้ดีว่า พลังวิเศษอย่างระบบนั้นเป็นตัวช่วยชั้นยอดที่สามารถดันคนให้ก้าวไปสู่จุดสูงสุดของชีวิตได้อย่างง่ายดาย ทำให้กลายเป็นผู้วิเศษในสายตาผู้คน และกลายเป็นปลิงสังคมที่ใช้ชีวิตอย่างหรูหราอู้ฟู่
แต่เขาไม่เคยคิดฝันเลยว่า วันหนึ่งเขาจะต้องมานั่งปวดหัวเพราะมีพลังวิเศษ
แถมยังมาเป็นเซ็ตคอมโบอีกต่างหาก ระบบมากมายทำงานพร้อมกันขนาดนี้ ขืนต้องทำภารกิจทั้งหมด ต่อให้ทำงานหามรุ่งหามค่ำเจ็ดวันต่อสัปดาห์ก็คงอธิบายความเหนื่อยยากของเขาไม่ได้...
...
หลินไป๋กวาดสายตาอ่านคำอธิบายของทั้งสี่ระบบ
ระบบสรรพสิ่งล้วนมีตำหนิ: โลกนี้ไม่มีสิ่งใดสมบูรณ์แบบ ความบกพร่องต่างหากคือสัจธรรมของสรรพสิ่ง คุณต้องทำให้ทุกคนรู้จักยอมรับในความบกพร่องและคุ้นชินกับความเสียดาย
มีตำหนิงั้นหรือ
จะให้ไปทุบแขนรูปปั้นวีนัสหรือยังไง
ระบบเฮงซวยเอ๊ย!
หลินไป๋นินทาในใจ เขาไล่ตามความสมบูรณ์แบบมาตลอดกว่ายี่สิบปี พยายามอย่างหนักที่จะก้าวเดินทุกย่างก้าวอย่างรอบคอบไร้ที่ติ จนกระทั่งเรียนจบมหาวิทยาลัยและมีชีวิตที่ค่อนข้างประสบความสำเร็จ
หากไม่เกิดเหตุการณ์ทะลุมิติมาอย่างกะทันหัน ชีวิตครึ่งหลังของเขาก็น่าจะสุขสบายไร้กังวลเรื่องปากท้อง และน่าจะมีความสุขกว่าผู้คนส่วนใหญ่อย่างแน่นอน
การไล่ตามความสมบูรณ์แบบกลายเป็นทัศนคติในการใช้ชีวิตของเขาไปแล้ว เหตุใดเขาต้องไปทำความคุ้นชินกับความบกพร่องด้วย
คนที่คิดค้นระบบนี้ขึ้นมาต้องมีปัญหาทางจิตแน่ๆ
ระบบควบคุมอารมณ์: เมื่อคุณเรียนรู้วิธีชักใยอารมณ์ของผู้คน คุณก็คือผู้ควบคุมโลกใบนี้ ดีใจ โกรธ เศร้า สนุก อับอาย หวาดกลัว ตกใจ จงไปสัมผัสความลึกล้ำของอารมณ์เหล่านี้ให้ถ่องแท้เถอะ!
แตกต่างจากระบบแรก หลินไป๋ค่อนข้างเห็นด้วยกับระบบควบคุมอารมณ์นี้ จริงอยู่ที่ว่าเมื่อเราสามารถครอบงำอารมณ์ของผู้อื่นได้อย่างง่ายดาย การลงมือทำสิ่งใดก็จะราบรื่นขึ้นเป็นเท่าตัว
ระบบตัวประกอบยอดเยี่ยม: ไม่ขอเป็นผู้เปิดรับโชคลาภคนแรก และไม่ขอเป็นผู้เผชิญเคราะห์กรรมคนแรก ต้นไม้ที่สูงเด่นย่อมถูกลมพัดโค่น ผู้ที่ทำตัวโดดเด่นเหนือผู้อื่นย่อมตกเป็นเป้าโจมตี หากไม่แก่งแย่งชิงดีก็ไม่มีผู้ใดในใต้หล้ามาต่อกรด้วยได้
จงหาลูกพี่ให้ตัวเองสักคน การเป็นเบอร์สองคือการดำรงอยู่ที่สมบูรณ์แบบที่สุดในใต้หล้า
ไร้สาระสิ้นดี! ในยุคสมัยที่หลินไป๋จากมา ผู้คนต่างแข่งขันกันชิงดีชิงเด่น ทุกคนล้วนเผยเอกลักษณ์ของตนเองออกมา แทบจะประกาศให้โลกรู้ว่าข้านี่แหละคือที่หนึ่งในปฐพี หรือไม่ก็เลือกที่จะใช้ชีวิตแบบปล่อยวางเป็นปลาเค็มไปจนตาย
แต่ให้ไปเป็นเบอร์สองเนี่ยนะ
ระบบแบบนี้มันดึงรั้งความเจริญชัดๆ
บัดซบเอ๊ย!
ระบบยอดเชฟดูเหมือนจะเป็นระบบที่เข้าท่าที่สุดในบรรดาระบบทั้งหมด ทว่าหลินไป๋คือผู้ข้ามมิติ กว่าเขาจะทำความเข้าใจโครงสร้างของโลกใบนี้ได้ก็หืดขึ้นคอแล้ว! ในโลกที่แปลกประหลาดแห่งนี้ แค่จะเอาชีวิตรอดก็ยากลำบากแสนเข็ญ การร่ำเรียนตำราเพื่อรับราชการ หรือการฝึกวรยุทธ์เพื่อปกป้องตนเองต่างหากคือหนทางที่ถูกต้อง จะให้ไปเป็นยอดเชฟหาพระแสงอะไร...
...
ถูกต้องแล้ว
หลินไป๋คือผู้ที่ทะลุมิติมา
เมื่อเจ็ดวันก่อน เขาหลุดเข้ามาในโลกที่แปลกประหลาดนี้อย่างงงๆ โครงสร้างสังคมของโลกใบนี้คล้ายคลึงกับการนำเอายุคสมัยต่างๆ ในประวัติศาสตร์จีนโบราณมายำรวมกัน มีทั้งโรงหมอ ร้านเหล้า โรงเตี๊ยม สำนักคุ้มภัย หอนางโลม ที่ทำการทางการ...
สิ่งเดียวที่แตกต่างออกไปคือ โลกใบนี้มีวรยุทธ์ มีปีศาจ และที่สำคัญคือมีความเป็นไปได้สูงมากที่จะมีวิชาเซียน...
ดังนั้น การใช้ชีวิตของผู้คนในโลกนี้จึงยากลำบากยิ่งกว่า
เมื่อทะลุมิติมายังโลกนี้ หลินไป๋ไม่มีเงินติดตัวแม้แต่อีแปะเดียว ไร้ญาติขาดมิตร กว่าเขาจะจับจุดโครงสร้างของโลกได้ก็แทบแย่ เขาอาศัยทักษะการเข้าสังคมขั้นเทพที่ติดตัวมาจากโลกมนุษย์ ไปตีสนิทกับบัณฑิตหนุ่มที่ชื่อหลัวฉงเหวิน จนสามารถแก้ปัญหาปากท้องไปได้...
เขาไม่ใช่คนที่จะยอมรับชีวิตธรรมดาสามัญ หลังจากทะลุมิติมา ทุกสิ่งต้องเริ่มต้นใหม่ เขาไม่คิดจะตีอกชกหัวโทษฟ้าโทษดิน เมื่อทำความเข้าใจสภาพแวดล้อมรอบตัวได้แล้ว หลินไป๋ก็รีบวางแผนชีวิตใหม่ให้ตัวเองทันที เขาเตรียมใช้จวนตระกูลหลัวเป็นสะพานเชื่อม นำความรู้จากโลกมนุษย์มาใช้เพื่อก้าวขึ้นสู่จุดสูงสุดของชีวิตอีกครั้ง
ใครจะไปคิดว่า แผนการที่เพิ่งจะเริ่มต้น พลังวิเศษก็ดันโผล่พรวดพราดออกมาแบบไม่ทันตั้งตัว ถาโถมเข้ามาดุจคลื่นยักษ์ เล่นเอาเขาตั้งรับแทบไม่ทัน
...
【ทำให้คนสิบคนได้สัมผัสถึงความเว้าแหว่ง... รางวัล: คัมภีร์เก้าทิวา·ฉบับไม่สมบูรณ์】
【รวบรวมอารมณ์บริสุทธิ์หนึ่งอารมณ์ที่พุ่งเป้ามาที่คุณ รางวัล: พลังจิต +1】
【หาลูกพี่ให้ตัวเองสักคน รางวัล: โชคชะตา +1】
【ก่อนอื่นคุณต้องเปิดร้านอาหารหนึ่งแห่ง รางวัล: เงินตรา 10 ตำลึง】
ภารกิจเริ่มต้นของทั้งสี่ระบบดูเหมือนจะไม่ค่อยปกติเท่าไหร่นัก
โดยเฉพาะระบบสรรพสิ่งล้วนมีตำหนิ นอกจากจะระบุภารกิจมาแบบไม่จบประโยคแล้ว แม้แต่รางวัลที่ให้ก็ยังไม่สมบูรณ์อีกด้วย...
ซวยชะมัด
ความเว้าแหว่งอะไร ของความงามเหรอ
หรือของหายนะ
เนื้อหาภารกิจตกหล่นไปไม่กี่คำยังพอทน เพราะไม่ส่งผลต่อการทำความเข้าใจ ถือว่าหยวนๆ กันไป
แต่รางวัลที่ให้มาเนี่ยสิ จากคัมภีร์เก้าสุริยันอันโด่งดัง ดันตกหล่นตัวอักษรไปหนึ่งขีดจนกลายเป็นคัมภีร์เก้าทิวา แถมยังเป็นฉบับไม่สมบูรณ์อีก แบบนี้มันเกินไปหน่อยไหม
คัมภีร์เก้าทิวาฉบับขาดๆ หายๆ นี่มันฝึกได้จริงดิ
นี่มันขาดอะไรไป ขาดความรับผิดชอบชัดๆ!
...
"ภารกิจเรื่องอารมณ์น่าจะกระตุ้นได้ง่ายที่สุดแล้วมั้ง!"
เมื่อตั้งสติได้ หลินไป๋ก็ตัดสินใจที่จะลองทำภารกิจของระบบดู
มีพลังวิเศษแล้วไม่ใช้ก็โง่เต็มทน
ในโลกที่เต็มไปด้วยปีศาจอาละวาดเช่นนี้ คนธรรมดาอย่างเขาควรมีทักษะติดตัวไว้บ้าง เทียบกับการพยายามด้วยตัวเองแล้ว การพึ่งพาพลังวิเศษย่อมเห็นผลเร็วกว่าอย่างเห็นได้ชัด
ในบรรดาภารกิจเริ่มต้นทั้งสี่ ภารกิจของระบบอารมณ์ดูจะลงมือทำได้ง่ายที่สุด
เพิ่งมาถึงที่นี่ได้ไม่นาน ไม่คุ้นเคยกับสถานที่หรือผู้คน จะให้เขาไปหาลูกพี่จากที่ไหน การเปิดร้านอาหารก็ต้องใช้เงินทุน
ส่วนเรื่องที่จะทำให้คนอื่นสัมผัสถึงความเว้าแหว่งอะไรนั่น ตอนนี้เขาก็ยังมืดแปดด้าน
เมื่อนำมาเทียบกัน การกระตุ้นอารมณ์นั้นทำได้ง่ายกว่าเยอะ แถมต้นทุนก็ต่ำที่สุดด้วย
...
ดังนั้น หลินไป๋จึงเบนสายตาไปหาบัณฑิตที่อยู่ตรงหน้า
บัณฑิตผู้นี้มีนามว่าหลัวฉงเหวิน มีฐานะทางบ้านร่ำรวย เขาสอบผ่านการทดสอบระดับเมืองและได้เป็นบัณฑิตฝึกหัดแล้ว หากปีหน้าสอบผ่านการทดสอบระดับมณฑลอีก เขาก็จะได้เป็นซิ่วไฉอย่างเต็มตัว มีหน้ามีตาในแวดวงขุนนาง
แต่เจ้าหนุ่มอนาคตไกลคนนี้กลับมีหัวใจเป็นจอมยุทธ์ วันๆ เอาแต่ฝันอยากผดุงความยุติธรรม ปราบปรามปีศาจร้าย ทว่ากลับไม่มีความอดทนในการฝึกฝนวรยุทธ์เพื่อสร้างรากฐานร่างกาย กลับไปหลงใหลคลั่งไคล้การตามหาวิชาเซียน ละทิ้งการเรียน
ด้วยนิสัยเช่นนี้นี่แหละที่ทำให้หลินไป๋สบช่องเจาะไข่แดง เขาเล่าเรื่อง 'โปเยโปโลเย' ซึ่งเป็นเรื่องราวความรักระหว่างบัณฑิตกับผีสาวให้ฟัง ทำเอาบัณฑิตหนุ่มอินจัดจนถอนตัวไม่ขึ้น และยกย่องให้หลินไป๋เป็นสหายรู้ใจ
"พี่หลิน ในเมื่อท่านไม่เป็นอะไรแล้ว พวกเรามาคุยเรื่องของหนิงไฉ่เฉินกันต่อดีหรือไม่" หลัวฉงเหวินถูมือไปมา แววตาเปล่งประกายด้วยความคาดหวัง
"อืม!" หลินไป๋พินิจมองหลัวฉงเหวิน พลางขบคิดหาจุดเริ่มต้นที่เหมาะสมสำหรับภารกิจ
"หลังจากเสี่ยวเชี่ยนจากไปแล้วเกิดอะไรขึ้นต่อ ปีศาจต้นไม้เฒ่ากับเยี่ยนซื่อเสียใครเก่งกว่ากัน แล้วเขาจะได้กราบเยี่ยนซื่อเสียเป็นอาจารย์หรือไม่" หลัวฉงเหวินไม่ทันสังเกตเห็นความผิดปกติของหลินไป๋ เขาลากเก้าอี้มานั่งลงตรงหน้าหลินไป๋ แล้วรัวคำถามเป็นชุด
หลินไป๋นิ่งคิดครู่หนึ่ง ยกถ้วยชาขึ้นจิบอีกคำแล้วเอ่ยว่า "อย่าใจร้อน พวกเราค่อยๆ คุยกัน"
"ใช่ๆ ค่อยๆ คุยกัน" หลัวฉงเหวินพยักหน้ารัวๆ "แล้วหนิงไฉ่เฉินเป็นอย่างไรต่อไป"
เพียงชั่วอึดใจ หลินไป๋ก็ตัดสินใจได้ เขาเผยอยิ้ม "พี่หลัว เงี่ยหูฟังให้ดี เรื่องราวต่อจากนี้สนุกเข้มข้นมาก"
หลัวฉงเหวินนั่งตัวตรงแหน่ว
หลินไป๋เว้นจังหวะเล็กน้อย มองหลัวฉงเหวินที่กำลังตั้งใจฟัง แล้วเล่าเรื่องราวอย่างออกรสออกชาติ "คืนนั้น หนิงไฉ่เฉินได้พบกับผีสาวเนี่ยเสี่ยวเชี่ยน ในยามดึกสงัด เขาถูกผีสาวผู้เลอโฉมยั่วยวนจนจิตใจเตลิดเปิดเปิง
ชายหนุ่มผู้กำลังหลงใหล ในหัวมีแต่ภาพของผีสาวที่ทอดสายตาหยาดเยิ้มมาให้ แต่เมื่อถูกเยี่ยนซื่อเสียผู้มีหนวดเคราดกดำตักเตือนเรื่องความแตกต่างระหว่างคนกับผี เขาย่อมรู้สึกขัดใจ เขาจึงรีบกลับเข้าห้องของตนแต่หัววัน เฝ้ารอคอยการมาเยือนของเนี่ยเสี่ยวเชี่ยนด้วยใจจดจ่อ
แต่ถึงกระนั้นเขาก็เป็นเพียงบัณฑิตอ่อนแอคนหนึ่ง ช่วงนี้ต้องเผชิญกับเรื่องราวมากมายจนเหนื่อยล้าทั้งกายและใจ เพียงไม่นานเขาก็หลับสนิทไป เวลาผ่านไปนานเท่าใดไม่ทราบได้ จู่ๆ ก็มีเสียงดังกุกกักดังขึ้นภายในห้อง ปลุกให้หนิงไฉ่เฉินสะดุ้งตื่น..."
หลัวฉงเหวินตาเป็นประกาย ขยับตัวไปมาอย่างลืมตัว "เสี่ยวเชี่ยนมาหาถึงที่แล้วหรือ"
"พี่หลัวอย่าเพิ่งใจร้อน ฟังต่อไปเถิด" หลินไป๋หัวเราะเบาๆ "หนิงไฉ่เฉินอาศัยแสงจันทร์เพ่งมองไป กลับกลายเป็นว่าคนที่เข้ามาคือเยี่ยนซื่อเสียที่พักอยู่ห้องข้างๆ ในใจเขาย่อมรู้สึกผิดหวังเล็กน้อย เพิ่งจะอ้าปากถามว่า 'จอมยุทธ์เยี่ยน ท่านมาทำอะไรกลางดึก...'
ยังพูดไม่ทันจบประโยค เยี่ยนซื่อเสียก็มีสภาพหนวดเคราและเส้นผมชี้ฟู นัยน์ตาแดงก่ำราวกับถูกผีเข้า เขาแสยะยิ้มแล้วพุ่งทะยานเข้าใส่หนิงไฉ่เฉิน...
เสียงร้องโหยหวนดังสะท้อนก้องไปทั่ววัดหลานรั่ว นกหากินกลางคืนแตกตื่นบินหนีกันจ้าละหวั่น ปีศาจต้นไม้เฒ่าและเหล่าผีสาวต่างพากันสั่นสะท้านด้วยความหวาดกลัว..."
โปเยโปโลเยฉบับดัดแปลงเติมเครื่องปรุงรสถูกถ่ายทอดออกจากปากของหลินไป๋อย่างไหลลื่น
ภายในวัดหลานรั่ว
สายฟ้าฟาดปะทะเปลวเพลิง
ครึ่งชั่วยามผ่านไป บัณฑิตผู้อ่อนแออย่างหนิงไฉ่เฉินถึงกับต้องยกมือปิดหน้าร่ำไห้...
"..." สีหน้าของหลัวฉงเหวินค่อยๆ เปลี่ยนจากความคาดหวังเป็นเหม่อลอย ก่อนจะแปรเปลี่ยนเป็นแดงก่ำไปทั้งหน้า
เขาคลั่งไคล้การบำเพ็ญเพียรเป็นเซียน จึงนำตัวเองไปสวมบทบาทเป็นหนิงไฉ่เฉิน เรื่องเล่าของหลินไป๋ทำให้เขารู้สึกเหมือนเข้าไปอยู่ในเหตุการณ์จริง ทว่าเนื้อเรื่องในครั้งนี้กลับผิดคาดไปจากที่เขาคิดไว้อย่างสิ้นเชิง
ความรู้สึกนั้นเหมือนกับกำลังอ่านนิยายมังกรหยกอย่างเมามัน แล้วจู่ๆ เซียวเหล่งนึ่งก็โดนนักพรตยิ่นจี้ผิงล่วงเกิน มันเหมือนมีแมลงวันติดคอ อยากจะเอามีดแทงคนแต่งให้ตายเสียเดี๋ยวนี้
และที่สำคัญ
ครั้งนี้คนที่โดนล่วงเกินกลับเป็นตัวเอก ตัวเอกที่เขากำลังสวมบทบาทอยู่
ยิ่งหลินไป๋เล่าได้อย่างออกรสมากเท่าไหร่ หลัวฉงเหวินก็ยิ่งรู้สึกอึดอัดมากเท่านั้น พอจินตนาการภาพหนิงไฉ่เฉินโดนชายหนวดเครารังแกซ้ำแล้วซ้ำเล่า...
ความรู้สึกคลื่นไส้ก็ตีตื้นขึ้นมาจุกอยู่ที่คอหอย! หลัวฉงเหวินตบโต๊ะดังปัง ขัดจังหวะหลินไป๋ "พอได้แล้ว!"
เสียงของหลินไป๋ชะงักกึกทันที
ในขณะเดียวกันนั้นเอง
เสียงแจ้งเตือนภารกิจสำเร็จก็ดังก้องขึ้นในหัวของเขา: 【รวบรวมอารมณ์โกรธที่พุ่งเป้ามาที่คุณได้หนึ่งครั้ง รางวัล: พลังจิต +1 (จัดส่งเรียบร้อยแล้ว)】
[จบแล้ว]