- หน้าแรก
- รวมเรื่องฮ่องกง ตำรวจเลวออกรอบ อ่างเก็บน้ำ แม้แต่สุนัขยังไม่เฝ้า
- บทที่ 22: เป็นตำรวจหนึ่งควัน รับการเกื้อหนุนชั่วชีวิต
บทที่ 22: เป็นตำรวจหนึ่งควัน รับการเกื้อหนุนชั่วชีวิต
บทที่ 22: เป็นตำรวจหนึ่งควัน รับการเกื้อหนุนชั่วชีวิต
สายตาของเฉินเหยาเฟิงจดจ้องไปยังโจรโฉดสองคนที่เหลืออยู่
เมื่อปืน AK สองกระบอกถูกกำจัดไป แรงกดดันที่ถาโถมใส่เจ้าหน้าที่ PTU ทั้งสามนายก็เบาบางลงอย่างเห็นได้ชัด
เจ้าหน้าที่นายหนึ่งฉวยโอกาสยิงโต้ตอบด้วยปืนพก บีบให้พวกโจรต้องล่าถอยไปหลบหลังประตูร้านทอง
โจรคนหนึ่งเริ่มจนตรอก พุ่งตัวออกมาพร้อมปืนพกในมือ พยายามจะคว้าปืน AK ที่ตกอยู่บนพื้น
เฉินเหยาเฟิงเตรียมพร้อมอยู่แล้ว เขาขยับข้อมือเพียงนิด กระสุนก็พุ่งเข้าเจาะน่องของมันอย่างจัง
มันกรีดร้องลั่นก่อนจะล้มคว่ำลง ปืนพกกระเด็นไปไกลจนสุดเอื้อม
“ไอ้สารเลว!” โจรคนสุดท้ายสติหลุดโดยสมบูรณ์ มันรัวปืนพกสองมือใส่ทิศทางที่เฉินเหยาเฟิงซุ่มอยู่แบบไม่ยั้ง
กระสุนเจาะทะลุแผ่นเหล็กบางๆ ของแผงหนังสือริมทาง เสียงดังรัวเหมือนประทัดแตก
แต่เฉินเหยาเฟิงพุ่งตัวออกจากแผงหนังสือไปตั้งนานแล้ว เขาวิ่งสับเท้าไปหลบหลังรถยนต์อีกคัน
ทันทีที่โจรคนนั้นยิงจนกระสุนหมดแม็ก เฉินเหยาเฟิงก็ยกแขนขึ้นเล็งอีกครั้ง กระสุนพุ่งเจาะไหล่ของมันจนร่างเซถลาลงกับพื้น
ถึงอย่างนั้น มันก็ยังไม่ยอมสิ้นฤทธิ์ พยายามกระเสือกกระสนคลานไปหาปืน AK ที่วางอยู่
เมื่อเห็นความมุ่งมั่นที่เป็นภัย เฉินเหยาเฟิงจึงพุ่งออกจากหลังรถและปิดบัญชีด้วยการยิงซ้ำที่ศีรษะสองนัด
เสียงปืนสงบลงในที่สุด
【ติ๊ง! ยินดีด้วยโฮสต์หยุดการปล้นร้านทองได้สำเร็จ รางวัล: พละกำลังและสมรรถภาพทางกาย เพิ่มขึ้นเท่าตัว!】
เฉินเหยาเฟิงสัมผัสได้ถึงกระแสความอบอุ่นที่หลั่งไหลไปทั่วร่าง เขาหยัดกายขึ้นพลางปัดฝุ่นออกจากชุดสูท เพิ่งจะรู้ตัวว่าฝ่ามือชุ่มไปด้วยเหงื่อ
สมรรถภาพกายเพิ่มขึ้นเท่าตัวงั้นเหรอ?
ครั้งก่อนเขาก็ได้รางวัลนี้ไปแล้วหนึ่งครั้ง คราวนี้เพิ่มขึ้นอีกเป็นเท่าตัว นั่นไม่เท่ากับว่าร่างกายเขามีประสิทธิภาพเหนือกว่าคนปกติถึงสี่เท่าเลยหรือ?
ถ้าเป็นแบบนี้ต่อไป เขาคงได้กลายเป็นซูเปอร์แมนเข้าจริงๆ ถึงตอนนั้นอยากจะรู้นักว่าใครจะกล้าเดินมาบอกเขาว่าห้ามกินเนื้อวัว (ล้อพล็อตหนังที่ตำรวจบางคนไม่กินเนื้อวัวเพราะถือเจ้าแม่กวนอิม)
หลังจากเจ้าหน้าที่ PTU ที่รอดชีวิตเข้าควบคุมตัวผู้ต้องหาที่ยังเหลือลมหายใจอยู่ได้แล้ว นายตำรวจคนหนึ่งก็วิ่งหน้าซีดเข้ามารายงาน: “สารวัตรเฉินครับ พี่น้องเราเสียชีวิตสองนายรวมถึงจ่าด้วย อีกคนบาดเจ็บสาหัส ผมเรียกศิริราช... เอ้ย เรียกรถพยาบาลแล้วครับ”
ครึ่งชั่วโมงต่อมา เฉินเหยาเฟิงมองดูเปลหามที่ถูกคลุมด้วยผ้าขาววางอยู่บนพื้น หัวใจของเขาหนักอึ้ง ความดีใจที่ได้รับรางวัลมลายหายไปสิ้น
เมื่อครู่เขายังนั่งคุยเรื่องธุรกิจหมื่นล้านอยู่ที่ภัตตาคารลุกยี่ แต่เพียงพริบตาเดียวเขาก็ต้องมาเผชิญกับความเป็นความตาย นี่แหละคือโลกภาพยนตร์ฮ่องกง
โลกที่เต็มไปด้วยห่ากระสุนและควันปืน
หากเขาไม่มีระบบและเป็นเพียงจ่าธรรมดา นี่คงเป็นชะตากรรมที่เขาต้องเจอในสักวัน
“แจ้งหน่วยเหนือให้มาจัดการพื้นที่” เฉินเหยาเฟิงนวดขมับ น้ำเสียงแหบพร่าเล็กน้อย “คุมตัวผู้ต้องหาไปสอบสวนที่เกาลูนตะวันตก และเก็บอาวุธทั้งหมดไว้เป็นหลักฐาน”
ยังไม่ทันที่เสียงไซเรนจะจางหาย เสียงฝีเท้าที่รีบร้อนก็ดังมาจากหัวมุมถนน
นักข่าวมากกว่าสิบคนแบกกล้องและถือเครื่องบันทึกเสียงพุ่งเข้ามา แสงแฟลชวับวาบราวกับพายุ
นักข่าวสาวจากตงฟางรื่อเป้าเบียดตัวขึ้นมาข้างหน้า เสียงของเธอดังยิ่งกว่าไซเรน: “สารวัตรเฉิน! การปล้นครั้งนี้มีการวางแผนมาก่อนไหมคะ? ท่านพอจะมีเบาะแสเรื่องที่มาของอาวุธสงครามพวกนี้หรือยัง?”
เฉินเหยาเฟิงที่เพิ่งสั่งการลูกน้องเสร็จถูกรุมล้อมด้วยกองทัพนักข่าว
เขาจัดแขนเสื้อสูทที่ขาดรุ่งริ่งเพราะเศษปูนกวาดสายตามองไปที่เลนส์กล้อง น้ำเสียงของเขาดังแทรกความวุ่นวายออกมาด้วยความหนักแน่น:
“ผมยังไม่สามารถเปิดเผยรายละเอียดของคดีได้ในขณะนี้ หน่วยอาชญากรรมจะรับช่วงต่อสืบสวนเอง แต่ผมอยากจะใช้โอกาสนี้พูดเรื่องที่สำคัญกว่านั้นครับ”
นักข่าวชะงัก เครื่องบันทึกเสียงทุกเครื่องพุ่งตรงไปที่เขา
“วันนี้เราเสียพี่น้องไปสองนาย และอีกหนึ่งนายยังอยู่ในขั้นวิกฤต” เฉินเหยาเฟิงเน้นย้ำทุกถ้อยคำชัดเจน
“จะเกิดอะไรขึ้นกับครอบครัวของพวกเขา? ค่ารักษาพยาบาลและเงินบำนาญมันเพียงพอไหม? หลายท่านที่นี่อาจไม่ทราบว่าเกณฑ์เงินอุดหนุนของกรมตำรวจในปัจจุบันแทบจะไม่พอรับประกันการใช้ชีวิตขั้นพื้นฐานด้วยซ้ำ”
เขาหยุดเว้นจังหวะและกล่าวอย่างเคร่งขรึม “ดังนั้น ผมจึงตัดสินใจควักเงินส่วนตัว 500 ล้านดอลลาร์ ก่อตั้ง ‘มูลนิธิเพื่อนตำรวจ’ ขึ้นมา ตำรวจทุกนายที่บาดเจ็บจากการปฏิบัติหน้าที่ มูลนิธิจะดูแลค่ารักษาพยาบาลให้ทั้งหมด สำหรับผู้ที่สละชีพ ครอบครัวจะได้รับเงินช่วยเหลือรายเดือนเต็มจำนวน และบุตรธิดาจะได้รับทุนการศึกษาจนจบมหาวิทยาลัย”
“พี่น้องที่เสียชีวิตและบาดเจ็บในวันนี้ จะเป็นกลุ่มแรกที่ได้รับความช่วยเหลือจากกองทุนนี้ครับ”
ฝูงชนระเบิดเสียงฮือฮาทันที
“500 ล้าน? สารวัตรเฉินควักกระเป๋าตัวเองเลยเหรอคะ?”
“มูลนิธิจะเปิดเมื่อไหร่? คนทั่วไปบริจาคได้ไหมครับ?”
“ท่านเพิ่งทำเงินได้เป็นพันล้าน ทำไมไม่ลาออกไปเป็นเจ้าสัวเสวยสุขล่ะคะ ทำไมถึงยังทำแบบนี้อยู่?”
เฉินเหยาเฟิงยิ้ม “ผมไม่ได้สวมเครื่องแบบนี้เพื่อเงิน แต่ผมรู้ว่าในวันที่พี่น้องของผมเอาชีวิตเข้าแลก พวกเขาต้องรู้ว่าเขามีคนที่ไว้ใจได้คอยหนุนหลังอยู่”
“ส่วนเรื่องลาออก...” เขาชี้ไปที่ปลอกกระสุนบนพื้น “ตราบใดที่ที่นี่ยังต้องการผม ผมจะไม่ไปไหนทั้งนั้น”
พูดจบเขาก็พยักหน้าให้ตำรวจท้องที่แล้วเดินตรงไปยังรถเบนท์ลีย์
นักข่าวพยายามตะโกนไล่หลังถามคำถาม แต่เขาไม่หันกลับมามองอีกเลย
เช้าวันรุ่งขึ้น หนังสือพิมพ์ทุกฉบับในฮ่องกงถูกครอบคลุมด้วยข่าวนี้
พาดหัวของตงฟางรื่อเป้าใช้ตัวอักษรสีดำหนาเตอะ: ‘สารวัตรพันล้านทุ่ม 500 ล้านสร้างกองทุน! เฉินเหยาเฟิง: พี่น้องตำรวจของผม ผมดูแลเอง!’
ส่วนหมิงเป้ารายงานในอีกมุมหนึ่ง: ‘เจ้าพ่อตำรวจยังคงสู้ในแนวหน้า สยบสี่โจรโฉดด้วยตัวคนเดียว!’
ข้างๆ กันมีรูปของเขาขณะถูกสัมภาษณ์ในที่เกิดเหตุ แววตามุ่งมั่นและเด็ดเดี่ยว
ตามแผงหนังสือทุกหัวมุมถนน ชาวบ้านรุมล้อมอ่านหนังสือพิมพ์ บทสนทนาดังเซ็งแซ่ไปหมด
“มาดูเร็ว! มาซื้อเร็ว! รายงานล่าสุดของเจ้าพ่อตำรวจ เฉินเหยาเฟิง!” เจ้าของแผงหนังสือใช้ชื่อของเฉินเหยาเฟิงเป็นจุดขายโดยตรง
ครอบครัวของตำรวจที่เกษียณหรือบาดเจ็บหลายรายเริ่มสอบถามข้อมูล หลายคนโทรเข้าไปที่สถานีตำรวจเพื่อถามวิธีสมัครกองทุน จนเจ้าหน้าที่รับสายเสียงแหบเสียงแห้ง: “สารวัตรเฉินบอกว่าจะเริ่มรับสมัครวันจันทร์หน้าครับ ขอแค่เป็นตำรวจประจำการหรือเกษียณแล้ว เตรียมเอกสารหลักฐานมาก็พอ”
แม้แต่ในห้องพักผ่อนของ ICAC ก็ยังคุยกันเรื่องนี้
เจ้าหน้าที่สืบสวนหนุ่มคนหนึ่งถือแก้วกาแฟพูดกับเพื่อนร่วมงาน “ตอนที่เราไปตรวจเขาคราวก่อน เรานึกว่าเขาคงลาออกไปในเร็วๆ นี้ ไม่นึกเลยว่า...”
เพื่อนร่วมงานมองรูปเฉินเหยาเฟิงในหนังสือพิมพ์แล้วถอนหายใจ “คนแบบนี้อยู่ในกรมตำรวจน่ากลัวกว่าอยู่ในโลกธุรกิจเสียอีก ถ้าเขาลาออก เขาก็ไม่เกี่ยวอะไรกับเราแล้ว แต่การที่เขาอยู่ต่อ เขาจะกลายเป็นกระดูกสันหลังของตำรวจทุกคน คราวนี้เราจะทำงานยากขึ้นเยอะเลยล่ะ!”
ที่โถงทางเดินของสำนักงานใหญ่เกาลูนตะวันตก เฉินเหยาเฟิงเพิ่งจะเซ็นชื่อในธรรมนูญของมูลนิธิเสร็จ
ฟางเจี๋ยเสียเดินมาหาเขาพร้อมหนังสือพิมพ์หมิงเป้าในมือ
“ตอนนี้คุณกลายเป็นไอดอลของคนทั้งฮ่องกงไปแล้วนะคะ” ฟางเจี๋ยเสียยื่นหนังสือพิมพ์ให้เขา แววตาเต็มไปด้วยรอยยิ้มและน้ำเสียงที่แฝงความภูมิใจในตัวเขา
เฉินเหยาเฟิงรับมาพลิกดูผ่านๆ แล้วยิ้ม “ผมก็แค่ทำในสิ่งที่ควรทำครับ”
...
ตลอดหนึ่งสัปดาห์ เฉินเหยาเฟิงแทบจะใช้ชีวิตอยู่ในห้องทำงานเพื่อเตรียมการเรื่องมูลนิธิ เขาตรวจสอบทุกอย่างด้วยตัวเอง ตั้งแต่ธรรมนูญที่ละเอียดละออ โครงสร้างบุคลากร ไปจนถึงระบบตรวจสอบเงินและการยื่นคำร้อง
มูลนิธินี้ถูกตั้งชื่อว่า มูลนิธิจิ่งเย่า โดยนำคำว่า ‘เย่า’ มาจากชื่อเฉินเหยาเฟิงของเขา พร้อมกับหวังว่าพี่น้องตำรวจจะร่วมแรงร่วมใจกันจนกลายเป็นแสงสว่าง (เกียรติยศ) ของกรมตำรวจ
ในวันที่ขั้นตอนทุกอย่างเสร็จสมบูรณ์ โถงของศูนย์นิทรรศการและการประชุมฮ่องกงถูกจัดเตรียมอย่างยิ่งใหญ่
พุ่มดอกไม้สีแดงแขวนระย้าจากเพดาน ส่งให้ป้ายผ้าสีฟ้าขาวสองข้างทางดูโดดเด่นยิ่งขึ้น:
“มูลนิธิจิ่งเย่า คุ้มครองพี่น้องตำรวจ”
“เป็นตำรวจหนึ่งวัน รับการเกื้อหนุนชั่วชีวิต”
ทางเดินยาวหน้าทางเข้าเต็มไปด้วยกระเช้าดอกไม้ การ์ดจากเครือบริษัทฮั่ว, อสังหาริมทรัพย์ตระกูลหลี่, กงสีล้อค และกลุ่มทุนยักษ์ใหญ่อื่นๆ วางเด่นท่ามกลางหมู่มวลดอกไม้ ทว่ากระเช้าดอกเบญจมาศขาวในแถวหน้าสุดนั้นไร้ชื่อ มีเพียงข้อความบนริบบิ้นว่า “แด่พี่น้องที่สละชีพ” ซึ่งเป็นสิ่งที่เฉินเหยาเฟิงจัดเตรียมไว้เป็นพิเศษ
เวลาสิบนาฬิกาตรง กองเกียรติยศของกรมตำรวจตั้งแถวอย่างเป็นระเบียบ เสียงโฆษกดังผ่านลำโพงก้องไปทั่วโถง:
“ขอเรียนเชิญผู้ก่อตั้งมูลนิธิจิ่งเย่าสารวัตรเฉินเหยาเฟิง แห่งหน่วยอาชญากรรมเกาลูนตะวันตก, คุณหลี่ซู่ถัง รองผู้บัญชาการตำรวจ และท่านผู้ว่าการรัฐ เซอร์เมอร์เรย์ แมคลีโฮส ร่วมตัดริบบิ้นเปิดมูลนิธิอย่างเป็นทางการครับ!”
เสียงปรบมือดังสนั่นราวกระแสคลื่น ผสานไปกับเสียงชัตเตอร์กล้องที่รัวถล่มอย่างต่อเนื่อง