- หน้าแรก
- โคตรจะเหลือเชื่อ เพิ่งเปลี่ยนอาชีพก็อัญเชิญพญามังกรฟ้าดับสูญโลกา
- บทที่ 208 - ไร้ยางอาย
บทที่ 208 - ไร้ยางอาย
บทที่ 208 - ไร้ยางอาย
บทที่ 208 - ไร้ยางอาย
สมาชิกหน่วยปราบมารคนอื่นๆ เดิมทีตกอยู่ในความสิ้นหวัง
ทว่าตอนนี้สถานการณ์กลับตาลปัตร
พวกเขาย่อมพุ่งเข้าใส่ศัตรูอย่างบ้าคลั่งเพื่อทำการสังหาร
เพราะนี่คือแต้มผลงานจากการล่าหัวทั้งนั้น
ครั้งนี้ หวังเฉินไม่ได้รีบร้อนไปแย่งล่าหัวใคร
เขามองไปที่เสี่ยวจื่อ
ตอนนี้เสี่ยวจื่อที่กลืนกินศัตรูที่มีเลเวลนำหน้ามันไปไกลถึงสองคน ร่างกายกำลังเปล่งแสงจางๆ อย่างประหลาด เห็นได้ชัดว่ามันกำลังเร่งย่อยสลายพลังงานมหาศาลที่ได้รับมา
เสี่ยวชิงยืนมองน้องสาวของมันด้วยความอยากรู้อยากเห็นอยู่ข้างๆ
วูบ!!
ผ่านไปไม่ถึงครึ่งนาที
แสงบนตัวของเสี่ยวจื่อก็เปลี่ยนเป็นสีม่วงโดยตรง
ในขณะเดียวกัน บนแผงข้อมูลของหวังเฉินก็ปรากฏข้อความแจ้งเตือนขึ้นมาสองแถว
【แจ้งเตือน: สัตว์อสูรของท่าน 'จื่อยวี้' กลืนกินศัตรู 'เย่หย่งหมิง' สำเร็จ ได้รับค่าประสบการณ์ 2,000,000 แต้ม และค่าสถานะทั้งหมดเพิ่มขึ้น 10%】
【แจ้งเตือน: สัตว์อสูรของท่าน 'จื่อยวี้' กลืนกินศัตรู 'ซูเหลียงฮุ่ย' สำเร็จ ได้รับค่าประสบการณ์ 2,000,000 แต้ม และค่าสถานะทั้งหมดเพิ่มขึ้น 10%】
...
นี่มัน...
หวังเฉินมองข้อความแจ้งเตือนบนแผงข้อมูลแล้วถึงกับยืนอึ้งไปเลย
เขาคาดไม่ถึงเลยจริงๆ ว่าการกลืนกินศัตรูสองคน นอกจากจะได้รางวัลค่าประสบการณ์แล้ว ค่าสถานะทั้งหมดยังเพิ่มขึ้นถึง 20% อีกด้วย!
ที่แท้จ้าวแห่งการกลืนกิน หลังจากกลืนกินเป้าหมายแล้ว ยังได้รับรางวัลค่าประสบการณ์ด้วยหรือนี่!
นี่มันคือตู้กาชาเคลื่อนที่ชัดๆ!
การกลืนกินเป้าหมายที่มีเลเวลสูงกว่าตนเอง จะได้รับรางวัลบัฟเสริมพลังแบบสุ่ม!
และค่าประสบการณ์รวม 4,000,000 แต้มนี้ เสี่ยวจื่อได้รับไปเพียงผู้เดียว ไม่สามารถแบ่งให้หวังเฉินหรือเสี่ยวชิงได้
ดังนั้นเลเวลของเสี่ยวจื่อที่เดิมอยู่ที่ 50 จึงพุ่งทะยานขึ้นสู่เลเวล 80 ในพริบตาเดียว!
ห่างจากพี่สาวอย่างเสี่ยวชิงเพียง 5 เลเวลเท่านั้น!
ส่วนค่าสถานะทั้งหมดของเสี่ยวจื่อ หลังจากผ่านการเลื่อนเลเวลและโบนัสจากการกลืนกิน จากเดิมที่มีค่าเฉลี่ยอยู่ที่ 600,000 แต้ม ก็พุ่งสูงขึ้นเป็น 2,000,000 แต้มโดยตรง!
"กี่!"
เสี่ยวชิงเองก็อึ้งไปเหมือนกัน!
มันไม่คิดเลยว่าน้องสาวที่ปกติเอาแต่ทำตัวเป็นก้อนเจลลี่นอนแผ่อยู่ข้างๆ มัน จะสามารถอัปเลเวลได้จากการกินศัตรู!
ที่สำคัญคือเลเวลมันพุ่งเร็วเกินไปแล้ว!
"กูจี้..."
หลังจากเสร็จสิ้นการเลื่อนเลเวล เสี่ยวจื่อสัมผัสได้ถึงค่าสถานะสี่มิติที่พุ่งสูงขึ้นในร่างกาย มันจึงส่งเสียงครางอย่างพึงพอใจออกมา
ดวงตาสีม่วงกลมโตทั้งสองข้างหรี่ลงอย่างมีความสุข
นี่แหละคือความได้เปรียบของเผ่าพันธุ์จ้าวแห่งการกลืนกิน
หากมังกรเขียวทำลายล้างที่มีเลเวลเท่ากัน ต้องสู้กับจ้าวแห่งการกลืนกิน
สัตว์เทพระดับจักรวาลทั้งสองน่าจะสูสีกัน
แต่ด้วยคุณลักษณะการกลืนกินของจ้าวแห่งการกลืนกิน ทำให้มันเติบโตได้รวดเร็วกว่ามังกรเขียวทำลายล้างอยู่บ้าง
แน่นอนว่า...
มังกรเขียวทำลายล้างก็ใช่ว่าจะไม่มีข้อได้เปรียบ
ลำพังแค่ทักษะ 'ทะยานเมฆา' ก็เหนือกว่าสัตว์อสูรตัวอื่นๆ ไปไกลแล้ว
อย่างน้อยจนถึงตอนนี้ เสี่ยวจื่อยังไม่มีความสามารถในการบิน ทำได้เพียงกระโดดไปมาเท่านั้น
ส่วนเสี่ยวชิงนั้นสามารถโบยบินได้อย่างอิสระบนท้องนภา
แถมความเร็วในการบินยังรวดเร็วอย่างยิ่ง!
อย่าได้ดูถูกความสามารถในการบินนี้เชียว
มีสัตว์อสูรที่บินได้อยู่ไม่น้อย
แต่สัตว์อสูรที่บินได้และรวดเร็วเหมือนเสี่ยวชิงนั้น มีน้อยแสนน้อยจริงๆ
อย่างน้อยที่สุดเวลาสู้กับศัตรู เสี่ยวชิงก็ได้ครองความได้เปรียบทางอากาศโดยสิ้นเชิง
นั่นหมายความว่า...
หากตอนนี้เสี่ยวชิงสู้กับเสี่ยวจื่อ เสี่ยวชิงก็แค่ต้องใช้ท่าทะยานเมฆาบินขึ้นไป แล้วเสี่ยวจื่อก็ทำได้เพียงรอรับการโจมตีจากพี่สาวอยู่ฝ่ายเดียว
ดูเหมือนว่าต่อจะเป็นสัตว์เทพระดับจักรวาล ก็ยังไม่สามารถทำทุกอย่างให้สมบูรณ์แบบได้ร้อยเปอร์เซ็นต์
หลังจากให้เสี่ยวชิงและเสี่ยวจื่อกลับเข้าไปในมิติสัตว์อสูร
หวังเฉินก็ทอดสายตามองออกไปไกลๆ
เขาเห็นอาจารย์จางซีและสมาชิกหน่วยปราบมารคนอื่นๆ จัดการศัตรูไปได้เกือบหมดแล้ว
หนึ่งนาทีต่อมา
เมื่อสมาชิกนิกายสัจธรรมเทวมารคนสุดท้ายตะโกนว่า 'ท่านเทวมารจะประทานบทลงโทษให้พวกมดปลวกอย่างพวกเจ้า' ก่อนจะระเบิดตัวเองตายไป
การต่อสู้ทั้งหมดก็ปิดฉากลง
ค่ายกลสีดำที่ครอบคลุมไร่องุ่นแห่งนี้ เมื่อขาดการส่งพลังจากพวกลัทธิมารเหล่านั้น ก็ถูกจางซีและสมาชิกหน่วยปราบมารคนอื่นๆ ร่วมมือกันทำลายลง
หลังจากรีบติดต่อฐานทัพและให้ส่งกำลังมาประจำการที่จุดยุทธศาสตร์สำคัญนี้แล้ว จางซีก็ได้ยื่นข้อเสนอต่อผู้บัญชาการสูงสุดของกองพลปราบมารอย่างเป็นทางการ
เธอเน้นย้ำให้มีการตรวจสอบตัวตนและตรวจร่างกายสมาชิกหน่วยปราบมารทุกคนอย่างละเอียด
เป้าหมายคือเพื่อตรวจสอบว่ายังมีเศษเดนเทวมารแฝงตัวอยู่ในกองพลปราบมารอีกหรือไม่
หลังจากเกิดเหตุการณ์ไม่คาดฝันในครั้งนี้
ทุกคนต่างเริ่มหวาดเกรงองค์กรนิกายสัจธรรมเทวมารขึ้นมาจริงๆ
สาเหตุหลักคือองค์กรนี้แทรกซึมเก่งเกินไป!
องค์กรนี้เคยหายสาบสูญไปเมื่อร้อยปีก่อน หลังจากไม่ได้ปรากฏตัวมานาน นักเปลี่ยนอาชีพหลายคนจึงเริ่มดูแคลนองค์กรนี้
ทว่าพวกเขาหารู้ไม่ว่า...
นิกายสัจธรรมเทวมารที่กบดานมานานนับร้อยปี มีความแข็งแกร่งและเล่ห์เหลี่ยมเหนือกว่าที่พวกเขาจินตนาการไว้มาก!
โดยเฉพาะในด้านการแทรกซึมและโน้มน้าวให้คนแปรพักตร์!
ทั้งเมืองยวี่หรง เมืองชิงเจียง และเมืองเมฆาหมึก ต่างก็ถูกยึดครองเพราะผู้บริหารระดับสูงของทางการในท้องถิ่นถูกแทรกซึมทั้งสิ้น!
ผู้บัญชาการสูงสุดของกองพลปราบมารให้ความสำคัญกับข้อเสนออาทิตย์นี้อย่างมาก
เขาอนุมัติและประกาศให้เป็นคำสั่งที่มีลำดับความสำคัญสูงสุดทันที เพื่อให้ทุกคนในกองพลปราบมารปฏิบัติตามอย่างเคร่งครัด
"การต่อสู้ในครั้งนี้ หวังเฉินคือผู้ที่มีผลงานสูงสุด! เขาจะได้รับแต้มผลงาน 80% จากทั้งหมด!"
"ทุกท่าน คงไม่มีใครคัดค้านใช่หรือไม่?"
ในตอนนี้
หลังจากสมาชิกหน่วยปราบมารทุกคนกลับมาถึงค่ายพักแรมพร้อมกัน
จางซีก็ได้เรียกสมาชิกทุกคนที่เข้าร่วมรบมาประชุม
อาจารย์ผู้คุมทีมสองคนจากมหาวิทยาลัยมอสเดส เนื่องจากถูกสงสัยว่าแอบติดต่อกับนิกายสัจธรรมเทวมาร จึงถูกนำตัวไปสอบสวน
แม้ว่าหลังจากการสอบสวนจะพบว่าพวกเขาบริสุทธิ์ แต่การสมรู้ร่วมคิดกับผู้อื่นเพื่อหวังทำร้ายสมาชิกหน่วยปราบมารในระหว่างรบ ก็ถือเป็นความผิดที่ไม่น้อยเลย
นอกจากจะต้องถูกลงโทษทางกฎหมายอย่างหนักแล้ว ตำแหน่งอาจารย์ของพวกเขาก็จะถูกถอดถอนอีกด้วย
สมาชิกหน่วยปราบมารเหล่านั้นเมื่อได้ยินคำประกาศของจางซี
ต่างก็มองหน้ากันด้วยความรู้สึกไม่ยินยอมปรากฏบนใบหน้า
พวกเขาคือนักผจญภัยที่ให้ความสำคัญกับผลประโยชน์ของตนเองอย่างมาก
แม้จะรู้อยู่เต็มอกว่าในศึกเล็กๆ ครั้งนี้ หวังเฉินคือตัวหลักที่สังหารสังฆราชสองคนอย่างเย่หย่งหมิงและซูเหลียงฮุ่ยได้ แต่การจะให้พวกเขาสละแต้มผลงานให้ ย่อมเป็นเรื่องที่พวกเขารู้สึกไม่อยากทำอย่างยิ่ง
อะไรนะ?
คุณจะพูดเรื่องหน้าตา? พูดเรื่องการเจียมเนื้อเจียมตัวงั้นหรือ?
ขออภัยด้วย...
คนอย่างพวกเขาที่คลุกคลีอยู่ตามป่าเขาและกิลด์นักผจญภัยมานานขนาดนี้ จะไปสนเรื่องหน้าตาทำไม?
"หัวหน้าจางซี แบบนี้มันไม่ออกจะเกินไปหน่อยหรือ? แม้ว่าหวังเฉินจะสังหารสังฆราชไปได้สองคนจริงๆ แต่พวกเราเองก็ออกแรงไปไม่น้อย ผมคิดว่าให้หวังเฉินเอาไปสัก 40% ก็พอแล้ว ส่วนที่เหลืออีก 60% ก็เอามาแบ่งให้พวกเราทุกคน..."
"ฉันเห็นด้วยนะ คนเดียวเอาไป 40% ก็ถือว่าเยอะมากแล้ว ส่วนแต้มอีก 60% ที่เหลือเมื่อหารเฉลี่ยให้พวกเราแต่ละคนแล้ว ก็ยังได้ไม่ถึง 0.5% เลยด้วยซ้ำ"
"นั่นสิ หวังเฉิน ศึกครั้งนี้ทุกคนก็เหนื่อยเหมือนกัน นายก็ช่วยแบ่งปันหน่อยสิ ด้วยความสามารถของนาย การหาแต้มผลงานน่ะมันง่ายกว่าพวกเราเยอะ วันหน้าถ้าเจอปัญหา พวกเราก็จะยื่นมือเข้าช่วยเอง"
"..."
สมาชิกหน่วยปราบมารเหล่านี้ต่างพากันส่งเสียงวิพากษ์วิจารณ์
ไม่เพียงแต่จะไม่สนเรื่องหน้าตา แต่ยังพยายามจะหว่านล้อมให้หวังเฉินสละแต้มผลงานออกมาเสียอย่างนั้น
(จบแล้ว)