- หน้าแรก
- ตุนเสบียงหมื่นล้าน ทะลุมิติไปรวยในยุค 60
- บทที่ 608 - ลุงใหญ่ตระกูลเย่
บทที่ 608 - ลุงใหญ่ตระกูลเย่
บทที่ 608 - ลุงใหญ่ตระกูลเย่
บทที่ 608 - ลุงใหญ่ตระกูลเย่
จังหวะที่รถจี๊ปกำลังเลี้ยวเข้าซอกซอย จู่ๆ ก็มีผู้หญิงขี่จักรยานพุ่งพรวดออกมาจากข้างหน้า คนขับเหยียบเบรกดังเอี๊ยด ลุงใหญ่ตระกูลเย่ไม่ทันตั้งตัว หน้าคะมำไปข้างหน้า
"เกิดอะไรขึ้น?" ลุงใหญ่ตระกูลเย่ตั้งหลักได้ ก็รีบลงจากรถไปดูทันที
ภาพที่เห็นคือผู้หญิงอายุราวสี่สิบกว่าๆ นั่งแปะอยู่กับพื้น รถจักรยานล้มกลิ้งอยู่ข้างๆ หัวไชเท้ากับมันฝรั่งในตะกร้าจ่ายตลาดตกกระจายเกลื่อนพื้น
"สหาย เป็นอะไรไหมครับ?" ลุงใหญ่ตระกูลเย่รีบเข้าไปประคอง
แต่ผู้หญิงคนนั้นกลับคว้าแขนเขาไว้แน่น แล้วแหกปากโวยวายเสียงดัง "ทหารขับรถชนคนเว้ย! ขาฉัน... ขาฉันขยับไม่ได้แล้ว!"
ลุงใหญ่ตระกูลเย่ชะงักไป รถจี๊ปยังไม่ได้เฉี่ยวชนเธอเลยสักนิด เขาคุกเข่าลงตั้งใจจะตรวจดูร่องรอยบาดแผล แต่ผู้หญิงคนนั้นกลับแหกปากร้องไห้หนักกว่าเดิม "โอ๊ยตายแล้ว ทหารทำร้ายประชาชน! ใครก็ได้ช่วยด้วย!"
ถึงตอนนี้เริ่มมีคนเดินผ่านไปมามุงดู แล้วชี้ไม้ชี้มือวิจารณ์ลุงใหญ่ตระกูลเย่กันขรม
คนขับรถรีบอธิบาย "ป้าแกโผล่พรวดพราดออกมาเอง รถพวกเรายังไม่ได้ชนแกเลยนะ!"
แต่การแสดงบีบน้ำตาของหญิงวัยกลางคนคนนี้แนบเนียนมาก ชาวบ้านที่ไม่รู้ตื้นลึกหนาบางเริ่มด่าทอว่าทหารใช้อำนาจบาตรใหญ่
ลุงใหญ่ตระกูลเย่โกรธจนหน้าเขียวปัด แต่ติดที่หน้าที่การงานทำให้ระเบิดอารมณ์ออกมาไม่ได้
"สหาย คุณลุกขึ้นมาก่อน พวกเราไปตรวจที่โรงพยาบาลกัน" ลุงใหญ่ตระกูลเย่พยายามข่มความโกรธแล้วพูดด้วยน้ำเสียงราบเรียบ
"ไม่ไป! พวกข้าราชการอย่างพวกแกดีแต่รังแกตาสีตาสา!" ผู้หญิงคนนั้นกอดขาพัลวันไม่ยอมปล่อย "จ่ายค่าทำขวัญมา! ถ้าไม่จ่าย วันนี้ก็อย่าหวังว่าจะได้ไปไหน!"
ลุงใหญ่ตระกูลเย่มองดูฝูงชนที่มุงดูหนาตาขึ้นเรื่อยๆ ในใจร้อนรุ่มดั่งไฟสุม
เขานึกถึงครอบครัวจิงเสวียนที่กำลังรออยู่ นึกถึงหลานแฝดตัวน้อยที่ไม่รู้ว่าหน้าตาเป็นยังไง... คิดถึงตรงนี้ ชายชาติทหารที่แม้แต่ห่ากระสุนยังไม่เคยกลัว กลับรู้สึกหมดเรี่ยวแรงขึ้นมาดื้อๆ
"พี่สาว คุณปล่อยมือผมก่อน" ลุงใหญ่ตระกูลเย่พยายามปรับน้ำเสียงให้อ่อนลง "ผมมีธุระด่วนจริงๆ คุณต้องการค่าเสียหายเท่าไหร่ พวกเราตกลงกันได้"
ผู้หญิงคนนั้นกลอกตาไปมา ชูนิ้วขึ้นมาห้านิ้ว "ห้าสิบหยวน! ขาดสลึงเดียวก็ไม่ยอม!"
เสียงสูดลมหายใจดังเฮือกมาจากคนรอบข้าง เงินห้าสิบหยวนในยุคนี้เท่ากับเงินเดือนของคนงานทั่วไปตั้งสองเดือน คนขับรถโกรธจนหน้าดำหน้าแดง "ป้ากรรโชกทรัพย์กันชัดๆ!"
แต่ลุงใหญ่ตระกูลเย่กลับโบกมือห้าม ล้วงกระเป๋าสตางค์ออกมาจากกระเป๋าเสื้อเครื่องแบบทหาร
เขาจำได้แม่นว่าในนั้นมีเงินห้าสิบหยวนพอดี เป็นเงินที่เขาตั้งใจเบิกมาเพื่อใส่ซองแดงรับขวัญหลานทั้งสองคน
"นี่" ลุงใหญ่ตระกูลเย่ยื่นเงินให้ น้ำเสียงแหบพร่า "ทีนี้ปล่อยผมไปได้หรือยัง?"
ผู้หญิงคนนั้นรีบฉวยเงินไปกำไว้แน่น หยุดร้องไห้โวยวายทันที ลุกขึ้นพรวดพราดปัดฝุ่น คว้าจักรยานเตรียมจะชิ่งหนี
ชาวบ้านที่มุงดูถึงได้ตาสว่าง พากันรุมด่าว่าป้าแกเป็นสิบแปดมงกุฎ
"หยุดเดี๋ยวนี้!" ทันใดนั้นก็มีเสียงทรงอำนาจดังขึ้น ชายชราในชุดเครื่องแบบทหารเก่าๆ ก้าวออกมาจากฝูงชน บนหน้าอกเต็มไปด้วยเหรียญกล้าหาญ
"ท่านอดีตผู้บัญชาการ!" ลุงใหญ่ตระกูลเย่ร้องเรียกด้วยความดีใจ
ชายชราตวัดสายตาเย็นเยียบมองผู้หญิงคนนั้น "คืนเงินให้สหายท่านนี้ซะ ฉันให้คนไปตามตำรวจมาแล้ว"
ผู้หญิงคนนั้นหน้าซีดเผือดด้วยความกลัว มือไม้สั่นเทายื่นเงินคืนให้ รีบเข็นจักรยานเตรียมจะเผ่นหนี
"เดี๋ยว" ชายชราพูดดักทาง "เมื่อกี้เธอเพิ่งบอกว่าขาหักไม่ใช่เหรอ? เดี๋ยวให้คุณตำรวจพาไปตรวจที่โรงพยาบาลให้ละเอียดเลยดีกว่า"
ประจวบเหมาะกับที่ตำรวจสองนายวิ่งหน้าตั้งมาถึงพอดี หลังจากสอบถามสถานการณ์คร่าวๆ ก็คุมตัวผู้หญิงคนนั้นออกไปทันที
ชายชราถึงได้หันมาตบไหล่ลุงใหญ่ตระกูลเย่เบาๆ "เสี่ยวเย่เอ๊ย นายนี่มันซื่อเกินไป คนแบบนี้ต้องส่งเข้าซังเตกลูกเดียว"
ลุงใหญ่ตระกูลเย่ยิ้มแหยๆ เก็บเงินเข้ากระเป๋า "ขอบคุณท่านอดีตผู้บัญชาการครับ คือผมรีบไปบ้านน้องชายน่ะครับ วันนี้หลานสาวพาหลานแฝดกลับมาเยี่ยมบ้าน..."
ชายชราพยักหน้าอย่างเข้าใจ "รีบไปเถอะ ฝากความคิดถึงไปให้คุณเย่ด้วยนะ"
ตอนที่รถจี๊ปสตาร์ทเครื่องอีกครั้ง ลุงใหญ่ตระกูลเย่มองดูวิวสองข้างทางที่แล่นผ่านไป ความรู้สึกในใจมันปะปนกันไปหมด
เมื่อรถจี๊ปมาจอดหน้าบ้านตระกูลเย่ เสียงหัวเราะครึกครื้นที่ดังแว่วออกมาก็ทำให้ลุงใหญ่ตระกูลเย่กระปรี้กระเปร่าขึ้นมาทันที
เขาจัดแจงเสื้อผ้าเครื่องแบบทหารให้เข้าที่ สูดหายใจลึกๆ แล้วผลักบานประตูไม้ที่คุ้นเคยบานนั้นเข้าไป
ภายในบ้าน คุณปู่เย่กำลังอุ้มหลานทารกหยอกล้อเล่นอยู่ พ่อเย่กับแม่เย่ก็ล้อมวงอยู่ใกล้ๆ ยิ้มแย้มเบิกบาน จิงเสวียนเป็นคนแรกที่หันมาเห็นเขา ร้องเรียกด้วยความดีใจ "คุณลุงใหญ่!"
ทุกสายตาจับจ้องมาที่เขา ลุงใหญ่ตระกูลเย่มองดูรอยยิ้มคุ้นเคยของหลานสาว มองดูเด็กทารกหน้าตาจิ้มลิ้มสองคน มองดูสายตาอันอบอุ่นของคนในครอบครัว จู่ๆ ก็รู้สึกว่าความคับข้องใจที่เจอมาเมื่อกี้ไม่มีความหมายอะไรเลย
"ลุงมาสายไปหน่อย" เขาพูดเสียงสั่น เครือตาคลอไปด้วยน้ำตาที่ยากจะสังเกตเห็น
วินาทีนี้ ชายชาติทหารผู้แข็งแกร่งในที่สุดก็ได้หวนคืนสู่เส้นทางอันแสนอบอุ่นของเขาแล้ว
สายตาของเขาจับจ้องราวกับเครื่องสแกนที่แม่นยำที่สุด สำรวจทุกรายละเอียดของหลานสาวเย่จิงเสวียน ตั้งแต่แก้มที่มีเลือดฝาด ดวงตาที่เปื้อนยิ้ม มุมปากที่ยกขึ้นเล็กน้อย ไปจนถึงปลายผมที่ทิ้งตัวลงมาอย่างเป็นธรรมชาติ
"จิงเสวียน สีหน้าดูดีขึ้นเยอะเลยนะ" ลุงใหญ่ตระกูลเย่เอ่ยปากในที่สุด น้ำเสียงแฝงความหนักแน่นตามแบบฉบับทหาร "ลุงวางใจแล้ว"
คำพูดนี้ดูเรียบง่าย แต่กลับแบกรับน้ำหนักมหาศาล หลายปีมานี้เขาเฝ้าเป็นห่วงหลานสาวที่รักดั่งลูกในไส้คนนี้ทุกลมหายใจ กลัวว่าเธอจะไปตกระกำลำบากอยู่ต่างบ้านต่างเมือง กลัวว่าเธอจะโดนรังแกแล้วไม่มีใครให้ระบาย
เย่จิงเสวียนรีบเดินเข้าไปควงแขนคุณลุงใหญ่อย่างออดอ้อน
ชายชาติทหารผู้ขึ้นชื่อเรื่องความเข้มงวดเด็ดขาดในกองทัพ เวลานี้กลับยอมให้หลานสาวควงแขนแต่โดยดี ในดวงตาเต็มไปด้วยความรักใคร่เอ็นดู
"ลุงใหญ่ ฉันสบายดีค่ะ" น้ำเสียงของเย่จิงเสวียนสดใสราวกับเสียงกระดิ่ง "พี่เสวียนดีกับฉันมาก พ่อแม่สามีก็รักฉัน ตอนนี้พอมีหมิงซีกับหย่าหนิง ฉันยิ่งรู้สึกว่าตัวเองเป็นผู้หญิงที่โชคดีที่สุดเลยค่ะ"
ตอนที่เธอพูดประโยคนี้ หางตาและมุมปากล้วนเปี่ยมไปด้วยความสุขที่ปิดไม่มิด นั่นคือความพอใจและความสุขที่เสแสร้งไม่ได้
สายตาของลุงใหญ่ตระกูลเย่เหลือบมองไปที่เด็กทารกในอ้อมกอดของแม่เย่โดยอัตโนมัติ
ชายร่างกำยำที่ไม่เคยหวั่นเกรงห่ากระสุนในสนามรบ วินาทีนี้น้ำเสียงกลับสั่นเครือเล็กน้อยอย่างแทบไม่น่าเชื่อ "จิงเสวียน ลุงขอ... อุ้มหลานหน่อยได้ไหม?"
คำขอร้องที่แสนจะระมัดระวัง น้ำเสียงที่แทบจะอ้อนวอนนี้ ทำเอาทุกคนในที่นั้นรู้สึกสะเทือนใจ
แม่เย่รีบส่งหย่าหนิงในอ้อมกอดให้อย่างเบามือ "พี่ใหญ่ รีบอุ้มหลานสิคะ เด็กคนนี้ว่าง่ายมาก ชอบให้คนอุ้มสุดๆ"
ลุงใหญ่ตระกูลเย่ยื่นมือออกไป ท่าทางเก้ๆ กังๆ เขาเคยแบกปืน แบกกระสุนปืนใหญ่ แต่ไม่เคยอุ้มเด็กทารกตัวเล็กบอบบางขนาดนี้มาก่อน
แม่เย่คอยสอนอย่างใจเย็น "ใช่ค่ะ มือข้างนึงประคองหัว อีกข้างประคองก้นไว้..."
เมื่อหย่าหนิงถูกประคองไว้ในอ้อมกอดอย่างมั่นคง ลุงใหญ่ตระกูลเย่ก็ดูอ่อนโยนลงทันตาเห็น
ความแข็งกร้าวแบบทหารบนใบหน้ามลายหายไป ถูกแทนที่ด้วยความอ่อนโยนที่เกือบจะดูศักดิ์สิทธิ์
เขาก้มมองหลานสาวตัวน้อยในอ้อมแขน สายตาจดจ่อราวกับกำลังพิจารณาสมบัติล้ำค่าที่สุดในโลก
ดูเหมือนหย่าหนิงจะชอบอ้อมกอดใหม่นี้เหมือนกัน เธอเบิกตากลมโตสีดำขลับจ้องมองเขา ปากเล็กๆ จู๋เข้าหากัน ส่งเสียงอ้อแอ้ออกมา
ลุงใหญ่ตระกูลเย่ทนไม่ไหว ยื่นนิ้วหยาบกร้านออกไปแตะแก้มยุ้ยๆ ของเด็กน้อยอย่างแผ่วเบาที่สุด ราวกับกลัวว่าถ้าออกแรงเพียงนิดเดียวจะทำลายความบอบบางนี้ลง
"หน้าเหมือนหนูตอนเด็กๆ เลย" ลุงใหญ่ตระกูลเย่หันไปบอกจิงเสวียน น้ำเสียงอ่อนโยนอย่างไม่น่าเชื่อ "โดยเฉพาะตาสองข้างนี้ ดำขลับเป็นประกาย เหมือนจะพูดได้เลย"
เย่จิงเสวียนขยับเข้าไปใกล้ ยิ้มหยอกล้อลูกสาว "หย่าหนิง นี่คุณตาใหญ่นะลูก ยิ้มให้คุณตาใหญ่หน่อยเร็ว"
ราวกับฟังรู้เรื่อง หย่าหนิงฉีกยิ้มกว้างอวดเหงือกไร้ฟัน ส่งรอยยิ้มหวานหยดย้อยให้
วินาทีนั้น ลุงใหญ่ตระกูลเย่รู้สึกเหมือนหัวใจจะละลาย
เขาขยับเปลี่ยนท่าทางอย่างระมัดระวัง เพื่อให้หลานนอนในอ้อมกอดได้สบายขึ้น แม้ท่าทางจะดูเงอะงะ แต่ก็เปี่ยมไปด้วยความรักอันลึกซึ้ง
"แล้วหมิงซีล่ะ?" ลุงใหญ่ตระกูลเย่เงยหน้าถาม แววตาเป็นประกายคาดหวัง
พ่อเย่รีบอุ้มหลานชายมาให้ ลุงใหญ่ตระกูลเย่มองดูเด็กน้อยสองคนนอนเรียงกัน รอยยิ้มกว้างก็ปรากฏขึ้นบนใบหน้าอย่างหาได้ยาก
ชายชาติทหารที่ไม่ค่อยจะยิ้มแย้มคนนี้ เวลานี้กลับยิ้มกว้างจนรอยตีนกาที่หางตาลึกขึ้นอีกหลายส่วน
[จบแล้ว]