เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 71 - นางรู้วิธีทุบตีคน

บทที่ 71 - นางรู้วิธีทุบตีคน

บทที่ 71 - นางรู้วิธีทุบตีคน


บทที่ 71 - นางรู้วิธีทุบตีคน

"พวกเจ้า..." หมิงจิ่นโกรธจัดและตกใจจนพูดไม่ออกไปชั่วขณะ

ส่วนสาวใช้สองคนที่อยู่ข้างหลังเขาต่างก็ใบหน้าแดงก่ำ และพูดไม่ออกเช่นกัน

"เพราะเหตุนี้ พวกเขาจึงคิดจะชักดาบฆ่าคนปิดปากเจ้าค่ะ!" สี่เอ๋อร์สรุปจบในตอนท้าย "ต้นสายปลายเหตุเป็นเช่นนี้เองเจ้าค่ะ!"

ช่างเป็นเหตุเป็นผลที่สมบูรณ์แบบยิ่งนัก!

ฉางซุ่ยหนิงมองไปที่ชุยจิ่ง "ท่านแม่ทัพใหญ่ชุย พวกข้ายินดีไปประจันหน้าเพื่อยืนยันเรื่องนี้ต่อหน้าฝ่าบาทเจ้าค่ะ"

"นังคนบ้าที่พูดจาสกปรกโสมม...!" สีหน้าของหมิงจิ่นเปลี่ยนไปมา "ซื่อจื่อผู้นี้คร้านจะถือสาพวกเจ้า! คำลวงที่น่ารังเกียจเช่นนี้ ไยจะนำไปให้เสด็จอาหญิงต้องระคายพระกรรณ!"

"พวกเจ้ายังมัวบื้ออยู่ทำไม ยังไม่รีบมาพยุงข้ากลับไปอีก!"

ชุยจิ่งเพิกเฉยต่อคำพูดที่พยายามจะหนีของเขา "เรื่องนี้ไม่ใช่เรื่องเล็ก รบกวนซื่อจื่อหมิงตามข้าไปเข้าเฝ้าฝ่าบาทด้วย"

สิ้นเสียงของเขา พลันมีทหารกองทัพเสวียนเช่อสองนายก้าวเข้ามาขวางทางของหมิงจิ่นไว้

หมิงจิ่นกัดฟันกรอด "...ท่านแม่ทัพใหญ่ชุยช่างทำหน้าที่ได้ดียิ่งนัก!"

คนตระกูลชุยผู้นี้ช่างไม่รู้จักผ่อนปรนเอาเสียเลย!

"โอ้! ดูสิ เขากลัวแล้ว!" อาเตี่ยนทำท่าราวกับเพิ่งนึกขึ้นได้ เขาชี้นิ้วไปที่หมิงจิ่น "ข้ารู้แล้ว! เพราะเขาทำเรื่องบัดสี จึงไม่กล้าไปเข้าเฝ้าฝ่าบาท!"

กล้ามเนื้อบนใบหน้าของหมิงจิ่นกระตุก "...หุบปาก!"

ชุยจิ่งปรายตามองฉางซุ่ยหนิงแวบหนึ่ง ก่อนจะก้าวเดินนำหน้าไป

"อาจื้ออยู่ที่นี่ จัดการตรงนี้ให้เรียบร้อย เอาฟืนไปส่งที่โรงฟืน แล้วค่อยไปหาข้า" ฉางซุ่ยหนิงกำชับหนึ่งประโยค ก่อนจะพาสี่เอ๋อร์เดินตามชุยจิ่งไป

อาเตี่ยนส่งเสียง "ฮึ" ใส่หมิงจิ่นทีหนึ่ง แล้วก้าวยาวๆ ตามไปเช่นกัน

หมิงจิ่นมองดูด้วยความโกรธแค้นในใจ ส่วนหยวนเสียงมีสีหน้าเรียบเฉย "ซื่อจื่อหมิง เชิญเถิดขอรับ"

หมิงจิ่นสูดลมหายใจเข้าลึกพลางแค่นยิ้มเย็น "ข้าอยากจะรู้นักว่าเสด็จอาหญิงจะทรงเชื่อคำพูดไร้สาระเหล่านี้หรือไม่!"

พูดจบเขาก็สะบัดมือออกจากองครักษ์ เดินกระแทกเท้าไปข้างหน้า ทว่ากลับสะเทือนไปถึงแผลจนต้องอุทาน "ซี๊ด" และหยุดชะงักลงด้วยใบหน้าที่บิดเบี้ยวเพราะความเจ็บปวด

องครักษ์รีบเข้ามาพยุงเขาไว้อีกครั้ง

จะว่าพยุงก็ไม่ถูกนัก แทบจะเรียกได้ว่าหามเดินไปเสียมากกว่า

ในขณะที่หมิงจิ่นกัดฟันด้วยความเจ็บปวด ดวงตาของเขาก็จ้องเขม็งไปที่ฉางซุ่ยหนิง

ฉางซุ่ยหนิงสัมผัสได้ถึงสายตาที่เต็มไปด้วยความแค้น จึงหันไปกวาดตามอง

ดวงตาของนางราบเรียบแฝงไปด้วยความเย็นชาและเมินเฉย ในวินาทีที่สบตากัน หมิงจิ่นก็อดไม่ได้ที่จะหลบสายตาด้วยความหวาดกลัว รู้สึกราวกับว่าร่างกายเจ็บปวดมากขึ้นไปอีก ประหนึ่งไม้คานอันนั้นฟาดลงมาบนตัวเขาอีกครั้ง

แววตาหวาดกลัวที่วาบผ่านไปเพียงเสี้ยววินาทีนั้น ถูกชุยจิ่งเก็บไว้ในสายตาจนหมด

นี่ถึงขั้นถูกตีจนเข็ดขยาดเสียแล้ว

เมื่อมองดูท่าทางการเดินของอีกฝ่าย ชุยจิ่งก็บอกได้ในทันที—บาดแผลไม่ได้อยู่ในจุดสำคัญ แต่ความเจ็บปวดทางผิวหนังนั้นรุนแรงยิ่งนัก อย่างน้อยคงต้องพักรักษาตัวถึงครึ่งเดือน

และพอจะจินตนาการได้ว่า แม้คนลงมือจะรู้ดีว่าไม่ถึงแก่ชีวิต แต่คนที่ถูกตีกลับต้องสัมผัสได้ถึงความหวาดกลัวยามความตายคืบคลานเข้ามาปกคลุม

ในขณะที่ชุยจิ่งละสายตากลับมา สายตาของเขาก็หยุดอยู่ที่เด็กสาวที่เดินตามหลังเขาอยู่ครึ่งก้าวชั่วครู่—นางรู้วิธีทุบตีคนจริงๆ

คนที่เชี่ยวชาญการทุบตีคนถึงเพียงนี้ หาได้ยากยิ่งนัก

บางทีนางอาจไม่ใช่เพียงอัจฉริยะทางวรยุทธ์ แต่ยังเป็นอัจฉริยะด้านการทุบตีคนอีกด้วย

...

เว่ยซูอี้ที่รออยู่ที่ริมแม่น้ำหลังเขา รออยู่นานก็ยังไม่เห็นฉางซุ่ยหนิงกลับมาตักน้ำอีก

ในไม่ช้า ฉางจี๋ก็รีบเดินกลับมาพร้อมกับข่าวที่สืบความได้ "...แม่นางฉางกับซื่อจื่อหมิงมีเรื่องชกต่อยกันขอรับ ตอนนี้ตามท่านแม่ทัพใหญ่ชุยไปเข้าเฝ้าฝ่าบาทแล้ว คาดว่าวันนี้คงไม่มีเวลามาตักน้ำแล้วขอรับ"

เว่ยซูอี้รู้สึกเหลือเชื่อ "นางกับซื่อจื่อหมิง... หมิงจิ่น? —มีเรื่องชกต่อยกันหรือ?"

ฉางจี๋รีบแก้คำพูด "หากจะพูดให้ชัดเจนคือ ซื่อจื่อหมิงถูกทุบตีขอรับ ได้ยินว่าถึงขั้นเดินไม่ได้เลยทีเดียว"

เว่ยซูอี้ใช้สายตาที่สื่อความว่า 'ไม่แน่ใจ ขอถามอีกรอบ' มองไปที่ฉางจี๋ "เจ้าพูดให้ชัดเจนหน่อย แม่นางฉางเป็นคนตี หรือว่าแม่ทัพเตี่ยนผู้นั้น?"

ฉางจี๋ตอบอย่างมั่นใจ "ถามมาแน่ชัดแล้วขอรับ เป็นแม่นางฉางที่ลงมือตีด้วยตนเอง ใช้ไม้คานทุบตีขอรับ"

ตอนแรกที่เขาได้ยินก็รู้สึกว่าเป็นเรื่องเหลวไหล แต่ครู่ต่อมากลับรู้สึกว่าเป็นเรื่องปกติ เพราะอย่างไรเสียอีกฝ่ายก็คือแม่นางฉาง

แม้ว่าคนลงมือจะเพิ่งผ่านความเป็นความตายมาเมื่อวาน—

แม้ว่าคนถูกตีจะเป็นหลานชายแท้ๆ ของฝ่าบาท—

แต่... นั่นคือแม่นางฉาง

ความรู้สึกตกตะลึงเมื่อตอนสอบสวนสามีภรรยาโจรลักเด็กที่หมู่บ้านตระกูลโจวในเมืองเหอโจว ยังคงตราตรึงอยู่ในความทรงจำของฉางจี๋

ตั้งแต่กลับจากเมืองเหอโจวมายังเมืองหลวง มือที่ใช้ทุบตีคนของแม่นางฉางดูเหมือนจะไม่เคยได้ว่างเว้นเลย

เว่ยซูอี้กล่าวอย่างเสียดาย "แยกกันเพียงครู่เดียว แม่นางฉางกลับสร้างวีรกรรมความกล้าหาญเพิ่มขึ้นมาอีกแล้ว"

"ไปกันเถอะ" เขาหันหลังกลับพลางถอนหายใจ "เปลี่ยนที่รอเสียหน่อย"

...

ในระหว่างทางไปเข้าเฝ้าจักรพรรดินีเซิ่งเช่อ หมิงจิ่นฝืนเดินมาได้เพียงครึ่งทางก็บ่นอย่างหงุดหงิด "...ข้าเดินไม่ไหวแล้ว! พวกเจ้าอยากไปก็ไปกันเองเถิด! วันนี้ซื่อจื่อผู้นี้ไม่มีแรงจะมานัวเนียกับพวกเจ้าแล้ว!"

ดังนั้น ภายใต้สัญญาณของชุยจิ่ง เขาจึงถูกหามไปวางต่อหน้าจักรพรรดินีเซิ่งเช่อ

หมิงจิ่นก่นด่าตระกูลชุยไปถึงสิบแปดชั่วโคตรในใจ

ทว่าภายนอกเขากลับตะโกนร้องขอความยุติธรรม "เสด็จอาหญิง หลานไม่เคยทำเรื่องล่วงเกินอันใดเลย... ทั้งหมดเป็นเพราะพวกเขารวมหัวกันป้ายสีหลาน! ท่านต้องให้ความเป็นธรรมแก่หลานนะพะย่ะค่ะ!"

อาเตี่ยนรีบแย้งทันที "แต่เขาทำเรื่องบัดสีกับคนอื่นจริงๆ นะ!"

แล้วก็ไม่ลืมดึงฉางซุ่ยหนิงมาร่วมด้วย "พวกเราเห็นหมดเลย! ใช่ไหมอาหลี่น้อย!"

ฉางซุ่ยหนิงนิ่งเงียบไปครู่หนึ่ง เบือนหน้าไปเล็กน้อยแล้วพยักหน้า

เหล่าขันทีและนางกำนัลรอบข้างต่างมองหน้ากันไปมา

แม้แต่คนที่ทำตัวเสเพลมาตลอดอย่างหมิงจิ่น ในตอนนี้ก็รู้สึกหน้ามืดประหนึ่งถูกแก้ผ้าประจานต่อหน้าผู้คน—และยังถูกทำซ้ำแล้วซ้ำเล่า!

น้ำเสียงของเขาสั่นเครือ "ไอ้ปัญญาอ่อน หากเจ้ายังกล้าพูดจาส่งเดชอีก ระวังข้าจะ..."

"อาเซิ่น—" หมิงลั่วขมวดคิ้วขัดจังหวะคำพูดของเขา

"

"อาเซิ่นเป็นคนหลงผิดชั่ววูบ ทำให้แดนพุทธต้องมัวหมอง สมควรได้รับโทษยิ่งนัก" หมิงลั่วก้าวออกไปข้างหน้า ประสานมือต่อหน้าจักรพรรดินีเซิ่งเช่อในท่าทีทูลขออภัยโทษ "ขอฝ่าบาททรงลงทัณฑ์ด้วยพะย่ะค่ะ"

หมิงจิ่นขมวดคิ้วทันที "ท่านพี่!"

หมิงลั่วเหลือบมองเขาแวบหนึ่ง ในแววตาแฝงไปด้วยคำเตือน

หมิงจิ่นจำต้องสะกดกลั้นความไม่พอใจในใจไว้

"เหลวไหลสิ้นดี" จักรพรรดินีเซิ่งเช่อตำหนิด้วยน้ำเสียงเย็นชา "การขอพรครั้งนี้สำคัญยิ่งนัก ไยยอมให้เจ้าทำเรื่องไร้สาระเช่นนี้"

หมิงจิ่นได้ยินดังนั้นเหงื่อเย็นก็ผุดขึ้น รีบโขกศีรษะลงทันที ไม่กล้าแก้ตัวอีก "หลานไม่กล้าแล้วพะย่ะค่ะ ขอเสด็จอาหญิง... ฝ่าบาทโปรดเมตตาหลานสักครั้ง"

"ใครก็ได้—" จักรพรรดินีเซิ่งเช่อขมวดคิ้ว "นำตัวหมิงจิ่นออกจากวัดต้ายวิ๋นทันที เมื่อกลับถึงเมืองหลวงแล้วให้กักบริเวณเป็นเวลาสามเดือน ห้ามก้าวออกจากบ้านแม้แต่ก้าวเดียว"

"เสด็จอาหญิง!"

หมิงลั่วหันไปมองน้องชายที่ไม่รู้จักกาลเทศะผู้นั้น "ยังไม่รีบขอบพระทัยฝ่าบาทที่ทรงเมตตาอีก!"

น้ำเสียงของหมิงจิ่นเต็มไปด้วยความไม่ยินยอม "หลานขอน้อมรับโทษพะย่ะค่ะ!"

พูดจบเขาก็ยืดตัวขึ้น ชี้ไปที่อาเตี่ยนและฉางซุ่ยหนิง "แต่ที่พวกเขาลงมือทำร้ายหลานจนมีสภาพเช่นนี้ก็เป็นเรื่องจริง พวกเขาลงมือทำร้ายคนในวัด ย่อมมีความผิดที่ไม่อาจยกเว้นได้เช่นกัน!"

สายตาของจักรพรรดินีเซิ่งเช่อเคร่งขรึมลงขณะมองเขา "เป็นเจ้าที่ชักอาวุธทำร้ายคนก่อน ยังกล้ามาแสดงท่าทีโอหังที่นี่อีก หรือเห็นว่าข้าลงโทษเจ้าเบาไปอย่างนั้นหรือ?"

ต่อให้หมิงจิ่นจะโง่เขลาเพียงใด ในยามนี้เขาก็ฟังความหมายแฝงออก ในใจพลันสั่นสะท้าน แม้จะมีความไม่พอใจหมื่นพันประการก็ต้องหุบปากลง

"เป็น... เป็นหลานที่ผิดเองพะย่ะค่ะ" เขาทำได้เพียงก้มศีรษะลง "หลานสำนึกผิดแล้ว ขอเสด็จอาหญิงโปรดระงับโทสะ!"

จักรพรรดินีเซิ่งเช่อมีสีหน้าเย็นชา "นำตัวออกไป"

หมิงจิ่นไม่กล้าขัดขืน ทำได้เพียงสะกดกลั้นเพลิงโทสะในใจ ให้ขันทีนำตัวตนเองออกไปจากที่นี่

สายตาของจักรพรรดินีเซิ่งเช่อหยุดอยู่ที่ฉางซุ่ยหนิง น้ำเสียงยากจะคาดเดาอารมณ์ "เรื่องในวันนี้ คงทำให้แม่นางฉางต้องขวัญเสียเสียแล้ว"

ฉางซุ่ยหนิงหลุบตาลง กล่าวอย่างสงบ "เมื่อมีฝ่าบาททรงจัดการด้วยความเป็นธรรม ในใจหม่อมฉันก็มั่นคงยิ่งนักแล้วเพคะ"

คำพูดนี้ย่อมไม่ใช่ความในใจ

ทว่าการจัดการเช่นนี้ ล้วนอยู่ในความคาดหมายมานานแล้ว

เรื่องนี้ส่งผลต่อชื่อเสียงของตระกูลหมิง และไม่เป็นมงคลต่อการขอพร ย่อมไม่มีทางที่จะประกาศให้รับรู้โดยทั่วกันเด็ดขาด

จักรพรรดินีเซิ่งเช่อมองนาง "เรื่องนี้ไม่ควรแพร่งพรายออกไป—"

ฉางซุ่ยหนิงเข้าใจทันที "เพคะ หม่อมฉันเข้าใจแล้ว"

ทุกอย่างอยู่ในความคาดหมาย เมื่อได้ผลลัพธ์ที่พอใจก็ควรพอ นางไม่มีเหตุผลที่จะดึงดันทำตัวโง่เขลาไปงัดข้อกับคนที่นั่งอยู่บนบัลลังก์มังกรในตอนนี้—

อย่างน้อยก็ยังไม่ใช่ตอนนี้

ตอนนี้นางยังไม่มีคุณสมบัติพอที่จะทำตัวโง่เขลาได้

จักรพรรดินีเซิ่งเช่อพยักหน้าเล็กน้อย ดูเหมือนจะพอใจในความเฉลียวฉลาดรู้ความของเด็กสาว จึงเอ่ยถามต่อ "บาดแผลของแม่นางฉางยังไม่หายดี เหตุใดจึงไปปรากฏตัวที่หลังเขาได้เล่า?"

ฉางซุ่ยหนิงตอบตามความจริง "หม่อมฉันเพียงได้รับบาดเจ็บภายนอกเล็กน้อยเท่านั้นเพคะ ตอนเช้าไม่มีอะไรทำ จึงพาสาวใช้ในบ้านไปตักน้ำและตัดฟืนพร้อมกับพระในวัดเพคะ"

จักรพรรดินีเซิ่งเช่อประหลาดใจเล็กน้อย ยิ้มบางๆ "แม่นางฉางช่างเป็นคนที่มีใจศรัทธายิ่งนัก"

ผู้ปกครองย่อมไม่มีความคิดจะสนทนากับใครนานเกินไป แม้เด็กสาวตรงหน้าจะดูพิเศษอยู่บ้าง—

"เรื่องนี้ให้จบลงเพียงเท่านี้ พวกเจ้าถอยไปเถิด" จักรพรรดินีเซิ่งเช่อกล่าว "แม่ทัพชุยอยู่ก่อน"

ฉางซุ่ยหนิงจึงทำความเคารพแล้วถอยออกมา

อาเตี่ยนก็เดินตามนางออกมาเช่นกัน

"อาหลี่น้อย เจ้าทำได้อย่างไรกัน?!" อาเตี่ยนถามอย่างเหลือเชื่อ "พวกเราตีเขา แต่เขากลับเป็นฝ่ายถูกลงโทษ!"

ฉางซุ่ยหนิงยิ้ม "ข้าบอกแล้วไม่ใช่หรือว่าจะรับผิดชอบแทนท่านเอง?"

"ข้านึกว่าเจ้าโม้เสียอีก!" อาเตี่ยนมองนางด้วยดวงตาที่เป็นประกาย พลางเดินตามถามต่อ "เจ้ายังไม่ตอบข้าเลย เจ้าทำได้อย่างไรกันแน่?"

"ก็เพราะเขาเป็นฝ่ายผิดอย่างไรเล่า"

"อ้อ... ข้าเข้าใจแล้ว!" อาเตี่ยนถึงบางอ้อ "เพราะเขาทำเรื่องบัดสีกับคนอื่น!"

พูดจบ ราวกับได้พบวิชาลับที่ไร้เทียมทาน "วันหน้าถ้าข้าเจอเขาอีก ข้าจะบอกทุกคนว่าเห็นเขาทำเรื่องบัดสี! แบบนี้เขาคงไม่กล้ารังแกข้าแล้วใช่ไหม!"

"..." รอยยิ้มบนมุมปากของฉางซุ่ยหนิงแข็งค้าง "มันก็ไม่ได้เอามาใช้พร่ำเพรื่อเช่นนั้นหรอกนะ"

นางเริ่มตระหนักว่าตนเองอาจจะสอนเด็กในทางที่ผิดเสียแล้ว จึงรีบกล่าวปลอบประโลมและกำชับ "ต้องรู้จักใช้ให้ถูกที่ถูกเวลา ไม่ใช่ใช้พร่ำเพรื่อ... วันหน้าอย่าได้เอ่ยถึงคำสี่คำนั้นโดยง่ายอีก หากพูดบ่อยเข้า จะถูกคนเขาหัวเราะเยาะเอาได้นะ"

อาเตี่ยนดูเหมือนจะเข้าใจแต่ก็ไม่เข้าใจนัก แม้จะรู้สึกเสียดายทว่าก็พยักหน้ารับคำ "ก็ได้ ข้าจะฟังเจ้า"

สี่เอ๋อร์ที่อยู่ข้างๆ แอบถอนหายใจอย่างโล่งอก

ทั้งชีวิตที่ผ่านมานางได้ยินคำว่า "เรื่องบัดสี" รวมกันยังไม่เท่ากับที่ได้ยินในวันนี้วันเดียวเลย

อาเตี่ยนเดินไป พลันหัวเราะ "หึๆ" ออกมาอย่างโง่ๆ

ฉางซุ่ยหนิงมองเขา "หัวเราะอะไรหรือ?"

"มีความสุขน่ะสิ!" อาเตี่ยนยืดอก รอยยิ้มใสซื่อไร้เดียงสา "อาหลี่น้อย วันนี้ข้ามีความสุขมาก! ครั้งล่าสุดที่ข้ามีความสุขขนาดนี้คือตอน—"

เขานิ่งคิดไปครู่หนึ่งแล้วกล่าว "คือตอนคราวนู้น!"

ฉางซุ่ยหนิงยกมุมปากขึ้นยิ้ม ทว่าในใจกลับรู้สึกขมขื่นอยู่บ้าง นางถามว่า "หมิงจิ่นผู้นั้นรังแกท่านบ่อยหรือ?"

"อื้ม!" อาเตี่ยนพยักหน้า "เขาเป็นคนเลว!"

พูดจบเขาก็ดูหดหู่ลงเล็กน้อย "แต่คนในจวนเสวียนเช่อบอกข้าว่า เขามีท่านพ่อและเสด็จอาหญิงที่เก่งกาจ หากข้าทำร้ายเขา ข้าก็ต้องถูกลงโทษ... ดังนั้นปกติพวกเขาจึงไม่ยอมให้ข้าออกจากจวนเสวียนเช่อเพียงลำพัง"

ฉางซุ่ยหนิงมองไปข้างหน้า "นั่นเป็นเพราะพวกเขากลัวท่านจะถูกรังแก"

"อื้ม แต่ดูวันนี้สิ อาหลี่น้อยตีเขา แต่เจ้ากลับไม่ถูกลงโทษเลย!" อาเตี่ยนกลับมาร่าเริงอีกครั้ง มองฉางซุ่ยหนิงด้วยสายตาที่ชื่นชม "ที่แท้อาหลี่น้อยของข้าเก่งที่สุดเลย!"

ฉางซุ่ยหนิงถอนหายใจ "ข้าไม่ได้เก่งหรอก"

วันนี้นางเพียงแค่กุมจุดอ่อนของหมิงจิ่นเอาไว้ได้เท่านั้น

หากเปลี่ยนเป็นสถานการณ์ปกติที่ต้องใช้กำลังปะทะกัน ด้วยฐานะของนางในตอนนี้ จะมีโอกาสเป็นฝ่ายได้เปรียบได้อย่างไร?

นางกล่าวว่า "ตามหลักแล้ว ไม่ควรไปล่วงเกินคนเช่นนั้นโดยง่าย"

"เช่นนั้นเหตุใดแม่นางฉางถึงไม่ถอยซักก้าวเล่า?" เว่ยซูอี้เดินออกมาจากถนนเล็กๆ ข้างทาง

เขาถามขึ้นมาลอยๆ และฉางซุ่ยหนิงก็ตอบกลับไปลอยๆ "หากถอยซักก้าวแล้วท้องฟ้ากว้างไกล ย่อมต้องถอยแน่นอน"

"ทว่าหากถอยก้าวนี้แล้ว อีกฝ่ายกลับยิ่งได้ใจรังแกหนักขึ้น—" นางกล่าวด้วยน้ำเสียงราบเรียบเป็นปกติ "เช่นนั้นย่อมต้องทุบตีซักรอบก่อน ตีให้สะใจแล้วค่อยว่ากัน"

คนอย่างหมิงจิ่น ยิ่งเจ้าถอยเขาก็ยิ่งกัดไม่ปล่อย มีเพียงการทุบตีให้หนักเท่านั้นเขาถึงจะยอมปล่อย

อย่างไรเสียเขากับอาเตี่ยนก็มีเรื่องบาดหมางกันมานานแล้ว จะเพิ่มขึ้นอีกสักครั้งก็ไม่เสียหายอะไร

เว่ยซูอี้ยิ้มพลางพยักหน้า "สมเหตุสมผลยิ่งนัก ไม่ทราบว่าวันนี้แม่นางฉางตีได้สะใจหรือไม่?"

ฉางซุ่ยหนิงพยักหน้า "ก็พอได้"

"ข้ามีความสุขมาก!" อาเตี่ยนฉีกยิ้มกว้าง

"หมิงจิ่นผู้นี้ อาศัยอำนาจของตระกูล ทำตัวกร่างไปทั่วเมืองหลวงจนชิน วันนี้ต้องเสียท่าครั้งใหญ่เช่นนี้ ในใจย่อมต้องเกิดความแค้น วันหน้าเกรงว่าจะมีการล้างแค้นตามมา" เว่ยซูอี้เตือน "แม่นางฉางยังต้องระมัดระวังให้ดี"

ฉางซุ่ยหนิงพยักหน้า

นางรู้ว่าจะมีปัญหาตามมาอีกแน่นอน

ปัญหานี้หลีกเลี่ยงไม่ได้

และไม่ใช่เพียงเรื่องเดียว ปัญหาของนางในวันหน้าจะยิ่งมีมากขึ้นเรื่อยๆ—เพราะนางไม่ได้ตั้งใจจะอยู่อย่างสงบเสงี่ยมเจียมตัว

ในโลกใบนี้ นางมีเรื่องที่ไม่พอใจมากเกินไป มีเรื่องที่ไม่อาจยอมพ่ายแพ้ได้มากเกินไป และยังมีคนที่อยากจะปกป้องมากเกินไปเช่นกัน

และในเมื่อสวรรค์ยอมให้นางได้กลับมามีชีวิตอีกครั้ง บางทีอาจจะต้องการให้นางมาสร้างปัญหาก็เป็นได้

ชาติก่อนนางใช้ชีวิตอย่างรู้ความมามากพอแล้ว เมื่อคำนวณดูแล้ว ตอนนี้นางควรจะพ้นวัยที่ต้องทำตัวรู้ความเสียที—คนเราน่ะ ยิ่งอยู่ก็ควรยิ่งเอาแต่ใจตนเอง ถึงจะไม่เสียชาติเกิด

"ท่านวางใจเถอะ อาหลี่น้อยของข้าเก่งมากนะ!" อาเตี่ยนพูดกับเว่ยซูอี้ด้วยใบหน้าที่เปี่ยมไปด้วยความภาคภูมิใจ ราวกับได้พบที่พึ่งพิงอีกครั้ง

ฉางซุ่ยหนิง "ข้าบอกท่านแล้วไม่ใช่หรือว่าไม่ได้เก่ง"

อาเตี่ยนยังคงยืนกราน "เก่งสิ!"

ครั้งนี้ฉางซุ่ยหนิงพยักหน้า ยอมอ่อนข้อให้ "ช่างเถอะ อย่างไรเสียวันหน้าข้าจะเก่งขึ้นแน่นอน"

ถ้อยคำปลอบเด็กของเด็กสาวแฝงไปด้วยความจริงจัง เว่ยซูอี้อดไม่ได้ที่จะยิ้มออกมา ในใจมีความรู้สึกคาดหวังอย่างประหลาด ราวกับกำลังรอคอยดอกไม้ให้ผลิบาน—

แน่นอนว่าคนอย่างเขา ย่อมหมดสิ้นความสนใจที่จะเฝ้ามองดอกไม้บานไปนานแล้ว

ทว่าเด็กสาวตรงหน้าดูเหมือนจะไม่ได้อยากเบ่งบานเป็นเพียงดอกไม้—

นางดูเหมือนต้นกล้าเล็กๆ ทว่ากลับมีความมุ่งมั่นที่จะเติบโตเป็นต้นไม้ใหญ่ที่เสียดฟ้า

ต้นกล้าจะกลายเป็นต้นไม้ใหญ่ได้จริงหรือ?

เว่ยซูอี้ยิ้มมองเด็กสาวข้างกาย "ข้ามีเรื่องหนึ่งที่สงสัย ไม่ทราบว่าแม่นางฉางจะช่วยคลายความสงสัยได้หรือไม่"

"แน่นอน" ฉางซุ่ยหนิงพยักหน้าทันที "ไม่เช่นนั้นท่านรองอธิบดีเว่ยเกรงว่าจะนอนไม่หลับกระมัง"

เดินตามนางมาจากหลังเขาจนถึงที่นี่ คนผู้นี้เห็นได้ชัดว่าเป็นพวกที่ไม่ได้รับคำตอบย่อมอยู่อย่างไม่เป็นสุข—

เว่ยซูอี้หัวเราะออกมาอย่างสดใส "คนที่รู้ใจข้าก็คือแม่นางฉางนี่เอง"

"เมื่อคืนข้าพลิกตัวไปมา ครุ่นคิดอยู่นานทว่าก็ยังหาคำตอบไม่ได้" เมื่อรอบข้างไม่มีผู้อื่น เขาจึงถามสิ่งที่สงสัยในใจออกไปตรงๆ—

(จบแล้ว)

จบบทที่ บทที่ 71 - นางรู้วิธีทุบตีคน

คัดลอกลิงก์แล้ว