เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 84 การตอบแทน

บทที่ 84 การตอบแทน

บทที่ 84 การตอบแทน


ทั้งสองสวมผ้าคลุมสีเงินกันรังสี เดินออกจากเขตเมืองชั้นในมุ่งหน้าไปยังโซนสลัม

เมื่อถึงหน้าบ้านของเจียงสือ ฉีเยว่พลันเอ่ยขึ้นว่า “เดี๋ยวพี่กลับไปเอาของกินที่บ้านมาเพิ่มหน่อยนะ”

ไม่รอให้เจียงสือได้ตอบรับ ฉีเยว่ก็สาวเท้าเดินกลับบ้านของเขาไปอย่างรวดเร็ว

เจียงสือมองตามแผ่นหลังที่ไกลออกไปก่อนจะหมุนตัวเข้าบ้าน

เธอนำซอสเนื้อวัวออกมาหนึ่งกระปุกจากมิติ แล้ววางไว้บนโต๊ะอาหารในห้องนั่งเล่น

จากนั้นจึงไปล้างคราบเขม่าดำที่ทาไว้บนหน้า บนมือ และลำคอก่อนไปตลาดมืดออกจนสะอาด

โชคดีที่ตอนสภาพมอมแมมแบบนั้นไม่มีคนรู้จักมาเห็นเข้า ไม่อย่างนั้นคงโดนล้อกันยกใหญ่

หลังจากล้างหน้าล้างตาเสร็จ เจียงสือตั้งใจจะนำแป้งออกมานวดทำเส้นบะหมี่

เดิมทีเธอคิดว่าการนวดแป้งและรีดเส้นเป็นเรื่องง่ายๆ คงใช้เวลาแค่ 10 นาทีก็เสร็จ

ที่เธอมั่นใจขนาดนั้นเพราะตอนอยู่บนดาวสีน้ำเงิน เธอมักจะทำบะหมี่กินเองอยู่บ่อยครั้ง

เมนูบะหมี่คลุกซอสเนื้อวัวเธอก็ทำมานับครั้งไม่ถ้วนและรสชาติดีมาก

ด้วยความที่ทำจนชำนาญ การเตรียมมื้อนี้ย่อมต้องรวดเร็วแน่นอน

ทว่าเธอหลงลืมไปจุดหนึ่ง... ข้าวสาลีที่บ้านยังไม่ได้บดเป็นแป้งเลย

เจียงสือตบหน้าผากตัวเองด้วยความหงุดหงิด

ที่บ้านไม่มีเครื่องบด แล้วจะทำยังไงดี?

ต้องไปขอให้เจ้าของร้านขายของชำช่วยบดข้าวสาลีให้งั้นเหรอ?

คงต้องเป็นอย่างนั้น ในเมื่อที่บ้านไม่มีเครื่องเครื่องมือ

เพื่อไม่ให้ฉีเยว่มาเก้อตอนเธอไม่อยู่บ้าน เจียงสือจึงรีบส่งข้อความผ่านนาฬิกาข้อมือไปบอกเขา:

“เยว่เกอ ฉันเพิ่งนึกได้ว่าข้าวสาลีที่บ้านยังไม่ได้บดเป็นแป้งเลยทำเส้นไม่ได้

เดี๋ยวฉันเอาข้าวสาลีไปบดที่ร้านขายของชำก่อนนะ ถ้าคุณมาถึงแล้วเห็นประตูบ้านปิดอยู่ รบกวนรอสักครู่นะคะ

หรือจะรอให้ฉันบดแป้งเสร็จกลับถึงบ้านก่อน แล้วคุณค่อยมาก็ได้ค่ะ”

ขณะนั้น ฉีเยว่ที่กำลังเตรียมผลไม้ ผักป่า และเนื้อสัตว์อยู่ที่บ้าน เมื่อได้รับข้อความก็ชะงักไปครู่หนึ่ง

บดข้าวสาลีเป็นแป้งงั้นเหรอ?

นั่นก็ต้องใช้เครื่องบดสินะ

ฉีเยว่มองไปที่ตู้เก็บของ นึกขึ้นได้ว่าที่บ้านเขาก็มีเครื่องบดขนาดเล็กอยู่เครื่องหนึ่ง

เขาจึงรีบส่งข้อความกลับไปหาเจียงสือทันที: “ไม่ต้องไปบดที่ร้านหรอกครับ ที่บ้านพี่มีเครื่องบดขนาดเล็กอยู่เครื่องหนึ่ง รอเดี๋ยวเดียวนะ เดี๋ยวพี่แบกไปให้เอง เธอจะได้ไม่ต้องหิ้วข้าวสาลีวิ่งไปวิ่งมา มันไม่ค่อยปลอดภัยด้วย”

เจียงสือที่หิ้วข้าวสาลีหนัก 10 ชั่งเตรียมจะออกจากบ้าน เมื่อเห็นข้อความก็ไม่รอช้า ตอบกลับไปทันที: “ตกลงค่ะ ขอบคุณมากนะคะ รบกวนคุณแล้วจริงๆ”

“ไม่รบกวนเลยครับ”

เจียงสือแปลกใจอยู่ครู่หนึ่งที่รู้ว่าบ้านฉีเยว่มีเครื่องบด

แต่พอลองคิดดูว่าฉีเยว่เป็นคนชอบทำอาหารและทำอร่อยด้วย การที่เขามีอุปกรณ์ครัวเยอะหน่อยก็คงไม่แปลกอะไร

เครื่องบดนี่เป็นของดีจริงๆ ถ้าเธอหามาไว้ใช้เองได้สักเครื่องก็คงดี

วันหน้าถ้าเก็บรวบรวมธัญพืชหรือเครื่องเทศชนิดอื่นๆ มาได้จากการเก็บของเก่าก็สามารถใช้เครื่องบดทำเป็นผง บรรจุใส่ถุงซิปล็อกแล้วเก็บไว้ในมิติได้

พริกในมิติถ้าโตจนแห้งแล้ว ก็เอามาบดเป็นพริกป่นละเอียดๆ ได้เช่นกัน

สรุปคือมันสารพัดประโยชน์มาก

ในใจของเจียงสือตอนนี้ ความต้องการอยากได้เครื่องบดพุ่งทะลุจุดเดือดไปแล้ว

ใจที่เคยนิ่งสงบเริ่มสั่นคลอนด้วยความอยากได้

เธอต้องลองถามตาเฒ่าหลี่ดูหน่อยว่าที่ร้านขายของชำมีเครื่องบดขนาดเล็กขายไหม มือสองก็ได้

คิดแล้วก็ลงมือทำทันที เธอวางถุงข้าวสาลีลงบนโต๊ะอาหาร

แล้วส่งข้อความถามตาเฒ่าหลี่: “ตาหลี่ ที่ร้านมีเครื่องบดขนาดเล็กขายไหม? มือสองก็ได้”

ตาเฒ่าหลี่ยังไม่ได้ตอบกลับ

เจียงสือจึงเลิกจ้องนาฬิกา แล้วคอยเงี่ยหูฟังเสียงฝีเท้าหรือเสียงเคาะประตูจากข้างนอกแทน

เธอรอฉีเยว่ที่กำลังจะแบกเครื่องบดมาหา

“ก๊อก...”

“ก๊อก ก๊อก...”

เสียงเคาะประตูจังหวะเดียวกับที่มีข้อความเด้งขึ้นบนนาฬิกา

“พี่ถึงหน้าบ้านแล้ว เปิดประตูหน่อยครับ”

เมื่อเห็นข้อความ เจียงสือก็คลายความระแวดระวังลง

พอเปิดประตูออกมา ก็เห็นฉีเยว่แบกตะกร้าใบใหญ่อยู่ข้างหลัง ยืนรออยู่หน้าประตู

“เข้ามาสิคะ”

เมื่อเข้ามาในห้อง ฉีเยว่วางตะกร้าลงและหยิบเครื่องบดออกมา

จากนั้นเขาก็ทยอยหยิบผลไม้ ผักป่า และเนื้อสัตว์ออกมาจากตะกร้าเหมือนถอนหัวไชเท้าแล้วมีดินติดขึ้นมาเป็นพรวน

เจียงสือเห็นกองเสบียงเหล่านั้นแล้วคิ้วก็แทบจะผูกเป็นโบ

เธอชี้ไปที่ผลไม้ ผัก และเนื้อแล้วพูดว่า “บะหมี่คลุกซอสเนื้อวัวไม่ต้องใช้พวกนี้หรอกค่ะ คุณเก็บกลับใส่ตะกร้าไปเถอะ เดี๋ยวตอนกินเสร็จค่อยเอากลับไปพร้อมกัน”

“ขอยืมใช้เครื่องบดหน่อยนะคะ” พูดจบ เจียงสือก็อุ้มเครื่องบดไปที่เครื่องแปลงไฟจากแผงโซลาร์เซลล์แล้วเสียบปลั๊ก

เธอนำข้าวสาลีที่ตากแห้งไว้ก่อนหน้านี้ใส่ลงไปบดเป็นผงแป้ง

ระหว่างที่เจียงสือยุ่งอยู่กับการบดแป้ง ฉีเยว่ก็ไม่ยอมอยู่เฉย

เขาไม่ได้ฟังที่เจียงสือพูดเลย แต่กลับนำผักป่าไปล้างแล้วจัดใส่ถาด นำผลไม้ไปล้างวางไว้บนโต๊ะอาหาร

พอเจียงสือบดแป้งเสร็จ หันไปเห็นฉีเยว่กำลังจะหั่นเนื้อ

เธอรีบเข้าไปห้ามเขาทันที “เนื้อไม่ต้องหั่นแล้วค่ะ มีซอสเนื้อวัวอยู่แล้ว”

เจียงสือห้ามเสียงแข็งพร้อมกับชี้นิ้วไปที่กระปุกซอสเนื้อวัวบนโต๊ะ

ฉีเยว่จึงยอมหยุดมือ

เขาวางเนื้อก้อนขนาดเท่าฝ่ามือลงในชาม ล้างมือให้สะอาด แล้วเดินเข้ามาช่วยเจียงสือนวดแป้งแทน

“เธอไปรอข้างๆ เถอะ เดี๋ยวพี่นวดแป้งกับดึงเส้นเอง แป๊บเดียวก็เสร็จ”

ฉีเยว่จัดการกันเจียงสือออกจากโซนทำอาหารอย่างละมุนละม่อม

และก็เป็นอย่างที่เขาว่า เขานวดแป้งได้ไวมาก

ใช้เวลาเพียง 5 นาทีแป้งก็เข้าที่ จากนั้นพักแป้งไว้อีก 30 นาทีก็สามารถดึงเป็นเส้นบะหมี่ได้แล้ว

ในระหว่างที่รอพักแป้งครึ่งชั่วโมง เจียงสือก็ถือโอกาสถามฉีเยว่เกี่ยวกับวิธีรับมือกับสัตว์กลายพันธุ์ตอนออกภารกิจในที่ราบรกว้าง รวมถึงทักษะการเอาตัวรอดต่างๆ

เจียงสือถามเรื่องนี้เพราะเธอคิดว่าในอนาคตต้องได้ใช้แน่ๆ

อีกอย่าง คนที่ออกภารกิจในที่ราบรกร้างบ่อยๆ อย่างฉีเยว่หรือพี่ชายของเธอ ประสบการณ์การเอาตัวรอดของพวกเขาคือของจริงและใช้งานได้จริงที่สุด

เจียงสือไม่เพียงแต่ถามอย่างตั้งใจ แต่ยังฟังอย่างจดจ่ออีกด้วย

ส่วนฉีเยว่ก็อธิบายอย่างละเอียดถี่ถ้วน

ดวงตาของเจียงสือเต็มไปด้วยความกระหายในทักษะการเอาตัวรอดและการรักษาชีวิต

เธอไม่ได้สังเกตเลยว่าแววตาของฉีเยว่ที่มองมานั้นเต็มไปด้วยความชื่นชมและมีความหมายบางอย่างแฝงอยู่

ครึ่งชั่วโมงผ่านไป

เสียงนาฬิกาปลุกที่ตั้งเวลาพักแป้งไว้ก็ดังขึ้น

เจียงสือเพิ่งจะลุกขึ้นเตรียมจะไปหยิบแป้งมาดึงเส้น

ก็ถูกฉีเยว่กดไหล่ให้นั่งลงบนเก้าอี้ไม้ไผ่ตามเดิม

“ดึงเส้นบะหมี่มันใช้แรง พี่ทำเองดีกว่า ถ้าอยากช่วยก็มาช่วยล้างหม้อจุดไฟก็พอ”

อ้าว...

ไหนบอกว่าเธอจะลงมือทำบะหมี่คลุกซอสเนื้อวัวเลี้ยงแขกเองไง?

ทำไมตอนนี้กลายเป็นว่าไม่ต้องทำอะไรเลย นั่งรอกินอย่างเดียวซะงั้น

เจียงสือรู้สึกเกรงใจจึงพูดกับฉีเยว่ว่า “เยว่เกอ ขอโทษด้วยนะคะ อุตส่าห์บอกว่าจะทำบะหมี่เลี้ยงแท้ๆ กลายเป็นคุณต้องมาเหนื่อยทำเองซะงั้น”

ฉีเยว่โบกมือเป็นเชิงว่าเขาไม่เห็นด้วยกับคำพูดนั้น “แป้งกับซอสเนื้อวัวเธอก็เป็นคนเตรียมให้ แบบนี้ก็นับว่าเธอเลี้ยงข้าวแล้ว พี่แค่ช่วยลงแรงนิดหน่อยเอง”

ฉีเยว่เริ่มลงมือนวดแป้ง ยืดแป้ง และดึงเส้นอย่างคล่องแคล่ว

ไม่มีเหตุผลที่แขกจะทำอาหารแล้วเจ้าของบ้านนั่งรอเฉยๆ เจียงสือจึงลุกไปที่ห้องครัวเพื่อล้างหม้อและต้มน้ำ

สองคนช่วยกันแบ่งหน้าที่ งานจะได้เสร็จไวและได้กินบะหมี่เร็วๆ

ในที่สุด 15 นาทีต่อมา ทั้งสองก็ได้กินบะหมี่คลุกซอสเนื้อวัวที่หอมกรุ่น

เจียงสือคีบบะหมี่คำโตเข้าปาก ใบหน้าเปี่ยมไปด้วยรอยยิ้มแห่งความสุข กินอย่างเอร็ดอร่อยและอิ่มหนำสำราญ

จริงอย่างที่เขาว่ากันว่า พลังของคาร์โบไฮเดรตนั้นไม่มีใครต้านทานได้

ฉีเยว่มองเจียงสือกินบะหมี่คำโตอย่างเอร็ดอร่อย แค่เห็นเธอกินเขาก็พลอยเจริญอาหารไปด้วย

เขาเองก็เริ่มลงมือกินคำโตๆ เช่นกัน

เจียงสือกินบะหมี่จนหมดเกลี้ยงไม่เหลือแม้แต่เส้นเดียว

แม้แต่น้ำซอสเนื้อวัวที่ก้นชาม เธอยังเหลือบะหมี่เส้นสุดท้ายไว้กวาดกินจนสะอาดเกลี้ยง

หลังจากกินเส้นสุดท้ายเสร็จ เธอยังรู้สึกอาลัยอาวรณ์ในรสชาติอยู่เลย

ถึงแม้ตอนนี้ท้องของเธอจะอิ่มจนแทบระเบิดแล้วก็ตาม

เจียงสือไม่ได้นั่งต่อ แต่ลุกขึ้นเดินไปเดินมาเพื่อช่วยย่อย

ผลไม้บนโต๊ะไม่ได้ถูกแตะต้องเลย เพราะในท้องไม่มีที่ว่างเหลือให้ใส่ลงไปแล้วจริงๆ

ฉีเยว่เองก็เหมือนกัน เขาอิ่มมากจนรู้สึกแน่นท้องไปหมด

ทั้งสองนั่งพักผ่อนกันอยู่ครู่หนึ่ง

ฉีเยว่ลุกขึ้นเก็บถ้วยชามเตรียมจะไปล้าง เจียงสือเห็นดังนั้นก็รีบเข้าไปห้าม

“วางไว้เถอะค่ะ เดี๋ยวฉันล้างทีเดียวเอง”

แต่ฉีเยว่ไม่ได้หยุดมือ เขาจัดการล้างถ้วยชามอย่างรวดเร็ว แถมยังทำความสะอาดทั้งห้องครัวและห้องนั่งเล่นให้เสร็จสรรพ

เจียงสือ: ...

ช่างเป็น "พ่อบ้านหอยทาก" (สำนวนจีนหมายถึงคนที่แอบมาช่วยทำงานบ้าน) ที่ขยันจริงๆ

เจียงสือนึกถึงเนื้อก้อนขนาดเท่าฝ่ามือที่วางอยู่ในครัว เธอจึงไปหยิบถุงซิปล็อกในห้องเก็บของมาใส่เนื้อไว้

แล้วนำไปใส่ในตะกร้าเก็บของเก่าของฉีเยว่ “เนื้อก้อนนี้ฉันใส่ไว้ในตะกร้าของคุณแล้วนะ เอากลับไปกินที่บ้านเถอะค่ะ”

ก่อนจะใส่ลงไป เธอยังชูเนื้อในมือให้ฉีเยว่ดูด้วย

ฉีเยว่ดูเหมือนจะเป็นโรค "เลือกรับฟัง" เขาได้ยินเข้าหูเพียงแค่คำเดียวคือ

“กลับไป”

นี่... นี่เธอจะไล่เขากลับบ้านแล้วเหรอ?

เจียงสือไม่ได้คิดแบบนั้นเลยจริงๆ ถ้าเธอรู้ว่าฉีเยว่ตีความหมายผิดไปไกลขนาดนั้น เธอคงต้องร้องขอความเป็นธรรมแน่ๆ

ช่างเป็นหม้อใบใหญ่ (ใส่ความ) ที่โยนมาให้เธอแท้ๆ

ในเมื่อบะหมี่ก็กินเสร็จแล้ว ดูเหมือนเขาจะไม่มีข้ออ้างที่จะรั้งอยู่ต่อ สมควรแก่เวลาที่จะกลับแล้วจริงๆ

ในใจฉีเยว่เต็มไปด้วยความเสียดาย แต่เขาก็ลุกขึ้นกล่าวลาเจียงสือ

เห็นฉีเยว่จะกลับ เจียงสือจึงบอกความตั้งใจที่อยากจะขอยืมเครื่องบดของเขาเพื่อบดข้าวสาลีที่เหลือ

เมื่อได้ยินว่าเจียงสือจะยืมเครื่องบด ฉีเยว่ก็ไม่ลังเลและตอบอย่างตรงไปตรงมาว่า: “เธอใช้ไปก่อนเถอะ ช่วงสั้นๆ นี้พี่คงไม่ได้ใช้เครื่องนี้หรอก

ถ้าเมื่อไหร่เธอใช้เสร็จแล้วค่อยบอกพี่ เดี๋ยวพี่ค่อยมาแบกกลับไปเอง”

การที่ได้ยืมเครื่องบดทำให้เจียงสือรู้สึกตื่นเต้นลึกๆ แต่ไม่ได้แสดงออกทางสีหน้า

ข้าวสาลีทั้งหมดในบ้าน เธอตั้งใจจะแบ่งครึ่งหนึ่งมาบดเป็นแป้งสาลีและรำข้าว ส่วนอีกครึ่งจะเก็บไว้เป็นธัญพืชหยาบสำหรับทำข้าวสวยข้าวสาลีกิน

แต่เรื่องบดแป้งคงต้องรอคืนนี้หรือไม่ก็พรุ่งนี้

ตอนนี้เธออยากจะงีบหลับพักสายตาสักหน่อย

ฉีเยว่มองเจียงสือด้วยรอยยิ้ม “ขอบคุณสำหรับการเลี้ยงรับรองในวันนี้นะครับ”

เจียงสือ: “ยินดีค่ะ ยินดี ขอบคุณคุณเหมือนกันที่วันนี้ลำบากไปตลาดมืดเป็นเพื่อนฉัน”

หลังจากแยกย้ายกัน ฉีเยว่แบกตะกร้ากลับบ้าน

ส่วนเจียงสือ หลังจากฉีเยว่กลับไปแล้ว เธอก็ทำความสะอาดร่างกายคร่าวๆ แล้วขึ้นเตียงงีบหลับไปครู่หนึ่ง

(จบตอน)

จบบทที่ บทที่ 84 การตอบแทน

คัดลอกลิงก์แล้ว