- หน้าแรก
- เอาชีวิตรอดแดนรกร้าง วันนี้เจียงสือเติมเสบียงรึยังน้า
- บทที่ 66 ฝนตกหนัก
บทที่ 66 ฝนตกหนัก
บทที่ 66 ฝนตกหนัก
เสียงฝนข้างนอกดังแรงขึ้นเรื่อยๆ แม้จะอยู่แต่ในห้องและมีกำแพงกั้น ก็ยังได้ยินเสียงเม็ดฝนกระทบหลังคาดังเปรี้ยงปร้าง
ทุกคนในห้อง: "..."
ฝนมันจะมาเร็วเคลมเร็วเกินไปหน่อยไหม?
นับจากตอนที่ได้รับแจ้งเตือนจากฐานทัพจนถึงตอนที่ฝนเริ่มตก ใช้เวลาไม่ถึงหนึ่งนาทีด้วยซ้ำ
พายุลูกนี้มาแรงและเร็วจนตั้งตัวไม่ติด
ด้วยเวลาที่สั้นขนาดนี้ ทั้งสามคนไม่มีทางกลับถึงบ้านของตัวเองได้ทันแน่นอน
พอมองดูฝนที่ตกหนักขนาดนี้ เจียงสือก็อดคิดไม่ได้ว่า ถ้าพวกเขายังมัวแต่เก็บพริกอยู่ในป่าพริกกันอยู่ล่ะก็ สภาพจะเป็นยังไง?
คงไม่พ้นต้องกลายเป็นไก่ลูกแมวที่โดนฝนถล่มจนเละแน่ๆ
และการโดนฝนที่มีรังสีปนเปื้อนแบบนี้ จะทำให้ค่ารังสีในร่างกายพุ่งสูงปรี๊ดจนเป็น "โรครังสี" ได้เลย
โชคดีจริงๆ ที่พวกเขากลับเข้าฐานทัพและถึงบ้านก่อนเวลา
ในขณะที่เจียงสือกำลังคิดฟุ้งซ่าน ฉีหลี่ที่กำลังจ้องมองหน้าต่างสกายไลท์ที่โดนน้ำฝนซัดกระหน่ำก็พูดขึ้นว่า "คุณพระช่วย ฝนตกหนักอะไรขนาดนี้?
ไม่อยากจะคิดเลยว่าถ้าเรายังไม่กลับเข้าฐานทัพ สภาพจะดูไม่จืดขนาดไหน"
"พวกที่ออกไปเก็บของป่าแล้วไม่มีที่กำบัง หรือหาที่หลบฝนไม่ทัน คงต้องเป็นโรครังสีกันระนาวแน่
ไม่รู้ว่าพวกเขาจะมีแต้มพอซื้อยาชำระล้างรังสีในฐานทัพไหม?
ถ้าซื้อไม่ได้ แล้วร่างกายทนรับรังสีไม่ไหว ชีวิตที่เหลือคงเหมือนตายทั้งเป็น"
คำพูดของฉีหลี่ทำให้ทุกคนเงียบกริบ
ในโลกยุคเสื่อม ทุกครั้งที่มีฝนรังสีตกลงมา สุขภาพของชาวเมืองทั้งในและนอกฐานทัพจะแย่ลงไปอีกขั้น
เนื่องจากยารักษาโรคนั้นขาดแคลน ทุกครั้งที่ฝนรังสีตก จะมีคนในฐานทัพที่ซื้อยาไม่ทันเสมอ
คนที่โดนฝนสาดใส่ต้องทนทุกข์ทรมานจากโรครังสีอย่างแสนสาหัสเพราะไม่มียาจะรักษา
คำพูดของฉีหลี่เปรียบเสมือนเสียงเตือนสติสำหรับเจียงสือ
ที่บ้านเธอไม่เพียงแต่ไม่มียาชำระล้างรังสี แม้แต่ยาสามัญประจำบ้านแก้ปวดหัวตัวร้อนทั่วไปก็ไม่มีเลย
ถึงแม้ตอนนี้ที่บ้านจะมีหินพลังงาน แต่ก็มีไม่มากนัก
ถ้าต้องเอาหินพลังงานมาใช้รักษาอาการเจ็บป่วยเล็กๆ น้อยๆ แบบนี้ มันค่อนข้างจะสิ้นเปลืองและไม่คุ้มค่า
หินพวกนี้ควรเก็บไว้ใช้ยามบาดเจ็บสาหัสหรือตอนที่พันธุกรรมใกล้พังทลายมากกว่า
ดังนั้น เธอต้องหาทางเตรียมยาสำรองไว้ที่บ้านบ้างแล้ว
ท้องฟ้าข้างนอกมืดมิดไปหมดแล้ว และฝนก็ยังไม่มีทีท่าว่าจะหยุดตก
เปรี้ยง!
ครืนนนน!
เสียงสายฟ้าฟาดแหวกความมืดมิดของท้องฟ้าโลกยุคเสื่อม
เสียงฟ้าร้องฟ้าผ่าดังกึกก้องจนน่าขนลุก ทำให้รู้สึกเสียวสันหลังวาบและขนลุกซู่ไปทั้งตัว
เจียงสือเป็นคนที่กลัวเสียงฟ้าร้องมาก
พอได้ยินเสียง "ครืนนนน" เธอก็เผลอเอามูบแขนที่ขึ้นขนลุกเพื่อปลอบประโลมความหวั่นใจข้างใน
เจียงอวี้สัมผัสได้ถึงความกังวลของน้องสาว เขาจึงเอื้อมมือไปตบหลังเธอเบาๆ เหมือนที่เคยทำประจำ พร้อมปลอบด้วยน้ำเสียงอ่อนโยน "ไม่เป็นไรนะ แค่เสียงฟ้าร้องเอง พี่อยู่นี่
เริ่มหนาวแล้วใช่ไหม ไปผิงไฟข้างเตาเถอะ"
ภายในบ้านเงียบสงัด
ในห้องแคบๆ ตอนนี้มีคนอัดกันอยู่ถึง 5 คน
ฝนตกหนักไม่รู้จะหยุดเมื่อไหร่ แถมพวกเขาก็กลับบ้านไม่ได้ จะทำยังไงดี?
ถ้าจะขอค้างแรมที่นี่ จะนอนตรงไหน?
บ้านก็หลังนิดเดียว พื้นที่สำหรับปูฟูกนอนยังแทบจะไม่มีเลย
สองชั่วโมงต่อมา เสียงฟ้าร้องเริ่มซาลง และฝนก็เบาลงไปมาก
เจียงอวี้หยิบเสื้อกันฝนป้องกันรังสีออกมาสองตัวจากห้องของเขา "ตอนนี้ฝนเบาลงแล้ว พวกนายคิดจะกลับบ้านกันไหม?
ที่บ้านพี่มีเสื้อกันฝนป้องกันรังสีสองตัวนี้กับร่มผ้าอาบน้ำมันกันรังสีอีกคันหนึ่ง ถ้ากันฝนดีๆ กลับถึงบ้านได้ไม่เปียกแน่นอน"
"ถ้าไม่กลับแล้วจะค้างที่นี่ พวกนายอาจจะต้องนั่งแกร่วบนเก้าอี้ไม้ไผ่ไปทั้งคืนนะ
รสชาติการนั่งทั้งคืนมันไม่สนุกหรอก พวกนายก็รู้ว่าบ้านพี่มันแคบ ไม่มีที่เหลือพอให้เอนหลังนอนได้จริงๆ"
ซ่งหมิงและฉีหลี่พูดขึ้นพร้อมกัน: "ตอนนี้ฝนเบาแล้ว พวกเรากลับบ้านดีกว่าครับ เรื่องเนื้อแดดเดียวฝากพี่อวี้จัดการต่อด้วยนะครับ"
"ได้เลย"
เจียงสือหยิบแอปเปิลอบแห้งและสาลี่อบแห้งที่ทำเสร็จแล้วใส่ลงในย่ามของฉีหลี่ "นี่คือผลไม้อบแห้งที่เสร็จแล้ว พวกนายเอากลับบ้านไปก่อนได้เลย ส่วนเนื้อแดดเดียว พรุ่งนี้ค่อยมารับนะ"
ฉีหลี่พยักหน้า "ครับ"
ซ่งหมิงรับเสื้อกันฝนจากมือเจียงอวี้มาช่วยฉีหลี่สวม แล้วตัวเองก็สวมอีกตัว ทั้งคู่ฝ่าฝนปรอยมุ่งหน้ากลับบ้านไป
หลังจากส่งซ่งหมิงและฉีหลี่แล้ว เจียงอวี้ก็หันไปถามฉีเยว่: "พี่เยว่ล่ะครับ? จะกลับเลยไหม?
ถ้าไม่กลับตอนนี้ เดี๋ยวฝนเทลงมาหนักอีกระลอกจะกลับลำบากนะ"
ฉีเยว่วางไม้ที่ใช้ช่วยบดพริกทิ้ง แล้วรับร่มจากมือเจียงอวี้ "กลับครับ ช่วงฝนเบานี่แหละกลับง่ายดี"
พอเดินถึงประตูบ้าน เขาก็หันมาลาเจียงอวี้และเจียงสือ: "ผมไปก่อนนะ มีเรื่องอะไรก็ส่งข้อความมาบอกได้เลย"
"โอเคค่ะ/ครับ"
เมื่อส่งทั้งสามคนกลับไปแล้ว เจียงสือก็ดูเวลา
ทุ่มครึ่งแล้ว
เธอตะโกนบอกเจียงอวี้ "พี่คะ เนื้อที่หมักไว้นำเข้าเครื่องอบแห้งได้แล้วค่ะ"
"มาแล้วจ้า"
คนหนึ่งอบ อีกคนหนึ่งนึ่ง
ทำวนไปวนมาแบบนี้จนถึงสามทุ่ม ในที่สุดเนื้อแดดเดียวทั้งหมดก็ทำเสร็จ
พวกเขาแยกส่วนที่เป็นค่าตอบแทนของตัวเองออกมา แล้วบรรจุเนื้อแดดเดียวใส่ถุงซิปล็อก ถ่ายรูปส่งให้ฉีเยว่และพวกซ่งหมิงดูในกลุ่ม
ส่วนพริกท่อนทั้งหมดก็ถูกบดจนกลายเป็นผงพริกเรียบร้อย
เจียงสือเอาผงพริกมาผสมกับเกลือในสัดส่วน 5 ต่อ 1 คนให้เข้ากันจนกลายเป็นเครื่องปรุงสำหรับย่างที่เรียกว่า "เกลือพริก"
แล้วนำไปบรรจุใส่ขวดโหลแก้ว
เจียงสือบอกเจียงอวี้ว่า "พี่คะ เกลือพริกอันนี้เราแบ่งใส่กระปุกเล็กๆ ไว้ได้นะ
พรุ่งนี้ถ้าพี่ว่าง พี่ช่วยเอาไม้จากกองฟืนมาเหลาทำเป็นกระปุกไม้ขนาดกว้างเท่าสองนิ้วให้หน่อยสิคะ แล้วเราค่อยเอาเกลือพริกใส่ไปฝากขายที่ร้านในเมืองชั้นใน"
เจียงอวี้ขานรับ "ได้เลยจ้ะ"
กว่าจะทำทุกอย่างเสร็จก็ปาเข้าไปสามทุ่ม
เจียงอวี้มองดูเจียงสือที่นั่งพักเงียบๆ บนเก้าอี้ไม้ไผ่ "อยากฝึกมวยไหม? หรือจะมาประลองฝีมือกันสักหน่อย"
พอได้ยินคำว่า "ประลอง" ตาของเจียงสือก็เป็นประกาย
มีคู่ซ้อมฟรีๆ ไม่เอาก็โง่แล้ว
แต่ในการประลองที่ผลัดกันรุกผลัดกันรับ ผลที่ออกมาก็ไม่พลิกโผ เจียงสือโดนเจียงอวี้ไล่ต้อนอยู่ฝ่ายเดียวเหมือนเดิม
ชั่วโมงครึ่งผ่านไป...
เจียงสือเหนื่อยจนหอบแฮก ทรุดตัวนั่งพักบนเก้าอี้ไม้ไผ่อย่างหมดสภาพ "ทำไมฉันยังโดนพี่ถลุงอยู่ฝ่ายเดียวแบบนี้ล่ะเนี่ย"
เหนื่อยจนขี้เกียจแม้แต่จะยืดกล้ามเนื้อ
เจียงอวี้: "..."
ซวยแล้ว ลืมออมมือให้น้องไปหน่อย
เขาแอบเอามือเกาจมูกอย่างรู้สึกผิด "อย่าเพิ่งท้อสิ เธอเก่งขึ้นเยอะแล้วนะ การที่เธอโดนพี่ไล่ต้อนได้ แปลว่าพี่ชายเธอก็เก่งขึ้นเหมือนกัน ฮ่าๆๆ
อีกอย่าง เธอเพิ่งกลับมาฝึกมวยได้ไม่นาน จะให้ชนะพี่ได้ยังไง เป็นไปไม่ได้หรอก
ต้องฝึกอีกเยอะ พี่ชายน่ะไม่ได้ฝึกมาแค่ปีสองปีนะจะบอกให้"
เจียงอวี้ฉุกนึกถึงตอนที่เจียงสือใช้หนังสติ๊กยิงไก่กุ๊กกุ๊กเมื่อตอนกลางวัน จึงเอ่ยถามขึ้นว่า: "เมื่อกลางวันเห็นเธอใช้หนังสติ๊กยิงไก่ได้แม่นมาก ไปฝึกมาจากไหนน่ะ?
อ้อ เอาหนังสติ๊กนั่นมาให้พี่ดูหน่อยสิ พี่ว่าจะทำไว้ใช้ป้องกันตัวบ้างเหมือนกัน
เวลาพลังพิเศษหมด ก็ต้องสู้ระยะประชิดอย่างเดียว
ถ้าเจอตัวที่สูงใหญ่ดุร้ายหรือมีพิษ สู้ระยะประชิดมันเสียเปรียบ สู้ระยะไกลปลอดภัยกว่าเยอะ"
พอได้รับคำชม เจียงสือก็เริ่มยืดอกด้วยความภูมิใจ
เธอรีบวิ่งเข้าห้องไปหยิบหนังสติ๊กที่ทำเองจากตู้เตี้ยมาส่งให้เจียงอวี้ "นี่ไงคะ ฉันทำไว้สองอัน อันนี้ให้พี่ค่ะ"
หลังจากสอนวิธีใช้ให้เจียงอวี้รอบหนึ่ง เขาก็ดีใจยกใหญ่ รีบเอาหนังสติ๊กไปซ้อมยิงให้แม่นทันที
เจียงสือเห็นพี่ชายเล่นสนุกก็เลิกสนใจเขา
แต่พอเธอมองไปที่เสื้อผ้าของเจียงอวี้ ก็เห็นคราบเลือดติดอยู่เป็นจุดๆ
ดูสกปรกมอมแมมจัง เธอเองก็น่าจะเป็นเหมือนกันใช่ไหมเนี่ย?
พอก้มลงมองตัวเอง ก็เป็นอย่างที่คิด เสื้อผ้าเปื้อนทั้งดินทั้งเลือด ดูสกปรกสุดๆ
เวลาคนเรามัวแต่ยุ่งเนี่ย มักจะไม่ทันได้สังเกตสิ่งรอบตัวจริงๆ
ไม่อย่างนั้นเธอคงรู้ตัวตั้งนานแล้วว่าสภาพตัวเองดูไม่ได้ขนาดไหน
ไม่ได้การล่ะ เธอต้องไปต้มน้ำอาบด่วน
ตอนนี้ตัวเธอสกปรกเกินไปแล้ว เห็นแล้วรู้สึกขัดใจชะมัด
(จบตอน)