- หน้าแรก
- เอาชีวิตรอดแดนรกร้าง วันนี้เจียงสือเติมเสบียงรึยังน้า
- บทที่ 63 บ้านของฉีเยว่
บทที่ 63 บ้านของฉีเยว่
บทที่ 63 บ้านของฉีเยว่
พวกกลุ่มงานเหล่านั้น เวลาทำงานถ้าเพื่อนร่วมงานไม่ส่งข้อความถล่มจนเครื่องค้าง ก็จะเงียบกริบราวกับป่าช้า แต่พอถึงเวลาเลิกงานเมื่อไหร่นั่นแหละคือของจริง ทั้งเพื่อนร่วมงาน หัวหน้า และเจ้านาย ต่างระดมส่งข้อความกันไม่หยุดหย่อน
สรุปคือหาความสงบสุขไม่ได้เลย
กลุ่มที่ฉีเยว่พูดถึงก็น่าจะเป็นแบบที่เธอคิดนั่นแหละ
แต่ไม่เป็นไร ตราบใดที่เธอไม่ได้อยู่ในกลุ่ม ไม่ต้องคอยอ่านข้อความเหล่านั้น เธอก็จะไม่รู้สึกถึงความอึดอัดจากการโดนถล่มข้อมูลแบบนั้น
เจียงสือมองตามรถกระบะคันเล็กที่แล่นมุ่งหน้าไปยังฐานทัพด้วยความรู้สึกอิจฉาเล็กน้อย
เธอจึงเอ่ยถามเจียงอวี้ "พี่คะ รถกระบะคันเล็กแบบนั้นแพงไหม?"
"ทำไมถึงถามเรื่องรถล่ะ?"
"เมื่อก่อนไม่เห็นเธอจะสนใจเลยนี่นา"
เจียงอวี้ถามกลับอย่างแปลกใจ แต่ก็ยังอธิบายให้น้องสาวฟังอย่างใจเย็น "ต้องมีอย่างน้อย 3,000 แต้มสะสมน่ะ ทำไมเหรอ อยากซื้อรถเหรอ?"
3,000 แต้มสะสม?
แพงขนาดนั้นเลยเหรอ?
รถที่เจ้าของร้านอาหารขับเมื่อกี้ดูเหมือนรถมือสองชัดๆ ซื้อรถกระบะมือสองไว้ใช้สอยไม่น่าจะแพงขนาดนั้นมั้ง?
"มือสองก็แพงขนาดนี้เลยเหรอคะ?" เจียงสือถามอย่างไม่ลดละ
"ซื้อมือสองราคาก็พอๆ กันนี่แหละ"
โอเค เลิกหวังได้เลย
เธอไม่ได้มีแต้มสะสมมากมายขนาดนั้น
พระเจ้าเท่านั้นที่รู้ว่าการต้องเดินไปเก็บของป่าทุกวันมันลำบากแค่ไหน
ถึงแม้การเดินจะถือเป็นการออกกำลังกาย แต่เธอก็ยังอยากนั่งรถมากกว่า
ใครจะอยากมาทนลำบากโดยไม่จำเป็นกันล่ะ ถ้าขี้เกียจได้ก็อยากจะขี้เกียจทั้งนั้นแหละ
เอาเป็นว่าเรื่องรถ พักไว้ก่อน
อย่างน้อยก็ในระยะสั้นนี้ ซื้อรถไม่สู้กักตุนอาหารจะดีกว่า
ถ้าถึงคราวจำเป็นต้องใช้รถจริงๆ ค่อยไปเช่าเอาเอาละกัน
เจียงสือกระชับสายกระบุงที่สะพายอยู่ตรงข้อศอกพลางตอบรับอย่างท้อแท้ "โอเคค่ะ รถมือสองยังแพงขนาดนี้เลยเนอะ"
ตอนนี้ทุกคนว่างมือกันหมดแล้ว ต่างก็รับกระบุงของตัวเองคืนมาจากเจียงสือและฉีหลี่
ส่วนเจียงอวี้คว้าทั้งกระบุงของตัวเองและของเจียงสือไปสะพายไว้บนบ่าทั้งสองข้าง
เขาจูงข้อมือเจียงสือ "ไปเถอะ กลับบ้านกัน"
"กลับถึงบ้านแล้วอาบน้ำอาบท่าสักหน่อยจะได้รับสบายตัวขึ้น"
เจียงสือปล่อยให้พี่ชายจูงข้อมือเดินไปข้างหน้า
วันนี้เธอเหนื่อยจริงๆ และก็ขวัญเสียไม่น้อยเลยด้วย
การต่อสู้ครั้งนี้ทำให้เจียงสือรู้สึกว่าตัวเองนั้นช่างต่ำต้อยเหลือเกิน
ใครจะไปคิดว่า "ไก่กุ๊กกุ๊ก" ที่เคยเป็นสัตว์ปีกในฟาร์มบนดาวโลกสมัยก่อน อย่างไก่ตัวผู้ตัวเมียพวกนั้น
พอเกิดการกลายพันธุ์แล้วจะตัวใหญ่ยักษ์ขนาดนี้ พลังโจมตีก็รุนแรง แถมระดับความแข็งแกร่งของพวกมันยังดูจะพอๆ กับเลเวลของผู้มีพลังพิเศษในฐานทัพอีกด้วย แค่ต้องดูว่าเป็นเลเวลไหนเท่านั้นเอง
ถ้าอยู่ในเลเวลเดียวกัน ร่างกายของสัตว์กลายพันธุ์นั้นใหญ่โตกว่ามนุษย์ไม่รู้กี่เท่า ดังนั้นในสถานการณ์ที่เท่าเทียมกัน มนุษย์อาจจะไม่ชนะเสมอไป
แน่นอนว่าถ้ามนุษย์ใช้สมองในการต่อสู้ ฝ่ายที่น่าจะชนะก็คือมนุษย์ ไม่ใช่สัตว์กลายพันธุ์
สมองของเจียงสือเริ่มคำนวณแล้วว่าควรจะซื้อ "ยาปรับแต่งพันธุกรรม" เพื่อปลุกพลังพิเศษดีไหม
ความคิดนี้ไม่ได้เพิ่งผุดขึ้นมาครั้งแรก
ตั้งแต่ตอนที่ถูกกระต่ายกลายพันธุ์ไล่ล่าครั้งแรกเธอก็เริ่มคิดแล้ว
ตอนนั้นที่ยังไม่ซื้อยาปรับแต่งพันธุกรรม หนึ่งเป็นเพราะยังตัดสินใจไม่ได้ และสองคือยังมีแต้มสะสมไม่พอ
แต่ตอนนี้แต้มสะสมของเธอมีมากพอที่จะซื้อยาปรับแต่งพันธุกรรมแถมยังมีเหลือเฟือด้วย
ถ้าไม่ซื้อ...
เธอก็กลัวว่าถ้าเจอสัตว์กลายพันธุ์ที่แข็งแกร่งเหมือนวันนี้อีก เธอจะไร้ทางหนี และถ้าโชคร้ายเจอตัวที่เก่งกว่าเธอหรือแข็งแกร่งกว่าหลายเท่า เธอคงทำได้แค่สู้ตายเท่านั้น
จะหวังพึ่งแค่ศิลปะการต่อสู้ไปฟัดกับสัตว์กลายพันธุ์มันไม่สมจริงเลย
แต่ถ้าซื้อล่ะ?
เธอก็กลัวว่าถ้ากินยาเข้าไปแล้วดันไม่ปลุกพลังพิเศษขึ้นมา แต่แค่ทำให้ร่างกายแข็งแรงขึ้นนิดหน่อย แถมยังเสี่ยงต่อโรคพันธุกรรมพังทลายอีก
ถ้าเกิดล้มป่วยขึ้นมา ก็ต้องใช้ทรัพยากรล้ำค่าอย่างหินพลังงานหรือยาซ่อมแซมพันธุกรรมมาบำรุงร่างกายไปตลอดชีวิต
เฮ้อ เลือกยากจริงๆ
ตอนนี้ในหัวของเจียงสือเหมือนมีสงครามเทวดากับปีศาจตีกันอยู่
ฝ่ายหนึ่งบอกว่า: ซื้อเลย! เผื่อจะปลุกพลังพิเศษได้ไง ถ้ามีพลังแล้วก็ขยันฝึกฝนจนเก่งขึ้น เวลาออกไปเก็บของป่าเจอสัตว์กลายพันธุ์ก็จัดการได้ในพริบตา
อีกฝ่ายโต้กลับว่า: อย่าซื้อเลย! ถ้าไม่ปลุกพลังขึ้นมา แถมร่างกายก็ไม่ได้แข็งแรงขึ้นเท่าไหร่จะทำยังไง? แล้วถ้าเกิดแจ็กพอตพันธุกรรมพังทลายขึ้นมา มันจะไม่คุ้มเสียเอานะ? ปัจจัยเสี่ยงมันเยอะเกินไป ไม่คุ้มที่จะเสี่ยงหรอก
...
เทวดากับปีศาจในหัวไม่มีใครยอมใคร
จนเธอรู้สึกเหมือนหัวจะระเบิด
เจียงสือสะบัดหัวแรงๆ เพื่อไล่ความคิดฟุ้งซ่านออกไป ใช้ชีวิตไปวันๆ ก่อนละกัน
ไว้ถึงเวลาค่อยว่ากันใหม่
ปีนี้เธอเพิ่งจะอายุ 16 เอง ขอแค่ตัดสินใจให้ได้ภายในปีนี้ว่าจะซื้อยาปรับแต่งพันธุกรรมไหมก็พอ
ตอนนี้เพิ่งจะเดือนพฤษภาคม ยังมีเวลาให้คิดอีกตั้งครึ่งปี ต้องไตร่ตรองให้ดี
เจียงสือเดินตามเจียงอวี้ไปติดๆ
ฉีเยว่มองภาพเจียงอวี้ที่จูงข้อมือเจียงสือด้วยแววตาที่มีความหมายบางอย่างซ่อนอยู่
ฝ่ามือของเขาเผลอขยับถูไถกันไปมาไม่หยุด
เมื่อทั้งห้าคนใกล้จะถึงฐานทัพ ซ่งหมิงและโจวติ้งเจิงก็ส่งข้อความเข้ามาในกลุ่ม
"หักเครื่องในออกแล้ว ไก่กุ๊กกุ๊ก 5 ตัวหนักรวม 387 จิน (ประมาณ 193.5 กิโลกรัม) รวมเป็นเงิน 5,805 แต้มสะสม
[รูปภาพน้ำหนักไก่]
[รูปภาพหลักฐานการรับแต้ม]"
"พวกพี่ถึงบ้านเหล่าเจียงกันหรือยัง? ถ้าถึงแล้ว พวกผมเข้าเมืองแล้วจะรีบตามไป"
เจียงสือเห็นเจียงอวี้หยุดเดินกะทันหันจึงชะโงกหน้าเข้าไปถาม "ทำไมไม่เดินต่อล่ะคะ?"
เจียงอวี้โชว์ข้อความในกลุ่มให้เจียงสือดูอย่างดีใจ
"ว้าว แต้มเยอะมากเลย!" พอเห็นรูปหลักฐานการรับแต้ม เจียงสือก็ตาโตเป็นประกาย
ไม่ว่าจะเป็นเจ้าของร่างเดิมหรือตัวเธอเอง ก็ไม่เคยเห็นแต้มสะสมเยอะขนาดนี้มาก่อน
หางตาและหัวคิ้วของเจียงสือเต็มไปด้วยรอยยิ้ม เธอดีใจจนปิดไม่มิด
ครู่ต่อมา...
ก็เห็นฉีเยว่ส่งข้อความลงในกลุ่ม "ยังไม่ถึงบ้านเหล่าเจียงหรอก เพิ่งกลับมาถึงข้างประตูทิศตะวันออกของฐานทัพเอง บ้านผมอยู่ใกล้แถวนี้ มาแบ่งแต้มกับหินพลังงานที่บ้านผมเถอะ"
เอ๊ะ?
เธอตาฝาดไปหรือเปล่า?
ไปบ้านฉีเยว่?
เธอจำได้ว่าข้อความในนาฬิกาพี่ชายเมื่อกี้บอกว่าจะไปบ้านพวกเธอนี่นา?
เปลี่ยนแผนกะทันหันเหรอ?
ช่างเถอะ ไปที่ไหนก็ไม่เกี่ยงหรอก ขอแค่ได้ส่วนแบ่งแต้มกับหินพลังงานก็พอ
ตอนนี้ทุกคนมาถึงประตูเมืองทิศตะวันออกของฐานทัพแล้ว
กำแพงฐานทัพทอดยาวออกมาเป็นร้อยเมตร มีกระท่อมมุงสังกะสีปลูกเรียงรายอยู่สามแถวอย่างไม่เป็นระเบียบ
บ้านของฉีเยว่อยู่ในแถวแรกที่ติดกับกำแพงเมือง เป็นบ้านหลังที่ 6
ทุกคนเดินเลี้ยวจากทางแยกตรงประตูเมืองและถนนสายหลักเข้าสู่ซอยเล็กๆ ไปประมาณ 50 เมตร
ก็มาถึงหน้าบ้านของฉีเยว่
ทุกคนยืนรออยู่หน้าบ้านเพื่อให้ฉีเยว่เปิดประตู
ระหว่างที่รอ เจียงสือก็สังเกตตัวบ้านและสภาพแวดล้อมรอบๆ
รอบๆ บ้านเป็นทางเดินแคบๆ บ้านหลังข้างๆ ดูค่อนข้างเก่าและทรุดโทรมเมื่อเทียบกับบ้านของฉีเยว่
แค่ดูจากประตูบ้านก็เห็นความแตกต่างแล้ว
บ้านหลังอื่นใช้ประตูไม้ที่มีรอยโหว่รอยโหว่เต็มไปหมด
แต่บ้านของฉีเยว่ดูดีกว่ามาก ประตูเป็นเหล็ก แม้จะมีสนิมเกรอะกรังอยู่บ้าง
แต่ก็ยังดูแข็งแรงทนทานกว่าบ้านของเธอเยอะ
สองข้างประตูเป็นกำแพงรั้วสูงสองเมตรครึ่ง บนสันกำแพงปักเศษแก้วไว้เต็มไปหมด
แวบแรกที่เห็น ให้ความรู้สึกว่าบ้านหลังนี้คือ "คฤหาสน์" ในย่านสลัมแห่งนี้เลยทีเดียว
แต่ถ้าเทียบกับโลกยุคปัจจุบัน มันก็เป็นแค่บ้านสวนในชนบทที่ดูธรรมดาๆ
หรืออาจจะเข้าขั้นอาคารอันตรายด้วยซ้ำ
แม้จะไม่รู้ว่าเพราะอะไร แต่พอเจียงสือมองบ้านหลังนี้ เธอกลับมีความรู้สึกว่ามันดูอันตรายเหมือนกับตัวเจ้าของบ้านอย่างฉีเยว่ไม่มีผิด
คนเจ้าเล่ห์เหลี่ยมจัดอย่างฉีเยว่เนี่ยนะ บนเศษแก้วบนกำแพงจะไม่ทายาพิษหรืออะไรที่ทำให้คนเจ็บตัวไว้บ้าง เธอไม่มีทางเชื่อเด็ดขาด
(จบตอน)