- หน้าแรก
- เอาชีวิตรอดแดนรกร้าง วันนี้เจียงสือเติมเสบียงรึยังน้า
- บทที่ 62 ขายไก่กุ๊กกุ๊ก
บทที่ 62 ขายไก่กุ๊กกุ๊ก
บทที่ 62 ขายไก่กุ๊กกุ๊ก
เจียงสือและฉีหลี่ที่ถูกเรียกไว้หยุดชะงักฝีเท้าแล้วหันกลับมามองทั้งห้าคน
ฉีหลี่นึกถึงผลงานของตัวเองตอนสู้กับไก่ยักษ์กลายพันธุ์เมื่อครู่แล้วก็พูดออกมาอย่างประหม่าว่า "ผม... ผมมีส่วนแบ่งด้วยเหรอครับ? เมื่อกี้ผมไม่ได้ช่วยอะไรได้มากเหมือนพี่สือเลย แถมยังเป็นภาระด้วยซ้ำ"
เจียงสือได้ยินที่ฉีหลี่พูดก็เงียบไป
เธอไม่รู้ว่าฉีหลี่มีสิทธิ์จะได้ส่วนแบ่งแต้มสะสมและหินพลังงานไหม
แต่เธอรู้ว่า เธอ มีสิทธิ์ได้รับส่วนแบ่งในจำนวนหนึ่งแน่นอน
เพราะเธอก็ลงแรงช่วย และเป็นการช่วยที่ได้ผลจริงๆ ด้วย
ส่วนจะแบ่งมากหรือน้อยก็ค่อยว่ากันตามสถานการณ์จริง
ยังไงเธอก็คิดว่าเธอควรได้ส่วนแบ่งทั้งแต้มและหินพลังงาน
ห้าคนที่เดินตามมาข้างหลังไม่ได้พูดอะไรเมื่อได้ยินคำพูดของฉีหลี่
แต่พวกเขากลับจ้องมองมาที่เจียงสือเขม็ง
เจียงสือรู้สึกอึดอัดเล็กน้อยกับสายตาเหล่านั้น แต่เธอก็อยากจะรักษาผลประโยชน์ที่เธอควรจะได้
ดังนั้น เจียงสือจึงรวบรวมความกล้าสบตาตอบทุกคนแล้วพูดอย่างตรงไปตรงมาว่า "ถ้าให้ฉันเลือก ฉันเลือกข้อ 2 ค่ะ ฉันคิดว่าผงพริกที่ฉันให้ไปช่วยได้มากจริงๆ"
พูดจบ เจียงสือก็จ้องตาแป๋วเงียบกริบเพื่อรอดูท่าทีของพวกเขา
โจวติ้งเจิงยกนิ้วหัวแม่มือขวาขึ้นให้พร้อมพูดอย่างเห็นด้วย "ฮ่าๆๆ น้องเจียงสือพูดถูก ผงพริกของเธอนี่แหละคือตัวแปรสำคัญที่ทำให้สถานการณ์พลิกผันเลย
ไก่กุ๊กกุ๊กกับหินพลังงานพวกนี้ต้องมีส่วนของพวกเธอแน่นอน"
ซ่งหมิงรีบสมทบ "ใช่แล้ว ถ้าตะกี้ไม่มีผงพริกของเธอคอยหลอกล่อพวกไก่ พวกเราคงหนีออกมาไม่ได้เร็วขนาดนี้หรอก"
ฉีเยว่ยกยิ้มมุมปาก "เอาล่ะ ข้อ 2 ได้ 4 คะแนน ไม่ว่าฉีหลี่จะเลือกข้อไหน ข้อ 2 ก็ชนะอยู่ดี
งั้นตกลงตามนี้ ขายไก่กุ๊กกุ๊กทิ้ง แล้วแบ่งแต้มสะสมตามผลงาน ส่วนหินพลังงานที่เหลือ กลับไปแล้วค่อยมาแบ่งละเอียดกันอีกที โอเคไหม?"
"ตกลง" ทุกคนขานรับพร้อมกัน
"เหล่าโจว ติดต่อร้านอาหารเล็กๆ ข้างทีมทหารรับจ้างเราเลย ขายให้พวกเขา
ตอนต่อราคาเรียกให้สูงหน่อยนะ
ช่วงนี้เห็นว่าร้านเขาได้รับงานเลี้ยงฉลองวันเกิดครบ 60 ปีของบรรพบุรุษตระกูลหวังในเมืองชั้นในมา ในงานระบุว่าต้องมีเมนูไก่กุ๊กกุ๊กด้วย
แถมใกล้จะถึงเวลาจัดงานแล้ว แต่เขายังหาไก่ไม่ได้เลย
เราเสนอตัวไปแบบนี้ เขาซื้อแน่นอน"
ได้ยินแบบนั้น เจียงสือก็อดไม่ได้ที่จะเหลือบมองฉีเยว่แวบหนึ่ง
ในใจเธอยิ่งมั่นใจว่า คนคนนี้ห้ามตอแยด้วยเด็ดขาด
ไม่อย่างนั้นคงตายแบบไม่รู้ตัวแน่ๆ
"จัดไปครับ เดี๋ยวผมโทรหาเจ้าของร้านเดี๋ยวนี้เลย"
โจวติ้งเจิงใช้นาฬิกาข้อมือวิดีโอคอลหาเจ้าของร้านทันที: "เถ้าแก่หวัง พวกผมล่าไก่กุ๊กกุ๊กมาได้สองสามตัว สนใจไหมครับ ให้ราคาเท่าไหร่?" จากนั้นเขาก็หันหน้าจอนาฬิกาไปทางซากไก่ที่ตายแล้ว
"เอา! ราคาตลาด 10 แต้ม ผมให้พวกคุณ 11 แต้มเป็นไง?" เจ้าของร้านตาโตทันทีเมื่อเห็นไก่
พระเจ้าเท่านั้นที่รู้ว่าเขาพลิกแผ่นดินหาไก่กุ๊กกุ๊กมานานแค่ไหนแต่ก็ไม่เจอ
"ไก่ที่พวกผมล่าได้ตัวใหญ่มหึมาเลยนะครับ
เราไม่ขายยกตัว เราจะขายตามน้ำหนัก คุณจะให้เท่าไหร่ต่อกิโลกรัม?
ลองคิดดูนะว่าจะเอาไหม
บอกก่อนว่าไก่กุ๊กกุ๊กนี่คนต้องการเยอะมากนะ แต่เห็นว่าสนิทกันหรอก แถมคุณก็ให้ราคาเป็นธรรม ผมเลยโทรหาคุณเป็นคนแรก" โจวติ้งเจิงยิ้มมุมปาก คุยกับเจ้าของร้านด้วยท่าทีสบายๆ
เจียงสือได้ยินที่โจวติ้งเจิงพูดก็ตาโต
ทำแบบนี้ก็ได้เหรอ?
หาคนซื้อแค่คนเดียว แต่กล้าต่อรองขนาดนี้ ไม่กลัวเขาเลิกซื้อหรือไง?
เจ้าของร้านอาหารถึงกับคิดหนัก ตั้งแต่บรรพบุรุษตระกูลหวังได้ชิมซุปไก่กุ๊กกุ๊กที่ร้านเขาเมื่อวันก่อน ก็ติดใจจนไม่ลืม
แถมยังนึกเฮี้ยนระบุว่าต้องให้ร้านของเขาเป็นคนทำอาหารเลี้ยงวันเกิดครบ 60 ปีอีก
ซึ่งในงานเลี้ยงต้องมีซุปไก่กุ๊กกุ๊กเป็นเมนูหลักด้วย
ยิ่งใกล้วันงานเขาก็ยิ่งเครียดเพราะหาซื้อไก่ไม่ได้เลย
เพราะเรื่องนี้เขาถึงกับกินไม่ได้นอนไม่หลับ ผมร่วงไปหลายต่อหลายเส้น
เดิมทีเขาไม่อยากรับงานนี้หรอก แต่ร้านเขาเป็นแค่ร้านเล็กๆ ไม่อาจไปล่วงเกินผู้ดีในเมืองชั้นในได้
ตระกูลหวังอาจไม่ใช่ตระกูลใหญ่โตอะไรนัก แต่ถ้าจะบี้ชาวบ้านตาสีตาสาในเมืองชั้นนอกอย่างเขาให้ตายก็ง่ายนิดเดียว
ถ้างานเลี้ยงออกมาไม่ดีจนพวกเขาไม่พอใจ ร้านเขาก็คงต้องปิดตัวลงแน่ๆ
ซึ่งปากท้องของคนทั้งครอบครัวก็ฝากไว้ที่ร้านนี้เพียงร้านเดียว
ถ้าร้านพี่ง พวกเขาก็ต้องออกไปเก็บของป่าหาเลี้ยงชีพ
คนในครอบครัวที่เคยชินกับการอยู่อย่างสบายในฐานทัพจะไปทนลำบากข้างนอกได้อย่างไร
เจ้าของร้านกัดฟันกรอด "ผมเอาหมด! ห้ามพวกคุณเอาไปขายคนอื่นนะ
ผมให้กิโลกรัมละ 12 แต้ม สูงกว่าศูนย์รับแลก 2 แต้ม ตกลงไหม?"
"น้อยไปครับ 20 แต้มไหม?"
ถึงแม้ราคาที่โจวติ้งเจิงตั้งไว้ในใจคือ 15 แต้ม แต่เขาก็ต้องเรียกไปก่อน 20 แต้ม
เพราะหลักการคือ เรียกสูงไว้ก่อนเพื่อจะได้ราคากลางๆ ถ้าเรียกราคาที่ต้องการเลยอาจจะได้ราคาที่ต่ำกว่านั้น หรือถ้าเรียกต่ำก็อาจไม่ได้อะไรเลย
"20 แต้ม?! คุณจะไปปล้นเขาหรือไง?" เสียงของเจ้าของร้านดังลั่นจนแสบแก้วหู
โจวติ้งเจิงรีบยื่นนาฬิกาออกห่างจากหู
จากนั้นเสียงของเจ้าของร้านก็ดังออกมาอีกครั้ง: "ลดหน่อยเถอะ 15 แต้ม แต่บอกไว้ก่อนนะ เครื่องในไก่ผมไม่เอา ห้ามรวมน้ำหนักเข้าไปด้วย"
พอได้ยินราคา 15 แต้ม โจวติ้งเจิงก็หันไปมองฉีเยว่และคนอื่นๆ
ฉีเยว่พยักหน้า
คนอื่นๆ ก็ไม่มีความเห็นต่าง พากันพยักหน้าตกลง
โจวติ้งเจิงยกยิ้มมุมปาก ความภูมิใจบนใบหน้าปิดไม่มิด "ตกลงครับ กิโลกรัมละ 15 แต้ม"
เจ้าของร้านอาหารในใจนั้นเดือดปุดๆ
ถ้าเขาไม่รีบใช้ไก่จริงๆ ล่ะก็ เขาไม่มีทางซื้อในราคาที่แพงกว่าตลาดเท่าตัวแบบนี้แน่
ต้องรู้ว่าปกติราคาตลาดแค่กิโลละ 10 แต้ม แต่นี่ 15 แต้ม เรียกว่าปล้นกันชัดๆ
และคนที่คิดแผนกะซวกไส้เขาแบบนี้ คงหนีไม่พ้นเจ้าคนหน้าเนื้อใจเสืออย่างฉีเยว่ที่อยู่เบื้องหลังแน่ๆ
เจ้าของร้านบ่นอุบอิบในใจ
แล้วก็ได้ยินเสียงยียวนของโจวติ้งเจิงดังขึ้นอีกรอบ: "งั้นตามนี้ ไก่พวกนี้มันตัวใหญ่มาก รบกวนเถ้าแก่ส่งลูกน้องขับรถออกมารับพวกผมหน่อยนะ
พวกผมอยู่ทางทิศตะวันออกของฐานทัพ บนถนนสายหลักที่จะกลับเข้าฐานทัพ เดี๋ยวผมส่งพิกัดให้"
เจ้าของร้านขบเขี้ยวเคี้ยวฟัน "รออยู่นั่นแหละ!"
ธุรกิจมันทำกันง่ายๆ แบบนี้เลยเหรอ?
ไก่กิโลละ 15 แต้มก็ยังรับได้?
แถมยังเรียกให้เขามารับได้อีก
เจียงสืออ้าปากค้างจนแทบจะยัดไข่ไก่เข้าไปได้ทั้งฟอง
เจียงอวี้เห็นน้องสาวตกใจขนาดนั้นก็ขำ
เขาเช็ดคราบเลือดบนมือแล้วเอื้อมมือไปดันคางเจียงสือขึ้นเพื่อให้เธอหุบปาก "ไม่ต้องตกใจไปหรอกจ้ะ เรื่องปกติ"
พอมองดูคนอื่นๆ ที่ยังมีท่าทีสงบเยือกเย็น ดูท่าทางเรื่องแบบนี้พวกเขาคงทำกันมานักต่อนักแล้ว
เฮ้อ...
คนซื่อสัตย์และใจดีเกินไปคงจะหาแต้มสะสมได้ยากจริงๆ สินะ
ต้องใช้ชีวิตตามนโยบายยึดถือผลประโยชน์ของตัวเองเป็นหลักนี่แหละ ถึงจะอยู่รอดได้อย่างสุขสบาย
แต่แน่นอนว่านโยบายนี้ใช้เฉพาะกับคนนอกเท่านั้น
ไม่นานนัก เจ้าของร้านอาหารก็ขับรถกระบะเล็กๆ สภาพเก่าคร่ำครึโอนเอนไปมาเข้ามาจอด
เขามองเห็นสภาพที่เต็มไปด้วยเลือดของกลุ่มฉีเยว่เข้าก็ถึงกับสะดุ้ง
คำพูดประชดประชันที่เตรียมมาจะแขวะฉีเยว่และพรรคพวกถูกกลืนลงคอไปทันที
เห็นแก่ไก่กุ๊กกุ๊กหรอกนะ เขาจะไม่ถือสาคนพวกนี้
เขารีบลงจากรถมาเปิดท้ายกระบะแล้วตะโกนบอกกลุ่มฉีเยว่ "เอาไก่ทั้งหมดขึ้นมาได้เลย ขอใครสักคนตามผมกลับเข้าเมืองไปชั่งน้ำหนักคำนวณแต้มด้วย"
ทุกคนช่วยกันยกไก่ทั้ง 5 ตัวขึ้นท้ายกระบะ
"เหล่าซ่ง เหล่าโจว พวกนายสองคนตามรถกลับไปนะ มีความคืบหน้ายังไงรายงานในกลุ่มด้วย"
"โอเค พวกเราล่วงหน้าไปก่อนนะ"
กลุ่ม?
พอได้ยินคำว่า "กลุ่ม" เจียงสือก็เกิดอาการผวาขึ้นมาทันที
มันทำให้เธอนึกถึงตอนที่เป็นมนุษย์เงินเดือนทำงานเยี่ยงวัวควาย แล้วถูกถล่มด้วยข้อความแจ้งเตือนจากกลุ่มเป็นร้อยเป็นพันกลุ่มจนหายใจไม่ออก
เป็นภาพจำที่ทำให้รู้สึกอยากจะวิ่งหนีไปให้ไกลจริงๆ
(จบตอน)