- หน้าแรก
- เอาชีวิตรอดแดนรกร้าง วันนี้เจียงสือเติมเสบียงรึยังน้า
- บทที่ 58 หาเธอมีธุระอะไร?
บทที่ 58 หาเธอมีธุระอะไร?
บทที่ 58 หาเธอมีธุระอะไร?
"อ่ะ นี่กระบุงของเธอ" เขาพูดยังไม่ทันจบก็วางกระบุงลงข้างกายเจียงสือ เหลือบมองเธอแวบหนึ่งแล้วก็หมุนตัวเดินจากไป
เจียงสือ: "..."
เจียงอวี้มองตามแผ่นหลังของฉีเยว่ที่เดินจากไปด้วยความสงสัย ก่อนจะหันกลับมามองน้องสาวที่นั่งเงียบไม่พูดไม่จา
เจียงอวี้คิดในใจ: เมื่อกี้ตอนที่เขาไม่อยู่ มันเกิดอะไรขึ้นหรือเปล่า?
เขาเห็นเจียงสือยังคงเงียบอยู่ จึงถามออกไปอย่างนุ่มนวล "เป็นอะไรไป เมื่อกี้มีเรื่องอะไรเกิดขึ้นหรือเปล่า?"
เจียงสือส่ายหัว "เปล่าค่ะ แค่ตอนที่ไปหลบเมื่อกี้หนูมองไม่เห็นพี่
หนูนึกว่าฉีเยว่คือพี่ ก็เลยวิ่งตามเขาไป
เมื่อกี้ยังไม่ทันเงยหน้ามองก็เผลอพูดจาหยอกล้อเขาไปเสียยกใหญ่ พอรู้ตัวว่าล้อผิดคนเลยรู้สึก... อายจนทำตัวไม่ถูกน่ะค่ะ"
พอเห็นเจียงสืออายจนหน้าแดงก่ำ เจียงอวี้ก็ถึงกับชะงัก
เขาไม่คิดว่าในช่วงเวลาสั้นๆ จะมีเรื่องแบบนี้เกิดขึ้นได้
แต่เขามองว่ามันไม่ใช่เรื่องใหญ่โตอะไร จึงไม่ต้องเก็บมาใส่ใจ
เพื่อช่วยคลายความเขินอายให้น้องสาว เขาจึงใช้น้ำเสียงที่อ่อนโยนขึ้น "ไม่เป็นไรหรอก ฉีเยว่กับพี่เป็นพี่น้องกัน เขาไม่เก็บเอาคำพูดหยอกล้อของเธอไปใส่ใจหรอกจ้ะ"
"ค่ะ"
ลองคิดดูอีกที สิ่งที่เธอพูดไปคือการหยอกล้อพี่ชายตัวเอง ไม่ได้ไปล้อเลียนเขาเสียหน่อย มีอะไรน่าอายกัน
ขอแค่เธอไม่เขิน คนที่เขินก็คือคนอื่นนั่นแหละ
เมื่อเห็นกลุ่มคน 10 คนที่จับนกแก้วกลายพันธุ์สวมเสื้อคลุมสีเงินเดินจากไปแล้ว ทุกคนจึงค่อยๆ ออกมาจากหลังต้นพริก
"พวกคุณว่า กลางวันแสกๆ แบบนี้ คนกลุ่มนั้นใส่เสื้อคลุมสีเงินเดินไปจุดพักนกแก้วจุดต่อไป เขาไม่กลัวโดนรังสีจากแดดจนเป็นโรคแพ้รังสีเหรอครับ? ผมไม่เห็นพวกเขาใส่ชุดป้องกันเลย" ฉีหลี่มองตามกลุ่มคนที่เดินจากไป
ซ่งหมิงมองฉีหลี่ด้วยสายตาเอือมระอา แต่ก็ยังอธิบายอย่างใจเย็น "นายนี่มันหัวไม่ไวเอาเสียเลย เห็นเสื้อคลุมสีเงินที่พวกเขาใส่ตอนเดินออกไปไหม นั่นแหละคือชุดป้องกันรูปแบบหนึ่ง ราคาไม่แพงเท่าไหร่หรอก ชุดละ 100 แต้มสะสม ใช้งานได้ประมาณหนึ่งเดือน"
ฉีหลี่ตาโต "ชุดละ 100 แต้มก็แพงแล้วนะครับ! มิน่าล่ะพวกเขาถึงไม่พักผ่อน กล้าออกเดินทางกลางแดดจัดแบบนี้"
เจียงอวี้ ฉีเยว่ กู้นาน และโจวติ้งเจิง ต่างก็มีสีหน้าเรียบเฉย ดูท่าว่าพวกเขาคงจะใช้ของพวกนี้เป็นประจำอยู่แล้ว จึงเห็นเป็นเรื่องปกติและไม่มีท่าทีตกใจแม้แต่น้อย
การมีประสบการณ์มากนี่มันดีจริงๆ
เจียงสือคิดในใจว่า เธอต้องหาเสื้อคลุมกันรังสีแบบนั้นมาเก็บไว้ในมิติสักสองสามชุด เผื่อวันไหนจำเป็นต้องใช้จะได้มีไว้สำรองยามฉุกเฉิน
เจียงสือนั่งอยู่บนกระสอบที่เจียงอวี้ปูไว้ให้บนพื้น พลางเคี้ยวลูกแพรแห้งและเนื้อแดดเดียวอย่างเอร็ดอร่อย
ส่วนสารอาหารสำรองนั้น เธอไม่มีความอยากจะแตะเลยแม้แต่นิดเดียว
วื้ด...
เสียงแจ้งเตือนข้อความดังมาจากนาฬิกาข้อมือของเจียงสือ
พี่ชายก็อยู่นี่ แล้วใครส่งข้อความมาหาเธอกัน?
พอเปิดดู เธอก็พบว่าแต้มสะสม 500 แต้มที่เธอโอนให้เจียงอวี้ถูกโอนคืนกลับมา เขาไม่ยอมรับเงินก้อนนี้
เห็นแต้มถูกตีกลับ เจียงสือก็ขมวดคิ้วทันที
ทำไมถึงไม่รับ?
เธอรีบดึงแขนเจียงอวี้มาซุบซิบข้างหู "พี่คะ 500 แต้มที่หนูโอนให้เมื่อวาน ทำไมพี่ไม่รับไว้ล่ะ?"
พูดพลางยื่นหน้าจอนาฬิกาข้อมือที่ขึ้นข้อความ 'คืนแต้มสะสมเข้าบัญชี: 500 แต้ม' ให้เขาดู
เจียงอวี้ยึกว่ามีเรื่องอะไรร้ายแรง ที่แท้ก็เรื่องไม่รับแต้มสะสมนี่เอง
เขาจึงอธิบายให้น้องสาวฟังอย่างใจเย็น "พี่ยังมีแต้มเหลืออยู่ แต้มที่อยู่ในมือเธอก็เก็บไว้เถอะ อยากซื้ออะไรก็ซื้อ พี่ชายเธอไม่ขัดสนเรื่องแต้มหรอก"
เจียงอวี้ลองคำนวณดูคร่าวๆ หลังจากหักลบค่าซื้อเนื้อวัวกับแต้มที่ได้จากการขายโครงกระดูกวัว 5 แต้ม เขายังมีแต้มเหลือติดตัวอีกสองร้อยกว่าแต้ม ซึ่งก็ถือว่าเพียงพอสำหรับการใช้งานแล้ว
เจียงสือ: "..."
คำว่าไม่ขัดสนเนี่ยนะ?
มีแต้มให้แล้วไม่รับ เซ่อหรือเปล่าเนี่ย
เจียงสือจ้องตาเจียงอวี้แล้วถามต่อ "พี่บอกว่ายังมีแต้มใช้ แล้วตอนนี้พี่เหลืออยู่เท่าไหร่กันแน่?"
"เหลืออยู่สองร้อยกว่ามั้ง" เจียงอวี้เห็นเจียงสือทำหน้าไม่เชื่อ จึงเปิดหน้าบัญชีแต้มสะสมให้เธอสะแกน "อ่ะ ดูสิ ยังเหลือตั้งสองร้อยกว่าแต้มจริงๆ"
เธอมองหน้าจอนาฬิกาของเจียงอวี้แวบหนึ่ง... เหลือสองร้อยกว่าแต้มจริงๆ ด้วย
ถ้าจะพูดให้เป๊ะคือเหลืออยู่ 234 แต้ม
เจียงอวี้กับเจียงสือกระซิบกระซาบกันเสียงเบา
เพราะเป็นการคุยความลับ หัวของทั้งคู่จึงเอียงเข้าหากันจนเกือบชิด
ฉีเยว่ที่หันมาหมายจะมองเจียงสือ พอเห็นสองพี่น้องซุบซิบใกล้ชิดกันขนาดนั้น ในดวงตาอันคมเข้มก็ปรากฏแววแห่งความอิจฉาพาดผ่านไปวูบหนึ่ง
ฉีเยว่รีบสะบัดหน้าหนี ไม่มองไปทางเจียงสืออีก
ขณะนั้น โจวติ้งเจิงอาศัยจังหวะแสร้งทำเป็นขอคำแนะนำเรื่องการเลือกต้นพริกเพื่อจะเก็บให้ได้เยอะๆ เดินเข้ามาหาเจียงสือ
"ผมเห็นคุณเก็บพริกที่กินได้มาเยอะมากเลย พอจะมีเคล็ดลับการเลือกต้นพริกไหมครับ? เมื่อเช้าผมเก็บมาได้แค่ 5 เม็ดเอง ไม่ถึงเศษเสี้ยวที่คุณเก็บได้เลย"
พูดจบเขาก็นิ่งรอฟังคำตอบจากเจียงสือด้วยรอยยิ้ม
แต่เจียงสือในตอนนั้นกำลังจมดิ่งอยู่ในโลกของอาหาร เธอกำลังตั้งอกตั้งใจเคี้ยวเนื้อแดดเดียวในมืออย่างจดจ่อ
เธอไม่ได้ยินสิ่งที่โจวติ้งเจิงพูดเลยแม้แต่น้อย
เธอคิดว่าคนที่พูดอยู่กำลังคุยกับคนอื่นที่ไม่ใช่เธอ
เจียงสือที่นั่งขดขาอยู่ ถูกเจียงอวี้สะกิดเข้าที่เท้าขวาเบาๆ
เจียงสือที่กำลังเคี้ยวเนื้อแดดเดียวจนหอมกรุ่น เงยหน้ามองเจียงอวี้อย่างงงๆ
มีอะไรเหรอ?
เจียงอวี้บุ้ยปากขึ้นข้างบนเป็นเชิงบอกให้เธอมองไปข้างหน้า
เจียงสือเงยหน้าขึ้นมอง ก็เห็น 'เสือยิ้มยาก' ยืนอยู่ข้างตัวเธอกำลังส่งยิ้มหวานมาให้แต่ไม่ได้พูดอะไรต่อ
เธอใช้นิ้วชี้ชี้เข้าหาตัวเองอย่างไม่มั่นใจ "คุณมีธุระกับฉันเหรอคะ?"
ไม่ใช่สิ นี่เราเพิ่งเจอกันครั้งแรก แถมยังไม่สนิทกันด้วย
เขามาหาเธอทำไม?
เห็นท่าทางงุนงงของเจียงสือ โจวติ้งเจิงก็ถึงกับอึ้งไปครู่หนึ่ง
ที่เขาพูดไปเมื่อกี้ เธอไม่ได้ยินเลยสักนิดเดียวเหรอเนี่ย?
ในเมื่อไม่ได้ยิน เขาก็แค่ต้องพูดใหม่อีกรอบ
โจวติ้งเจิงทวนคำถามเดิมอีกครั้ง "ผมเห็นคุณเก็บพริกที่กินได้มาเยอะมาก เลยอยากถามคุณดูว่าพอจะสะดวกสอนวิธีเลือกต้นพริกให้ผมหน่อยได้ไหมครับ? เมื่อเช้าผมเก็บมาได้แค่ 5 เม็ดเอง ไม่ถึงเศษเสี้ยวที่คุณเก็บได้เลย"
เจียงสือไม่ได้คาดคิดเลยว่าเขาจะถามเรื่องนี้
เธอก็ไม่รู้เหมือนกันว่าจะเลือกต้นพริกยังไงให้ได้พริกเยอะๆ
ก็แค่เห็นต้นไหนดูถูกชะตา ก็ปีนขึ้นไปเก็บต้นนั้นเอง
มีอะไรให้ต้องเลือกด้วยเหรอ? เธอไม่ได้มีทักษะดวงตาทิพย์ที่มองปุ๊บรู้ปั๊บว่าพริกเม็ดไหนค่ารังสีเท่าไหร่เสียหน่อย
เจียงสือจึงโพล่งคำตอบออกไปโดยไม่ต้องคิด "ฉันก็ไม่รู้เหมือนกันค่ะว่าต้องเลือกยังไงถึงจะได้เยอะๆ ฉันก็แค่เห็นต้นไหนดูถูกชะตา ก็ปีนขึ้นไปเก็บบนต้นนั้นแค่นั้นเองค่ะ"
รอยยิ้มบนหน้าของโจวติ้งเจิงถึงกับแตกร้าวไปชั่วขณะ
เขาจะไปต่อยังไงดีล่ะทีนี้?
เขาถามเธอว่าทำยังไงถึงจะได้ผลผลิตเยอะ เธอไม่ควรจะอธิบายรายละเอียดให้เขาฟังหน่อยเหรอว่าต้องเลือกต้นพริกยังไง?
อย่างเช่น ดูลักษณะลำต้นแบบไหน หรือพริกบนต้นลักษณะไหนที่น่าจะทดสอบผ่าน หรือสังเกตรูปทรงใบไม้แบบไหนถึงจะเจอพริกที่ค่ารังสีต่ำ
ทำไมถึงบอกแค่ว่า "เห็นต้นไหนถูกชะตาก็ขึ้นต้นนั้น" สั้นๆ แบบนี้ล่ะ
ถึงแม้ว่าเขาจะไม่ได้คาดหวังว่าจะเก็บพริกได้เยอะตามที่เธอบอกจริงๆ เพราะจุดประสงค์หลักของเขาคือการหาเรื่องคุยกับเธอ
แต่ตอนนี้เธอเล่นพูดปิดตายแบบนี้ แล้วเขาจะหาเรื่องคุยต่อยังไงล่ะ?
ถ้าเจียงสือรู้ว่าโจวติ้งเจิงคิดอะไรอยู่ เธอคงจะสวนกลับไปแรงๆ สักสองสามประโยคแน่
ฉีเยว่ที่เฝ้ามองเหตุการณ์นี้อยู่ตลอด แอบยกยิ้มมุมปากอย่างไม่ค่อยจะเป็นธรรมเท่าไหร่นัก
เจ้านี่อาศัยข้ออ้างเรื่องขอคำแนะนำเพื่อหาทางเข้าใกล้เจียงสือ นึกไม่ถึงว่าจะโดนเธอพูดสวนจนจุกอกไปแบบนั้น
รอยยิ้มที่มุมปากของฉีเยว่เริ่มขยับกว้างขึ้นอย่างได้ใจ
ส่วนคนอื่นๆ ที่ไม่รู้ว่าฉีเยว่ขำอะไร รู้เพียงแค่ว่าตอนนี้เขาน่าจะอารมณ์ดีเป็นพิเศษ
(จบตอน)