- หน้าแรก
- รักต้องบอก
- บทที่ 17 วันเกิดฟู่เจิ้งชู (3)
บทที่ 17 วันเกิดฟู่เจิ้งชู (3)
บทที่ 17 วันเกิดฟู่เจิ้งชู (3)
ไม่รู้ว่าเป็นเพราะเสียงของเขาดังเกินไปหรือเป็นเพราะสิ่งที่เขาพูดมันยากจะรับไหวกันแน่ เห็นได้ชัดว่าซางจื้อถึงกับยืนแข็งทื่อไม่ไหวติง
ฝีเท้าของทั้งสองหยุดลง
บรรยากาศอันเงียบกริบชวนกระอักกระอ่วน
ดวงตาของฟู่เจิ้งชูที่จับจ้องไปที่เธอค่อย ๆ เบนหลบไป ใบหูบัดนี้เปลี่ยนเป็นสีแดง เขาลูบหัวป้อย ๆ พยายามทำตัวเองให้เป็นปกติ “ทำไมเงียบล่ะ” เขาเอ่ยถาม
ซางจื้อขานรับไปครั้งหนึ่งและยังคงทำตัวไม่ถูก
เธอไม่ใช่ว่าไม่เคยถูกสารภาพรักมาก่อน แต่โดยทั่วไปแล้วไม่ใส่จดหมายไว้ใต้โต๊ะก็ส่งข้อความเอาไม่ใช่หรือไง นี่เป็นครั้งแรกที่เธอโดนสารภาพต่อหน้าเช่นนี้ มิหนำซ้ำยังพูดในสิ่งที่เป็นไปไม่ได้อีก
“นี่” ซางจื้อคิดบางอย่างขึ้นมาได้และนึกสงสัย “ยังจำเรื่องที่นายต่อยฉันฟันหลุดได้ไหม”
“……” นี่เป็นเร่องที่ฟู่เจิ้งชูเสียใจที่สุดแต่เขาก็ได้ทำมันลงไปแล้ว เวลานี้ที่ทำได้เพียงก็มีแต่แก้ต่างให้ตัวเองก็เท่านั้น “เรื่องนี้มันก็หลายปีแล้ว อีกอย่างนิ้วฉันก็หักเหมือนกันไม่ใช่หรือไง”
ซางจื้อเอ่ยอย่างไม่ถือสา “ก็จริง”
ฟู่เจิ้งชูพ่นลมหายใจด้วยความโล่งอกและตั้งตารอคำตอบจากเธอ
ซางจื้อผู้เขียนคำว่า “ปฏิเสธอ้อม ๆ” ไม่เป็น จึงพูดไปตามตรง “นายอย่าชอบฉันเลย ฉันไม่ชอบคนเด็กกว่าน่ะ”
ฟู่เจิ้งชูอึ้งไปครู่หนึ่ง ก่อนจะพูดขึ้นอย่างโกรธเคือง “จะมาตัดสินกันกับแค่อายุเนี่ยนะ”
“……”
“เธอบอกมาเถอะ ฉันเปลี่ยนได้นะ”
ซางจื้อครุ่นคิดครู่หนึ่ง “ฉันชอบคนหล่อ ๆ หน่อยน่ะ”
“……” ฟู่เจิ้งชูสูดหายใจลึก ก่อนจะชี้นิ้วไปที่เธอ “นอกจากเธอแล้วก็ไม่มีใครหาว่าฉันขี้เหร่หรอก เธอกำลังทำให้ฉันดูแย่งั้นสินะ”
“ก็” ซางจื้อเอ่ยเสียงเอื่อย “รสนิยมความงามแต่ละคนก็ไม่เหมือนกันนี่”
ฟู่เจิ้งชูน้อยใจอย่างมาก “แล้วจะให้ฉันไปทำศัลยกรรมหรือไง”
“ฉันหมายความอย่างนั้นซะที่ไหนกัน” ซางจื้อที่ถูกแผดเสียงใส่ก็เริ่มรู้สึกผิดขึ้นมา เธอพูดพึมพำ “ก็เลยบอกนี่ไงว่าอย่ามาชอบฉันเลย”
“ช่างเหอะ” ฟู่เจิ้งชูยอมแพ้ “คิดซะว่าฉันไม่เคยพูดก็แล้วกัน”
เห็นท่าทางอารมณ์ไม่ดีของเขาแล้ว ซางจื้อก็เริ่มรู้สึกผิดไม่รู้ว่าตัวเธอนั้นพูดแรงเกินไปหรือเปล่า เธอกัดฟันถามออกไป “ทำไมนายถึงมาชอบฉันล่ะ”
ฟู่เจิ้งชูมองเธอครู่หนึ่ง ก่อนจะตอบไปแบบลวก ๆ “ก็เธอสวย”
ซางจื้อ “อ๋อ”
ฟู่เจิ้งชู “ตอบฉันแค่นี้เนี่ยนะ”
ซางจื้อ “ก็ไม่มีอะไรจะแก้ตัวนี่”
“……”
ทั้งสองยังคงหยุดอยู่ที่บันไดเลื่อนชั้น 3
ฟู่เจิ้งชูพลันรู้สึกหนักอึ้งในใจ เขามองเธอครู่หนึ่ง แล้วจึงเอ่ยปากถาม “เธอไม่อยากจะคบใครในวัยแบบนี้ใช่ไหม”
ซางจื้อพยักหน้า “นั่นก็ส่วนหนึ่ง”
“แล้วเธอก็ไม่ชอบฉันเพราะฉันมันเด็กกว่า ฉันมันขี้เหร่” ยิ่งพูดก็ยิ่งเจ็บ ฟู่เจิ้งชูเม้มปากและขอบตาก็เริ่มจะแดงเรื่อ “ซางจื้อ แต่วันนี้เป็นวันเกิดของฉันนะ อย่าปฏิเสธกันเลยได้ไหม”
“……” ซางจื้อถึงกับอึ้ง “นี่นายร้องไห้เหรอ”
“ร้องกะผีสิ” ฟู่เจิ้งชูรู้สึกขายหน้าจึงหันไปขยี้ตาและดูเหมือนว่าเขาอยากจะพูดอะไรบางอย่างอีก แต่ทว่าเขากลับสังเกตเห็นผู้ที่มายืนอยู่ที่ด้านหลัง
ฟู่เจิ้งชูปะทะสายตากับเขาคนนั้นพอดี
ครู่หนึ่ง
น้ำตาของฟู่เจิ้งชูก็เหือดหายไป เขารู้สึกคุ้นกับคนตรงหน้าอย่างบอกไม่ถูก
แต่กลับนึกไม่ออกว่าเคยเห็นที่ไหน
เห็นฟู่เจิ้งเงียบไป ซางจื้อจึงหันกลับไปมอง เมื่อมองไล่ตามสายตาของเขาไปด้านหลังก็พบกับต้วนเจียสวี่
ไม่รู้ว่าเขามายืนอยู่ข้างหลังนี่นานเท่าไหร่แล้ว
เมื่อเห็นทั้งสองคนมองมา ต้วนเจียสวี่จึงเลิกคิ้วขึ้นแล้วเอ่ยขึ้น “รบกวนพวกเธอแล้ว”
“……”
ฟู่เจิ้งชูนักออกแล้วว่าคนคนนี้คือใคร
พี่ชายของซางจื้อ
ครั้งที่แล้วที่ซางจื้อโดนเรียกผู้ปกครอง เขาเคยเจออยู่ที่ห้องพักครู
เมื่อนึกถึงเรื่องที่ตนได้พูดออกไปก่อนหน้า ฟู่เจิ้งชูรีบโค้งคำนับอย่างสำนึกผิด “พี่ซางจื้อ สวัสดีครับ”
ต้วนเจียสวี่ตอบรับ “อืม”
แล้วฟู่เจิ้งชูก็พลันวิ่งแจ้นไปอีกทางหนึ่ง “ไปก่อนนะครับพี่ชายซางจื้อ”
“……”
น่าแปลก ทั้ง ๆ ที่ไม่เห็นว่าตัวเองจะทำผิดอะไรตรงไหน แต่เธอกลับรู้สึกละอายใจขึ้นมา หลังจากครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง เธอตัดสินใจที่จะเริ่มบทสนทนาก่อน “พี่ แอบฟังหรือเปล่า”
ต้วนเจียสวี่มองมี่เธอ “ใช่แล้ว”
“……”
ในเมื่อเขายอมรับมาแบบนี้แล้ว ซางจื้อก็ได้แต่กลืนคำพูดที่กะจะพูดต่อลงคอไปและสิ่งที่เกิดขึ้นทำให้เธอเองก็รับมือไม่ทัน ในเมื่อไม่รู้จะพูดอะไรออกไปก็ได้แต่เงียบและเดินลงชั้นล่างต่อไป
ต้วนเจียสวี่เดินตามหลังเธอมาอย่างช้า ๆ “เสี่ยวซางจื้อของพวกเรานี่ก็เนื้อหอมไม่ใช่เล่นเลยนะเนี่ย”
“……”
เขาทำเหมือนกับเรื่องนี้มันน่าตลก เขาหัวเราะออกมา
ดูเหมือนจะรู้สึกว่าเรื่องนี้มันน่าตลกแบบสุด ๆ เขาหัวเราะออกมา “ทำเอาหนุ่มน้อยคนนั้นร้องไห้ขี้มูกโป่งเลย”
วังจื้อไม่รู้จะตอบอะไร ได้แต่อายหน้าแดง “พี่จะทำอะไร”
ต้วนเจียสวี่ “พี่ก็เป็นห่วงเธอไง”
ซางจื้อรู้สึกไม่สบอารมณ์อย่างมาก “หยุดพูดถึงเรื่องนี้ได้แล้ว”
“โอเค” ต้วนเจียสวี่หยุดพูดเรื่องนี้ หากแต่ใบหน้ายังคงปรากฏรอยยิ้ม “ครั้งที่แล้วหลังจากที่พบคุณครู พูดว่ายังไงนะ ไหนลองทวนให้ฟังหน่อยซิ”
ตอนนี้เธอเข้าใจความหมายที่เขาต้องการจะสื่อแล้ว
“หนูจำไม่ได้หรอก แต่หนูไม่ได้มีรักในวัยเรียนซะหน่อย” ครู่หนึ่งซางจื้อก็พูดเน้นย้ำอีกครั้ง “ไม่มีแน่นอน”
ต้วนเจียสวี่ “ยังเชื่อฟังกันอยู่สินะ”
ซางจื้อพ่นลมออกจมูกอย่างไม่สบอารมณ์นัก
ต้วนเจียสวี่ครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะเอ่ยชี้แนะ “จะมีความคิดอย่างนี้ในช่วงวัยรุ่นมันก็ไม่แปลกหรอกนะ แต่อย่าเธอไปทำร้ายจิตใจคนอื่นแบบนั้นสิ ควรจะพูดขอบคุณความรู้สึกชอบที่เขามีให้ก่อน แล้วค่อยปฏิเสธไป”
ซางจื้อ “แล้วหนูไปทำร้ายจิตใจเขาตรงไหนกัน”
ต้วนเจียสวี่ “ไม่ใช่ว่าเธอไปทำเขาร้องไห้หรอกเหรอ”
“หมอนั่นก็ทำหนูร้องไห้ตั้งหลายครั้ง” ซางจื้อเถียง “เมื่อก่อนตีกันทีไร ไม่ว่าใครจะชนะ คนที่ร้องไห้ก็เป็นหมอนั่นตลอด”
ต้วนเจียสวี่กวาดตามองเธอแล้วยิ้ม “ต่อยตีกับเขาเป็นด้วยเหรอเรา”
ตอนนี้ทั้งสองออกมาจากห้างและรอรถอยู่ที่ป้ายรถเมล์ใกล้ ๆ นั้น
ซางจื้อตอบไปตามจริง “ตอนเด็ก ๆ น่ะ”
เขาเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงอันแสนขี้เกียจ “เธอตอนนี้ก็ยังเป็นตอนเด็ก”
เงียบไปครู่หนึ่ง ซางจื้ออดเถียงไม่ได้ “ตอนนี้ไม่เด็กแล้ว”
“อื้ม” ต้วนเจียสวี่ส่งยิ้มแล้วมองที่ส่วนสูงของเธอ “โอเค ดูเหมือนเธอจะสูงขึ้นมาหน่อยนึงแล้วนะ แถมยังรู้จักใจดีกับพี่อีกต่างหาก”
ซางจื้อช้อนตาขึ้นมองเขาอย่างเงียบ ๆ
ต้วนเจียสวี่ “ยืนมือมาสิ”
ซางจื้อจึงยื่นมือออกไปอย่างงง ๆ
ครู่หนึ่ง ต้วนเจียสวี่นำเงิน “ทั้งเนื้อทั้งตัว” ที่ซางจื้อให้เขาคืนให้กับเธอ พร้อมพูดอย่างยิ้ม ๆ “ขอบคุณนะ เสี่ยวซางจื้อ”
ซางจื้อค่อย ๆ เงยหน้าขึ้น
“รู้ไหมว่าถ้าคนอื่นรู้เรื่องนี้เข้า เขาจะพูดว่ายังไง” ต้วนเจียสวี่เว้น “เขาก็จะบอกว่าพี่แบล็กเมลเด็กม. ต้น แล้วก็โดนโยนเข้าคุก”
ซางจื้อพูดด้วยน้ำเสียงที่จริงจัง “แบล็กเมลตรงไหน ก็แค่เงินจ่ายค่าขนม”
ต้วนเจียสวี่ “เธอกินไปสองร้อยหยวน คนอื่นก็หาว่าพี่โก่งราคาน่ะสิคะ”
ซางจื้อไม่ยอม ซ้ำยังนำเงินยัดใส่มือกลับไปให้เขาอีก “แต่หนูให้พี่แล้ว”
“ให้พี่ทำไม” ต้วนเจียสวี่ยิ้ม “คิดว่าพี่ไม่มีปัญญาหาเงินเองเลยเหรอคะ”
“เปล่า” เมื่อเขาพูดออกมาแบบนี้ ซางจื้อกลับมาคิดทบทวนดูอีกครั้งดูเหมือนว่าเธอจะทำให้เกิดเรื่องที่เขาไม่พอใจขึ้นมา เธอลังเลก่อนจะเอ่ยขอโทษ “ขอโทษค่ะพี่”
“อื้ม”
ซางจื้อที่นึกถึงคำพูดของตนเองเมื่อกลางวัน เธอจึงพูดออกไป “ตอนนั้นหนูไม่ควรถามแบบนั้นเลย หนูก็แค่เห็นพี่ดูยุ่งมาก ๆ ก่อนหน้านี้ก็รบกวนพี่อีก ก็เลยรู้สึกเกรงใจ แล้วยังจะเงินของพี่ที่หามาได้อย่างยากลำบาก หนูใช้จ่ายไปแบบนั้นไม่ได้หรอก แล้วยังจะเรื่องที่พาเพื่อนมาอีก”
“……”
ต้วนเจียสวี่ยกยิ้ม “ไหงอยู่ดี ๆ ก็พูดสุภาพเรียบร้อยขึ้นมาซะงั้นล่ะ”
ซางจื้อตอบตามจริง “ก็คุณพ่อบอกมาว่าทำผิดก็ต้องยอมรับผิด”
“ใครบอกว่าเธอทำผิดกัน”
“ก็หนูทำให้พี่รู้สึกไม่ดีนี่” ซางจื้อพูด “นี่ก็ทำผิดแล้ว”
“ไม่เป็นไร พี่ไม่ได้รู้สึกไม่ดีซะหน่อย” ต้วนเจียสวี่ลูบหัวเธอ “เอาเงินไปซื้อลูกอมกินไป”
ซางจื้อเอามือไขว้หลัง “หนูไม่ได้ชอบกินลูกอม”
“งั้นก็ซื้อของที่ชอบสิ” ต้วนเจียสวี่หลุบตาลงล่าง มองเธอด้วยดวงตาอันสุกสกาวคู่นั้น “ไว้พี่จนจริง ๆ แล้วจะมายืมเงินเธอนะ โอเคไหม?”
เมื่อขึ้นรถมาแล้ว ซางจื้อเดินมาที่เบาะนั่งหลังสุด เมื่อเธอสบตากับต้วนเจียสวี่ผ่านกระจกรถ ก็รีบหลบสายตาเขาทันที พลางมองเงินที่เขายัดใส่มือเธอมา
ซางจื้อก็ได้แต่รูดซิปเก็บไป
ความมืดกำลังโรยตัวปกคลุมลงมา ท้องฟ้าแดงสลัวอาบย้อมสีของก้อนเมฆ ภูเขาที่ตั้งตระหง่านไกลลิบราวภาพวาดก็อยู่ท่ามกลางสีสันนี้ด้วยเช่นกัน
ซางจื้อเอานิ้วเขียนตัวอักษร “ต้วน” ที่หน้าต่างแล้วก็รีบลบมันออก
พลันเธอก็รู้สึกเศร้าซึมขึ้นมา
ยังบางอย่างที่เธอไม่เข้าใจ
อายุยิ่งมาก ปัญหาก็ยิ่งมากตามเหรอ
แต่เธอคิดว่าเธอก็ยังอายุไม่เยอะ
ต้วนเจียสวี่ก็ดูเหมือนจะยังไม่เยอะเหมือนกันนี่นา
-
การเจอกันโดยไม่ได้คาดคิดครั้งนั้นก็อยู่ในปิดเทอมครั้งนี้ และนั่นก็เป็นครั้งสุดท้ายที่เธอได้พบกับต้วนเจียสวี่ หนึ่งเดือนถัดมาซางจื้อได้เข้าคลาสเรียนศิลปะภาคฤดูร้อนและเริ่มลงมือทำการบ้านปิดเทอม
เธอเริ่มจะยุ่ง ยุ่งในเรื่องที่สมกับวัยของเธอ
ซางจื้อไม่ได้ถามอะไรซางเหยียนเกี่ยวกับเรื่องของต้วนเจียสวี่อีก แล้วก็ไม่ได้พยายามจะติดต่อเขาด้วย เธอไม่รู้ว่าสุดท้ายแล้วเขาได้กลับบ้านหรือเปล่า ไม่รู้ว่ายังทำงานหาเงินตัวเป็นเกลียวหัวเป็นนอตแบบนั้นอยู่อีกไหม
เธอแอบซื้อกระปุกออมสินเอาไว้อันหนึ่ง
ค่อย ๆ เก็บเงินที่เหลือจากการใช้จ่ายได้จำนวนไม่น้อยเลยทีเดียว
บางทีเงินพวกนี้อาจจะไม่ได้ใช้ก็ได้
แต่เธอคิดว่าอีกหน่อยอาจจะต้องใช้
มัธยมศึกษาปีที่ 2 เทอมใหม่ได้เริ่มขึ้น
การสอบแบ่งห้องเรียนตอนเปิดเทอมซางจื้อก็ทำได้เป็นปกติและได้อยู่ห้องท็อป เพื่อน ๆ ในห้องส่วนใหญ่ก็ต่างกระจัดกระจายกันไป แม้แต่เพื่อนที่เธอจะสนิทที่สุดอย่างอินเจินหรูก็ถูกแยกไปอีกห้องหนึ่ง
ไปอยู่ห้องเดียวกันกับฟู่เจิ้งชู
หลังจากแยกห้องกันแล้ว อินเจินหรูก็ไม่ค่อยมาคุยเล่นกับเธอสักเท่าไหร่
ตัวของซางจื้อเองก็ไม่ได้จะกระตือรือร้นขนาดนั้น ความสัมพันธ์ของทั้งสองคนนับวันก็ยิ่งน้อยลง ตัวเธอเองก็เป็นคนที่ชอบทำอะไรด้วยตัวคนเดียวอยู่แล้วจึงไม่ได้ใส่ใจกับเรื่องนี้มากนัก
ช่วงเวลาเพียงพริบตาก็เป็นช่วงปลายเดือนตุลาคมเสียแล้ว
โรงเรียนมัธยมซฺวี่รื่อก็เริ่มที่จะหารือตระเตรียมเรื่องงานกีฬาและยืมสถานที่ของมหาวิทยาลัยหนานอู๋ที่อยู่ข้าง ๆ กับเรื่องงานกีฬานั้นซางจื้อไม่ได้รู้สึกสนใจเลยแม้แต่น้อย แต่ในหนึ่งห้องมีนักเรียนหญิงไม่มากนัก ทำให้เธอโดนคุณครูบังคับให้ลงเล่นกีฬาอย่างน้อยหนึ่งรายการ
ซางจื้อจึงจำใจต้องลงชื่อในกีฬากระโดดไกลไป
ในห้องมีการเก็บเงินค่าเสื้อทีมของห้อง เสื้อทีมนี้เป็นผลงานการออกแบบโดยเฉินหมิงซฺวี่ที่ออกแบบตามใจตัวเองไม่รับฟังความเห็นของคนอื่น เป็นเสื้อที่มีลายดอกทานตะวันอันใหญ่แปะอยู่ตรงกลาง ดูแล้วช่างเอิกเกริกแต่ไร้รสนิยมสิ้นดี
เป็นเสื้อที่เห่ยที่สุดที่ซางจื้อเคยเห็นมา
วันกีฬา
ซางจื้อรู้สึกอับอายขายขี้หน้าที่ต้องเปลี่ยนเสื้อเป็นเสื้อทีมหลังจากถึงโรงเรียน จากนั้นก็เดินแถวกันไปที่มหาวิทยาลัยหนานอู๋
นอกจากที่ไปช่วยซางเหยียนย้ายหอครั้งนั้น นี่ก็เป็นครั้งที่สองที่เธอมาจึงไม่ได้รู้สึกว่าแปลกใหม่อะไร
พวกผู้ชายที่ไม่ได้ร่วมการแข่งขันก็ยืนอยู่รอบ ๆ และเริ่มตั้งวงเล่นเกม ซางจื้อมองไปที่บริเวณข้าง ๆ อยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะได้ยินเสียงประกาศให้นักกีฬากระโดดไกลหญิง ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 ไปรายงานตัวเธอจึงเดิมตามแถวนักเรียนหญิงไปยังโต๊ะลงทะเบียน
นอกจากสถานที่แล้ว มหาวิทยาลัยหนานอู๋ยังเตรียมอาสาสมัครให้อีกจำนวนหนึ่งไว้อีกด้วย
อย่างเช่นตอนนี้
ซางจื้อเจอพี่ชายแท้ ๆ ของเธออยู่ที่จุดลงทะเบียน
ซางเหยียนที่นั่งอยู่ในเต็นท์ลงทะเบียน เมื่อเห็นเธอเขาจึงยกยิ้มแล้วใช้ปากกาในมือเคาะที่โต๊ะ ดูเจตนาไม่บริสุทธิ์ “นักเรียน เธอไม่ผ่านเกณฑ์กลับไปเหอะ”
ซางจื้อพูดออกอย่างอดทนอดกลั้น “ไม่ผ่านเกณฑ์ตรงไหน”
“ส่วนสูงไม่ถึง”
“ไม่ยักรู้ว่ากระโดดไกลเขากำหนดความสูงด้วย”
ซางเหยียนถอยหลังไปมองที่ส่วนสูงของเธอครู่หนึ่ง “เธอทำไม่ได้หรอกมั้ง สูงไม่ถึงร้อยยี่สิบเนี่ย” พูดจบเขาก็ทิ้งน้ำหนักตัวพิงชายที่หน้าตาง่วง ๆ คนหนึ่งแล้วพูดอย่างยิ้ม ๆ “นายว่างั้นไหมเพื่อน”