เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 10 หรูฮวา

บทที่ 10 หรูฮวา

บทที่ 10 หรูฮวา


น้ำเสียงของเขาแม้จะดูเย็นชาหากแต่สัมผัสได้ว่าเขาเพียงต้องการจะแหย่เธอ

ซางจื้อไม่รู้ว่าเขานั้นล้อเธอเล่นพูดจริงกันแน่ เธอใช้ปลายนิ้วลูบไล้ที่ขวดนมไปมาและดูเหมือนจะนึกอะไรขึ้นมาได้ จึงเอ่ยถามขึ้น “นี่พี่ไม่เคยดูหนังสองเรื่องนี้ใช่ไหม?”

ต้วนเจียสวี่ยิ้ม “เคยดูแต่ทรานส์ฟอร์มเมอร์”

ถึงว่า

ที่แท้ก็เพราะว่าไม่รู้จักนี่เอง เขาเลยพูดแบบนั้นออกมา

รู้อย่างนั้นแล้ว ซางจื้อรู้สึกว่าตัวเองเหนือกว่าเขาขึ้นมานิดหน่อย เธอลุกขึ้นยืนแล้วอธิบายให้ฟังอย่างช้า ๆ “หรูฮวาน่ะ จริง ๆ แล้วไม่ใช่ชื่อหนังหรอกแต่เป็นบทตัวประกอบในหนังของฮ่องกงที่ชื่อว่า……..”

เธอหยุดครู่หนึ่งเพราะเธอนั้นนึกชื่อหนังเรื่องนั้นไม่ออก “ชะ ชื่อว่า......”

ต้วนเจียสวี่อดรอคำตอบของเธอไม่ไหว เขามองดูท่าทางที่ดูเหมือนจะคิดไม่ออกของเธอแล้วก็อดยิ้มไม่ได้ “หรูฮวา ชื่อก็เพราะดีนี่”

ซางจื้อที่กำลังนึกถึงชื่อหนังเรื่องนั้นอยู่จึงไม่ได้สนใจคำพูดของเขา

แต่เขาไม่ได้ถือสาท่าทางหมางเมินของเธอ ต้วนเจียสวี่จึงพูดต่อ “เธอคงเป็นผู้หญิงที่สวยมากแน่ ๆ เลย”

แต่ครั้งนี้ซางจื้อไม่สามารถจะทำเป็นหูทวนลมได้อีก เธอเงยหน้าขึ้นและทำท่าจะแย้งในสิ่งที่เขาพูด ครู่หนึ่งเขากลับบีบแก้มของเธอเล่นแล้วพูดต่ออีกว่า “ก็เหมือนซางจื้อน้อยนี่ว่าไหม?”

ซางจื้อ “......”

ซางจื้อไม่อยากจะเชื่อหูตัวเอง

เขายังพูดอีกว่าเธอดูเหมือนกับหรูฮวาเลย

เธอรู้สึกเหมือนกับโดนฟ้าผ่ากลางวันแสก ๆ !

ไม่นานนักต้วนเจียสวี่จึงล้วงกระเป๋าหยิบโทรศัพท์ออกมาดูเวลาก่อนจะกวาดสายตามองไปรอบ ๆ แล้วชี้ไปที่ร้านสะดวกซื้อที่อยู่ไม่ไกลนัก “ไปนั่งเขียนที่นั่นกันไหม?”

เธอเงียบ

ต้วนเจียสวี่หันหลังกลับมามอง “หืม? เสี่ยวหรูฮวาทำไมเงียบล่ะ” ต้วนเจียสวี่พูดขึ้นด้วยน้ำเสียงที่ลากยาวเล็กน้อย

“......”

ยัง ยังจะเป็นเสี่ยวหรูฮวา!

ฟ้าผ่าซ้ำสองไปอีก!

ซางจื้อไม่เข้าใจว่าเขากำลังชมเธอหรือจะเหน็บแนมเธออยู่กันแน่ “อย่าเรียกฉันแบบนั้นอีก หรูฮวาน่ะไม่สวยเลยสักนิด” ซางจื้อเอ่ยด้วยความหงุดหงิด

“เหรอ” ต้วนเจียสวี่เลิกคิ้ว “ฟังแล้วก็เพราะดีนี่นา”

ได้ยินดังนั้นซางจื้อก็ถึงกับเงยหน้าขึ้นมอง เห็นท่าทางของเขาแล้ว เธอก็รู้สึกได้ว่ามีบางอย่างแปลก ๆ นึกย้อนไปถึงท่าทีของเขาในตอนแรกที่ได้ยินคำว่า หรูฮวา กับเขาในตอนนี้ที่แกล้งทำเป็นไม่รู้ไม่ชี้ ดู ๆ แล้วมันต่างกันชัด ๆ

ไม่นานซางจื้อก็เข้าใจ ที่แท้เขาล้อเธอเล่นนี่เอง

ซางจื้อมองเขาด้วยสีหน้าที่นิ่งเฉยแล้วก็ทำหน้าบึ้ง เดินไปที่ร้านสะดวกซื้อไม่พูดไม่จา

เด็กคนนี้นี่ช่างเจ้าแง่แสนงอนเสียจริง ๆ

ต้วนเจียสวี่หัวเราะออกมาเล็กน้อยแล้วก็เดินตามเธอไปอย่างไม่ใส่ใจ

ร้านสะดวกซื้อแห่งนี้ถือว่าไม่เล็กเลยทีเดียว นอกจากจะมีสินค้ามากมายวางขายแล้ว ข้าง ๆ เคาน์เตอร์แคชเชียร์ยังมีเครื่องจำหน่ายอาหารพร้อมรับประทานอย่างไส้กรอก บะหมี่ฮ่องกงและอาหารสำเร็จรูปอื่น ๆ และที่ด้านหน้าตู้แช่ก็ยังมีโต๊ะว่างอยู่สองตัว ซางจื้อเลือกที่จะนั่งโต๊ะตัวในสุด

ต้วนเจียสวี่นั่งลงที่ตรงข้ามกับเธอแล้วจึงหยิบการบ้านของเธอออกมาจากกระเป๋าเป้ “เอาไปทำสิ”

ซางจื้อรับมาแล้วเปิดมันออก

ภายในร้านสะดวกซื้อนั้นเงียบสงบไร้เสียงรบกวน

พนักงานร้านที่อยู่ที่เคาน์เตอร์เก็บเงินก็ทำเพียงแค่เล่นโทรศัพท์เท่านั้น ไม่ได้ทำอะไรมากมายนัก กลิ่นหอมของบะหมี่ฮ่องกงและลูกชิ้นปลาที่ลอยฟุ้งอบอวลไปทั่วทั้งร้าน

ต้วนเจียสวี่เอามือเท้าคางแล้วมองเธอ “ตัวเล็ก กินข้าวเช้ามาหรือยัง?”

ซางจื้อหยิบปากกาออกมาแล้วทำเป็นไม่สนใจในสิ่งที่เขาพูดเพียงแต่พยักตอบแบบเงียบ ๆ

ต้วนเจียสวี่ “แล้วอยากกินอะไรอีกไหม?”

เธอส่ายหน้า

“ถ้าอย่างนั้นพี่ไปซื้อข้าวเช้าแล้วนะ”

ซางจื้อพยักหน้า

ต้วนเจียสวี่ลุกขึ้นแล้วจึงเดินไปทางเคาน์เตอร์แคชเชียร์

ซางจื้อเขียนวันที่ในไดอารี่แล้วแอบมองต้วนเจียสวี่

เวลานี้เขายืนอยู่หน้าชั้นวางของ แสงไฟในร้านเผยให้เห็นผิวที่ขาวของเขา ใต้ตาที่หมองคล้ำ ดู ๆ ไปแล้วเจ้าตัวคงจะนอนดึกมาเป็นเวลานานหากแต่ยังดูสดชื่นมีชีวิตชีวา ดวงตาคู่นั้นที่หรี่ลงอย่างเป็นธรรมชาติยามที่เลือกซื้อของ ทั้งมุ่งมั่นและอ่อนโยน

แต่รอยยิ้มกลับยียวนกวนประสาท

เป็นคนหน้าเนื้อใจเสือคนหนึ่งก็ว่าได้

ไม่นานนัก ต้วนเจียสวี่ก็ถือแซนด์วิชเดินกลับมา

ซางจื้อรีบก้มหน้าลง ทำราวกับว่าเธอไม่ได้เงยหน้ามองเขา

ต้วนเจียสวี่หยิบขวดน้ำและสมุดออกมาจากกระเป๋าเป้ จากนั้นเขาก็ฉีกออก แล้วกัดแซนด์วิชด้วยท่าทางดูอ้อยอิ่ง การกินของเขานั้นช่างสุภาพเสียจริง ๆ ไม่มีเสียงระหว่างที่กำลังกินเลย ถึงกระนั้นสปีดการกินก็ไม่ได้กินช้าแต่อย่างใด

ไม่นานเขาก็จัดการแซนด์วิชนั่นจนหมด

ซางจื้อขยับปากกาอย่างอ้อยอิ่ง กะจิตกะใจของเธอตอนนี้นั้นไม่ได้อยู่ที่การบ้านเลยแม้แต่น้อย แต่กลับลอยไปอยู่ที่เขา

คิดถึงคำพูดของซางเหยียนก่อนหน้านี้ที่บอกว่าพวกเขาจะย้ายวิทยาเขตหลังจากสอบเสร็จ

แสดงว่านี่ก็ปิดเทอมแล้วน่ะสิ

ได้ยินพ่อกับแม่บอกว่า เพราะซางเหยียนมีเรียนคอร์สระยะสั้นอีกเลยยังไม่ได้กลับบ้าน

งั้นนี่ก็คงเป็นคอร์สเดียวกันใช่ไหมนะ?

เมื่อเห็นซางจื้อที่ดูท่าจะนั่งใจลอย ต้วนเจียสวี่จึงเคาะโต๊ะเบา ๆ “ทำการบ้าน”

ซางจื้อดึงสติกลับมาแล้วพยักหน้าหงึก ๆ

ด้วยความที่โต๊ะนั้นเป็นวงกลมและไม่ได้มีพื้นที่มากมายนักทำให้สมุดของทั้งสองต้องวางซ้อนทับกัน ต้วนเจียสวี่เห็นดังนั้นจึงพบเก็บสมุดของตนลงพลางนั่งพิงไปด้านหลังและมอบพื้นที่โต๊ะทั้งหมดให้กับเธอ

พักหนึ่งผ่านไป

ต้วนเจียสวี่สังเกตเห็นขวดนมที่ยังไม่ได้เปิดออก จึงถามขึ้นว่า “ไม่กินนมเหรอ”

ได้ยินดังนั้นเธอจึงผละสายตาขึ้นมองนมขวดนั้นแล้วมองไปที่ต้วนเจียสวี่ครู่หนึ่งก่อนจะจับขวดนมใส่เข้าไปในกระเป๋าหนังสือของตนเอง

เมื่อเห็นการกระทำของเธอแล้ว ต้วนเจียสวี่ก็ยิ้มออกมา “ทำไมต้องทำเหมือนพี่จะแย่งเธอด้วย”

ซางจื้อเงียบ

ต้วนเจียสวี่แหย่ “ไม่กินก็มาให้พี่กินนี่มา”

ซางจื้อหันหน้าไปทางอื่นก่อนจะปิดซิปกระเป๋าอย่างรวดเร็ว

“เด็กคนนี่ทำไมขี้โมโหจังเลยน้า” ต้วนเจียสวี่นั่งลงอย่างเอื่อยเฉื่อยพร้อมทำหน้าเหลาะแหละ “พี่ก็แค่ล้อเล่นเอง ไหงเธอถึงไม่พูดด้วยอีกแล้วล่ะ”

ซางจื้อเงียบ

ต้วนเจียสวี่ไม่ได้ถือโทษโกรธเธอ เพียงแต่พูดขึ้นมาเบา ๆ ว่า “ใจร้าย”

ซางจื้อที่ทนไม่ไหวจึงตอบเขาเสียงแข็ง “ก็ต้องทำการบ้านนี่”

ต้วนเจียสวี่กวาดตามองไดอารี่ของเธอที่เขียนไปได้ครึ่งหนึ่งแล้ว “โอเค เธอเขียนไปเถอะ” เขาพูด

ดูเหมือนว่าเมื่อพูดประโยคแรกออกไปแล้ว ประโยคสนทนาต่อ ๆ มาก็ดูเหมือนจะออกมาง่ายขึ้น ซางจื้อไม่อยากจะทำสงครามเย็นอยู่ฝ่ายเดียวเหมือนเมื่อครู่ เธอเห็นการบ้านนั้นใกล้จะเขียนเสร็จแล้ว เธอจึงพยายามจะทำตัวสบาย ๆ แล้วถามขึ้น “พี่ยังไม่ปิดทอมใช่ไหม?”

“ยัง”

“อ้อ งั้นบ้านพี่ก็อยู่แถวนี้น่ะสิ”

“ไม่ใช่”

ซางจื้อครุ่นคิด ก่อนจะพูดอย่างเดา ๆ “ถ้าอย่างงั้นปิดเทอมแล้วพี่ถึงจะกลับบ้านเหรอ”

“ไม่ใช่ ทำไมเธอถึงสงสัยเรื่องของพี่จังล่ะ” ต้วนเจียสวี่ใช้นิ้วชี้ ๆ ที่การบ้านของเธอและพูดด้วยน้ำเสียงแผ่วเบา “เขียนให้เสร็จเร็ว ๆ เขียนเสร็จแล้วก็ไปเข้าเรียน”

“…….อ้อ”

เจ็ดโมงสิบห้านาที ซางจื้อได้เขียนไดอารี่ของเธอเสร็จเรียบร้อย

เธอเก็บของแล้วสะพายกระเป๋าเดินตามต้วนเจียสวี่ออกจากร้านสะดวกซื้อไป

เมื่อเห็นว่าเวลายังเช้าอยู่ ต้วนเจียสวี่จึงไปส่งเธอที่ประตูโรงเรียน

ซางจื้อที่ยังไม่อยากจะไป จึงทำทุกอย่างอย่างให้ช้า ๆ เธอกล่าวลาเขา ก่อนจะหันหลังกลับแล้วเดินเข้าโรงเรียนไป

ครู่หนึ่ง ต้วนเจียสวี่เหมือนจะนึกอะไรบางอย่างขึ้นมาได้เขาจึงเรียกเธอ ก่อนจะหยิบกระดาษที่พับไว้แผ่นหนึ่งออกจากกระเป๋ากางเกงแล้วส่งให้เธอ “อ้อ ตัวเล็ก พี่ลืมบอกเธอไปเลย”

ซางจื้อรับมาอย่างช้า ๆ “ฮะ?”

“พี่แอบอ่านไดอารี่เธอ” น้ำเสียงของเขาดูเหมือนจะแฝงไปด้วยความรู้สึกขอโทษแต่ซางจื้อกลับสัมผัสไม่ได้เลยสักนิด

แล้วต้วนเจียสวี่ก็ชี้ไปที่ก้อนกระดาษในมือของเธอและพูดต่อว่า “พี่ก็เลยเขียนอันใหม่มาใช้ให้เธอ”

-

เพราะยังเป็นเวลาเช้า ห้องเรียนจึงยังว่างโล่งอยู่

และยังมีเวลาอีกยี่สิบนาทีก่อนที่คาบเรียนจะเริ่ม เพื่อน ๆ ร่วมชั้นของเธอนั้นมักจะมาตอนเวลาเข้าเรียนพอดี

ซางจื้อเดินมาถึงที่ของตัวเอง แล้วเอาของในกระเป๋าทั้งหมดออกมากาง

เมื่อนำของออกมาจนหมด เธอหยุดมือครู่หนึ่งก่อนจะจับไปที่กระเป๋ากระโปรงของเธอ

หยิบก้อนกระดาษนั้นออกมา

แล้วคลี่มันออก

สิ่งที่เขียนข้างในก็เป็นไดอารี่บทหนึ่ง ดูเหมือนว่าเขาจะลอกเลียนแบบลายมือของเธอ

ลายมือเขียนตัวเล็ก ๆ สวยงามและคมชัด

ชื่อเรื่อง “ช่วยพี่ชายย้ายหอ” เนื้อหาข้างในที่เขียนอย่างจริงจัง เขาเขียนมันออกมาอย่างลื่นไหล เธอพลิกกระดาษมาอีกด้านหนึ่ง

เขาใช้พื้นที่ด้านหลังกระดาษเขียนไว้ตัวโตว่า “หมดแล้วจ้า”

ซางจื้อนั่งจินตนาการภาพตอนเขาเขียนไดอารี่เรื่องนี้แทบไม่ออก

เธอนึกถึงตอนนั้นตอนที่ท้องฟ้าเย็นย่ำ แสงจากโคมไฟที่หรี่มืดลง เขานั่งอยู่ที่โต๊ะหนังสือดูท่าทางปวดหัวกว่าจะเขียนไดอารี่บทนี้ออกมาได้

มันอาจเป็นแบบนั้น

นั่นทำให้เธอรู้สึกว่าหัวใจของเธอเต้นเร็วและลมหายใจถี่รัว

จากนั้น บรรยากาศก็ราวกับว่าจะอบอวลไปด้วยความหวานแหวว

ในหัวของซางจื้อตอนนี้ขาวโพลนไปหมด เธออ่านไดอารี่นั้นอย่างละเอียดอีกครั้งและนั่งยิ้มไม่หุบ จากนั้นเธอจึงพับเก็บแนบกระดาษนั่นกับสมุดวาดภาพของตนอย่างระมัดระวัง

พอดีกับที่อินเจินหรูมาถึงห้องเรียน เธอเข้ามาจากประตูหลังห้องและกล่าวทักทายซางจื้อ

เดินไปได้ไม่กี่ก้าว เธอก็หันหลับมาถาม “นี่ ทำไมวันนี้ดูมีความสุขจังเลยล่ะ”

เมื่อได้ยินดังนั้นซางจื้อถึงกับชาวาบ เธอพยามจะทำหน้านิ่งกลั้นยิ้มเอาไว้

“ก็ไม่มีอะไรสักหน่อย แค่คิดถึงเรื่องตลกน่ะ”

อินเจินหรูไม่ได้ซักไซ้อะไร จากนั้นเธอก็มองเห็นขวดนมที่ตั้งอยู่บนโต๊ะจึงเอ่ยถามด้วยความสงสัย “เธอไม่ได้แพ้นมวัวหรอกเหรอ ทำไมถึงซื้อมาล่ะ”

ซางจื้อเงียบไปครู่หนึ่งก่อนจะเก็บนมใส่ลิ้นชัก “ไม่ทันระวังเลยหยิบผิดมา”

-

หลังจากที่กลับถึงบ้าน ซางจื้อรีบเอานมขวดนั้นแช่ตู้เย็นอย่างรวดเร็ว

เธอเกรงว่าหลีผิงจะมาเห็นเข้า

เธอลังเล สุดท้ายก็เก็บมันไว้ในกล่องสมบัติของเธอ เมื่อเธอนึกถึงเขาเธอจะได้เอามันออกมาดู

หลายวันผ่านไป

ถึงแม้ว่าโรงเรียนของเธอและมหาวิทยาลัยจะอยู่ใกล้กัน แค่เพียงห้านาทีก็สามารถเดินไปถึงที่ที่คนคนนั้นอยู่แล้วแท้ ๆ เธอทำได้แม้กระทั่งแสร้งทำเป็นว่าไปเจอซางเหยียนเพื่อเจอเขาคนนั้นที่เธอเฝ้าคิดถึง

แต่เธอกลับไม่กล้า

เธอรู้สึกไม่ปกติ

เธอกลัว กลัวว่าความรู้สึกของเธอมันจะเก็บไว้ไม่อยู่

มีเพียงตัวเธอที่ต้องดูแลความรู้สึกของตนเองให้ดี

ครึ่งเดือนผ่านไป

ปิดเทอมวันแรก ขณะที่ซางจื้อหยิบขวดนมออกมาดู เป็นจังหวะเดียวกันกับที่หลีผิงมาเห็นเข้า เธอจึงนึกว่าซางจื้ออยากจะดื่มนม หลีผิงจึงเข้าไปพูดเตือนเธออย่างนุ่มนวล

แม้จะพูดจบแต่เธอก็ยังคงกลัวว่าซางจื้อจะเผลอดื่มมันเข้าไป เธอจึงอยากจะเก็บมา

ซางจื้อจึงได้แต่เทนมในขวดออก ล้างทำความสะอาดขวดแล้วเอาไปตากแห้งให้แห้ง บางครั้งเธอก็จะพับดาวใส่ลงไปในขวด ดวงแล้วดวงเล่า วันแล้ววันเล่า

หลังจากนั้นเธอก็ได้เอากระดาษไดอารี่ที่ต้วนเจียสวี่เขียนเอาไว้ใส่ลงไปด้วย

ต้นกล้าอ่อนที่ค่อย ๆ เติบใหญ่ไปเป็นต้นไม้

เธอเริ่มหวังขึ้นมาเล็ก ๆ

หวังในทุกวัน

หวังว่าวันเวลาจะผ่านไปให้เร็ว ๆ

หวังว่าเธอจะโตขึ้นเร็ว ๆ

-

ต้นเดือนสิงหาคม เนื่องจากซางหรงและหลีผิงจะต้องไปร่วมงานแต่งงานของเพื่อนของเขาที่ต่างเมือง ที่บ้านจึงมีแค่ซางเหยียนและซางจื้ออยู่สองคนเท่านั้น ก่อนจะออกเดินทาง หลีผิงได้กำชับกับซางเหยียนไว้หนักหนาว่าให้เขานั้นดูแลน้องสาวให้ดี

ซางหรงที่พูดด้วยน้ำเสียงข่มขู่นั่น ทำให้ซางเหยียนได้แต่ตกปากรับคำ

วันแรกของสองพี่น้องที่ต้องอยู่ด้วยกันสองคน ก็นับว่ายังกลมเกลียวกันดีอยู่

นอกจากเวลากินข้าวแล้ว ซางเหยียนมักจะทำหน้าเหม็นใส่เธอเวลาซางจื้อเรื่องมาก แต่เขาก็ยังคงทำอาหารให้เธอ ส่วนในเวลาอื่น ๆ ก็เอาแต่ขลุกตัวอยู่ในที่นอนเล่นโทรศัพท์ มีบ้างบางครั้งที่ซางจื้อเข้ามาก่อกวนแต่เขาก็จัดการกับเธอได้อยู่หมัด

วันวันหนึ่งก็ผ่านไปเช่นนี้

แต่วันที่สอง เขามีนัดกับเพื่อนออกไปเล่นเกม

ซางเหยียนไม่อยากจะปฏิเสธ จึงรีบเปลี่ยนเสื้อผ้าออกจากบ้าน

เวลานี้ซางจื้อนั่งดูการ์ตูนอยู่บนโซฟาห้องรับแขก เมื่อได้ยินเสียงบางอย่าง เธอจึงหันมองเขาด้วยใบหน้าที่เรียบเฉยและนิ่งเงียบ

ซางเหยยียนเดินไปที่ประตูเพื่อใส่รองเท้า “เดี๋ยวออกไปแป๊บนึง เธออยู่บ้านทำการบ้านไปนะ”

ซางจื้อ “ออกไปเที่ยวเหรอ?”

ซางเหยียนเมินคำถามของเธอ “ถ้ามีเรื่องอะไรก็โทรมาแล้วกัน”

ซางจื้อ “ไม่เอา”

ซางเหยียนหยุดการกระทำที่ทำอยู่แล้วส่งยิ้มเหมือนไม่ยิ้ม “จะมาควบคุมกันหรือไง?”

ซางจื้อหันหลับไปดูการ์ตูนแล้วฉีกซองมันฝรั่งทอดออก “ถ้ามีโจรเข้ามาแล้วจะทำยังไง หนูสู้ไม่ไหวหรอกนะ”

“ก็ปิดประตูให้มันดี ๆ ไม่มีใครเข้ามาหรอก”

“แล้วถ้าหนูหิวล่ะ ไม่มีอะไรกินเลยนะ”

ซางเหยียนพยายามอดทน มองมันฝรั่งทอดในมือของเธอ “มีขนมอยูในตู้ พอรึเปล่า”

ซางจื้อกัดมันฝรั่ง “แต่หนูไม่อยากกินมันฝรั่งทอดนี่”

ซางเหยียนมองมาที่ถุงมันฝรั่งในมือเธอ เขาเงียบครู่หนึ่ง ซางเหยียนที่ไม่อยากจะต่อล้อต่อเถียงกับเธออีกจึงยอมที่จะถอยให้ “งั้นเธออยากกินอะไร” เขาเอ่ย

ซางจื้อ “ยังไงก็เอาเหอะ แต่ไม่อยากกินขนม”

ซางเหยียนที่กำลังอดกลั้นอยู่นั้นก็ได้ถอดรองเท้าออก “จะกินอะไร จะได้ออกไปซื้อให้”

ซางจื้อที่สบตาเข้าแล้วพูดขึ้น “ยังไม่รู้”

“…….”

“นี่ยัยดื้อ” ซางเหยียนย่อตัวลงแล้วหยิกแก้มเธอ “ตอนฉันอายุเท่าเธอ ตอนพ่อแม่ไม่อยู่บ้านฉันทำกับข้าวกินเองได้ แล้วก็ยังทำให้เธอกินด้วย”

แก้มของเธอโดนดึงอยู่ทำให้พูดออกมาไม่ชัดเจนนัก “มันไม่เหมือนกันนี่”

“ไม่เหมือนกันตรงไหน”

“ก็ตอนที่นายอายุเท่าฉันนายไม่มีพี่ชายนี่” ซางจื้อยิ้มเจ้าเล่ห์ แล้วพูดขึ้นอย่างช้า ๆ “...แต่ฉันมี”

“......”

เพื่อนของเขาโทรตามอีกครั้ง ซางเหยียนไม่สนจะต่อล้อต่อเถียงกับเธอ “ตอนนี้เธอมีสองทางเลือก อย่างแรกบอกฉันมาตอนนี้เลยว่าอยากกินอะไร แล้วฉันออกไปซื้อมาให้ กับอีกอย่างคืออยู่บ้านเฉย ๆ รอความตาย”

ซางจื้อกัดแผ่นมันฝรั่ง “ฉันเลือกอย่างหลัง”

“……”

พูดจบซางจื้อก็หยิบโทรศัพท์ออกมา แล้วเปิดเบอร์ของซางหรง เธอจับจ้องไปที่หน้าจอแล้วพึมพำ “ได้ หนูจะบอกพ่อ......”

ซางเหยียนพ่นลมออกจมูก “ก็ได้ เชิญฟ้องตามสบาย”

เขาเบื่อจะสนใจแล้วหันกลับไปเปลี่ยนรองเท้า

ครู่หนึ่ง เสียงซางจื้อคุยโทรศัพท์ก็ดังขึ้น “พ่อ”

ซางเหยียนใส่รองเท้าข้างหนึ่ง

ยังไม่ทันที่จะได้ใส่อีกข้าง ก็ตามมาด้วยเสียงของซางจื้อที่พูดกับพ่อด้วยน้ำเสียงจริงจัง “พี่เขาบอกให้หนูไปตาย”

“…….”

จบบทที่ บทที่ 10 หรูฮวา

คัดลอกลิงก์แล้ว